เข้าสู่ระบบเวลาเย็น ภายในอพาร์ทเม้นท์ของอภิชญา สะอาดเนี๊ยบตั้งแต่ทางเข้าจนถึงข้างใน เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในเวลาว่างขัดถูพื้นและเครื่องเรือน สำหรับเธอการทำความสะอาดช่วยลดความเครียดได้ดี กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดลอยเตะจมูก จนผู้มาเยือนต้องทำจมูกย่น นอกจากนี้หากมองไปรอบๆ อย่างสังเกต เฟอร์นิเจอร์เหมือนหลุดออกมาจากนิตยาสารบ้านตัวอย่าง ราคาค่อนข้างสูงทุกชิ้น
อภิชญาเรียกลูกสาวคนสุดท้องมาซ้อมบทร้องไห้ ด้วยละครเรื่องใหม่มีบทร้องไห้ค่อนข้างเยอะ และเธออยากสร้างกระแสให้ศศิกานต์เป็นนักแสดงที่เทคน้อยที่สุดสำหรับบทร้องไห้
คนตัวโตรู้สึกประหม่าที่จะได้เห็นห้องของแม่ เธอยืนนิ่งหน้าประตู
"ทำอะไร เข้ามาสิ" อภิชญากวักมือเรียก
"แม่เป็นอยู่อย่างดี ในขณะที่หนูกับยายลำบากนะคะ" เจ้าตัวตัดพ้อ ทำเสียงสั่นใกล้จะร้องไห้
"แฟนพี่ลูกเขาซื้อให้ เพิ่งไม่กี่เดือนมานี่เอง" เธอแก้ตัว ยากจะสืบได้ว่าจริงหรือไม่ "เรื่องที่ลูกศัลยกรรม ได้คะแนนสงสารเยอะเชียว ต้องชมสินะ ว่าลูกเป็นอัจฉริยะด้านมวลชน"
"หนูแค่พูดความจริงเท่านั้นเอง แล้วหนูก็รักเขามานานแล้วด้วย"
"ปรีย์นะเหรอ" อภิชญาเคาะนิ้วเพื่อไตร่ตรอง "ถ้าละครเรื่องใหม่ออนแอร์ กระแสอาจจะเปลี่ยนไป แล้วไม่จำเป็นด้วยว่าศศิจะได้แสดงแค่ซีรีย์แซฟฟิค"
เธอหมายถึงละครหญิงรักหญิง
"แต่ว่า..."
"ไม่ต้องแต่ อย่าเพิ่งดราม่าเรื่องอื่นสิ มาโฟกัสที่งานของศศิดีกว่า"
"เอ่อ...ก็ได้...ค่ะ"
"นึกถึงเรื่องที่เศร้าที่สุดในชีวิต แล้วก็ร้องไห้ออกมา" อภิชญาสั่งอีก
คนตัวโตทำได้แค่หน้าเศร้า ไม่มีน้ำตาไหลสักหยด เธอคิดทบทวนความน่าสงสารที่เธอต้องเจอมาทั้งชีวิต ในฐานะคนตัวอ้วนที่หน้าตาไม่ดี เป็นแค่ตัวตลกในสายตาคนอื่น ไม่สมหวังในรัก และเป็นพลเมืองชั้นล่าง อาจเรียกคะแนนสงสารได้ แต่เป็นได้แค่ตัวประกอบ ไม่ใช่นางเอก จนกระทั่งเธอทำหน้าใหม่ ลดน้ำหนัก โลกภายนอกจึงตอบรับตัวเธอ
"หนูร้องไห้ไปหมดแล้ว หนูไม่มีน้ำตาอีกแล้ว"
อภิชญาเดินไปหยิบไม้เรียว ถือในมืออย่างมั่นคง
"จะร้องหรือไม่ร้อง"
"..."
