LOGINเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเหอฟ่านชิงก็เอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสองของตนเองเกี่ยวกับเห็ดหูหนูดำที่อยู่ตรงหน้าเพื่อให้ทั้งสองคนนั้นคลายความตึงเครียดลงไป
"ทานพี่เจ้าคะ เห็ดที่อยู่ตรงหน้าพวกเรานั้นมีชื่อเรียกว่า เห็นหูหนูมันสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายมาก อีกทั้งเจ้าเห็ดนี่ยังมีประโยชน์ไม่น้อย พวกท่านเชื่อข้านะเจ้าคะว่ามันสามารถกินได้"
"แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่ามันกินได้น่ะ" เหอชงอี้เอ่ยถามกับเด็กสาวตรงหน้าพวกเขา
"พวกท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าข้าเคยไปที่ไหนมา ที่นั่นเองก็มีเห็นแบบนี้อีกทั้งผู้คนยังกินมันอย่างเอร็ดอร่อยมากเลยนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
"ถ้าเป็นอย่างที่ชิงเอ๋อร์ว่ามางั้นพวกเราก็ลองเก็บพวกมันกลับไปทานดูก็คงไม่เป็นอะไรหรอก" เหอชงหยวนที่เชื่อคำพูดของน้องสาวตนเองมากเอ่ยขึ้นเพื่อเป็นการตัดสินใจในเรื่องนี้
"เช่นนั้นก็เอาตามที่พี่ใหญ่เอ่ยมาก็ได้ขอรับ"
"ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เชื่อข้าเจ้าค่ะ" คำพูดจากน้องสาวน้องชายที่เอ่ยออกมาหลังจากที่ชายหนุ่มพูดจบ เมื่อได้ข้อสรุปที่ตรงกันแล้วเหอฟ่านชิงจึงได้นั่งลงไปเก็บเห็ดหูหนูตรงหน้าใส่ในตะกร้าด้านหลังที่แบกเอาไว้จนหมด จากนั้นทั้งสามคนก็รีบเร่งเดินทางกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลในทันทีด้วยเกรงว่ามารดาและบิดาจะเป็นห่วงเอาได้
สามพี่น้องสกุลเหอใช้เวลาในการเดินกลับบ้านราว ๆ 1 เค่อ พวกเขาก็กลับมาถึงบ้านที่เป็นกระท่อมที่มีที่ดินติดภูเขาที่ได้รับมาจากท่านปู่ 7 หมู่ ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร แต่เหอฟ่านชิงกลับรู้สึกขอบคุณท่านปู่ของนางที่เลือกมอบที่ดินผืนนี้ให้ ด้วยนางนั้นชอบความสงบ ไม่วุ่นวายและที่สำคัญที่ดิน 7 หมู่ของนางนี้ยังเป็นผืนเดียวกันทอดยาวไปจนสุดลำธารสายเล็กที่ไหลมาจากภูเขามันจึงเป็นเรื่องที่ดีที่ครอบครัวของนางจะสามารถเพาะปลูกได้ตลอดปีโดยไม่ต้องรอฝนตกตามฤดูกาล
เพราะเพียงแค่เรารู้จักจัดการน้ำให้เป็นระบบเพียงเท่านี้ครอบครัวของนางก็ถือได้ว่าได้ที่ดินทำเลทองแล้ว อีกทั้งต้นไผ่ก็มีมากมายนางจะใช้ใบปริญญาวิศวกรรมให้เป็นประโยชน์ก็คราวนี้แหละ ส่วนใบปริญญาเครื่องสำอางนั้นเอาไว้นางค่อยนำมาใช้หลังจากจัดการบ้านให้แล้วเสร็จเสียก่อน
ด้วยในชาติก่อนนั้นเหอฟ่านชิงเป็นเด็กที่หัวไวและเรียนเก่งนางจึงเลือกสอบเข้าที่คณะวิศวกรรมโยธาของมหาลัยขึ้นชื่อของประเทศและติดอันดับสามพอจบมานางกลับมีความสนใจเกี่ยวกับผิวพรรณและใบหน้านางจึงตัดสินใจไปเรียนต่อโท สาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่ประเทศจีนอีก 3 ปี จนในที่สุดเรียนจบมาเหอฟ่านชิงก็ได้สร้างแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเองออกมา และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
