เข้าสู่ระบบคำพูดเช่นนี้สมกับเป็นรัชทายาทปีศาจ เขาสามารถจัดการใครก็ได้ที่เห็นว่าไม่ควรมีลมหายใจ
พรึบ ไป๋จิ่งเจาเกรงว่าเรื่องจะไปกันใหญ่นางรีบนั่งคุกเข่าลงตรงหน้า “เรียนองค์รัชทายาท เรื่องนั้นเกรงว่าจะเข้าใจผิดกันมากกว่า หม่อมฉัน คิดว่ารั่วซีก็มีความเหมาะสมที่จะแต่งงานกับรองแม่ทัพหยางผู้นั้นเพคะ บุรุษที่อนาคตไกลเช่นนี้ หรือว่าท่านพ่อท่านแม่มิเห็นสมควรหรือเจ้าคะ” นางมั่นใจในทันทีว่าพี่สาวของนางคงมีข้อตกลงบางอย่างกับจื่อซวนคนชั่วผู้นั้นแน่นอน การออกหน้าเรื่องของนางให้เขายิ่งทำนางสะอิดสะเอียน “เรื่องแต่งงานออกจวน เกรงว่าข้าจะไม่รีบเพราะอย่างไรวันปักปิ่นของข้าก็ยังมาไม่ถึง แต่พี่หญิง…ท่านผ่านวันปักปิ่นมานับ2ขวบปี เหตุใดจึงยังลังเลยามแม่สื่อมาเที่ยบเชิญท่านให้สร้างสัมพันธ์กับเหล่าคุณชายในเมืองหลวงด้วยเล่าเจ้าคะ” ในเมื่อพี่สาวนางไม่หยุด เช่นนั้นก็มาดูกันว่านางกับไป๋จิ่งเจาใครจะคุมหมากกระดานนี้!! “นั่นสิ่ เจ้าแค่บอกมาว่าสนใจผู้ใด แค่นั้นข้าจะไปกราบทูลเสด็จพ่อให้ประทานสมรสให้เจ้าเอง” รัชทายาทที่เงียบอยู่นานจึงเอ่ยเสริมนางขึ้นมา “หม่อมฉัน เอ่อ หม่อมฉันคงจะไม่มีความงามพอที่จะให้พระองค์สนใจจริงๆสินะเพคะ“ ท่าทางเอียงอายเช่นนั้นทำทุกคนตกตะลึง มารดาที่ได้สติก่อนใครตบอกดังปุก ส่วนบิดานั้นแข้งขาอ่อน ทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น ”รัชทายาทโปรดอภัย บุตรสาวคนโตของข้าน้อยนี้ นางคงกังวลเรื่องออกเรือนจนเกินไป จึงพูดสิ่งใดที่มิควรออกมา“ ฝ่ามือของฮูหยินจวนไป๋รีบดึงบุตรสาวคนโตให้มานั่งคุกเข่าข้างๆ ”เจ้าพูดจาเหลวไหล ขอประทานอภัยจากองค์รัชทายาทเดี๋ยวนี้!!“ ทุกคนร้อนรนกับการกระทำอันไม่สมควร ผิดกับพี่สาวนางที่เอาแต่จิกนิ้วมือและก้มหน้ามองตักตัวเอง ไป๋รั่วซีมองไปยังร่างสูงใหญ่ อยากรู้ว่าเขาจะจัดการเช่นไร เรื่องจะวนซ้ำรอยเดิมหรือไม่ คงต้องให้รัชทายาทแสดงเจตจำนงค์ออกมาเสียก่อน ”จิ่งเจ่า เนิ่นนานที่ข้ามาเป็นแขกในจวนไป๋ ข้าเห็นเจ้าเป็นน้องมาตลอด และใช่…ข้าซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ส่วนเจ้า…แค่จะซื่อสัตย์ต่อหัวใจตัวเองเจ้ายังทำไม่ได้ ครานี้ข้าไม่ถือเอาความ แต่หากมีอีก… อารามซ่านไถ ที่นั่นข้าจะส่งเจ้าไปสวดภาวนาให้ใต้หล้าสงบสุข และ…ไร้การแย่งชิงอำนาจที่ไม่ใช่ของตน!!