"ถ้าไม่ร้องแม่ตี"
ไม่พูดเปล่า ฟาดไม้เรียวลงกลางหลัง ศศิกานต์สะดุ้งตามแรงไม้ แต่ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นจะออกมา อภิชญาตีลูกสาวสุดท้องจนเหนื่อยหอบ แต่ลูกสาวเธอไม่ร้องไห้เลยสักแอะ
ศศิกานต์พาร่างสูงกลับมาทาวน์เฮาส์ สุปรีย์กำลังเดิน
เข้าบ้านมาพอดี เธอเห็นร่างโงนเงนนั้นจึงเข้าไปพยุง
"ศศิเป็นอะไร ทำไมเดินแบบนี้"
ร่างบางจับหลังอีกฝ่าย เธอสะดุ้งตามมือ สุปรีย์จึงเปิดหลังขึ้นดู เห็นรอยไม้เรียวนับสิบแผล
"ใครทำศศิแบบนี้"
"แม่ แม่เรียกไปสอนการแสดง"
"ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ"
"พาศศิเข้าห้องหน่อย" เธอขอร้อง สุปรีย์พยุงเธอเข้าห้อง แล้วเดินไปหยิบยามาทา ศศิกานต์หลับไปก่อนที่เธอจะทายาเสร็จ ไข้ขึ้นสูง ร่างบางจึงต้องเช็ดตัวให้ด้วย พร้อมกันนั้นต้องห้ามตัวเองไม่ให้ล่วงเกินพระนางของเธอ แต่อดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วเรียวไล่ไปตามผิวนุ่มนั้น ศศิกานต์ครางเบาๆ อย่างไม่รู้สึกตัว
หลับไปได้แค่สองชั่วโมง นาฬิกาปลุกจากมือถือดังสนั่น ศศิกานต์ต้องไปทำงานต่อ ทั้งๆ ที่ไข้ขึ้น เธอไม่สามารถให้กอง เลิกเพราะเธอคนเดียวได้ พาร่างอ่อนแรงมาขึ้นรถ เธอหลับบนรถจนถึงกองถ่าย
ศศิกานต์นั่งรอเข้าฉาก ช่วงเวลาเช้าตรู่ หลายคนยังง่วงงุนและทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเชื่องช้า แต่พระนางของเรื่องฝึกตัวเองให้เป็นคนมีความรับผิดชอบ ต้องมาทำงานตรงตามเวลา ไม่ให้คนอื่นมารอและกระฉับกระเฉงเสมอ เมื่อถึงคิวเธอจึงลุกขึ้น เธอโงนเงนก่อนที่โลกพลันดับวูบลง เสียงกรี๊ดดังมาจากทีมแม่บ้านที่นั่งมองอยู่ ทีมงานรับเธอไว้ไม่ทัน เธอล้มแล้วเอามือลง เป็นผลให้นิ้วชี้หัก กองต้องยกเลิก พาเธอไปโรงพยาบาล หมอฉีดยาลดไข้ และเข้าเฝือกที่นิ้ว อภิชญาถ่ายรูปนิ้วลูกสาวแล้วโพสต์ลงอินสตาแกรม แน่นอนว่าเธอมีพาสเวิร์ด สุปรีย์เห็นภาพนั้นเลยเข้าไปโพสต์ต่อจากรูปว่า
<เดี๋ยวดูแลเองนะ ที่รักของเค้า>
คอมเมนต์ยาวเหยียดและยอดถูกใจนับไม่ถ้วน
<ไม่อยากให้พี่ศศิทำงานหนักเลย ได้ยินว่าเป็นไข้อยู่ก็มาทำงานด้วย>
<แม่ใจร้าย เปลี่ยนผู้จัดการดีไหม ดูเขาไม่แคร์เลยว่าพี่ศศิจะเป็นยังไงบ้าง ถ้าไม่รักพี่เค้าก็อย่ามาดูแลพี่เค้าเลยเหอะ> คอมเมนต์นี้ได้รับหัวใจมากมาย
รอจนหญิงสาวตื่น สุปรีย์มองหน้าสวยอยู่นาน
"เป็นไงบ้าง"
"ดีขึ้นแล้ว" รู้สึกหัวโล่งขึ้นจึงตอบตามจริง
"รู้ไหมว่าเป็นห่วง ถ้าไม่ไหวก็บอกว่าไม่ไหวสิ" คำพูดที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วงนั้น ทำให้อีกฝ่ายน้ำตาซึม
"ขอโทษค่ะ ที่ทำให้เป็นห่วง"
"ศศินิ้วชี้หักนะ" ปรีย์ยกมืออีกฝ่ายขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
"เหรอ" เธอไม่ตกใจ แต่เจ็บแปลบที่นิ้ว
