ANMELDEN“พอสักที จบกันแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”
“ไม่!” ตัวทศวรรษถูกกดลงกับฟูกที่นอนอย่างแรง
“พี่มีเหตุผลที่ไม่สามารถบอกได้ในตอนนี้”
“เอาเถอะ…ทศไม่อยากรอเหมือนคนโง่อีกต่อไป เราเลิกกันเถอะ” เกิดความเงียบเข้าปกคลุม มีเพียงเสียงลมหายใจฮึดฮัดของคนสองคนที่กำลังจ้องตากันอย่างไม่ยอมแพ้
“ที่พี่ทำเพราะเราสองคนทั้งนั้น…”
“เรางั้นเหรอ เอาตามที่คุณว่าเถอะ ผมเหนื่อยแล้ว กลับไปผมจะเซ็นใบหย่าให้ทันที คุณเองก็ไม่ต้องแสดงละครให้เหนื่อย บ้านคุณเองก็ไม่เคยยอมรับผม ผม…ยอมแพ้แล้วล่ะ” ทศวรรษน้ำตานองหน้า เหมือนที่เพื่อน ๆ เคยพูดกับเขาหลายครั้ง เขาทุ่มเทกับความรักมากเกินไปจนเอาอีกฝ่ายเป็นสารตั้งต้นในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะกิน จะนอน ตอนขับรถต้องพึ่งพาสืบสานอยู่เสมอ เงินทองก็ให้สืบสานเป็นคนจัดการคอยจัดสรรปันส่วน บริษัทเองก็เช่นกัน หากสืบสานไม่ใช่คนดีครั้นเขาคงเหลือแต่ตัว ไม่เหลือแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน แต่ในความเป็นจริง เขาเกิดมาตัวคนเดียว ร้องไห้และหายใจด้วยตัวคนเดียวมาตั้งแต่แรก ไม่ได้ผูกติดกับใคร แม้แต่ตอนที่ตัดสายสะดือออกมาจากท้องแม่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ทารกสามารถหายใจด้วยปอดของตัวเอง เพราะเหตุนี้ทศวรรษที่เหมือนคนตายทั้งเป็นในตอนแรกถึงได้มีสติปัญญาขึ้นมาบ้าง เข้าใจความเป็นไปของกาลเวลา ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน แม้กระทั่งตัวเราเองยังไม่หนักแน่นในการตัดสินใจและการกระทำต่าง ๆ นับประสาอะไรกับใจคนอื่น คู่ชีวิตอย่างสืบสานเองก็เช่นกัน
ในตอนแรกทศวรรษเองก็ไม่เคยปักใจเชื่อว่าคนที่สืบสานหลงลืมจะมีเพียงเขาแค่คนเดียว คนที่อีกฝ่ายเคยรักจนหมดหัวใจ ต่อให้จะเป็นการเสแสร้งเล่นละครตบตาใครต่อใครก็ช่าง แต่เขาไม่ใช่เหยื่อ เป็นผู้สูญเสียเช่นกัน วินาทีที่อีกฝ่ายลืมตาแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ห่างเหิน สืบสานจะรู้หรือเปล่าว่าภายในอกของเขามันร้าวรานขนาดไหน ก้อนเลือดในอกแทบจะกระอักออกมา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ แต่พอมาวันนี้กลับเอ่ยคำขอโทษออกมาง่าย ๆ เหมือนว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แล้วความรู้สึกของเขาที่เสียไปละ? หรือว่าคนอย่างทศวรรษคนนี้ไม่มีค่าอะไรให้ใส่ใจ? สรรพนามเปลี่ยนไปตามความห่างเหินที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ตั้งแต่แรก แต่งงานกันแล้ว อยู่กินกันมาไม่รู้กี่ปี ดันมาจับโป๊ะผัวได้ว่าหลอกลวง แสร้งความจำเสื่อม ไม่บอกกล่าวอะไรทั้งสิ้น หากทศวรรษไม่มีเพื่อน ๆ และครอบครัวคอยเยียวยาจิตใจไม่แน่ว่าเขาอาจจะช็อกตายไปแล้วก็ได้