“ คำพูดนั้นสะท้อนในอกหลายคน ส่วนคนพูดเดินออกไปอย่างไม่ใยดี พรึบ!! สตรีที่ถูกหมางเมินและสอนให้ซื่อสัตย์ต่อหัวใจตนเอง ถึงกับทรุดลงกับพื้น บิดามารดามองบุตรสาวคนโตด้วยสายตาผิดหวัง นางเองก็เช่นกัน “เรื่องแต่งงานของข้า ไม่รบกวนให้พี่หญิงมาเดือดร้อนด้วย ข้าจะจัดการชีวิตของข้าเอง ท่านพ่อ…” นางหันไปหาบิดาด้วยท่าทางจริงจัง “หลายปีมานี้ แม้รองแม่ทัพหยางจื่อซวนจะผูกสมัครรักไคร่กับพี่ใหญ่ดี เพราะทำการรบด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าข้ามีใจจะแต่งงานกับเขา ต่อให้ลากวิญญาณข้าออกจากร่างก็ไม่มีวันเจ้าค่ะ“ นางถือว่าจุดยืนตนเองชัดเจนดีแล้ว พูดออกไปให้เด็ดขาดเลยจะดีกว่า ”เรื่องนั้น พ่อเคยบังคับพวกเจ้าหรือ บ้านเราถือคติที่ว่าปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ อยู่แล้ว แต่ว่าเจาเอ๋อร์ เรื่องวันนี้รัชทายาทไม่เคืองขุ่นก็ถือว่าเป็นพระกรุณา หากพระองค์มีใจรักสักนิด มีหรือที่พ่อจะขวางทางเจ้า อย่ากระทำเช่นวันนี้อีก“ ผู้นำจวนไป๋เดินออกไปอย่างไม่ใยดี ทั้งยังแสดงออกว่าเรื่องวันนี้พี่สาวของนางทำให้บิดาเคืองขุ่นใจจริงๆ ”แต่ว่า…ท่านแม่“ จิ่งเจายังคงไม่ยอมแพ้ นางเรียกมารดาเสียงเบา ”เจาเอ๋อร์ รัชทายาทไม่ใยดีเจ้าจริงๆ แล้วเจ้าจะดันทุรังไปทำไมกัน การกระทำเช่นนี้คือการหมิ่นเบื้องสูง ลูกกำลังหาเรื่องใส่ตัว เอาแบบนี้…“ มารดาจับไหล่บุตรสาวคนโตเอาไว้ ก่อนมองด้วยแววตาอ่อนโยน ”งานโคมที่จะถึงแม่อนุญาตให้เจ้ากับน้องไปเดินเล่น เกิดต้องใจใครเจ้าแค่บอกแม่ ไม่ใช่ว่าบุตรสาวของแม่ไม่มีตัวเลือกเสียหน่อย ใช่ไหมหล่ะ!!“ มารดานางก็ยังเป็นนางฟ้ามาโปรดของลูกๆอยู่ดี นางมองคนที่รักที่สุดในหัวใจด้วยแววตาอ่อนแสง ภาพสตรีที่รับคมดาบแทนสามีและลูกๆ มันช่างเจ็บปวดจนนางเผลอกำเสื้อแน่น ”ซินเอ๋อร์…“ เพราะนางเหม่อนานเกินไป มารดาที่เรียกหลายหนจึงต้องขึ้นเสียงอีกหน่อย ”เจ้าค่ะท่านแม่“ นางพยุงมารดาให้ลุกขึ้น ก่อนจะพามานั่งที่เตียงของนาง ”เรื่องเมื่อครู่ เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่สนใจแม่ทัพน้อยสกุลหยางผู้นั้น“ นางส่ายหัวพัลวัล ”แน่นอนว่าไม่สนใจ ไม่มีใจภักดีเช่นบุรุษและสตรีที่พึงมีต่อกัน ท่านแม่…ข้ายังไม่ถึงวันปักปิ่น ท่านสนใจเรื่องพี่หญิงก่อนดีกว่า หากตัดสินใจเลือกใครไม่ได้ เช่นนั้นก็ให้พี่หญิงโยนลูกบอลผ้าแพรปักดีหรือไม่!!“สายลมยามเย็นพัดผ่านระเบียงไม้คดเคี้ยวของจวนสกุลไป๋ นำพาเอากลิ่นหอมอบอวลของดอกเหมยและโคมไฟสีชาดที่ส่องสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ บรรยากาศภายในเรือนหลักยามนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภาพของผู้คนมากบารมีที่นั่งล้อมวงหัวเราะต่อกระซิบกันอย่างไม่ถือองค์ เป็นภาพที่หากผู้ใดมาเห็นเข้าคงยากจะเชื่อสายตาสกุลไป๋... ตระกูลแม่ทัพผู้จงรักภักดี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตกเป็น 