กลับมาที่ปัจจุบันหลังจากที่กลับมาถึงบ้านก็เป็นช่วงต้นยามเว่ย (13.00-14.59 น.)แล้ว เหอฟ่านชิงจึงคิดที่จะทำมื้อเที่ยงให้กับทุกคนได้ทานกัน เพราะฉะนั้นร่างบอบบางของเด็กสาวที่เริ่มโตเป็นสาวแล้วนั้นก็ได้ถือตะกร้าใส่เห็ดหูหนูและปลานิลอีกสองตัวเดินตรงไปยังครัวชั่วคราวเพื่อเริ่มทำอาหารในทันที
วันนี้นางเลือกทำรายการอาหารที่ง่าย ๆ อย่างแกงปลาใส่เห็ดหูหนู เมื่อเดินมาถึงครัวเหอฟ่านชิงก็จัดการนำปลาทั้งสองตัวไปล้างทำความสะอาดพร้อมทั้งคว้านเอาเครื่องในปลาออกให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจะหั่นครึ่งแล้วพักไว้เตรียมตั้งหม้อต้ม
หลังจากจัดการกับปลาเสร็จเหอฟ่านชิงก็ไปจัดการจุดเตาไฟแล้วนำหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งเอาไว้ให้น้ำเดือด เสร็จจากขั้นตอนนี้แล้วเหอฟ่านชิงก็เดินถือมีดไปด้านหลังของบ้านที่อยู่ติดกับตีนเขาเพื่อจะเก็บผักป่าอย่างตะไคร้ ซึ่งนางบังเอิญเจอตอนเดินกลับมานั่นเอง
อีกทั้งยังมีผักป่าอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นเองอย่าง ต้นหอมป่า ต้นกระเทียมป่า และที่น่าเหลือเชื่อคือมันมีต้นกะเพราเกิดขึ้นมาด้วย เหอฟ่านชิงใช้เวลาในการเก็บที่ต้องการไม่นานก็ได้ครบ จากนั้นนางก็เดินกลับไปยังครัวที่ต้มน้ำร้อนเอาไว้และมันก็กำลังเดือนได้ที่พอดี
เห็นแบบนั้นเหอฟ่านชิงก็นำตะไคร้ไปล้างจนสะอาดก่อนจะใช้ไม้ทุบ 2-3 ครั้งแล้วจับลงไปในหม้อต้มน้ำเพื่อดับกลิ่นคาวของปลา เมื่อตะไคร้ส่งกลิ่นหอมแล้วนั้นนางก็จัดการนำปลาที่เตรียมเอาไว้ใส่ลงไปในหม้อก่อนจะปิดฝา
เสร็จแล้วเหอฟ่านชิงก็เดินไปหยิบเห็ดหูหนูตามต้องการก่อนจะนำไปล้างทำความสะอาดแล้วเดินกลับมาที่หม้อต้มปลาก่อนจะใช้มือเปิดฝาหม้อแล้วเทเห็ดหูหนูลงไป ใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อสร้างรสชาติจากนั้นก้ต้มทิ้งไว้อีกเล็กน้อยจนคิดว่าได้ที่แล้วก็ใส่ใบกะเพราลงไปปิดท้ายแล้วยกหม้อลงมาพักไว้ก็เป็นอันเสร็จ เนื่องด้วยวัตถุดิบนั้นมีไม่มากนางจึงทำเพียงประทังชีวิตไปก่อนอีกทั้งก็ไม่ได้สนใจวิธีการทำต่าง ๆ มากนัก
ขอเพียงอาหารที่ทำออกมานั้นกินได้ อิ่มท้องก็เพียงพอแล้วในตอนนี้ เมื่อจัดเตรียมพื้นที่กินข้าวเสร็จเรียบร้อยหญิงสาวจึงได้เอ่ยเรียกทุกคนในครอบครัวให้ออกมาทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่เจ้าคะมื้อเที่ยงเสร็จแล้วออกมาทานข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ" หลังจากจบคำเรียกของนางทุกคนในบ้านต่างก็เดินตามกลิ่นหอมของกับข้าวออกมาอย่างไม่รอช้า ด้วยพวกเขาไม่ได้ทานอาหารที่มีกลิ่นหอมเช่นนี้มาก่อนจึงทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นกับหน้าตาของกับข้าวที่บุตรสาวและน้องสาวทำเป็นครั้งแรก
