Masukเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดเหอฟ่านชิงก็เอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสองของตนเองเกี่ยวกับเห็ดหูหนูดำที่อยู่ตรงหน้าเพื่อให้ทั้งสองคนนั้นคลายความตึงเครียดลงไป
"ทานพี่เจ้าคะ เห็ดที่อยู่ตรงหน้าพวกเรานั้นมีชื่อเรียกว่า เห็นหูหนูมันสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายมาก อีกทั้งเจ้าเห็ดนี่ยังมีประโยชน์ไม่น้อย พวกท่านเชื่อข้านะเจ้าคะว่ามันสามารถกินได้"
"แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่ามันกินได้น่ะ" เหอชงอี้เอ่ยถามกับเด็กสาวตรงหน้าพวกเขา
"พวกท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าข้าเคยไปที่ไหนมา ที่นั่นเองก็มีเห็นแบบนี้อีกทั้งผู้คนยังกินมันอย่างเอร็ดอร่อยมากเลยนะเจ้าคะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
"ถ้าเป็นอย่างที่ชิงเอ๋อร์ว่ามางั้นพวกเราก็ลองเก็บพวกมันกลับไปทานดูก็คงไม่เป็นอะไรหรอก" เหอชงหยวนที่เชื่อคำพูดของน้องสาวตนเองมากเอ่ยขึ้นเพื่อเป็นการตัดสินใจในเรื่องนี้
"เช่นนั้นก็เอาตามที่พี่ใหญ่เอ่ยมาก็ได้ขอรับ"
"ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เชื่อข้าเจ้าค่ะ" คำพูดจากน้องสาวน้องชายที่เอ่ยออกมาหลังจากที่ชายหนุ่มพูดจบ เมื่อได้ข้อสรุปที่ตรงกันแล้วเหอฟ่านชิงจึงได้นั่งลงไปเก็บเห็ดหูหนูตรงหน้าใส่ในตะกร้าด้านหลังที่แบกเอาไว้จนหมด จากนั้นทั้งสามคนก็รีบเร่งเดินทางกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลในทันทีด้วยเกรงว่ามารดาและบิดาจะเป็นห่วงเอาได้
สามพี่น้องสกุลเหอใช้เวลาในการเดินกลับบ้านราว ๆ 1 เค่อ พวกเขาก็กลับมาถึงบ้านที่เป็นกระท่อมที่มีที่ดินติดภูเขาที่ได้รับมาจากท่านปู่ 7 หมู่ ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านพอสมควร แต่เหอฟ่านชิงกลับรู้สึกขอบคุณท่านปู่ของนางที่เลือกมอบที่ดินผืนนี้ให้ ด้วยนางนั้นชอบความสงบ ไม่วุ่นวายและที่สำคัญที่ดิน 7 หมู่ของนางนี้ยังเป็นผืนเดียวกันทอดยาวไปจนสุดลำธารสายเล็กที่ไหลมาจากภูเขามันจึงเป็นเรื่องที่ดีที่ครอบครัวของนางจะสามารถเพาะปลูกได้ตลอดปีโดยไม่ต้องรอฝนตกตามฤดูกาล
เพราะเพียงแค่เรารู้จักจัดการน้ำให้เป็นระบบเพียงเท่านี้ครอบครัวของนางก็ถือได้ว่าได้ที่ดินทำเลทองแล้ว อีกทั้งต้นไผ่ก็มีมากมายนางจะใช้ใบปริญญาวิศวกรรมให้เป็นประโยชน์ก็คราวนี้แหละ ส่วนใบปริญญาเครื่องสำอางนั้นเอาไว้นางค่อยนำมาใช้หลังจากจัดการบ้านให้แล้วเสร็จเสียก่อน
