LOGIN"พี่จงท่านมาก็ดีแล้วข้าต้องการทำเรื่องแยกบ้านให้กับอาซานพี่ช่วยดำเนินการให้ข้าทีขอรับ" เหอหานตงที่มีอายุน้อยกว่าอีกฝ่ายอีกทั้งเขาเองก็นับถือชายชราตรงหน้าเป็นอย่างมากเอ่ยบอกกับอีกฝ่าย
"ได้สิ เพียงแต่ภรรยาของเจ้ากับคนในตระกูลคนอื่น ๆ เล่าเจ้าจะทำเช่นไร" จงฟานตู้เองก็รับรู้มาโดยตลอดถึงชีวิตที่ยากลำบากของครอบครัวเหอบ้านเล็ก เพียงแต่เขาเองก็เป็นคนนอกไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืออะไรได้มากจึงทำได้เพียงเฝ้ามองดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น
"ข้าเป็นผู้นำตระกูลข้าสามารถตัดสินใจเองได้เลยขอรับพี่จง ส่วนใครที่ไม่เห็นด้วยก็ช่างหัวพวกเขา!" เหอหานตงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังจนทำให้นางจางที่เป็นภรรยาและชอบออกคำสั่งกับผู้เป็นสามีนั้นแทบจะไม่กล้าส่งเสียงออกมาด้วยนี่เป็นครั้งแรกที่สามีของตนนั้นมีสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังถึงเพียงนี้
"ข้าไม่ติดที่อาซานจะแยกบ้านออกไป...เพียงแต่สมบัติและเงินทองข้าคงให้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะพวกบ้านใหญ่เองก็มีอีกหลายชีวิตที่ต้องเลี้ยงดู เจ้าคงจะเข้าใจแม่ใช่หรือไม่อาซาน" แต่นางจางก็ยังคงเป็นนางจางอยู่วันยังค่ำมีหรือที่นางจะยอมเสียผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของตนเองไปนางจึงได้กล้าเอ่ยปากขึ้นมาเช่นนี้
"ขอรับท่านแม่ ข้าแล้วแต่ท่านพ่อกับท่านแม่จะมอบให้ขอรับ.." ซึ่งเหอหลวนซานนั้นก็ไม่มีทางโต้แย้งสิ่งใดกับมารดาของตนได้ด้วยเขายังคงให้ความเคารพนางจางในฐานะมารดาผู้ให้กำเนิดอยู่นั่นเอง
"ดี! เช่นนั้นท่านพี่ก็มอบที่ดิน 4 หมู่ท้ายหมู่บ้านติดตีนเขาให้กับอาซานก็แล้วกันคงจะเพียงพอสำหรับการปลูกบ้านและเพาะปลูกเลี้ยงครอบครัว ส่วนข้าวสารก็แบ่งเอาไปจากส่วนกลางของบ้านห้ากระสอบก็แล้วกันน่าจะพอดีถึงเวลาเก็บเกี่ยวค่อยให้เพิ่ม เพียงแต่ตอนนี้บ้านของเรานั้นไม่ค่อยมีตำลึงเหลืออยู่มากข้าคงมอบให้ได้เพียงสองตำลึงเท่านั้น เจ้าตกลงหรือไม่อาซาน" นางจางรีบเอ่ยรวบรัดเกี่ยวกับส่วนแบ่งที่จะมอบให้กับบุตรชายคนเล็กพร้อมทั้งยังไม่ยอมให้โอกาสอีกฝ่ายได้เอ่ยแย้งแม้แต่น้อย
เมื่อจบคำพูดของหญิงชราใบหน้าของคนบ้านเล็กต่างก็จ้องมองไปยังร่างอ้วนท้วมของนางจางอย่างไม่เชื่อสายตา ข้าวสารให้เพียงห้ากระสอบเนี่ยนะทั้งที่ความจริงแล้วข้าวสารของบ้านยังเหลืออยู่เกือบสามสิบกระสอบ อีกทั้งที่ดินก็มีมากมายแต่กลับแบ่งให้พวกตนเพียง 4 หมู่เท่านั้นแบบนี้มันจะต่างอะไรกับไม่ให้กันเล่า