"ว้าว...น้องเล็กกับข้าวฝีมือเจ้าช่างหอมชวนน้ำลายพี่รองหกยิ่งนัก" เหอชงอี้เป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นเมื่อทุกคนนั่งลงที่พื้นสำหรับทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"จริงหรือเจ้าค่ะ เช่นนั้นทุกคนก็ทานกันเยอะ ๆ ยังมีในหม้ออีกเยอะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"เอ๊ะ!..นี่มันเนื้อปลาไม่ใช่รึ พวกเจ้าไปเอาปลาจากที่ใดมาทำอาหารกัน" เหอหลวนซานเอ่ยทักขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจที่วันนี้กับข้าวเป็นปลาที่น้อยคนนักจะสามารถจับมันขึ้นมาจากแม่น้ำได้ อีกทั้งยังมีขนาดตัวใหญ่อีกด้วย
"ท่านพ่อ ก็ฝีมือของน้องเล็กอย่างไรเล่าที่จับปลาเหล่านี้มาได้ ท่านพ่อต้องเห็นตอนที่นางจับปลาด้วยตะกร้าใบเดียวเหมือนข้ากับพี่ใหญ่ ข้าเดาได้เลยว่าท่านพ่อจะต้องตกตะลึงไม่แพ้พวกข้าอย่างแน่นอน" เหอชงอี้ที่ได้ทีอวยน้องสาวเขาจึงได้เอ่ยเล่าถึงเหตุการณ์ที่น้องสาวจับปลามาได้อย่างไรให้กับบิดาและมารดาได้รับรู้
"ชิงเอ๋อร์ของพวกเราฉลาดจริง ๆ " นางมี่ซือเองหลังจากฟังเรื่องราวจบก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมบุตรสาวของตนด้วยความภาคภูมิใจ
"ใช่แล้ว เพียงแต่เรื่องนี้ห้ามพวกเจ้าแพร่งพรายออกไปเข้าใจหรือไม่" เหอหลวนซานเองก็รู้สึกดีใจที่บุตรสาวของเขามีความสามารถเช่นนี้ แต่เขาก็รู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวของบุตรสาวเพิ่มมากขึ้นด้วยนางนั้นยังไม่ได้ออกเรือนเกรงว่าถ้ามีข่าวเช่นนี้ออกไปอาจจะมีชายหนุ่มที่หวังผลประโยชน์มาสร้างเรื่องให้กับนางก็เป็นไปได้
"เจ้าค่ะ/ขอรับ" สามพี่น้องเองก็ตระหนักถึงสิ่งที่บิดาเป็นกังวลได้จึงได้เอ่ยตอบรับอย่างไม่อิดออดเพื่อความสบายใจของผู้เป็นบิดา
"เอาละ ๆ เรื่องอื่นเอาไว้ก่อนพวกเรามาทานมื้อเที่ยงกันก่อนเสร็จแล้วค่อยพูดคุยกันอีกที" เมื่อเห็นว่าลูก ๆ เอ่ยรับคำอย่างดีเหอหลวนซานจึงได้เลิกสนใจเรื่องราวอื่นก่อนแล้วบอกให้ทุกคนทานอาหารตรงหน้าเสียก่อนที่มันจะเย็น
"เจ้าค่ะท่านพ่อ เพียงแต่หลังจากทานข้าวเสร็จข้าขอพูดเรื่องสำคัญอีกเรื่องด้วยนะเจ้าคะ ทุกคนเลย" เหอฟ่านชิงที่คิดได้ว่ายังมีเรื่องที่ต้องเอ่ยกับทุกคนจึงได้เอ่ยปิดท้ายก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะเริ่มทานข้าวมื้อเที่ยงที่แสนอร่อยและมีความสุข
**********************************************************************************************
เรื่องสำคัญอะไรกันนะ ยัยน้องจะเริ่มทำอะไรต่อไปมาช่วยลุ้นและให้กำลังใจยัยน้องกันด้วยนะคะ (มีรีดที่น่ารักท่านไหนทายถูกกันบ้างว่ายัยน้องเจอเห็ดหูหนูอิอิ)