'เป้านิ่งทางการเมือง' ถูกศัตรูในราชสำนักหมายหัว คอยจ้องจับผิดและใส่ร้ายป้ายสีจนเกือบต้องล่มสลายและนองเลือดด้วยแผนชั่วของคนถ่อย ทว่าในวันนี้ มรสุมมืดมิดเหล่านั้นได้สลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความสุขและความอบอุ่นของครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาณ โต๊ะเสวยกลางเรือน ไป๋เหวินหลง หรือเปี้ยนจิ้งอ๋องผู้เกรียงไกร บัดนี้ไม่ได้อยู่ในชุดเกราะเปรอะคราบเลือดดังเช่นในอดีต หากแต่อยู่ในชุดอาภรณ์หรูหราสีน้ำเงินเข้มขลิบทอง ในอ้อมแขนกว้างของแม่ทัพผู้เคยฆ่าคนนับแสน บัดนี้กำลังตระกองกอด 'หนิงเหนียง' พระธิดาตัวน้อยไว้อย่างทะนุถนอมสุดหัวใจ ดาริกาดวงน้อยผิวขาวผ่องในห่อผ้าไหมกำลังนอนตาแป๋ว ส่งเสียงอ้อแอ้ทักทายทุก
ยามนั้น ณ หุบเขาชายแดนเปี้ยนจิ้ง...เสียงกระบี่พยัคฆ์รามตวัดผ่านอากาศดังกึกก้องดุจเสียงฟ้าผ่า! ปราณกระบี่สีทมิฬอันมหาศาลของไป๋เหวินหลงกวาดตัดผ่านแม่ทัพใหญ่ฝ่ายศัตรูจนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน! ศพของทหารอนารยชนนับพันนอนเรียงรายเต็มท้องทุ่ง เสียงโห่ร้องชัยชนะของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬดังกึกก้องไปถึงชั้นฟ้า ไป๋เหวินหลงในชุดเกราะเปรอะคราบเลือดและฝุ่นควัน ยืนถอนหายใจยาวท่ามกลางกองศพข้าศึกที่แตกพ่ายหนีตายไปหมดสิ้นทันใดนั้น! ม้าเร็วจากเมืองหลวงก็ควบทะยานเข้ามาหยุดลงเบื้องหน้าทหารองครักษ์ "รายงานท่านอ๋อง! พระชายาจ้าวซินเจ็บท้องคลอดแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ยามนี้กำลังจะให้กำเนิดบุตร ณ จวนสกุลไป๋!" คำรายงานนั้นดุจสายฟ้าที่ฟาดลงกลางหัวใจของไป๋เหวินหลง! นัยน์ตาคู่คมขยายกว้างด้วยความตกใจและห่วงใยสุดแสน!"นำม้าศึกที่เร็วที่สุดมาให้ข้า!" ไป๋เหวินหลงกระชากเสียงสั่งการ โดยไม่สนใจความอ่อนล้าจากการรบติดต่อกันเจ็ดวันเจ็ดคืน ไม่แม้แต่จะปลดชุดเกราะเปียกเลือดออก!เขาทะยานขึ้นบนหลังม้าพยัคฆ์โลดลำพอง ควบข้ามผ่านเส้นทางขุนเขาและพายุฝนด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ชีวิตหนึ่งจะทำได้! ควบม้าทะยานข้ามผ่านสามเมืองโดยไม่ยอมหยุดพัก แม้ขาของ
