แชร์

บอกความจริง

ผู้เขียน: ซินเสวี่ย
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-03-06 09:47:41

หลังจากที่ครอบครัวของเหอฟ่านชิงแยกออกมาอยู่ยังกระท่อมที่สร้างขึ้นใหม่ในที่ดินของตนเองแล้วนั้นพวกเขาทั้ง 5 คนต่างก็ช่วยกันระดมความคิดว่าจะเอาเช่นไรต่อไปดี

ซึ่งเหอฟ่านชิงนั้นในชาติก่อนนางก็ถือได้ว่าใช้ชีวิตมาไม่น้อยก่อนที่นางจะตายลงไปในวัย 32 ปีด้วยอุบัติเหตุครั้งล่าสุด อย่างน้อย ๆ นางก็ถือว่ามีความสามารถทางด้านการยิงธนูมาไม่น้อย ด้วยสมัยยังเรียนอยู่มัธยมปลายนางเคยเป็นตัวแทนนักกีฬายิงธนูของจังหวัดไปแข่งระดับประเทศจนสามารถคว้าแชมป์ระดับประเทศมาได้

เพียงแต่หลังจากจบการแข่งขันในครั้งนั้นเหอฟ่านชิงก็เลิกเล่นกีฬายิงธนูแล้วหันกลับมาตั้งใจเรียนเพื่อสอบเข้ามหาลัย แต่ถ้ามีเวลาว่างนางก็มักจะไปฝึกฝีมืออยู่บ้างเพื่อไม่ให้หลงลืมวิชาไป โดยเหอฟ่านชิงนั้นเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมโยธาและได้ไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านเครื่องสำอางและความงามจากประเทศจีน หลังเรียนจบหญิงสาวจึงได้สร้างแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเองจนมีชื่อเสียงโด่งดัง

ภายหลังเมื่อหญิงสาวอายุได้ 30 ปีจึงได้ผันตัวกลายมาเป็นยูทูบเบอร์ทำช่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตธรรมดา ๆ ในประเทศจีนตามที่ตนเองชื่นชอบและชอบดู มีทั้งวิธีการทำอาหารและงานฝีมือต่าง ๆ จนอายุได้ 32 ปีก็ตายลง แล้วมาสวมร่างของเด็กสาวที่ชื่อว่าเหอฟ่านชิงนั่นแหละ

กลับมาที่ปัจจุบันในตอนนี้ภายในหัวของเหอฟ่านชิงนั้นกำลังคิดหาหนทางที่จะสามารถทำให้ครอบครัวของนางนั้นผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้ไปให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้นค่อยมาคิดหาวิธีการในการเอาชีวิตรอดหรือหาอาชีพสร้างรายได้ในภายหลัง

"ทุกคนเจ้าคะ ข้าคิดว่าในตอนนี้สิ่งแรกที่พวกเราควรจะเป็นกังวลน่าจะเป็นการเอาชีวิตรอดให้พ้นจากหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงในอีกสองเดือนนี้ก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ" เหอฟ่านชิงที่เห็นว่าทุกคนภายในบ้านนั้นยังคงเงียบเพื่อใช้ความคิดกันจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก

และเมื่อจบคำพูดของเด็กสาวทุกคนในบ้านก็แสดงสีหน้าคล้ายจะนึกขึ้นได้ถึงเรื่องสำคัญนี้เช่นเดียวกันจนเหอหลวนซานที่เป็นหัวหน้าครอบครัวได้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าหม่นหมอง

"เป็นความผิดของพ่อเอง พ่อทำให้พวกเจ้าทุกคนต้องมาลำบากเช่นนี้"

"ไม่เลยเจ้าค่ะท่านพี่ เป็นเพราะว่าพวกเรายังมีท่านพี่อยู่จึงได้มีชีวิตที่ไม่อดตายนะเจ้าคะ" นางมี่ซือที่เห็นสีหน้าของผู้เป็นสามีดูจะเศร้าหมองและเอ่ยกล่าวโทษตนเองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปลอบใจสามีที่แสนดีของตนเอง

"ใช่แล้วขอรับท่านพ่อพวกข้าไม่เคยคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นความผิดของท่านพ่อเลยนะขอรับ" เหอชงหยวนเองก็เอ่ยสนับสนุนคำพูดของมารดาเพื่อให้บิดานั้นได้เลิกกล่าวโทษตัวเองเสีย

"ใช่ขอรับ / ใช่เจ้าค่ะ" เหอชงอี้กับเหอฟ่านชิงเองก็เอ่ยขึ้นเพื่อแสดงว่าทั้งสองนั้นก็เห็นด้วยกับคำพูดที่มารดาและพี่ชายคนโตได้เอ่ยไปเมื่อสักครู่นี้เช่นเดียวกัน