หลังจากที่หยางฉีได้เดินจากไปแล้วหยางเฟิงก็ได้เดินไปหยิบคันธนูที่ดูแล้วเหมาะสมกับเหอฟ่านชิงเป็นอย่างมาก ซึ่งตัวของที่จับคันธนูนั้นทำจากไม้เนื้อแข็งอย่างดีสีน้ำตาลดำส่วนสายนั้นทำจากเอ็นที่มีความเหนียวแน่นคงทนเป็นอย่างมาก แถมชายวัยกลางคนยังแกะสลักรูปดอกโม่ลี่ฮวาดอกเล็ก ๆ เอาไว้ตรงปลายของสายธนูทั้งสองช่างงดงามและลงตัวจนทำให้เหอฟ่านชิงถึงกับจ้องมองไปยังคันธนูของนางอย่างไม่วางตาทำเอาหยางเฟิงถึงกับหลุดขำออกมากับท่าทางของเด็กสาว"ฮ่า ฮ่า ชิงเอ๋อร์ดูเจ้าทำสีหน้าเช่นนี้แสดงว่าลุงทำธนูให้ถูกใจใช่หรือไม่" "เจ้าค่ะท่านลุง มันช่างงดงามมาก ท่านลุงคิดราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบชายวัยกลางคนด้วยใบหน้ามีความสุขอีกทั้งนางก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามถึงค่าสิ่งของที่นางชื่นชอบอยู่ในตอนนี้"อ้อ...ลุงมอบให้เจ้าถือเป็นคำขอบคุณที่เจ้าช่วยหลิงเอ๋อร์เอาไว้ก็แล้วกันนะ" หยางเฟิงเอ่ยบอกกับเด็กสาวที่เขาเอ็นดูอีกทั้งนางยังเป็นผู้มีพระคุณและเพื่อนของบุตรสาวจะให้คิดเงินกับนางได้อย่างไรกัน"เอ่อ...แต่ว่าท่านลุงเจ้าคะข้า...""ห้ามปฏิเสธลุงนะชิงเอ๋อร์ เพื่อความสบายใจของลุงก็แล้วกัน" เหอฟ่านชิงที่ในตอนแรกตั้งใจ
"อ่ะ....ขออภัยเจ้าค่ะ" เหอฟ่านชิงที่ถูกชนจนร่างผอมบางเซถอยหลังไปสองก้าวถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจอีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายตามความเคยชิน"ชิงชิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่ท่านเดินชนเพื่อนของข้าแล้วเจ้าค่ะ" หยางหลิงที่ได้ยินเสียงร้องของเหอฟ่านชิงจึงได้หันหลังกลับมาดูก่อนจะพบว่าเพื่อนสาวของตนนั้นได้เดินชนเข้ากับพี่ชายของนางจากมุมเลี้ยวตรงทางแยกของบ้านพอดี ด้วยความเป็นห่วงหยางหลิงรีบเข้าไปดูเพื่อนขอตนเองพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกขึ้นได้เด็กสาวจงได้หันไปเอ่ยกับผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวในทันทีเช่นกัน"พี่ไม่ได้ตั้งใจพอดีไม่ทันได้มองนึกว่าเจ้าเดินมาคนเดียวเหมือนทุกครั้ง" ชายหนุ่มคนเดิมที่เหอฟ่านชิงเคยพบเจอเมื่อครั้งที่แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย"อ่า...หลิงหลิงข้าไม่เป็นไรเจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย ข้าต้องขอโทษท่านด้วยนะเจ้าคะที่เดินไม่ได้ดูทางเพราะมัวแต่ก้มหน้า" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าขอโทษ"ไม่เป็นไร แล้วทำไมเจ้าทั้งสองถึงได้เปียกปอนเช่นนี้กัน รีบไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด" หยางฉี บุตรชายคนโตของหยางเฟิง อายุ 18 ปีมีนิสัย นิ่งขรึม พูดน้อ