สายลมหนาวพัดกระพือหอบเอาไอแล้งและเกล็ดหิมะแรกแห่งฤดูหนาวตกปลิวโปรยปรายทั่วทุ่งหญ้าชายแดนแคว้นเปี้ยนจิ้ง ทว่าบรรยากาศเบื้องหน้าเมืองกลับไม่อาจสงบเยือกเย็นได้ตามฤดูกาล เมื่อข้าศึกพันธมิตรอนารยชนนอกด่านฉวยโอกาสร่วมมือกับเศษซากกบฏพรรคมารที่หลบหนี รวบรวมไพร่พลระลอกใหญ่กว่าห้าหมื่นนายเข้าปิดล้อมและซุ่มโจมตีแคว้นเปี้ยนจิ้งอย่างไม่ทันตั้งตัว!ยามนั้น องค์หญิงห้าจ้าวซิน กำลังตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอด ท้องของนางนูนป่องอย่างเห็นได้ชัด แม้นางจะยืนหยัดด้วยจิตวิญญาณอันเข้มแข็ง ปรารถนาจะอยู่เคียงข้างสามีเพื่อช่วยวางกลยุทธ์ต้านศึก ทว่า ไป๋เหวินหลง กลับไม่อาจยินยอมให้ดวงใจและลูกน้อยในครรภ์ต้องเผชิญความเสี่ยงในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยคมหอกคมดาบและความยืดเยื้อของไฟสงคราม“จ้าวเอ๋อร์ชายแดนยามนี้ไฟสงครามลุกโชน ศัตรูมุ่งหวังจะใช้เจ้าเป็นจุดอ่อนเพื่อบีบบังคับข้า" ไป๋เหวินหลงกุมมือเรียวเล็กของภรรยาไว้แน่น นัยน์ตาคู่คมฉายแววรักใคร่ ห่วงใย และเด็ดเดี่ยวอย่างลึกซึ้ง "กลับไปรอข้าที่จวนสกุลไป๋ในเมืองหลวงเถิด ที่นั่นมีท่านพ่อและท่านแม่คอยดูแล เจ้าและลูกจะปลอดภัยที่สุด ข้าสัญญา เมื่อสยบกองทัพอนารยชนกลุ่มนี้เสร็จสิ้น ข้าจ
"โคมไฟดวงนั้นงดงามยิ่งนัก งานจักสานละเอียดละออจริงๆ" เหวินหลงเห็นสายตาของนาง มีหรือที่อดีตแม่ทัพผู้ไม่เคยยอมแพ้ใครจะยอมปล่อยไป เขากระชับมือจ้าวซินไว้แน่นก่อนจะเดินก้าวออกไปเบื้องหน้า "แม่ค้า ข้าขอทายปริศนา!" ปริศนาข้อแรกและข้อสองถูกนำออกมา เหวินหลงซึ่งแม้จะเป็นแม่ทัพสายวรยุทธ์ แต่เขาก็ได้รับการศึกษาอย่างเข้มงวด สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์ของชาวเมือง! จนกระทั่งถึงปริศนาข้อสุดท้าย แม่ค้าคลี่แผ่นกระดาษออกแล้วอ่านเสียงดัง "ปริศนาข้อสุดท้าย!!“”สิ่งใดไร้รูปไร้รอย ทว่าผูกพันสองชีวิตไว้ตราบวันตาย แม้ผ่านศึกสงครามมรสุมนับร้อย ก็มิอาจสลายไป"คนในที่นี้ต่างครุ่นคิด บางคนว่า 'ดวงวิญญาณ' บางคนว่า 'โชคชะตา'ทว่าเหวินหลงกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาหันกลับมามองจ้าวซินที่ยืนอยู่ข้างกาย นัยน์ตาของเขาสะท้อนภาพของนางอย่างลึกซึ้ง"คำตอบคือ…'ความรักแท้ที่มอบให้แก่กัน'" เหวินหลงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคงแม่ค้าคลี่ยิ้มกว้าง "ถูกต้องแล้วคุณชาย! โคมไฟหงส์พยัคฆ์ดวงนี้เป็นของท่านแล้ว!" ชาวเมืองต่างปรบมือและส่งเสียงยินดียินร้าย เหวินหลงรับโคมไฟงดงามดวงนั้นม