ด้วยในชาติก่อนนั้นเหอฟ่านชิงเป็นเด็กที่หัวไวและเรียนเก่งนางจึงเลือกสอบเข้าที่คณะวิศวกรรมโยธาของมหาลัยขึ้นชื่อของประเทศและติดอันดับสามพอจบมานางกลับมีความสนใจเกี่ยวกับผิวพรรณและใบหน้านางจึงตัดสินใจไปเรียนต่อโท สาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่ประเทศจีนอีก 3 ปี จนในที่สุดเรียนจบมาเหอฟ่านชิงก็ได้สร้างแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเองออกมา และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
กลับมาที่ปัจจุบันหลังจากที่กลับมาถึงบ้านก็เป็นช่วงต้นยามเว่ย (13.00-14.59 น.)แล้ว เหอฟ่านชิงจึงคิดที่จะทำมื้อเที่ยงให้กับทุกคนได้ทานกัน เพราะฉะนั้นร่างบอบบางของเด็กสาวที่เริ่มโตเป็นสาวแล้วนั้นก็ได้ถือตะกร้าใส่เห็ดหูหนูและปลานิลอีกสองตัวเดินตรงไปยังครัวชั่วคราวเพื่อเริ่มทำอาหารในทันที
วันนี้นางเลือกทำรายการอาหารที่ง่าย ๆ อย่างแกงปลาใส่เห็ดหูหนู เมื่อเดินมาถึงครัวเหอฟ่านชิงก็จัดการนำปลาทั้งสองตัวไปล้างทำความสะอาดพร้อมทั้งคว้านเอาเครื่องในปลาออกให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจะหั่นครึ่งแล้วพักไว้เตรียมตั้งหม้อต้ม
หลังจากจัดการกับปลาเสร็จเหอฟ่านชิงก็ไปจัดการจุดเตาไฟแล้วนำหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งเอาไว้ให้น้ำเดือด เสร็จจากขั้นตอนนี้แล้วเหอฟ่านชิงก็เดินถือมีดไปด้านหลังของบ้านที่อยู่ติดกับตีนเขาเพื่อจะเก็บผักป่าอย่างตะไคร้ ซึ่งนางบังเอิญเจอตอนเดินกลับมานั่นเอง
อีกทั้งยังมีผักป่าอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นเองอย่าง ต้นหอมป่า ต้นกระเทียมป่า และที่น่าเหลือเชื่อคือมันมีต้นกะเพราเกิดขึ้นมาด้วย เหอฟ่านชิงใช้เวลาในการเก็บที่ต้องการไม่นานก็ได้ครบ จากนั้นนางก็เดินกลับไปยังครัวที่ต้มน้ำร้อนเอาไว้และมันก็กำลังเดือนได้ที่พอดี
เห็นแบบนั้นเหอฟ่านชิงก็นำตะไคร้ไปล้างจนสะอาดก่อนจะใช้ไม้ทุบ 2-3 ครั้งแล้วจับลงไปในหม้อต้มน้ำเพื่อดับกลิ่นคาวของปลา เมื่อตะไคร้ส่งกลิ่นหอมแล้วนั้นนางก็จัดการนำปลาที่เตรียมเอาไว้ใส่ลงไปในหม้อก่อนจะปิดฝา
เสร็จแล้วเหอฟ่านชิงก็เดินไปหยิบเห็ดหูหนูตามต้องการก่อนจะนำไปล้างทำความสะอาดแล้วเดินกลับมาที่หม้อต้มปลาก่อนจะใช้มือเปิดฝาหม้อแล้วเทเห็ดหูหนูลงไป ใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อสร้างรสชาติจากนั้นก้ต้มทิ้งไว้อีกเล็กน้อยจนคิดว่าได้ที่แล้วก็ใส่ใบกะเพราลงไปปิดท้ายแล้วยกหม้อลงมาพักไว้ก็เป็นอันเสร็จ เนื่องด้วยวัตถุดิบนั้นมีไม่มากนางจึงทำเพียงประทังชีวิตไปก่อนอีกทั้งก็ไม่ได้สนใจวิธีการทำต่าง ๆ มากนัก