หลังจากฝ่ามือของเหอฟ่านชิงที่ตบลงไปบนใบหน้าของ เหอลี่ถิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงใหญ่ ทั่วทั้งบริเวณก็เกิดความเงียบขึ้นมาในทันที แม้แต่เหล่าสตรีที่เป็นลูกไล่ของเหอลี่ถิงก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนพูดไม่ออก"เจ้าจะด่าทอข้าหรือทำร้ายข้า ข้าไม่เคยสนใจ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเอ่ยเรียกบิดาของข้าแบบนั้นเข้าใจหรือไม่!" ภายใต้ความเงียบจู่ ๆ เสียงเหยียบเย็นของเหอฟ่านชิงก็ดังขึ้นทำเอาเหอลี่ถิงพร้อมทั้งลูกสมุนของนางต้องตกใจอีกครั้งกับท่าทางที่ดูเปลี่ยนไปของอีกฝ่ายอาจจะเพราะแต่ก่อนนั้นเหอฟ่านชิงคนเดิมนั้นอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คนและขี้กลัวนางจึงตกเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ตลอด เพียงแต่กับเหอฟ่านชิงคนใหม่นั้นถึงแม้นิสัยส่วนตัวจะไม่ชอบหาเรื่องใคร รักสงบแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีใครก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตของนางนางก็พร้อมที่จะเอาคืนคนผู้นั้น และเส้นแบ่งเขตของเหอฟ่านชิงก็คือคนในครอบครัวที่นางรักและหวงแหนยิ่งกว่าสิ่งใด มีหรือที่เด็กสาวจะยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายบิดาของตนเองได้"น..นังฟ่านชิงแก! นี่แกกล้าตบหน้าข้าอย่างนั้นรึ แกคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วสินะหะ!" หลังจากที่ได้สติคืนกลับมาเหอลี่ถิงก็ถึงกับเกรี้ยวกราดตะค
ช่วงปลายยามอู่ (11.00-12.59 น.) ในที่สุดสามพี่น้องสกุลเหอก็พากันกลับมาถึงบ้านของพวกเขา เหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยถามบิดาและมารดาของตนที่ในวันนี้นางได้ให้พวกท่านช่วยกันตีนุ่นเพื่อใช้สำหรับทำผ้านวมและฟูกนอนรอระหว่างที่พวกเขาสามพี่น้องไปขายปลาในตัวเมือง"ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านทานมื้อเที่ยงกันหรือยังเจ้าคะ?""ยังเลยลูก พ่อเจ้าบอกจะรอพวกเจ้าก่อนค่อยทานพร้อมกันน่ะ" นางมี่ซือเป็นผู้เอ่ยตอบคำถามของบุตรสาวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนใบหน้าสวย"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะรีบไปทำมื้อเที่ยงให้ทุกคนทานกันนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงรีบเอ่ยบอกทั้งสี่คนก่อนที่นางจะเดินตรงไปยังครัวแล้วจัดการทำมื้อเที่ยงอย่างง่ายพียงอย่างสองอย่างจากนั้นคนบ้านเหอก็ได้ร่วมกันทานมื้อเที่ยงอย่างพร้อมเพรียงกัน อาจจะด้วยเครื่องปรุงหลาย ๆ อย่างยังไม่ครบทำให้อาหารที่เหอฟ่านชิงทำนั้นยังคงมีรสชาติธรรมดา ๆ ไม่ได้อร่อยมากมายจึงยังไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนหลังจากที่ทานมื้อเที่ยงกันเสร็จเรียบร้อยเหอฟ่านชิงก็บอกให้พี่ชายทั้งสองไปยังป่าไผ่เพื่อเริ่มตัดไม้ตามขนาดที่นางได้สั่งเอาไว้ เพื่อจะนำมาสร้างบ้านในวันต่อ ๆ ไป ส่วนเหอฟ่านชิงเองก็ได้เดิน
