LOGIN"ส่วนเจ้านางจูซือ อย่าทำอะไรตามอำเภอใจให้มันมากนักถึงยังไงอาซานก็ยังเป็นบุตรชายของข้าอยู่มิใช่ใครที่ไหน ที่ข้าเงียบไม่ได้แปลว่าข้าไม่สนใจเขา ถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรชายคนเล็กของข้าเหอหานตงผู้นี้!" ชายชราที่เห็นว่าหลานสาวนั้นยังมีหัวคิดอยู่จึงได้หันไปเอ่ยกับลูกสะใภ้ที่ทำตัวไม่ไว้หน้าเขาในครั้งนี้ในทันที
ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างยิ่ง แต่สำหรับเหอหลวนซานแล้วนั้นเขาถึงกับรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่บิดาที่เขาเคารพรักนั้นยังคงมองเห็นว่าเขายังเป็นบุตรชายอยู่และยังออกหน้าปกป้องตนอยู่บ้างไม่ได้ไร้หัวใจเหมือนอย่างที่เขาคิด
"เจ้าค่ะท่านพ่อ.." นางจูซือที่หายจากอาการตกตะลึงกับคำพูดของพ่อสามีก็ได้เอ่ยขานรับออกไปอย่างไม่ค่อยจะพอใจนักแต่ด้วยสายตาที่น่ากลัวของชายชราที่กำลังจ้องมองมายังร่างของตนเองนั้นทำให้นางต้องเอ่ยตอบรับออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"ส่วนเรื่องการแยกบ้านเจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไรเล่าเจ้าเล็ก ถ้าเจ้าต้องการข้าก็พร้อมจะทำเรื่องแยกบ้านให้" เมื่อไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดขึ้นมาอีกเหอหานตงจึงได้หันกลับไปเอ่ยถามกับบุตรชายคนเล็กของตนเองเกี่ยวกับเรื่องการแยกบ้าน
ด้วยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเองก็รับรู้มาโดยตลอดถึงความสัมพันธ์ของภรรยาเขากับลูกสะใภ้คนเล็กอีกทั้งการถูกปฏิบัติที่แตกต่างจากลูกคนอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้คิดที่จะปล่อยให้บุตรชายคนเล็กได้เป็นอิสระจากบ้านที่แสนจะโหดร้ายหลังนี้เช่นเดียวกัน ด้วยทุกครั้งบ้านเล็กไม่เคยเอ่ยปากถึงการแยกบ้านเขาที่เป็นบิดาจึงไม่ได้เอ่ยปาก
เพราะเกรงว่าอาจจะทำให้บุตรชายคนเล็กที่ขยันทำงานเพื่อเลี้ยงดูพวกเขามาโดยตลอดเสียใจ ในใจเขาลึก ๆ แล้วเหอหลวนซานนั้นเป็นลูกชายคนเล็กที่เขาเอ็นดูที่สุด แต่ด้วยรู้ว่านิสัยภรรยานั้นเป็นเช่นไรเขาจึงต้องแสร้งทำเป็นหมางเมินอีกฝ่ายและครอบครัว แต่ยิ่งเขาไม่สนใจมากเท่าไหร่กลับกลายเป็นว่าครอบครัวลูกชายคนเล็กจะยิ่งพบเจอกับเรื่องราวที่โหดร้ายลงไปเรื่อย ๆ
จนในที่สุดหลานสาวคนเล็กของเขานั้นเกือบจะตายไปเพราะหลานสาวคนโตที่มีนิสัยเลวร้ายไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาของนางเลยนั้นเอง นี่จึงทำให้เขาตัดสินใจที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือบุตรชายคนเล็กในครั้งนี้
"ท่านพ่อ....ข้า.."เหอหลวนซานเองก็รับรู้ถึงความหมายที่สื่อผ่านดวงตาอันคมกริบนั้นของผู้เป็นบิดา เขาเองก็รู้สึกว่าการตัดสินใจในครั้งนี้นั้นช่างยากเย็นยิ่งนัก
"เจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งของภรรยาและลูก ๆ จะมามัวแต่ลังเลเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าเล็ก" เมื่อเห็นว่าบุตรชายคนเล็กมีท่าทางที่คิดไม่ตกชายชราจึงได้เอ่ยสอนไปอีกหนึ่งประโยคเพื่อสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจให้กับบุตรชายของตนเอง
"ไม่ได้...ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!" แต่ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยตอบสิ่งใด จู่ ๆ เสียงแหลมสูงของนางจางภรรยาของเหอหานตงก็ดังขัดขึ้นจากบริเวณหน้าบ้าน
"ท่านแม่...."เหอหลานซานเอ่ยเรียกผู้เป็นมารดาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาส่วนคนอื่น ๆ นั้นทำเพียงแค่เงียบฟังในสิ่งที่หญิงชราจะเอ่ยต่อไป
"ทำไมจะไม่ได้ ข้าเป็นหัวหน้าตระกูลย่อมมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ เจ้าอย่ามาก้าวก่าย" ผู้เฒ่าเหอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย
"ข้าเองก็เป็นมารดาของเจ้าเล็กเหมือนกันทำไมจะไม่มีสิทธิ์เอ่ยค้านกัน ท่านพี่!" นางจางเองก็ไม่คิดที่จะยอมให้กับผู้เป็นสามีด้วยถ้าให้บุตรชายคนเล็กแยกบ้านไปก็จะต้องเสียทั้งเงินทองและข้าวสารไปให้กับบ้านเล็ก แล้วนางจะยอมเสียตำลึงเงินไปได้อย่างไร ไหนจะแรงงานที่ต้องใช้ทำงานบ้านและงานในไร่อีกเล่าใครจะเป็นคนทำแทนถ้าไม่มีคนจากบ้านเล็กแล้ว ให้ตายนางจางก็ไม่มีทางยอมเป็นอันขาด
"หึ!.นี่เจ้ายังเห็นเจ้าเล็กเป็นบุตรชายของตนอยู่อย่างนั้นรึ? ...ข้าก็นึกว่าเห็นเขาเป็นเพียงคนทำงานให้เสียอีก" เมื่อต้องการที่จะช่วยแล้วเหอหานตงจึงจำเป็นจะต้องขัดแย้งกับภรรยาด้วยรู้ทันในความคิดของภรรยาที่อยู่กินกันมานานย่อมรู้ว่าเหตุผลแท้จริงของอีกฝ่ายนั้นเพราะอะไร ชายชราจึงต้องใช้อำนาจที่ไม่เคยใช้มาก่อน
"ว่าอย่างไรเจ้าเล็กนี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้วนะ เจ้าต้องการที่จะแยกบ้านหรือไม่?"
"ท่านพี่แยกบ้านเถิดเจ้าค่ะ!" ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงหวานใสที่เติมไปด้วยอาการสั่นหอบของนางมี่เหรินหรือก็คือภรรยาของเขาที่เอ่ยบอกจากทางด้านหลัง
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เค่อที่ผ่านมาในระหว่างที่นางมี่ซือกำลังซักผ้าที่ลำธารตามปกติก็ได้มีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ว่าที่บ้านของนางมี่ซือนั้นกำลังเกิดเรื่องชาวบ้านหญิงนางนั้นจึงได้รีบมาเอ่ยบอกกับนางมี่ซือ
เมื่อฟังเรื่องราวจบนางมี่ซือจึงได้ออกวิ่งมาที่บ้านด้วยความเป็นห่วงบุตรสาวและสามีที่ยังบาดเจ็บอยู่จนลืมแม้กระทั่งผ้าที่ซักทิ้งไว้ที่ลำธาร จนในที่สุดนางก็วิ่งมาทันประโยคที่พ่อสามีเอ่ยถามกับสามีของตนเองนางจึงได้เอ่ยบอกด้วยรู้ว่านี้เป็นความช่วยเหลือจากพอสามีที่ต้องการจะช่วยเหลือนางกับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
กลับมาที่ปัจจุบันนางมี่ซือได้เดินมาหยุดอยู่ด้านข้างสามีและลูก ๆ ของนางพร้อมกับส่งยิ้มบางเบาไปให้กับผู้เป็นสามีอีกทั้งยังช่วยพยุงร่างของสามีให้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