ขอเพียงอาหารที่ทำออกมานั้นกินได้ อิ่มท้องก็เพียงพอแล้วในตอนนี้ เมื่อจัดเตรียมพื้นที่กินข้าวเสร็จเรียบร้อยหญิงสาวจึงได้เอ่ยเรียกทุกคนในครอบครัวให้ออกมาทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่เจ้าคะมื้อเที่ยงเสร็จแล้วออกมาทานข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ" หลังจากจบคำเรียกของนางทุกคนในบ้านต่างก็เดินตามกลิ่นหอมของกับข้าวออกมาอย่างไม่รอช้า ด้วยพวกเขาไม่ได้ทานอาหารที่มีกลิ่นหอมเช่นนี้มาก่อนจึงทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นกับหน้าตาของกับข้าวที่บุตรสาวและน้องสาวทำเป็นครั้งแรก
"ว้าว...น้องเล็กกับข้าวฝีมือเจ้าช่างหอมชวนน้ำลายพี่รองหกยิ่งนัก" เหอชงอี้เป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นเมื่อทุกคนนั่งลงที่พื้นสำหรับทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"จริงหรือเจ้าค่ะ เช่นนั้นทุกคนก็ทานกันเยอะ ๆ ยังมีในหม้ออีกเยอะ" เหอฟ่านชิงเอ่ยบอกกับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"เอ๊ะ!..นี่มันเนื้อปลาไม่ใช่รึ พวกเจ้าไปเอาปลาจากที่ใดมาทำอาหารกัน" เหอหลวนซานเอ่ยทักขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจที่วันนี้กับข้าวเป็นปลาที่น้อยคนนักจะสามารถจับมันขึ้นมาจากแม่น้ำได้ อีกทั้งยังมีขนาดตัวใหญ่อีกด้วย
"ท่านพ่อ ก็ฝีมือของน้องเล็กอย่างไรเล่าที่จับปลาเหล่านี้มาได้ ท่านพ่อต้องเห็นตอนที่นางจับปลาด้วยตะกร้าใบเดียวเหมือนข้ากับพี่ใหญ่ ข้าเดาได้เลยว่าท่านพ่อจะต้องตกตะลึงไม่แพ้พวกข้าอย่างแน่นอน" เหอชงอี้ที่ได้ทีอวยน้องสาวเขาจึงได้เอ่ยเล่าถึงเหตุการณ์ที่น้องสาวจับปลามาได้อย่างไรให้กับบิดาและมารดาได้รับรู้
"ชิงเอ๋อร์ของพวกเราฉลาดจริง ๆ " นางมี่ซือเองหลังจากฟังเรื่องราวจบก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมบุตรสาวของตนด้วยความภาคภูมิใจ
"ใช่แล้ว เพียงแต่เรื่องนี้ห้ามพวกเจ้าแพร่งพรายออกไปเข้าใจหรือไม่" เหอหลวนซานเองก็รู้สึกดีใจที่บุตรสาวของเขามีความสามารถเช่นนี้ แต่เขาก็รู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวของบุตรสาวเพิ่มมากขึ้นด้วยนางนั้นยังไม่ได้ออกเรือนเกรงว่าถ้ามีข่าวเช่นนี้ออกไปอาจจะมีชายหนุ่มที่หวังผลประโยชน์มาสร้างเรื่องให้กับนางก็เป็นไปได้
"เจ้าค่ะ/ขอรับ" สามพี่น้องเองก็ตระหนักถึงสิ่งที่บิดาเป็นกังวลได้จึงได้เอ่ยตอบรับอย่างไม่อิดออดเพื่อความสบายใจของผู้เป็นบิดา
"เอาละ ๆ เรื่องอื่นเอาไว้ก่อนพวกเรามาทานมื้อเที่ยงกันก่อนเสร็จแล้วค่อยพูดคุยกันอีกที" เมื่อเห็นว่าลูก ๆ เอ่ยรับคำอย่างดีเหอหลวนซานจึงได้เลิกสนใจเรื่องราวอื่นก่อนแล้วบอกให้ทุกคนทานอาหารตรงหน้าเสียก่อนที่มันจะเย็น