"นางแก่! อย่าทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะเจ้านักเลยที่ดินบ้านเรามีตั้งมากจะแบ่งให้เจ้าเล็กเพียงแค่ 4 หมู่ได้เช่นไรกัน อีกอย่างเจ้าเองก็รู้ดีที่สุดว่าข้าวสารบ้านเรานั้นได้มามากก็เพราะบ้านเจ้าเล็กทั้งสิ้นจะให้เพียงห้ากระสอบได้หรือ" กลับเป็นผู้เฒ่าเหอที่รับไม่ได้กับสิ่งที่ภรรยาเอ่ยออกมาจนต้องเอ่ยแย้งอีกฝ่ายด้วยในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงพวกเขากับผู้นำหมู่บ้านเท่านั้นที่รับฟัง ยังมีเหล่าชาวบ้านอยู่อีกไม่น้อยที่กำลังร่วมฟังเรื่องราวในครั้งนี้
"ท่านพี่! แล้วท่านต้องการเช่นไรกันเจ้าคะ" ถึงแม้นางจางจะอยากเอ่ยค้านผู้เป็นสามีมากเพียงใดแต่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้นางจำเป็นต้องไว้หน้าเขาอยู่มาก นางจึงทำได้เพียงเอ่ยถามสามีของตนด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่
"แบ่งที่ดินให้เจ้าเล็กกับครอบครัวจาก 4 หมู่เป็น 7 หมู่ตรงที่มารดาเจ้าเอ่ยมา ส่วนข้าวนั้นให้ไปสิบกระสอบ ตำลึงอีกห้าตำลึงก็แล้วกัน"
"ท่านพี่เจ้าคะมันจะไม่มากเกินไปหรือ! ท่านอย่าลืมว่าท่านยังมีบุตรชายอีกตั้งสองคนไหนจะหลาน ๆ อีกนะเจ้าคะ!" จบคำพูดของเหอหานตงนางจางก็เข่าแทบทรุดจนไม่สามารถยอมได้ นางจึงได้เอ่ยแย้งผู้เป็นสามีโดยการยกเอาบุตรชายและหลาน ๆ มาเพื่อหวังให้สามีของตนเองนั้นเปลี่ยนใจ แต่มันกลับไร้ผลเพราะชายชรายังคงยืนยันหนักแน่นถึงคำพูดที่กล่าวมาเมื่อครู่นี้
"บ้านเรายังมีอยู่ไม่น้อยเอาตามที่ข้าเอ่ยมานั่นแหละพี่จงท่านสามารถช่วยทำการแยกที่ดินออกเป็นหนังสือให้กับอาซานได้เลยหรือไม่ขอรับ" ประโยคแรกนั้นเหอหานตงเอ่ยบอกกับภรรยาของตนเอง ส่วนประโยคถัดมานั้นเขาได้หันไปเอ่ยถามกับผู้นำหมู่บ้านที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ
"ย่อมได้ ในเมื่อได้ข้อสรุปแล้วเจ้ากับอาซานก็ตามข้าไปทำเรื่องที่บ้านของข้าได้เลย" เมื่อเห็นว่าได้ข้อสรุปในเรื่องนี้แล้วจงฟานตู้จึงได้เอ่ยบอกกับเหอหานตงและเหอหลวนซานเพื่อไปทำเรื่องให้แล้วเสร็จ
"ท่านแม่! พวกเราจะยอมให้พวกมันได้สมบัติของพวกเราไปมากมายถึงเพียงนี้ได้หรือเจ้าคะ พวกเรายังมีค่าเล่าเรียนของอาจิ้นที่ต้องจ่ายอยู่นะเจ้าคะท่านแม่!" นางจูซือเองที่ภายในใจไม่ยินยอมให้บ้านเล็กได้สมบัติและข้าวของไปมากมายเช่นนั้นจึงคิดจะเป่าหูแม่สามีให้จัดการกับเรื่องนี้แต่กลับถูกหญิงชราตะคอกกลับมาแทนเสียอย่างนั้น
"แล้วมันเป็นเพราะใครกัน! ไม่ใช่เพราะความโง่งมของเจ้าหรอกรึที่ทำให้เรื่องทุกอย่างมันเป็นเช่นนี้ จะทำสิ่งใดได้อีก ไม่เห็นรึว่าตาแก่พูดเด็ดขาดมาแล้วนะหะ!" นางจางที่รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากแต่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ ทำให้ในตอนนี้ภายในอกของนางนั้นแทบจะระเบิดออกมาจนต้องรีบเดินสะบัดหน้าไปยังบ้านใหญ่โดยไม่หันกลับมามองพวกของฟ่านชิงอีกต่อไป
