LOGIN"ส่วนเจ้านางจูซือ อย่าทำอะไรตามอำเภอใจให้มันมากนักถึงยังไงอาซานก็ยังเป็นบุตรชายของข้าอยู่มิใช่ใครที่ไหน ที่ข้าเงียบไม่ได้แปลว่าข้าไม่สนใจเขา ถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรชายคนเล็กของข้าเหอหานตงผู้นี้!" ชายชราที่เห็นว่าหลานสาวนั้นยังมีหัวคิดอยู่จึงได้หันไปเอ่ยกับลูกสะใภ้ที่ทำตัวไม่ไว้หน้าเขาในครั้งนี้ในทันที
ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างยิ่ง แต่สำหรับเหอหลวนซานแล้วนั้นเขาถึงกับรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่บิดาที่เขาเคารพรักนั้นยังคงมองเห็นว่าเขายังเป็นบุตรชายอยู่และยังออกหน้าปกป้องตนอยู่บ้างไม่ได้ไร้หัวใจเหมือนอย่างที่เขาคิด
"เจ้าค่ะท่านพ่อ.." นางจูซือที่หายจากอาการตกตะลึงกับคำพูดของพ่อสามีก็ได้เอ่ยขานรับออกไปอย่างไม่ค่อยจะพอใจนักแต่ด้วยสายตาที่น่ากลัวของชายชราที่กำลังจ้องมองมายังร่างของตนเองนั้นทำให้นางต้องเอ่ยตอบรับออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"ส่วนเรื่องการแยกบ้านเจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไรเล่าเจ้าเล็ก ถ้าเจ้าต้องการข้าก็พร้อมจะทำเรื่องแยกบ้านให้" เมื่อไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดขึ้นมาอีกเหอหานตงจึงได้หันกลับไปเอ่ยถามกับบุตรชายคนเล็กของตนเองเกี่ยวกับเรื่องการแยกบ้าน
ด้วยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาเองก็รับรู้มาโดยตลอดถึงความสัมพันธ์ของภรรยาเขากับลูกสะใภ้คนเล็กอีกทั้งการถูกปฏิบัติที่แตกต่างจากลูกคนอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้คิดที่จะปล่อยให้บุตรชายคนเล็กได้เป็นอิสระจากบ้านที่แสนจะโหดร้ายหลังนี้เช่นเดียวกัน ด้วยทุกครั้งบ้านเล็กไม่เคยเอ่ยปากถึงการแยกบ้านเขาที่เป็นบิดาจึงไม่ได้เอ่ยปาก
เพราะเกรงว่าอาจจะทำให้บุตรชายคนเล็กที่ขยันทำงานเพื่อเลี้ยงดูพวกเขามาโดยตลอดเสียใจ ในใจเขาลึก ๆ แล้วเหอหลวนซานนั้นเป็นลูกชายคนเล็กที่เขาเอ็นดูที่สุด แต่ด้วยรู้ว่านิสัยภรรยานั้นเป็นเช่นไรเขาจึงต้องแสร้งทำเป็นหมางเมินอีกฝ่ายและครอบครัว แต่ยิ่งเขาไม่สนใจมากเท่าไหร่กลับกลายเป็นว่าครอบครัวลูกชายคนเล็กจะยิ่งพบเจอกับเรื่องราวที่โหดร้ายลงไปเรื่อย ๆ
จนในที่สุดหลานสาวคนเล็กของเขานั้นเกือบจะตายไปเพราะหลานสาวคนโตที่มีนิสัยเลวร้ายไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาของนางเลยนั้นเอง นี่จึงทำให้เขาตัดสินใจที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือบุตรชายคนเล็กในครั้งนี้
"ท่านพ่อ....ข้า.."เหอหลวนซานเองก็รับรู้ถึงความหมายที่สื่อผ่านดวงตาอันคมกริบนั้นของผู้เป็นบิดา เขาเองก็รู้สึกว่าการตัดสินใจในครั้งนี้นั้นช่างยากเย็นยิ่งนัก
"เจ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งของภรรยาและลูก ๆ จะมามัวแต่ลังเลเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าเล็ก" เมื่อเห็นว่าบุตรชายคนเล็กมีท่าทางที่คิดไม่ตกชายชราจึงได้เอ่ยสอนไปอีกหนึ่งประโยคเพื่อสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจให้กับบุตรชายของตนเอง