"ฮ่า ฮ่า พวกเจ้านี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เอาละ ๆ ถ้าเจ้าไม่อยากจะเอ่ยถึงก็ไม่เป็นไร แล้วพวกเจ้าจะรับเป็นตำลึงเงินทั้งหมดหรือไม่เล่า" ตู้หมิงเองก็ไม่คิดจะถามซักไซร้ให้สามพี่น้องรู้สึกอึดอัดใจเช่นเดียวกันจึงได้เอ่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นแทน"…" และก็เกิดความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขามัวแต่ตกใจเรื่องของน้องสาวเลยไม่ได้สนใจจำนวนเงินที่ขายได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นพวกเขาก็ถึงกับตกตะลึงอีกครั้งกับจำนวนเงินที่ขายปลาได้ในวันนี้ นี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของครอบครัวเขาเสียอีกนะ"นายท่านข้าขอเป็นสี่ตำลึงกับแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ" เป็นเหอฟ่านชิงที่ยังคงรักษาท่าทางสุขุมเอาไว้ได้แล้วเอ่ยตอบชายวัยกลางคนตรงหน้าไป"ได้…แล้วก็พวกเจ้าเรียกข้าว่าท่านลุงตู้ก็พอไม่ต้องเรียกนายท่านหรอกเพราะข้าเป็นเพียงผู้จัดการร้านเท่านั้น" ตู้หมิงเอ่ยบอกทั้งสามพี่น้องด้วยสีหน้าเอ็นดู ยิ่งกับแม่นางน้อยอย่างเหอฟ่านชิงแล้วเขายิ่งรู้สึกว่าตนอยากมีหลานสาวที่ฉลาดเช่นนี้บ้าง"ขอรับ / เจ้าค่ะ"สามพี่น้องสกุลเหอเองก็ไม่คิดที่จะเอ่ยค้านด้วยรู้ว่าเมื่อผู้ใหญ่ให้ความเอ็นดูเราควรจะตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
เช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวเหอก็ยังคงใช้ชีวิตกันเหมือนอย่างเคยเพราะหลังจากที่แยกบ้านออกมาจากบ้านใหญ่พวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งใดเป็นเรื่องเป็นราวเลย เพราะฉะนั้นวันนี้หลังจากที่ทุกคนทานข้าวเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเหอฟ่านชิงจึงได้เอ่ยชวนพี่ชายทั้งสองไปที่ลำธารหลังบ้านตามเดิมเพื่อจับปลาไปขายในตัวเมืองซึ่งพวกของเหอฟ่านชิงก็ได้ปลามาเพิ่มอีกเกือบสิบตัว พอรวมกับปลาของเมื่อวานก็ได้ราว ๆ ยี่สิบกว่าตัว เมื่อมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าล่วงเลยเข้าปลายยามเฉิน (07.00-08.59 น.) สามพี่น้องสกุลเหอก็ได้กลับมาผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่แห้งจากนั้นก็พากันออกเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองในทันทีด้วยเด็กสาวต้องการที่จะประหยัดค่าเดินทางนางจึงได้เลือกใช้วิธีเดินเท้าแทนที่จะนั่งเกวียน อีกทั้งไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขาที่เดินทางเข้าเมือง มีทั้งชาวบ้านใกล้เคียงหรือชาวบ้านหมู่บ้านเป่าหนิง บางครอบครัวก็เลือกใช้การเดินทางด้วยเท้าเข้าไปแทนการนั่งเกวียน สามพี่น้องสกุลเหอเองก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งในเหล่าชาวบ้านที่เดินทางเข้าเมือง เพียงแต่จะแปลกหน่อยก็เพราะที่ด้านหลังของชายหนุ่มทั้งสองนั้นที่ตะกร้าคนละใบที่ไม่รู้ว่าด้านในนั้นใส่อะไรเอาไ