"เจ้าค่ะท่านพ่อ เพียงแต่หลังจากทานข้าวเสร็จข้าขอพูดเรื่องสำคัญอีกเรื่องด้วยนะเจ้าคะ ทุกคนเลย" เหอฟ่านชิงที่คิดได้ว่ายังมีเรื่องที่ต้องเอ่ยกับทุกคนจึงได้เอ่ยปิดท้ายก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะเริ่มทานข้าวมื้อเที่ยงที่แสนอร่อยและมีความสุข
**********************************************************************************************
เรื่องสำคัญอะไรกันนะ ยัยน้องจะเริ่มทำอะไรต่อไปมาช่วยลุ้นและให้กำลังใจยัยน้องกันด้วยนะคะ (มีรีดที่น่ารักท่านไหนทายถูกกันบ้างว่ายัยน้องเจอเห็ดหูหนูอิอิ)
หลังจากที่นางจูซือและเหอลี่ถิงถูกจับตัวไปนั้นก็ได้รับโทษโบยคนละสี่สิบไม้ ก่อนที่นำตัวไปขังยังคุกตลอดชีวิต ด้วยข้อหาที่นางสองแม่ลูกได้จ้างวานฆ่าผู้อื่นนั้นมีโทษหนักเป็นอย่างมากอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องของเหอลี่ถิงนี้เองที่ทำให้นางจางนั้นเป็นทุกข์อย่างมาก แต่นางก็ยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิมของตนเองต่อไปส่วนเหอซือไฉกับบุตรชายของเขานั้นต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากด้วยถูกผู้คนนั้นพูดจาดูถูกเหยียดหยาม และนินทาลับหลัง แต่พวกเขาก็ต้องฝืนใช้ชีวิตอยู่ต่อไป จนในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ได้จนต้องกลับมาให้นางจางผู้เป็นมารดานั้นเลี้ยงดูอีกครั้งส่วนเหอหานตงเองหลังจากจบเรื่องของสะใภ้คนโตเขาก็ได้จัดการเรื่องแยกบ้านให้กับบุตรชายคนรองเพื่อให้พวกเขานั้นสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม ส่วนตัวเขาเองก็ได้ไปอาศัยอยู่กับบุตรชายคนเล็กตามคำชักชวนของบุตรชาย ด้วยเขานั้นไม่สามารถอยู่ที่บ้านหลังนั้นได้อีกต่อไป ด้วยว่านางจางนั้นยิ่งนับวันจะยิ่งมีนิสัยที่เลวร้ายลงไปทุกวันจนเขาทนอยู่ต่อไปอีกไม่ไหวด้านนางมี่ซือเองหลังจากที่ฟืนคืนสติกลับมาอีกครั้งนางก็จดจำได้แล้วว่าตนเองนั้นเคยเป็นใครมาก่อน เพียงแต่นางกลับเลือกที่จะไม่เอ่ย
"ถิงเอ๋อร์!"นางจางที่เห็นว่าหลานสาวสุดรักถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาก็รีบวิ่งเข้าไปดูอาการของหญิงสาวด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายด้วยความตกใจ"อย่าคิดที่จะทำร้ายชิงเอ๋อร์!"หยางฉีไม่ได้สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้นเขากลับยิ่งมองร่างของเหอลี่ถิงด้วยสายตาเหยียบเย็นพร้อมกับเอ่ยวาจาที่ทำเอาทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับหนาวสะท้านด้วยความหวาดกลัวต่อรังสีที่แผ่ออกมาจากตัวของชายหนุ่มผู้มาใหม่"สารเลว! เจ้ามันเป็นบุรุษประสาอะไรถึงได้กล้ารังแกสตรีไร้ทางสู้เช่นนี้กัน!"