"ไม่ได้...ข้าไม่ยอมเด็ดขาด!" แต่ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยตอบสิ่งใด จู่ ๆ เสียงแหลมสูงของนางจางภรรยาของเหอหานตงก็ดังขัดขึ้นจากบริเวณหน้าบ้าน
"ท่านแม่...."เหอหลานซานเอ่ยเรียกผู้เป็นมารดาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาส่วนคนอื่น ๆ นั้นทำเพียงแค่เงียบฟังในสิ่งที่หญิงชราจะเอ่ยต่อไป
"ทำไมจะไม่ได้ ข้าเป็นหัวหน้าตระกูลย่อมมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ เจ้าอย่ามาก้าวก่าย" ผู้เฒ่าเหอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย
"ข้าเองก็เป็นมารดาของเจ้าเล็กเหมือนกันทำไมจะไม่มีสิทธิ์เอ่ยค้านกัน ท่านพี่!" นางจางเองก็ไม่คิดที่จะยอมให้กับผู้เป็นสามีด้วยถ้าให้บุตรชายคนเล็กแยกบ้านไปก็จะต้องเสียทั้งเงินทองและข้าวสารไปให้กับบ้านเล็ก แล้วนางจะยอมเสียตำลึงเงินไปได้อย่างไร ไหนจะแรงงานที่ต้องใช้ทำงานบ้านและงานในไร่อีกเล่าใครจะเป็นคนทำแทนถ้าไม่มีคนจากบ้านเล็กแล้ว ให้ตายนางจางก็ไม่มีทางยอมเป็นอันขาด
"หึ!.นี่เจ้ายังเห็นเจ้าเล็กเป็นบุตรชายของตนอยู่อย่างนั้นรึ? ...ข้าก็นึกว่าเห็นเขาเป็นเพียงคนทำงานให้เสียอีก" เมื่อต้องการที่จะช่วยแล้วเหอหานตงจึงจำเป็นจะต้องขัดแย้งกับภรรยาด้วยรู้ทันในความคิดของภรรยาที่อยู่กินกันมานานย่อมรู้ว่าเหตุผลแท้จริงของอีกฝ่ายนั้นเพราะอะไร ชายชราจึงต้องใช้อำนาจที่ไม่เคยใช้มาก่อน
"ว่าอย่างไรเจ้าเล็กนี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้วนะ เจ้าต้องการที่จะแยกบ้านหรือไม่?"
"ท่านพี่แยกบ้านเถิดเจ้าค่ะ!" ยังไม่ทันที่เหอหลวนซานจะได้เอ่ยสิ่งใด เสียงหวานใสที่เติมไปด้วยอาการสั่นหอบของนางมี่เหรินหรือก็คือภรรยาของเขาที่เอ่ยบอกจากทางด้านหลัง
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เค่อที่ผ่านมาในระหว่างที่นางมี่ซือกำลังซักผ้าที่ลำธารตามปกติก็ได้มีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ว่าที่บ้านของนางมี่ซือนั้นกำลังเกิดเรื่องชาวบ้านหญิงนางนั้นจึงได้รีบมาเอ่ยบอกกับนางมี่ซือ
เมื่อฟังเรื่องราวจบนางมี่ซือจึงได้ออกวิ่งมาที่บ้านด้วยความเป็นห่วงบุตรสาวและสามีที่ยังบาดเจ็บอยู่จนลืมแม้กระทั่งผ้าที่ซักทิ้งไว้ที่ลำธาร จนในที่สุดนางก็วิ่งมาทันประโยคที่พ่อสามีเอ่ยถามกับสามีของตนเองนางจึงได้เอ่ยบอกด้วยรู้ว่านี้เป็นความช่วยเหลือจากพอสามีที่ต้องการจะช่วยเหลือนางกับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
กลับมาที่ปัจจุบันนางมี่ซือได้เดินมาหยุดอยู่ด้านข้างสามีและลูก ๆ ของนางพร้อมกับส่งยิ้มบางเบาไปให้กับผู้เป็นสามีอีกทั้งยังช่วยพยุงร่างของสามีให้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
"น้องหญิงเจ้าต้องการเช่นนั้นจริง ๆ อย่างนั้นหรือ" เหอหลวนซานเอ่ยถามภรรยาสุดที่รักอีกครั้งหลังจากที่ตัวของเขายืนได้มั่นคงดีแล้ว