"น้องหญิงเจ้าต้องการเช่นนั้นจริง ๆ อย่างนั้นหรือ" เหอหลวนซานเอ่ยถามภรรยาสุดที่รักอีกครั้งหลังจากที่ตัวของเขายืนได้มั่นคงดีแล้ว
"เจ้าค่ะ ข้าเองก็คิดเรื่องนี้มาสักพักแล้วจนในวันนี้คงถึงเวลาที่พวกเราต้องแยกบ้านออกมาอยู่กันตามลำพังแล้ว เพื่อลดภาระให้กับบ้านใหญ่เจ้าค่ะ" นางมี่ซือเองก็เอ่ยตอบผู้เป็นสามีด้วยเหตุผลที่ฟังดูดีขึ้นมาอีกทั้งยังเป็นเหตุผลที่รักษาหน้าตาของบ้านพ่อสามีได้เป็นอย่างดี
"ถ้าน้องหญิงเห็นด้วยกับลูก ๆ พี่เองก็ไม่มีปัญหาแล้วเจ้าใหญ่กับเจ้ารองเล่าคิดเห็นเช่นใด" เหอหลวนซานเองก็เป็นบุรุษที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของเขามากทุกครั้งที่ต้องมีการตัดสินใจครั้งสำคัญเขาก็จะถามความคิดเห็นจากทุกคนในครอบครัวด้วยเพื่อหาข้อสรุปในหัวข้อนั้น ๆ
"ข้านั้นแล้วแต่ท่านพ่อกับท่านแม่ ส่วนเจ้ารองตอนนี้ขึ้นเขาไปขนฟืนอยู่แต่ข้าก็คิดว่าเจ้ารองเองก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจในครั้งนี้ของพวกเราขอรับ" เหอชงหยวนเองก็เอ่ยบอกความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกทั้งยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับน้องชายของตนเองด้วยเช่นกัน และนั่นก็เป็นข้อสรุปที่ทำให้เหอหลวนซานได้รับคำตอบในครั้งนี้แล้วเช่นกัน
"เช่นนั้นข้าขอแยกบ้านขอรับท่านพ่อ" เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเหอหลวนซานจึงได้หันไปมองหน้าของบิดาพร้อมกับเอ่ยบอกถึงความต้องการในครั้งนี้ให้กับอีกฝ่ายทราบเพื่อที่จะดำเนินเรื่องต่อไป
"ดี! ...เช่นนั้นชงหยวนเจ้าไปตามผู้นำหมู่บ้านมาข้าจะทำเรื่องแยกบ้านให้กับพวกเจ้าในวันนี้เลย" เหอหานตงเองเกรงว่าถ้ารอนานกว่านี้อาจจะไม่สามารถทำเรื่องได้อีกต่อไปจึงรีบเอ่ยบอกกับหลายชายของตนให้ไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาโดยเร็วแต่ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้ออกวิ่งเสียงแหบแห้งแต่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
"ไม่ต้องไปแล้วข้ามาถึงแล้ว" เสียงของ จงฟานตู้ ผู้นำหมู่บ้านเป่าหนิงที่ในปีนี้เขาอายุได้ 69 ปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้นำหมู่บ้านที่เหล่าชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก อีกทั้งชายชรายังมีนิสัยเถรตรง มีความเป็นกลางและยุติธรรม อีกทั้งมีความสามารถจนนำพาคนทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย นี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้พวกชาวบ้านนั้นให้ความเคารพเขา
************************************************************************************************
ท่านปู่ก็รักลูกชายคนเล็กอยู่นะ แต่ท่านย่ายัยน้องนี้สิไม่ไหวเลย
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