"ขอบใจทุกคนมากนะที่ยังไม่ทอดทิ้งชายขาเป๋เช่นนี้ อีกทั้งในตอนนี้ยังจะมาเป็นภาระให้กับทุกคนต้องดูแลอีก" เหอหลวนซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด

มันก็ไม่แปลกที่เขาจะรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของครอบครัว ด้วยเมื่อก่อนนั้นเขายังคงเป็นหัวหน้าครอบครัวที่สามารถหาเลี้ยงภรรยาและลูก ๆ ของตนเองได้ แต่ดูสภาพของเขาในตอนนี้สิ แค่จะเดินให้มั่นคงยังไม่สามารถทำได้เลย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างไรประโยชน์และไร้ค่าเป็นอย่างมาก

"ท่านพ่อเจ้าคะ ที่พวกเรายังคงยืนหยัดกันมาถึงตอนนี้ก็เพราะพวกเรามีท่านเป็นที่พึ่งพิงนะเจ้าคะ ท่านพ่ออย่าได้ด้อยค่าตัวเองเช่นนั้น ข้าสัญญาว่าข้าจะต้องหาหมอที่เก่งและมีฝีมือมารักษาท่านจนหายดีให้จงได้ท่านพ่ออดทนรอก่อนนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับบิดาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมทั้งรอยยิ้ม ทำให้จิตใจอันเศร้าหมองของเหอหลวนซานนั้นสามารถสงบลงได้ในที่สุด 

"เช่นนั้นวันนี้ข้าขอขึ้นเขาไปสำรวจดูว่าพอจะมีสิ่งใดที่นำมากักตุนเป็นเสบียงให้พวกเราอยู่รอดผ่านพ้นช่วงหน้าหนาวนี้ไปได้ก่อนนะเจ้าคะ" เมื่อเห็นว่าบิดาได้ผ่อนคลายลงไปมากแล้วเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยบอกถึงสิ่งที่ตนเองคิดที่จะทำเป็นสิ่งแรกในทันที

"ไม่ได้!!!" เสียงร้องของทุกคนต่างก็ร้องขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันหลังจากจบคำพูดของเหอฟ่านชิง จนใบหน้าเล็กนั้นขมวดเข้าด้วยความสงสัยก่อนที่เด็กสาวจะเอ่ยถามออกไป

"ทำไมหรือเจ้าคะ?"

"มันอันตราย" เป็นเหอชงหยวนที่เอ่ยที่บอกกับน้องสาวของตนเอง ด้วยบนภูเขานั้นต่างก็เต็มไปด้วยสัตว์มากมายเขาเกรงว่าถ้าน้องสาวของตนขึ้นเขาไปเพียงลำพังอาจจะเกิดเหตุร้ายขึ้นได้

"พี่ใหญ่ข้าไม่ได้จะไปคนเดียวเสียหน่อยท่านกับพี่รองก็ต้องไปกับข้าด้วยเจ้าค่ะ..หรือว่าพวกท่านทั้งสองเพียงแค่น้องสาวตัวเล็ก ๆ คนเดียวก็ปกป้องไม่ได้อย่างนั้นหรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเองก็ไม่ได้คิดที่จะขึ้นเขาเพียงลำพังมาตั้งแต่แรกเอ่ยขึ้น อีกทั้งนางยังเป็นเพียงเด็กสาวตัวผอมเล็กจะเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนวิ่งหนีสัตว์ร้ายกัน

"ถ้ามีพี่ชายทั้งสองของเจ้าไปด้วยพ่อกับแม่ก็หมดห่วงแล้วละ" นางมี่ซือเอ่ยขึ้นเมื่อรู้ว่าบุตรสาวของตนเองไม่ได้จะขึ้นเขาไปเพียงลำพังดั่งที่พวกเขาคิดก็รู้สึกวางใจขึ้น

"เจ้าค่ะ...ว่าแต่ท่านพ่อสามารถทำคันธนูให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ" เหอฟ่านชิงที่นึกขึ้นได้ว่าเข้าป่าไปทั้งทีย่อมต้องล่าสัตว์กลับมาบ้าง ถึงจะไม่ได้ก็ต้องลองพกติดตัวไปด้วย เพราะในตอนนี้บ้านของนางนั้นจำเป็นต้องมีอาหารเอาไว้สำหรับหน้าหนาว

"เจ้าจะเอาไปทำสิ่งใดกัน พ่อไม่เคยรู้ว่าเจ้ายิ่งธนูได้นะชิงเอ๋อร์" เหอหลวนซานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยสีหน้างุนงง ไม่ใช่เพียงแค่เขาที่รู้สึกงุนงงและแปลกใจกับท่าทางและนิสัยที่ดูจะแปลกไปของเด็กสาวหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาหลังจากจมน้ำไปในครั้งนั้น