"เจ้าค่ะ ข้าเองก็คิดเรื่องนี้มาสักพักแล้วจนในวันนี้คงถึงเวลาที่พวกเราต้องแยกบ้านออกมาอยู่กันตามลำพังแล้ว เพื่อลดภาระให้กับบ้านใหญ่เจ้าค่ะ" นางมี่ซือเองก็เอ่ยตอบผู้เป็นสามีด้วยเหตุผลที่ฟังดูดีขึ้นมาอีกทั้งยังเป็นเหตุผลที่รักษาหน้าตาของบ้านพ่อสามีได้เป็นอย่างดี
"ถ้าน้องหญิงเห็นด้วยกับลูก ๆ พี่เองก็ไม่มีปัญหาแล้วเจ้าใหญ่กับเจ้ารองเล่าคิดเห็นเช่นใด" เหอหลวนซานเองก็เป็นบุรุษที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของเขามากทุกครั้งที่ต้องมีการตัดสินใจครั้งสำคัญเขาก็จะถามความคิดเห็นจากทุกคนในครอบครัวด้วยเพื่อหาข้อสรุปในหัวข้อนั้น ๆ
"ข้านั้นแล้วแต่ท่านพ่อกับท่านแม่ ส่วนเจ้ารองตอนนี้ขึ้นเขาไปขนฟืนอยู่แต่ข้าก็คิดว่าเจ้ารองเองก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจในครั้งนี้ของพวกเราขอรับ" เหอชงหยวนเองก็เอ่ยบอกความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกทั้งยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับน้องชายของตนเองด้วยเช่นกัน และนั่นก็เป็นข้อสรุปที่ทำให้เหอหลวนซานได้รับคำตอบในครั้งนี้แล้วเช่นกัน
"เช่นนั้นข้าขอแยกบ้านขอรับท่านพ่อ" เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเหอหลวนซานจึงได้หันไปมองหน้าของบิดาพร้อมกับเอ่ยบอกถึงความต้องการในครั้งนี้ให้กับอีกฝ่ายทราบเพื่อที่จะดำเนินเรื่องต่อไป
"ดี! ...เช่นนั้นชงหยวนเจ้าไปตามผู้นำหมู่บ้านมาข้าจะทำเรื่องแยกบ้านให้กับพวกเจ้าในวันนี้เลย" เหอหานตงเองเกรงว่าถ้ารอนานกว่านี้อาจจะไม่สามารถทำเรื่องได้อีกต่อไปจึงรีบเอ่ยบอกกับหลายชายของตนให้ไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาโดยเร็วแต่ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้ออกวิ่งเสียงแหบแห้งแต่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
"ไม่ต้องไปแล้วข้ามาถึงแล้ว" เสียงของ จงฟานตู้ ผู้นำหมู่บ้านเป่าหนิงที่ในปีนี้เขาอายุได้ 69 ปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้นำหมู่บ้านที่เหล่าชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก อีกทั้งชายชรายังมีนิสัยเถรตรง มีความเป็นกลางและยุติธรรม อีกทั้งมีความสามารถจนนำพาคนทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย นี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้พวกชาวบ้านนั้นให้ความเคารพเขา
************************************************************************************************
ท่านปู่ก็รักลูกชายคนเล็กอยู่นะ แต่ท่านย่ายัยน้องนี้สิไม่ไหวเลย
หลังจากที่นางจูซือและเหอลี่ถิงถูกจับตัวไปนั้นก็ได้รับโทษโบยคนละสี่สิบไม้ ก่อนที่นำตัวไปขังยังคุกตลอดชีวิต ด้วยข้อหาที่นางสองแม่ลูกได้จ้างวานฆ่าผู้อื่นนั้นมีโทษหนักเป็นอย่างมากอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องของเหอลี่ถิงนี้เองที่ทำให้นางจางนั้นเป็นทุกข์อย่างมาก แต่นางก็ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิมของตนเองต่อไปส่วนเหอซือไฉกับบุตรชายของเขานั้นต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากด้วยถูกผู้คนนั้นพูดจาดูถูกเหยียดหยาม