"ไม่เป็นไรเนอะ" ร่างบางให้กำลังใจ แล้วเล่าเรื่อง อินสตาแกรมให้เธอฟัง และอดไม่ได้ที่จะถามอีกเรื่อง
"เรื่องที่ศศิเคยให้สัมภาษณ์ ว่าทำศัลยกรรม นักเลงคีย์บอร์ดโพสต์รูป ศศิคือศศิคนนั้นเหรอ เราเพิ่งเห็นรูป"
คนตาคมกัดเล็บอย่างกังวลก่อนเอ่ย "กลัวเหรอ ที่เราเป็นศศิคนนั้น แล้วก็ยังชอบปรีย์เหมือนเดิม"
"ก็..." สุปรีย์พยายามเรียบเรียงคำพูด "รู้สึกเหมือนศศิเป็นใครอีกคนที่เราไม่เคยรู้จัก ตอนแรกก็กลัว แต่มานึกดูว่า คนที่เข้าหาก่อนคือปรีย์เอง ศศิไม่ได้ตั้งใจให้เราเล่นละครด้วยกัน หรือทำอะไรล้ำเส้น แค่เราจูบกัน...ตามบทอ่ะเนอะ พูดทำไมก็ไม่รู้ ยังไงเราก็เลยยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว" เธอประหม่าโดยเฉพาะคำพูดท้ายประโยค ในหัวมีภาพจุมพิตกันอยู่ตลอดเวลา
"แต่ความรู้สึกศศิไม่ได้ตามบทนะ เพื่อให้คู่ควรกับปรีย์ เราทำงานพิเศษแล้วก็กู้เงินบินไปทำศัลยกรรมเกาหลี แต่กลายเป็นว่าเราได้เข้ามาในวงการบันเทิง เราอยากใกล้ชิดกับ ปรีย์มานานแล้ว และก็ยังไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ ด้วย จากนี้ไปจะเอาจริงแล้วนะ"
สุปรีย์โน้มตัวมาหอมแก้มคนตัวโตเบาๆ เข้าใจแล้วว่าคนที่ศศิกานต์รักและคอยมาตลอดหลายปีคือตัวเอง และนึกถึงคนขาดความมั่นใจในตัวเองขนาดนั้น จะมาสารภาพกับเธอแบบนี้ สุปรีย์รู้สึกประทับใจ
"เป็นคำพูดที่กล้าหาญที่สุด เท่าที่ปรีย์เคยได้ยินมาเลย"
ศศิกานต์โล่งอก ความลับของเธอคลี่คลาย เธอได้ใจคนที่รอมานาน และยังได้ใจแฟนคลับของเธอ คืนนั้นเธอนอนไม่หลับ ลืมไปว่ามีอีกคนที่ตั้งใจจะทำกับเธอเหมือนสินค้า เวลาอีกยาวนานกว่าที่เธอจะรู้ตัว
อภิชญาขอเงินลูกสาวคนสุดท้องทุกเดือน ศศิกานต์ให้โดยไม่อิดออด แต่เธออยากให้แม่ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน จึงบอกมารดาให้หางานทำ และเลิกขอเงินเธอสักที หญิงกลางคนโกรธลูกสาว เธอไม่เหลืออะไรเลย กำลังเครียดที่ชีวิตถึงทางตัน เธอกัดเล็บจนกุด ตัดสินใจอยู่นานว่าจะขายสมบัติชิ้นไหนดี ลูกสาวคนโตและคนรองทั้งสองคนก็ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องเงินได้ อภิชญาเคียดแค้นศศิกานต์ เธออุตส่าห์สอนและช่วยเหลือลูกสาวคนสุดท้อง แต่ขณะเดียวกันกลับมองไม่เห็นความผิดตัวเอง จึงได้แต่โทษศศิกานต์ว่าคนเป็นคนที่ผลักไสให้เธอมาถึงทางตัน สุดท้ายตัดสินใจมาในงานแถลงข่าวละครเรื่องใหม่ที่คนตาคมกับคนร่างบางจะแสดงด้วยกัน ไม่รอให้การสัมภาษณ์เริ่ม เธอเดินแทรกเข้าไปในกล้อง หยิบปืนออกมา นักข่าวกดไลฟ์งานแถลงข่าว คนดูมากจนกลายเป็นไวรัล พร้อมติดแฮชแท็ก #เซฟศศิ ตำรวจรีบมารักษาความปลอดภัยในงานสัมภาษณ์ กันคนออกจากห้องประชุม ในห้องจึงเหลือแค่กล้องที่ตั้งเอาไว้ คนส่วนใหญ่อยู่นอกห้อง "คุณอภิชญาครับ ผมว่าเราคุยกันได้นะครับ คุณอภิชญาอยากได้อะไรครับ" ตำรวจเกลี้ยกล่อม "ฉั
