Se connecter“ได้ไง นอกจากหนูกับพี่ทศก็ต้องมีทายาทไว้ผลาญสมบัติตายายสิจ๊ะ ไร่นา ไร่สวนพวกนี้จะยกให้ใคร คุณนายนอร่าใช้เงินไม่เท่าไหร่หรอกมั้ง”
“ช่างเถอะ ตายก็คือตายจะห่วงทำไม เอาไปไม่ได้สักอย่าง” แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์ว่า
“ปากก็พูดไปงั้น แต่ซื้อที่นาไม่หยุด” ทัดดาวเย้าแหย่
“เออ ซื้อที่ส่งควายเรียน” สองแม่ลูกประชันฝีปากกันไม่มีใครยอมใคร
“แม่ เดือนหน้าหนูกับพลอยจะเปิดคลินิกสาขาใหม่ พ่อกับแม่ต้องไปนะ”
“เอ็งไม่อายเขาไง”
“จะอายอะไรล่ะ แม่กับพ่อเก่งขนาดนี้ ไม่งั้นจะเลี้ยงหนูสองคนจนโตมาอย่างดีแบบนี้ได้ไง” แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์หน้าบานเป็นกระด้ง
“ว่าแต่…สร้อยงูอะไรกาลี กาลีนะพ่อมึง ซื้อสักเส้นเป็นไงไว้ในใส่ไปงานไอ้ดาวมัน” ทศวรรษส่ายหน้าน้อย ๆ หลุดขำไม่ได้
“แม่…สร้อย BVLGARI บุลการี”
“เออ สร้อยงูนั่นแหละ เขาขายในทีวีไดเรกป่ะ”
“แม่เขาขายในช็อป กรุงเทพฯ ห้างใหญ่ ๆ โน้นแหละ พ่อ…ดูแม่ด้วยอย่าให้แกเล่นโทรศัพท์มาก เกิดโดนแก๊งคอลเซนเตอร์หลอกเอาเงินทำไง” ทัดดาวเอ็ดแม่ตัวเองเบา ๆ
“แม่เอ็งไม่โง่หรอกโว้ย”
“ทันสมัยนะนี่ เดี๋ยวนี้รู้จักบุลการง บุลการีด้วย” ทศวรรษเย้าแหย่
“แหมไอ้ทศ แม่เอ็งถึงจะอยู่แต่ในสวนในไร่แต่ก็ทันสมัยนะโว้ย”
“จ้าแม่ แต่เขาไม่ได้ขายในทีวีไดเรกนะ” ฮ่า ๆ เสียงหัวเราะดังขึ้นบบนบ้านทรงไทยชั้นสองตลอดหัวค่ำ
“ทองหยองก็อย่าเอาออกมาใส่มาก บาทละสี่ห้าหมื่น เดี๋ยวโจรก็ตัดไปทั้งแขนทำไง” ทัดดาวเอ่ยเตือนผู้เป็นแม่
“รู้น่า”
“แล้วพวกเอ็งจะกลับมาอยู่กี่วัน” ทัดดาวหันไปมองหน้าพี่ชายเมื่อได้ยินคำถามจากปากมารดา ทัดดาวเองก็กะว่าจะอยู่เป็นเพื่อนพี่ชายตัวเองสักพัก
“อยู่เกาะแม่กินอีกสักพักอะแหละ” ทศวรรษว่า
“จะเท่าไหร่กันเชียวไอ้ทศ สมบัติที่มีเลี้ยงได้ยันตายโน้นแหละ”
“โอ้โหมีเกทับด้วย บ้านอื่นนี่กลัวลูกมาเกาะกินจะตาย”
“กลับมาทั้งทีก็อยู่นานหน่อยจะเป็นไรไป” พ่อเลี้ยงสมบูรณ์เห็นเงียบแบบนี้แต่ฝีปากต่อรองเรื่องค้าขายเก่งที่หนึ่ง
“ได้ข่าวว่าพ่อขายที่ได้กำไร” ทัดดาวถามอย่างใคร่รู้ และพอจะรู้ว่าพ่อแม่ขยันทำมาหากินสร้างตัวตั้งแต่พวกเขายังแบเบาะ ผ่านมายี่สิบกว่าปีก็ล่ำซำ
ความร่ำรวยเกิดจากการสะสมและมุมานะขยันสร้างตัว ไม่มีใครจะร่ำรวยอย่างก้าวกระโดดในคืนเดียว นอกจากจะถูกลอตเตอรี่หลายสิบใบอะนะ