ส่วนทางด้านผู้นำหมู่บ้าน เหอหานตง เหอหลวนซานและเหอชงหยวนก็ได้เดินตามผู้นำหมู่บ้านเพื่อไปทำเรื่องการแยกบ้านตามที่ชายชราเอ่ยบอก ส่วนชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เห็นว่าเรื่องราวทุกอย่างได้จบลงไปแล้วนั้นต่างก็พากันแยกย้ายกับไปบ้านของตนเองในทันที
ดังนั้นในตอนนี้จึงเหลือเพียงเหอฟ่านชิงกับมารดาของนางและนางจูซือที่ยังไม่ยอมจากไปไหนยังคงยืนจ้องมองมายังสองแม่ลูกด้วยสายตาโกรธแค้น และในที่สุดนางจูซือก็เอ่ยประโยคทิ้งท้ายไว้ให้กับสองแม่ลูกแล้วจากไปด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
"ครั้งนี้พวกแกเพียงแค่โชคดี แต่จำเอาไว้ว่าข้าไม่มีทางจะให้พวกแกได้อยู่กันอย่างสงบสุขอย่างแน่นอนจำเอาไว้!"
"แล้วคิดว่าข้าจะปล่อยให้ท่านได้รังแกพวกข้าตามอำเภอใจเช่นนั้นรึท่านป้าใหญ่..." ประโยคนี้ฟ่านชิงทำได้เพียงพูดอยู่ภายในใจไม่ได้เอ่ยออกมาให้มารดาของนางได้รับรู้ถึงความคิดที่อยู่ภายในใจด้วยรู้ว่ามารดาของตนนั้นต้องไม่เห็นด้วยกับนางอย่างแน่นอน
"ชิงเอ๋อร์พวกเราเข้าบ้านกันเถิด เจ้าเพิ่งจะหายป่วยยังต้องพักผ่อนอีกมากนัก" เมื่อทุกอย่างจบลงนางมี่ซือจึงได้เอ่ยบอกกับบุตรสาวคนเล็กด้วยความเป็นห่วง
"เจ้าค่ะท่านแม่" ซึ่งฟ่านชิงเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของมารดาจึงได้เอ่ยตอบรับอย่างง่ายดาย จากนั้นสองแม่ลูกก็พากันเดินเข้าห้องของตนเองไปในที่สุด
หลังจากนั้นอีกสามวันครอบครัวเหอบ้านเล็กก็ได้พากันย้ายออกจากตระกูลเหอไปอยู่ที่ดินท้ายหมู่บ้านที่พวกเขาได้ทำการสร้างกระท่อมชั่วคราวเพื่อใช้ในการอยู่อาศัยก่อน เพราะนางจางนั้นยื่นคำขาดให้พวกเหอหลวนซานนั้นย้ายออกจากบ้านใหญ่ภายในสามวัน
ดังนั้นตลอดสองวันที่ผ่านมาพวกเหอฟ่านชิงจึงต้องช่วยกันทำกระท่อมเอาไว้สำหรับหลับนอนกันไปก่อนจนแล้วเสร็จและย้ายไปอยู่ในวันนี้อย่างรวดเร็ว และในวันนี้เหอฟ่านชิงเองก็ต้องการที่จะขึ้นเขาไปสำรวจหาผักป่าเพื่อมาทำอาหาร เพราะตลอดเกือบสองอาทิตย์ที่ผ่านมานางได้กินเพียงน้ำข้าวต้มจืดชืดเท่านั้น ช่างเป็นการทรมานนางอย่างแท้จริงจนเหอฟ่านชิงนั้นแทบจะทนต่อไปไม่ไหวแล้วนั่นเอง
**********************************************************************************************
ในที่สุดยัยน้องก็แยกบ้านเสร็จแล้ว ต่อไปก็คงต้องใช้ความสามารถของตนเองมาช่วยครอบครัวให้อยู่รอดไปได้แล้ว ทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้กับยัยน้องด้วยนะคะ
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