ศศิกานต์นั่งเพียงลำพังในห้องนอน เธอเปิดจดหมายที่ไม่เขียนชื่อคนส่ง ไม่มีตราไปรษณีย์ และมีเพียงภาพและข้อความที่ขู่คุกคามเธอ พร้อมกับแนบรูปถ่ายของศศิกานต์ตอนเรียนมหาวิทยาลัย และมีรอยปากกากากบาทสีแดงเต็มหน้าเธอ “นึกถึงคำพูดของปรีย์เลย” “คำไหน” “คำที่ว่า แฟนๆ มีหลายแบบ ต้องระวังตัว นี่ก็เป็นแค่หนึ่งในจดหมายข่มขู่ที่เราได้จากแฟนๆ ของปรีย์” “มีมากกว่านี้อีกเหรอ!” สุปรีย์ตกใจ แต่ศศิกานต์ไม่ได้หยิบจดหมายฉบับอื่นขึ้นมา นี่ยังไม่นับข้อความในโลกออนไลน์ที่ทำร้ายจิตใจคนตาคมยิ่งกว่านี้อีก ร่างบางเข้ามากระชับอ้อมกอด ก่อนถาม “ไม่เศร้าเหรอคะ หรือว่ากลัวบ้างไหม” “เศร้าค่ะ แต่ทำใจได้แล้วเพราะเจอแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร อีกอย่างศศิไม่กลัวค่ะ ตอนเรียนก็ประมาณนี้ นี่ยังดีที่ไม่มีใครเข้าถึงตัวศศิได้ แถมตอนนี้ยังมีปรีย์
เกลโทรหาเพื่อนคนหนึ่ง เธอเป็นอีกคนที่ชอบให้คำปรึกษาด้านความรักกับเพื่อนๆ เกลนัดกรรณิกาหรือกรรณ นัยน์ตาดำโตอ่อนหวาน จมูกโด่ง ผมดำขลับ เคยเรียนโรงเรียนนานาชาติที่เดียวกันกับเกล ทั้งคู่นัดเจอกันที่คอนโดหรูของดาราสาว ภายในห้องตกแต่งด้วยสีชมพูพาสเทล ประดับประดาด้วยดอกไม้ปลอม พวกเขาพูดคุยในห้องรับแขก หากเดินไปดูภายในห้องนอนของเกลจะพบว่ามีรูปภาพของศศิกานต์แปะเต็มฝาผนัง เกลเลือกที่จะปกปิดเอาไว้ ว่าเธอคลั่งรักขนาดไหน “ไหนเล่าให้เพื่อนฟังสิ” กรรณิกาเริ่มเมื่อทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา “ฉันชอบคนๆ หนึ่งอยู่ แล้วไม่ว่าจะพยายามยังไง เขาก็ไม่เคยมีฉันในสายตา” “ชอบเขาตรงไหน” “ตรงที่ใจดี ซื่อสัตย์ ถ่อมตน และ...” เกลทิ้งช่วงประโยคของเธอ “และอะไร” “สวยโคตร...” โอ๊ะ ไม่ใช่ผู้ชายเรอะ กรรณิกาคิดในใจ เพราะไม่ได้ติดตามข่าววงการบันเทิงจึงไม่รู้มาก่อน “ไม่ว่าจะตื่นหรือหลับ ก็จะคิดถึงเขาตลอดเวลา จนฉันแทบเป็นบ้าไปแล้ว” “ทรมานไหม” “ทรมาน” “เลิกคิดได้ไหม” “ไม่ได
พวกเขาเดินเข้าไปในกระโจมสีขาวพร้อมกันทั้งห้าคน กระโจมเล็กลงไปถนัดใจ หมอดูเป็นผู้หญิง แต่งตัวเหมือนชาวยิปซี ผมหยักโศกยาวถึงกลางหลัง ข้างหน้าเธอมีลูกแก้ววิเศษที่มองเข้าไปแล้วจะเห็นอนาคต เกลจ้างเธอมาในราคาแพง เพื่อให้คำทำนายเข้าข้างเธอมากที่สุด "ใครก่อนคะ" "ผมก่อนครับ ผมอยากรู้เรื่องธุรกิจ" ธนูยกมือ ขยับตัวไปข้างหน้า หมอดูมองลูกแก้วสักพักก็ตอบอย่างคล่องแคล่ว "ธุรกิจถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ร้านจะเจ๊งอย่างแน่นอน" ธนูตกใจที่เธอทายแม่นราวกับตาเห็น "แล้วจะต้องทำอย่างไร" "ไม่รู้" หมอดูตอบหน้าตาเฉย ไม่ต้องการให้ใครคิดว่าเธอรู้ทุกเรื่อง "อ้าว ทำไมแบบนั้น" "ไม่ต้องดูลูกแก้ว แค่ถามลูกค้าสิ ว่าอยากได้แบบไหน นี่เป็นหัวใจของการค้าเลยนะ การสำรวจความต้องการของลูกค้าน่ะ" "อ่อ เข้าใจล่ะ" ธนูรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่จะว่าเดามั่วก็เดามั่ว แต่ในทำนองเดียวกันก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย “ผมอยากรู้อีกเรื่อง” คำถามนี้คาใจเขามาตลอด “อะไ