“จริงเหรอ” ทศวรรษดวงตาเปล่งประกาย เมื่อเห็นพ่อชูนิ้วมาสามนิ้ว
“สามล้านเหรอ” พ่อเลี้ยงสมบูรณ์ส่ายหน้า
“สามร้อยล้านต่างหาก”
“หา”
ทัดดาวและทศวรรษมองหน้ากันอย่างเหลอหลา รู้ว่าบ้านตัวเองมีฐานะ เป็นเศรษฐีบ้านนอกแต่ไม่คิดว่าจะมีเงินถึงขนาดนี้
“อย่าเสียงดังไป เอ็งสองคนอยากให้โจรขึ้นบ้านหรือไง” แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เอ็ดสองพี่น้องพอเป็นพิธี
“แม่คงไม่เก็บไว้ที่บ้านใช่ปะ” ทัดดาวถาม
“แม่เอ็งไม่ได้โง่ เก็บไว้ล่อโจรหรือไง ฝากธนาคารปิดตายล็อกแน่นหนา”
“ให้อีบ้านนั้นมันรู้ซะบ้างว่าไอ้ทศก็มีเงิน ไม่ได้มาเกาะลูกชายบ้านนั้นกินแต่ฝ่ายเดียว” แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์พูดอย่างแค้นเคือง
ทัดดาวตักแกงจืดให้เพื่อเปลี่ยนหัวข้อ
“ซดซุปร้อน ๆ ให้ใจเย็น ๆ ลงบ้างเถอะแม่” เห็นผู้เป็นแม่กลับมาหน้าบึ้งตึงสักพัก พอซดซุบร้อน ๆ ลงคอก็เปลี่ยนเรื่อง งงกับอารมณ์นายแม่เหมือนกัน
“พ่อมึงอย่าลืมไปบอกน้าสายใจต้มน้ำใบบัวบกให้ไอ้ทศมันด้วย…แก้ช้ำใน”
“ไหงมาลงที่หนูละแม่” ทศวรรษแย้ง ก่อนจะเรียกเสียงหัวเราะทั้งวงอีกครั้ง
“จริงสิ เอ็งกลับมาก็ดี แกจำลูกชายตาโหนดเจ้าของโรงสีได้ปะที่เมื่อก่อนหุ่นอย่างล่ำ ตอนนี้ได้ข่าวว่าได้ผัวฝรั่ง”
“หา” ทั้งทัดดาวและทศวรรษต่างก็ตกใจที่ได้ยินข่าวคราวของเพื่อนพ้องที่เคยเล่นโดดยางด้วยกันสมัยเด็ก
“ไม่แปลก เห็นว่าไปเรียนต่อนอกตั้งนาน” ทศวรรษว่า
“เห็นว่าจบเอก” พ่อเลี้ยงสมบูรณ์เสริมขึ้นมา
“แล้วตาโหนดไม่ว่าเหรอที่ลูกชายเป็นเกย์” ทศวรรษอดที่จะถามออกมาไม่ได้ ก็สมัยนั้นพี่โน๊ตออกจะมาดแมน ตุ๊ดน้อยอย่างเขายังแอบหลงรักไปช่วงหนึ่งด้วยซ้ำ
“จะว่าอะไรได้ ก็น้ำท่วมปากเหมือนกับพ่อแม่เรานั่นแหละ” ทัดดาวตอบพลางตักแกงราดข้าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“นี่แน่ะยัยลูกคนนี้ ปากไม่มีหูรูด” แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เอื้อมมือหยิกแขนลูกสาวด้วยความหมั่นไส้
“อูย เจ็บนะแม่”
“เจ็บสิจะได้จำ”
“ก็มันจริงนิ ตาโหนดจะว่าอะไรได้”
“เอาล่ะ ๆ” พ่อเลี้ยงสมบูรณ์เป็นฝ่ายห้ามทัพ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างคนปลงตก
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







![[Mpreg] เร้นรักพันธนาการหัวใจ](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)