คนที่ไว้ใจ…ร้ายที่สุด แล้วยังมีหน้ามาพูดคำว่า ‘เรา’ เหอ ๆ ของตายคนนี้ก็มีหัวใจและเจ็บได้ร้องไห้เป็น จริงอยู่ที่เขารักสืบสานหมดทั้งหัวใจ แต่ใช่ว่าจะเหยียบย่ำความรู้สึกกันยังไงก็ได้ ตอนนี้ทศวรรษคิดว่าตัวเองไม่ต่างจากตัวตลกที่วิ่งเต้นไปมา ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย หากไม่ดั้นด้นมาถึงญี่ปุ่นสืบสานก็คงไม่ยอมปริปากพูดเรื่องนี้กับเขา ต่อให้ไม่สารภาพแต่สรรพนามที่อีกฝ่ายใช้ สายตาที่มองกัน มันบ่งบอกทุกสิ่งก็จริง แล้วจะให้เขาเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน คำว่า ‘รัก’ ของเราเท่ากันจริง ๆ หรือ? สองแขนของทศวรรษถูกกดไว้เหนือหัว สืบสานที่ค่อย ๆ ก้มหน้าเข้ามาใกล้พร้อมกับเอ่ยคำขอโทษ สีหน้าและแววตามีแต่ความวิงวอนและความรู้สึกผิดอยู่ในนั้น ม่านตาที่เอ่อคลุมไปด้วยหยาดน้ำตากลิ้งวนไปตามกล้ามเนื้อตาที่อีกฝ่ายเอาแต่กวาดสายตาสำรวจไปทั่วกรอบหน้าของคนใต้ร่างที่กำลังโกรธจนตัวสั่น อยู่ใกล้ตรงหน้าแต่กลับไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้ ทศวรรษจะรู้ไหมว่าเขาก็ทรมานไม่ต่างกัน
“พี่ขอโทษ ขอโทษที่ปิดบัง ขอโทษที่ทำให้ทศเสียใจ แต่ว่าที่พี่ทำไปพี่มีเหตุผล” สืบสานพูดพร้อมกับจรดริมฝีปากข้างขมับของคนรัก ทุกครั้งที่ต้องแสร้งทำทีเป็นไม่ไยดี ในอกเขารู้สึกเจ็บปวดแค่ไหนไม่มีใครรู้ ไหนจะตอนที่เจ้าตัวหนีไปนอนข้างหน้าต่างให้ม่านหน้าต่างผืนใหญ่กั้นระหว่างสองเรา สืบสานเองก็นอนไม่หลับเช่นกัน สายตาเอาแต่จ้องมองไปยังม่านหน้าต่างผืนใหญ่นั้นจนอีกฝ่ายเดินงัวเงียออกมาในตอนเช้า เขาถึงได้แสร้งข่มตาทำทีเป็นนอนหลับ ไหนจะตอนที่ทศวรรษละเมอเรียกชื่อเขาเสียงดังกลางดึก บาดแผลในใจทศวรรษล้วนแต่เป็นฝีมือของครอบครัวเขาทั้งนั้นที่ฝังความกลัวเอาไว้ภายในจิตใจของอีกฝ่ายมานานนับหลายปีจนกลัดหนอง ตลอดมาสืบสานรับรู้และแสร้งทำเป็นไม่รู้มาโดยตลอด หากเขาถามไม่มีทางที่ทศวรรษจะเอ่ยปากบอกเขาออกมาตรง ๆ คนที่อยากให้เขากลับไปหาครอบครัวมากกว่าใครก็คือทศวรรษเองอีกนั่นแหละ
แม้ว่าจะถูกกลั่นแกล้งอีกสักกี่ครั้งก็ไม่เคยปริปากพูดให้เขาต้องรู้สึกขุ่นเคืองใจกับทางบ้าน ความสัมพันธ์ร้าวฉานระหว่างลูกชายคนโตบ้านคุณาปกรกับครอบครัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับทศวรรษแม้แต่น้อย แต่ทุกคนกลับสาดถ้อยคำต่าง ๆ นานาใส่ทศวรรษเพียงเพราะว่าอีกฝ่ายเป็นคนรักของเขา และเป็นคนที่เขาจดทะเบียนสมรสด้วยก็เท่านั้น เขาเป็นเกย์ และเป็นมาโดยตลอด ต่อให้เขาไม่แต่งงานกับทศวรรษคนนี้ก็ตกลงปลงใจแต่งงานกับคนที่ทางครอบครัวจัดสรรมาให้ไม่ได้อยู่ดี ฉนวนของความขัดแย้งเริ่มมาจากรสนิยมของเขาต่างหาก อีกทั้งพอในบ้านเกิดเรื่องก็เหมือนมีช่องโหว่ให้คนนอกคอยหาผลประโยชน์ส่วนตัว แม้ว่าเขาจะออกจากรั้วบ้านคุณาปกรมาร่วมสิบปีแต่ก็ติดตามข่าวสารภายในบริษัทมาโดยตลอด และคาดการณ์เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านี้เอาไว้ล่วงหน้าไว้แล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าเหตุการณ์มาเร็วเกินไปกว่าที่คิดก็เท่านั้น ผลสุดท้ายก็ต้องตามน้ำได้แต่เลยตามเลย สืบสานที่ความจำเสื่อมได้กลับหวนคืนสู่บ้านคุณาปกร ได้เข้าไปทำงานในบริษัทอีกครั้งแม้ตำแหน่งไม่ได้ใหญ่โตนั่นก็เพียงพอแล้วให้เขายื่นมือควานหัวตัวการที่คอยกวนน้ำให้ขุ่น ไม่ว่าจะเรื่องงบประมาณของบริษัทตลอดสามปีที่ผ่านมาที่มีพิรุธรวมไปถึงแก๊งปั่นหุ้นที่ต้องการให้นักลงทุนรายย่อยเทขายหลังจากได้รับข่าวสารเสียหายภายใต้การบริหารของท่านเจ้าสัวสืบศักดิ์ รวมไปถึงจำนวนหุ้นที่ถือในมือ และบางทีอาจถึงคราวเปลี่ยนมือผู้บริหารเสียทีหากฝ่ายตรงข้ามทำสำเร็จ
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็