และนินทาลับหลัง แต่พวกเขาก็ต้องฝืนใช้ชีวิตอยู่ต่อไป จนในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ได้จนต้องกลับมาให้นางจางผู้เป็นมารดานั้นเลี้ยงดูอีกครั้งส่วนเหอหานตงเองหลังจากจบเรื่องของสะใภ้คนโตเขาก็ได้จัดการเรื่องแยกบ้านให้กับบุตรชายคนรองเพื่อให้พวกเขานั้นสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม ส่วนตัวเขาเองก็ได้ไปอาศัยอยู่กับบุตรชายคนเล็กตามคำชักชวนของบุตรชาย ด้วยเขานั้นไม่สามารถอยู่ที่บ้านหลังนั้นได้อีกต่อไป ด้วยว่านางจางนั้นยิ่งนับวันจะยิ่งมีนิสัยที่เลวร้ายลงไปทุกวันจนเขาทนอยู่ต่อไปอีกไม่ไหวด้านนางมี่ซือเองหลังจากที่ฟืนคืนสติกลับมาอีกครั้งนางก็จดจำได้แล้วว่าตนเองนั้นเคยเป็นใครมาก่อน เพียงแต่นางกลับเลือกที่จะไม่เอ่ย
"ถิงเอ๋อร์!"นางจางที่เห็นว่าหลานสาวสุดรักถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาก็รีบวิ่งเข้าไปดูอาการของหญิงสาวด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายด้วยความตกใจ"อย่าคิดที่จะทำร้ายชิงเอ๋อร์!"หยางฉีไม่ได้สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้นเขากลับยิ่งมองร่างของเหอลี่ถิงด้วยสายตาเหยียบเย็นพร้อมกับเอ่ยวาจาที่ทำเอาทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับหนาวสะท้านด้วยความหวาดกลัวต่อรังสีที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่มผู้มาใหม่"สารเลว! เจ้ามันเป็นบุรุษประสาอะไรถึงได้กล้ารังแกสตรีไร้ทางสู้เช่นนี้กัน!"คงมีเพียงแค่นางจางเท่านั้นที่ไม่ได้รับรู้ถึงความน่ากลัวที่แฝงอยู่ในคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า มิหนำซ้ำหญิงชรายังเอ่ยต่อว่าหยางฉีอย่างไม่พอใจ"ไร้ทางสู้?.....เมื่อครู่นางยังตั้งใจจะเข้ามาทำร้ายชิงเอ๋อร์อยู่เลยมิใช่รึ แบบนั้นข้าไม่คิดว่านางจะเป็นสตรีที่บอบบางไร้ทางสู้หรอกนะขอรับท่านย่าจาง"หยางฉีเอ่ยตอบหญิงชราอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไปก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย"ใครเป็นย่าของเจ้ากัน! แล้วเจ้าเป็นใครถึงได้มาเสนอหน้าออกรับแทนนังเด็กโสโครกนั้นกัน นางมีคู่หมั้นอยู่แล้วเจ้าไม่รู้หรืออย่างไรกัน หรือว่านางไปล่อลวงเ
หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายในวันนั้นก็ผ่านมาแล้วสามวันที่นางมี่ซือยังคงนอนหลับไม่ได้สติ สร้างความปวดใจให้กับครอบครัวเหอบ้านเล็กเป็นอย่างมากเหอฟ่านชิงเองหลังจากที่กลับออกมาจากป่าได้นางก็รีบจัดการกับตัวเองแล้วเร่งเดินทางเข้ามาในตัวเมืองเพื่อดุอาการของมารดาพร้อมกับเหอชงหยวนเมื่อเหอหลวนซานและเหอชงอี้เห็นหญิงสาวก็ถึงกับโผล่เข้ามาสวมกอดด้วยความดีใจที่หญิงสาวกลับมาได้อย่างปลอดภัยจากนั้นเหอหลวนซานจึงได้เอ่ยบอกอาการของภรรยารักให้กับลูกทั้งสองได้รับรู้ จนในตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วถึงสามวันแต่ก็ยังไร้วี่แววว่านางมี่ซือจะลืมตาฟื้นขึ้นมาจากการนอนหลับใหลแต่ครอบครัวเหอบ้านเล็กก็ยังคงมีความหวังว่านางมี่ซือจะต้องตื่นขึ้นมาในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน หลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวสกุลเหอบ้านเล็กรุ่งเช้ามาทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงจึงได้พูดคุยกันและแวะเวียนมาสอบถามความเป็นอยู่ของพวกเขาเพื่อแสดงถึงความเห็นใจเป็นจำนวนมาก แม้แต่นางจางเองก็ยังอุตส่าห์ติดตามสามีมาดูว่าครอบครัวของบุตรชายคนเล็กนั้นเป็นเช่นไรบ้างเพราะถึงแม้นางจะไม่ได้รักใคร่ครอบครัวของบุตรชายคนเล็กมากมายนัก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ทำให้นางจางต้องมาแสดง
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เหอฟ่านชิงจะได้ทำอะไรต่อไป มือหนาของชายหนุ่มก็วางทาบทับลงมาที่ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ของนาง ก่อนที่เขาจะบังคับให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับตนเองเสี้ยวนาทีที่ดวงตาของเหอฟ่านชิงสบเข้ากับชายหนุ่มนั้นหยางฉีก็ได้โน้มใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาประกบจูบลงที่ริมฝีปากบางของเหอฟ่านชิงในทันทีจากนั้นชายหนุ่มก็ได้ตักตวงเอาความหวานจากปากของหญิงสาวครั้งแล้วครั้งเล่าอย่าเอาแต่ใจ ส่วนเหอฟ่านชิงที่ตั้งรับไม่ทันก็รู้สึกตกใจกับการกระทำของชายหนุ่มเป็นอย่างมากแต่ไม่นานนางก็ยอมตามใจของอีกฝ่ายเพราะรู้หัวใจตัวเองดีว่าเจ้าของร่างหนาตรงหน้านั้นได้เข้ามาเป็นเจ้าของหัวใจของนางจนเต็มไปหมดทั้งดวงแล้วนั่นเองส่วนหยางฉีเองก็รู้สึกไม่ต่างจากที่เหอฟ่านชิงรู้สึก เพราะเขานั้นได้มอบหัวใจทั้งดวงให้กับคนตัวเล็กในอ้อมกอดไปตั้งนานแล้วยิ่งเกิดเรื่องขึ้นเมื่อคืนในตอนที่เขาตามหาหญิงสาวไม่พบนั้นเขารู้สึกถึงอาการบีบรัดที่หน้าอกของตัวเองราวกับว่ามันกำลังถูกสิ่งที่มองไม่เห็นบีบรัดจนหายใจแทบไม่ออกนั้นได้อย่างชัดเจนและภาพที่ร่างของเหอฟ่านชิงตกลงไปในน้ำก็ยังคงเด่นชัดอยู่ภายในหัวของเขาตลอด ความรู้สึกในตอนที่เห็นร
ร่างของหยางฉีนั้นจมดิ่งลงไปภายใต้แม่น้ำพร้อมทั้งรีบเพ่งสายตามองหาร่างของหญิงสาวด้วยความเป็นกังวลเป็นอย่างมากจนในที่สุดเขาก็เห็นว่าหญิงสาวกำลังใช้เรี่ยวแรงของตนเองที่เหลืออยู่เพื่อว่ายทวนกระแสน้ำนำพาร่างของตัวเองเข้าไปยังฝั่ง แต่กลับหมดแรงเสียก่อนในจังหวะที่เขาว่ายมาถึงตัวของหญิงสาวพอดีหลังจากที่ชายหนุ่มรวบร่างบางเข้ามากอดเอาไว้ได้แล้วนั้นก็รีบพาหญิงสาวว่ายขึ้นฝั่งในทันที ก่อนที่คนทั้งคู่จะนอนหมดแรงอยู่บนฝั่งได้สำเร็จเหอฟ่านชิงที่หลังจากชายหนุ่มพาขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วก็หมดสติไปในทันทีด้วยความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุดส่วนหยางฉีนั้นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวได้หมดสติไปแล้วก็ได้ลุกขึ้นแล้วรีบอุ้มร่างบางขึ้นมาแนบอกในท่าเจ้าสาวก่อนจะเร่งพาคนในอ้อมกอดไปหาที่นอนพักในค่ำคืนนี้เพราะว่าตอนกลางคืนในป่านั้นล้วนมีแต่สัตว์ป่าดุร้ายที่กำลังออกหากินจึงเป็นการดีกว่าที่เขาจะหาที่พักค้างคืนเอาแรงเสียก่อนและจุดหมายที่ชายหนุ่มพาเหอฟ่านชิงไปนั้นก็คือถ้ำในครั้งก่อนที่พวกเขาเคยใช้หลบฝนนั่นเอง ใช้เวลาเพียงไม่นานหยางฉีพร้อมด้วยหญิงสาวในอ้อมกอดก็ได้มาถึงภายในถ้ำแต่อากาศด้านในถ้ำช่วงกลางดึกแบบนี้ช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก
"ใครจ้างพวกเจ้าให้มาทำร้ายพวกข้ากัน!"เหอฟ่านชิงเมื่อได้ยินคำพูดจากคนร้ายชุดดำ นางก็คิดขึ้นมาได้ในทันทีว่าจะต้องมีคนจ้างวานพวกมันให้มาสังหารครอบครัวนางอย่างแน่นอน เพียงแต่นางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครกัน แต่ในตอนนี้จะต้องคิดหาทางรอดให้กับครอบครัวของนางเสียก่อน นางจึงได้เอ่ยถามคนร้ายที่เป็นคนตอบคำถามของบิดาเมื่อครู่นี้ในทันที"หึ เจ้านี่ก็ฉลาดไม่เบานะแม่สาวน้อย อีกทั้งยังดูงดงามอย่างที่หญิงนางนั้นบอกเอาไว้เสียด้วยสิ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะก่อนที่เจ้าจะตายข้าจะพาเจ้าขึ้นสวรรค์ก่อนเพื่อเป็นคำปลอบใจจากข้าก็แล้วกันนะสาวน้อย"แต่แทนที่มันจะตอบคำถามของเหอฟ่านชิงกลับกลายเป็นว่ามันนั้นค่อย ๆ เดินตรงมายังร่างของเหอฟ่านชิงที่นั่งกอดร่างของผู้เป็นมารดาเอาไว้ พร้อมกับปากก็พร่ำเอ่ยวาจาที่น่ารังเกียจจนทำให้หญิงสาวรู้สึกรังเกียจบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าเป็นอย่างมาก"อย่าทำอะไรลูกสาวของข้านะ!"เสียงร้องห้ามของเหอหลวนซานดังขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นว่าไอ้หัวหน้าคนร้ายนั้นมีความคิดที่จะย่ำยีบุตรสาวของเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เขาขอแลกชีวิตกับมันอย่างแน่นอน"จะตายอยู่แล้วยังจะมาปากดีอีกนะ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พ
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเหอฟ่านชิงก็เอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสองของตนเองเกี่ยวกับเห็ดหูหนูดำที่อยู่ตรงหน้าเพื่อให้ทั้งสองคนนั้นคลายความตึงเครียดลงไป"ทานพี่เจ้าคะ เห็ดที่อยู่ตรงหน้าพวกเรานั้นมีชื่อเรียกว่า เห็นหูหนูมันสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายมาก อีกทั้งเจ้าเห็ดนี่ยังมีประโยชน์ไม่น้อย พวกท่านเชื
"สิ่งนี้รึที่เรียกว่าจอมปลวก" เหอชงหยวนเอ่ยขึ้นหลังจากที่พวกเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าสิ่งที่ตามหา"ใช่แล้วเจ้าค่ะ พี่รองท่านช่วยขุดสิ่งนี้ออกมาให้ข้าทีเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบพี่ชายคนโตก่อนที่นางจะหันไปหาพี่ชายคนรองพร้อมกับเอ่ยบอกอีกฝ่าย"ได้ ๆ " หลังจากเอ่ยตอบรับคำของน้องสาวเหอชงอี้ก็วางตะกร้าที่
หลังจากกลับมาจากบ้านของหยางเฟิงเหอฟ่านชิงก็ได้เตรียมตัวขึ้นเขาเป็นครั้งแรก ดังนั้นนางจึงได้เตรียมตะกร้าสะพายหลังพร้อมทั้งยังมีเสียมติดตัวไปด้วย ทางด้านพี่ชายทั้งสองของนางเองก็ทำเช่นเดียวกันคือสะพายตะกร้าใบใหญ่เอาไว้ที่ด้านหลังพร้อมกับมีมีดพร้าอีกคนละหนึ่งเล่มด้วยไม่รู้ว่าน้องสาวของตนนั้นต้องการจะท