ธนูและซีรับฟังเรื่องจากทั้งสองสาวจนหมด ต่อมาในวันอาทิตย์พวกเขานั่งดูทีวีในห้องส่วนกลาง ทีวีกำลังออนแอร์ข่าวให้สัมภาษณ์ของศศิกานต์ ข้างหน้าของเธอมีไมค์หลายตัววางอยู่ มาจากสำนักข่าวหลายแห่ง พร้อมแสงแฟลชรัวใส่หน้าของพระนางที่โด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทย "จริงไหมที่แม่พูดว่า แม่น้อยใจน้องศศิ" "เรามีความเห็นเรื่องงานไม่ตรงกัน ศศิยังชอบบทเกิร์ลเลิฟ เพราะตัวเองเป็นLGBTQ อยากให้คนดูเปิดใจรับศศินะ แต่แม่กลัวว่าศศิจะอยู่ในวงการไม่นาน สำหรับเรื่องที่ทะเลาะกัน ศศิตั้งใจจะไปง้อแม่แหละ ส่วนเรื่องงานคงต้องห่างๆกันค่ะ" สกาวนั่งฟังอยู่หน้าจอทีวี อมยิ้มที่เธอมองคนไม่ผิด ศศิกานต์ยอมรับว่าตัวเองเป็น LGBTQ "ปรีย์เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทะเลาะกับแม่หรือเปล่า ข่าวมันออกมาแบบนี้" นักข่าวชงเรื่องอย่างชาญฉลาด "ไม่อยากเอาคนอื่นมาโยง ทุกคนมีพื้นที่ที่ทำอะไรแล้วสบายใจ เราก็เลือกที่เป็นเรา" "แฟนๆ มองเรื่องนี้ยังไงบ้าง" "บางคนจั่วหัวมาเลย ว่าลูกอกตัญญู แต่บางคนเข้าใจเรา เพราะรู้จักเรา ตามเรามานาน ตอนนี้แ
สู่ขวัญเป็นหญิงสาววัยสามสิบห้าปี เคยเป็นนางงามจากเวทีดัง เธอคว้ารางวัลอันดับหนึ่งจากเวทีนานาชาติ และสุดท้ายได้แต่งงานกับเศรษฐีฝรั่ง มีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อน้องแสนดี แต่ไม่นานก็เลิกกับสามีแล้วย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทย เธอไม่เคยทำงานมาก่อน แต่ใช้เงินก้อนสุดท้ายมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ และตอนนี้ร้านกำลังเข้าตาจน เธอจึงเดินทางมาเยี่ยมแม่อภิชญาของเธอ "ไหว้ยายสิลูก แสนดี" สู่ขวัญแนะนำลูกสาว "Say hi to you grandma." "ซาหวัดดีค่า คุณยาย" หลานสาววัยสิบขวบทักยายของเธอเป็นครั้งแรก "หน้าสวยเหมือนแม่ จมูกโด่งเหมือนพ่อ ผิวก็ดี โตขึ้นเป็นนางเอกได้เลยนะ" อภิชญาชื่นชมหลานสาวเหมือนนักช้อปมองดูสินค้าราคาแพงที่จะมีราคาสูงกว่าเดิมในอนาคต "หนูพาลูกมาให้แม่รู้จักก่อน เผื่อเราจะผลักดันแก เหมือนที่แม่ดันหนูกับน้องๆ" "ต้องหัดภาษาไทยให้หลานเยอะๆ นะ สู่ขวัญ ภาษาไทยก็ต้องอ่านออก หนูคิดดูซิว่า ถ้าอ่านบทภาษาไทยไม่ออกจะเป็นปัญหาขนาดไหน" "ค่ะ นั่นสิคะ" "แล้วนี่ลูกมาหาแม่ทำไม ชวนมาหลายรอบก็ไม่มา แสดงว



![เพียงหัวใจเพรียกหา - [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