คงมีเพียงแค่นางจางเท่านั้นที่ไม่ได้รับรู้ถึงความน่ากลัวที่แฝงอยู่ในคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า มิหนำซ้ำหญิงชรายังเอ่ยต่อว่าหยางฉีอย่างไม่พอใจ"ไร้ทางสู้?.....เมื่อครู่นางยังตั้งใจจะเข้ามาทำร้ายชิงเอ๋อร์อยู่เลยมิใช่รึ แบบนั้นข้าไม่คิดว่านางจะเป็นสตรีที่บอบบางไร้ทางสู้หรอกนะขอรับท่านย่าจาง"หยางฉีเอ่ยตอบหญิงชราอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไปก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย"ใครเป็นย่าของเจ้ากัน! แล้วเจ้าเป็นใครถึงได้มาเสนอหน้าออกรับแทนนังเด็กโสโครกนั้นกัน นางมีคู่หมั้นอยู่แล้วเจ้าไม่รู้หรืออย่างไรกัน หรือว่านางไปล่อลวงเ
หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายในวันนั้นก็ผ่านมาแล้วสามวันที่นางมี่ซือยังคงนอนหลับไม่ได้สติ สร้างความปวดใจให้กับครอบครัวเหอบ้านเล็กเป็นอย่างมากเหอฟ่านชิงเองหลังจากที่กลับออกมาจากป่าได้นางก็รีบจัดการกับตัวเองแล้วเร่งเดินทางเข้ามาในตัวเมืองเพื่อดุอาการของมารดาพร้อมกับเหอชงหยวนเมื่อเหอหลวนซานและเหอชงอี้เห็นหญิงสาวก็ถึงกับโผล่เข้ามาสวมกอดด้วยความดีใจที่หญิงสาวกลับมาได้อย่างปลอดภัยจากนั้นเหอหลวนซานจึงได้เอ่ยบอกอาการของภรรยารักให้กับลูกทั้งสองได้รับรู้ จนในตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วถึงสามวันแต่ก็ยังไร้วี่แววว่านางมี่ซือจะลืมตาฟื้นขึ้นมาจากการนอนหลับใหลแต่ครอบครัวเหอบ้านเล็กก็ยังคงมีความหวังว่านางมี่ซือจะต้องตื่นขึ้นมาในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน หลังจากเกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวสกุลเหอบ้านเล็กรุ่งเช้ามาทั่วทั้งหมู่บ้านเป่าหนิงจึงได้พูดคุยกันและแวะเวียนมาสอบถามความเป็นอยู่ของพวกเขาเพื่อแสดงถึงความเห็นใจเป็นจำนวนมาก แม้แต่นางจางเองก็ยังอุตส่าห์ติดตามสามีมาดูว่าครอบครัวของบุตรชายคนเล็กนั้นเป็นเช่นไรบ้างเพราะถึงแม้นางจะไม่ได้รักใคร่ครอบครัวของบุตรชายคนเล็กมากมายนัก แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ทำให้นางจางต้องมาแสดง