'มาแล้วสินะคำถามที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้'

เหอฟ่านชิงได้แต่นึกคนเดียวอยู่ภายในใจถึงคำถามที่นางคาดว่าคงจะได้ยินในวันใดวันหนึ่ง นั่นก็เพราะนิสัยเดิมของเด็กสาวกับนิสัยของนางนั้นค่อนข้างที่จะแตกต่างกันมาก เหอฟ่านชิงคนเก่านั้นเป็นเด็กที่เงียบ ๆ ขี้กลัว ไม่สู้คน ไม่ร่าเริง ไม่ยิ้มแย้ม

แต่นางในตอนนี้กลับพูดเก่ง ร่าเริง ยิ้มแย้ม อารมณ์ดี มีความคิดความอ่านราวกับผู้ใหญ่ ซึ่งนางก็เป็นผู้ใหญ่มาก่อนย่อมไม่แปลกที่จะติดนิสัยเดิมของตนเองมาด้วย

"ทุกคนเจ้าคะ...ความจริงแล้วข้านั้นเคยตายไปแล้วครั้งหนึ่งในตอนที่จมน้ำในครั้งนั้น ซึ่งในช่วงเวลาที่วิญญาณกำลังล่องลอยอยู่นั้นก็ได้มีท่านยายสวมชุดขาวที่ดูงดงามได้มาพบข้า"

"แล้วจากนั้นท่านก็พาข้าไปยังสถานที่หันห่างไกลและทำให้ข้าได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายจนข้าคิดว่าตนเองอยากจะกลับมาหาพวกท่านและนำความรู้ที่ได้เรียนรู้เหล่านั้นมาช่วยครอบครัวของเรา"

"ท่านยายที่ภายหลังข้ามารู้ความจริงว่าท่านยายคือท่านเทพบนสวรรค์ที่สงสารข้าจึงได้มอบพรให้ข้าก่อนจะส่งข้ากลับมายังร่างเดิมจนข้าฟื้นขึ้นมาในตอนที่พี่ใหญ่นำร่างของข้าขึ้นมาจากน้ำนั่นแหละเจ้าค่ะ"

เหอฟ่านชิงเองสามารถเอ่ยเล่าเรื่องราวที่คิดว่าสมเหตุสมผลที่สุดให้กับทุกคนในครอบครัวได้รับรู้เอาไว้ จะได้ไม่ต้องแตกตื่นตกใจกับความรู้ความสามารถที่นางจะต้องนำมาใช้ในโลกนี้นั่นเอง

"ชิงเอ๋อร์ลูกแม่...อึก นี่แม่เกือบจะเสียเจ้าไปตลอดกาลแล้วอย่างนั้นหรือ เป็นเพราะแม่ไม่เอาไหนเองจึงทำให้เจ้าต้องถูกรังแกจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเช่นนี้" นางมี่ซือที่เมื่อฟังคำบอกเล่าจากปากของบุตรสาวนางก็ไม่คิดที่จะสงสัยในสิ่งที่เด็กสาวพูดมาแม้แต่น้อง

แต่นางกลับรู้สึกเสียใจและกล่าวโทษตัวเองที่ไม่สามารถปกป้องบุตรสาวของตนเองจากผู้คนที่มีจิตใจโหดร้ายพวกนั้นได้ แต่ก็ยังถือว่าสวรรค์ยังเมตตาส่งบุตรสาวของนางกลับคืนมาให้ นางมี่ซือจึงรู้สึกขอบคุณท่านเทพในคำกล่าวอ้างของบุตรสาวเป็นอย่างมาก

************************************************************************************************

ยัยน้องจำเป็นต้องแต่งเรื่องขึ้นเพื่อไม่อยากให้ครอบครัวเสียใจ น่าสงสารจัง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ยอดบุตรตรีสกุลเหอแห่งหมู่บ้านเป่าหนิง   เครื่องในหมูแสนอร่อย

    หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ

  • ยอดบุตรตรีสกุลเหอแห่งหมู่บ้านเป่าหนิง   พบกันอีกครา

    "อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ

  • ยอดบุตรตรีสกุลเหอแห่งหมู่บ้านเป่าหนิง   ช่วยเหลือ

    หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค

  • ยอดบุตรตรีสกุลเหอแห่งหมู่บ้านเป่าหนิง   ระหว่างทาง

    ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน

  • ยอดบุตรตรีสกุลเหอแห่งหมู่บ้านเป่าหนิง   ซื้อของกลับบ้าน

    "ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ

  • ยอดบุตรตรีสกุลเหอแห่งหมู่บ้านเป่าหนิง   ขายปลา

    เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status