ยามโพล้เพล้ของค่ำคืนเทศกาลโคมไฟแรกแห่งแคว้นเปี้ยนจิ้ง... ท้องฟ้าเหนือชายแดนเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม ประดับประดาด้วยดวงดาวทอแสงวาววับ ทว่าสิ่งที่งดงามยิ่งกว่าท้องนภา คือแสงสว่างจากโคมไฟนับพันดวงที่ถูกจุดขึ้นทั่วทุกตรอกซอกซอยของเมืองเปี้ยนจิ้งเมืองชายแดนที่เคยเงียบเหงาและทุรกันดาร ยามนี้กลับคึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะ ดนตรีขลุ่ยพริ้วหวาน และกลิ่นหอมของขนมหวานอบอวลไปทั่วสายลมหนาว ราษฎรต่างพากันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ออกมาร่วมเฉลิมฉลองความสงบสุขที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสมานานนับสิบปีณ จวนเปี้ยนจิ้งอ๋อง...เงาร่างในกระจกเงาสมบูรณ์แบบด้วยชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายหงส์สีเงิน องค์หญิงห้าจ้าวซิน กำลังเอียงคอจัดปิ่นหยกสลักรูปดอกเหมยบนเรือนผมอย่างตั้งใจ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะสวมปิ่นเสร็จ แขนยาวอันอบอุ่นและแข็งแกร่งของใครบางคนก็โอบกอดนางจากด้านหลังเบาๆกลิ่นหอมสะอาดผสมกลิ่นกฤษณาอันคุ้นเคยทำให้จ้าวซินแย้มยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว นางเอนหลังซบลงกับอกกว้างของสามีผ่านกระจกเงา"ท่านพี่ ท่านหลบพวกองครักษ์มาอีกแล้วหรือ?" จ้าวซินเอ่ยถามพลางหัวเราะเบาๆไป๋เหวินหลง ในชุดคุณชายตระกูลสูงศักดิ์สีครามเข้มไร้ซึ่งเกราะเหล็ก
ไป๋เหวินหลงในชุดขุนนางชั้นอ๋องสีน้ำเงินเข้มขอบทองคำ และจ้าวซินในชุดตราตำแหน่งมหาเทวี ก้าวออกมารับพระราชโองการพร้อมกัน "ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานพ่ะย่ะค่ะ!"ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีในวังหลวง ไป๋เหวินหลงและจ้าวซินเลือกที่จะไม่รั้งรออยู่ในเมืองหลวงอันเต็มไปด้วยเล่ห์กลเพทุบาย พวกเขาละทิ้งความยุ่งเหยิงของศูนย์กลางอำนาจ นำกองกำลังทหารบางส่วนและข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แคว้นเปี้ยนจิ้งในทันทีเมื่อมองเห็นกำแพงเมืองเปี้ยนจิ้งตั้งผงาดอยู่เบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏกลับเป็นเมืองชายแดนขนาดเล็กที่ค่อนข้างซบเซา ประชาชนส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก กำแพงเมืองชำรุดทรุดโทรมจากสงครามระลอกเก่า และลักลอบถูกกลุ่มโจรกับกองทัพเล็กๆ นอกด่านเข้าก่อกวนอยู่เสมอ"เหวินหลง ที่นี่อาจดูห่างไกลและทุรกันดาร แต่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่ปราศจากหน้ากากเข้าหากัน" จ้าวซินเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะควบขับม้าอยู่ข้างกายสามี สายตาคมกริบของนางมองไปรอบๆ ด้วยความมุ่งมั่นไป๋เหวินหลงหันมามองใบหน้าเนียนใสของภรรยา มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวเล็กไว้แน่น "อยู่ที่ไหนไม่สำคัญ ขอเพียงมีเจ้าอยู่ข้างกาย ข้าก็พร้