เพียงแต่ยังไม่ทันที่เหอฟ่านชิงจะได้ทำอะไรต่อไป มือหนาของชายหนุ่มก็วางทาบทับลงมาที่ใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ของนาง ก่อนที่เขาจะบังคับให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับตนเองเสี้ยวนาทีที่ดวงตาของเหอฟ่านชิงสบเข้ากับชายหนุ่มนั้นหยางฉีก็ได้โน้มใบหน้าหล่อเหลาของเขาลงมาประกบจูบลงที่ริมฝีปากบางของเหอฟ่านชิงในทันทีจากนั้นชายหนุ่มก็ได้ตักตวงเอาความหวานจากปากของหญิงสาวครั้งแล้วครั้งเล่าอย่าเอาแต่ใจ ส่วนเหอฟ่านชิงที่ตั้งรับไม่ทันก็รู้สึกตกใจกับการกระทำของชายหนุ่มเป็นอย่างมากแต่ไม่นานนางก็ยอมตามใจของอีกฝ่ายเพราะรู้หัวใจตัวเองดีว่าเจ้าของร่างหนาตรงหน้านั้นได้เข้ามาเป็นเจ้าของหัวใจของนางจนเต็มไปหมดทั้งดวงแล้วนั่นเองส่วนหยางฉีเองก็รู้สึกไม่ต่างจากที่เหอฟ่านชิงรู้สึก เพราะเขานั้นได้มอบหัวใจทั้งดวงให้กับคนตัวเล็กในอ้อมกอดไปตั้งนานแล้วยิ่งเกิดเรื่องขึ้นเมื่อคืนในตอนที่เขาตามหาหญิงสาวไม่พบนั้นเขารู้สึกถึงอาการบีบรัดที่หน้าอกของตัวเองราวกับว่ามันกำลังถูกสิ่งที่มองไม่เห็นบีบรัดจนหายใจแทบไม่ออกนั้นได้อย่างชัดเจนและภาพที่ร่างของเหอฟ่านชิงตกลงไปในน้ำก็ยังคงเด่นชัดอยู่ภายในหัวของเขาตลอด ความรู้สึกในตอนที่เห็นร
ร่างของหยางฉีนั้นจมดิ่งลงไปภายใต้แม่น้ำพร้อมทั้งรีบเพ่งสายตามองหาร่างของหญิงสาวด้วยความเป็นกังวลเป็นอย่างมากจนในที่สุดเขาก็เห็นว่าหญิงสาวกำลังใช้เรี่ยวแรงของตนเองที่เหลืออยู่เพื่อว่ายทวนกระแสน้ำนำพาร่างของตัวเองเข้าไปยังฝั่ง แต่กลับหมดแรงเสียก่อนในจังหวะที่เขาว่ายมาถึงตัวของหญิงสาวพอดีหลังจากที่ชายหนุ่มรวบร่างบางเข้ามากอดเอาไว้ได้แล้วนั้นก็รีบพาหญิงสาวว่ายขึ้นฝั่งในทันที ก่อนที่คนทั้งคู่จะนอนหมดแรงอยู่บนฝั่งได้สำเร็จเหอฟ่านชิงที่หลังจากชายหนุ่มพาขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วก็หมดสติไปในทันทีด้วยความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุดส่วนหยางฉีนั้นเมื่อเห็นว่าหญิงสาวได้หมดสติไปแล้วก็ได้ลุกขึ้นแล้วรีบอุ้มร่างบางขึ้นมาแนบอกในท่าเจ้าสาวก่อนจะเร่งพาคนในอ้อมกอดไปหาที่นอนพักในค่ำคืนนี้เพราะว่าตอนกลางคืนในป่านั้นล้วนมีแต่สัตว์ป่าดุร้ายที่กำลังออกหากินจึงเป็นการดีกว่าที่เขาจะหาที่พักค้างคืนเอาแรงเสียก่อนและจุดหมายที่ชายหนุ่มพาเหอฟ่านชิงไปนั้นก็คือถ้ำในครั้งก่อนที่พวกเขาเคยใช้หลบฝนนั่นเอง ใช้เวลาเพียงไม่นานหยางฉีพร้อมด้วยหญิงสาวในอ้อมกอดก็ได้มาถึงภายในถ้ำแต่อากาศด้านในถ้ำช่วงกลางดึกแบบนี้ช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก
"ใครจ้างพวกเจ้าให้มาทำร้ายพวกข้ากัน!"เหอฟ่านชิงเมื่อได้ยินคำพูดจากคนร้ายชุดดำ นางก็คิดขึ้นมาได้ในทันทีว่าจะต้องมีคนจ้างวานพวกมันให้มาสังหารครอบครัวนางอย่างแน่นอน เพียงแต่นางเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครกัน แต่ในตอนนี้จะต้องคิดหาทางรอดให้กับครอบครัวของนางเสียก่อน นางจึงได้เอ่ยถามคนร้ายที่เป็นคนตอบคำถามของบิดาเมื่อครู่นี้ในทันที"หึ เจ้านี่ก็ฉลาดไม่เบานะแม่สาวน้อย อีกทั้งยังดูงดงามอย่างที่หญิงนางนั้นบอกเอาไว้เสียด้วยสิ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะก่อนที่เจ้าจะตายข้าจะพาเจ้าขึ้นสวรรค์ก่อนเพื่อเป็นคำปลอบใจจากข้าก็แล้วกันนะสาวน้อย"แต่แทนที่มันจะตอบคำถามของเหอฟ่านชิงกลับกลายเป็นว่ามันนั้นค่อย ๆ เดินตรงมายังร่างของเหอฟ่านชิงที่นั่งกอดร่างของผู้เป็นมารดาเอาไว้ พร้อมกับปากก็พร่ำเอ่ยวาจาที่น่ารังเกียจจนทำให้หญิงสาวรู้สึกรังเกียจบุรุษร่างใหญ่ตรงหน้าเป็นอย่างมาก"อย่าทำอะไรลูกสาวของข้านะ!"เสียงร้องห้ามของเหอหลวนซานดังขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นว่าไอ้หัวหน้าคนร้ายนั้นมีความคิดที่จะย่ำยีบุตรสาวของเขา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เขาขอแลกชีวิตกับมันอย่างแน่นอน"จะตายอยู่แล้วยังจะมาปากดีอีกนะ ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก
"ชิงเอ๋อร์..." บุรุษภายในบ้านทั้งสามเองต่างก็รู้สึกตกใจและเสียใจในเวลาเดียวกันด้วยพวกเขานั้นไม่คาดคิดว่าความไม่เอาไหนของตนเองเกือบจะทำให้ต้องสูญเสียเด็กสาวอันเป็นที่รักไปตลอดกาล"ก็ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ ถึงยังไงตอนนี้ข้าก็กลับมาหาพวกท่านแล้ว ตอนนี้เราควรจะสนใจเรื่องปากท้องกันเสียก่อน" เหอฟ่านชิงเองที่
หลังจากที่ครอบครัวของเหอฟ่านชิงแยกออกมาอยู่ยังกระท่อมที่สร้างขึ้นใหม่ในที่ดินของตนเองแล้วนั้นพวกเขาทั้ง 5 คนต่างก็ช่วยกันระดมความคิดว่าจะเอาเช่นไรต่อไปดีซึ่งเหอฟ่านชิงนั้นในชาติก่อนนางก็ถือได้ว่าใช้ชีวิตมาไม่น้อยก่อนที่นางจะตายลงไปในวัย 32 ปีด้วยอุบัติเหตุครั้งล่าสุด อย่างน้อย ๆ นางก็ถือว่ามีความส
"พี่จงท่านมาก็ดีแล้วข้าต้องการทำเรื่องแยกบ้านให้กับอาซานพี่ช่วยดำเนินการให้ข้าทีขอรับ" เหอหานตงที่มีอายุน้อยกว่าอีกฝ่ายอีกทั้งเขาเองก็นับถือชายชราตรงหน้าเป็นอย่างมากเอ่ยบอกกับอีกฝ่าย"ได้สิ เพียงแต่ภรรยาของเจ้ากับคนในตระกูลคนอื่น ๆ เล่าเจ้าจะทำเช่นไร" จงฟานตู้เองก็รับรู้มาโดยตลอดถึงชีวิตที่ยากลำบาก
"ส่วนเจ้านางจูซือ อย่าทำอะไรตามอำเภอใจให้มันมากนักถึงยังไงอาซานก็ยังเป็นบุตรชายของข้าอยู่มิใช่ใครที่ไหน ที่ข้าเงียบไม่ได้แปลว่าข้าไม่สนใจเขา ถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรชายคนเล็กของข้าเหอหานตงผู้นี้!" ชายชราที่เห็นว่าหลานสาวนั้นยังมีหัวคิดอยู่จึงได้หันไปเอ่ยกับลูกสะใภ้ที่ทำตัวไม่ไว้หน้าเขาในคร







