LOGINบทที่ 9 โทษของผู้ริษยา
ฝนเย็นโปรยลงเหนือนครหลวงตั้งแต่ยามอิ๋น หมอกขาวปกคลุมหลังคาเรือนสกุลเยี่ยหนาจนมองแทบไม่เห็นชายคา กระทั่งโคมแดงซึ่งแขวนเตรียมงานมงคลยังดูเลือนรางราวกับถูกม่านบางบดบัง
ฤกษ์วิวาห์ถูกกำหนดไว้ในวันที่เก้าเดือนถัดไป
นับจากวันรับของหมั้นมีเวลาเตรียมตัวไม่ถึงหนึ่งเดือน เพราะมู่เฉิงเยียนต้องออกตรวจเส้นทางส่งเสบียงก่อนฤดูหนาว หากพลาดฤกษ์นี้ต้องรอถึงปีหน้า สองตระกูลจึงตกลงจัดงานโดยเร็ว
ทว่ายิ่งใกล้วันแต่ง อาการของอวี๋หนิงกลับยิ่งอ่อนแอ
นางเริ่มกินอาหารได้น้อย นอนหลับไม่สนิท และมักตื่นขึ้นกลางดึกพร้อมเหงื่อเย็นชุ่มหลัง ซุนหมัวมัวเล่าว่าคุณหนูรองฝันเห็นสตรีชุดสีชมพูยืนอยู่ปลายเตียง กล่าวว่าจะไม่ยอมให้นางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว
คนในจวนรู้ดีว่าชิงหรานชอบสวมอาภรณ์สีเขียวแล้ว ยังชอบสีชมพูกลีบบัว
ฟางซื่อจึงเรียกบุตรสาวคนโตไปถาม "ช่วงนี้เจ้าเคยไปเรือนหนิงเซียงหรือไม่"
"ไม่เคยเจ้าค่ะ"
"แล้วเหตุใดน้องจึงฝันเห็นเจ้า"
ชิงหรานเกือบหัวเราะ "คนในความฝันของนางสวมชุดสีชมพู จึงต้องเป็นข้าหรือ สาวใช้ทั้งจวนมีชุดสีนี้นับร้อย"
"นางไม่ได้กล่าวว่าเป็นเจ้า เพียงแต่..."
"เพียงแต่ทุกคนคิดแทนนางเรียบร้อยแล้ว"
ฟางซื่อเม้มริมฝีปาก "อีกไม่กี่วันน้องก็จะแต่งออกไป เจ้าอย่าก่อเรื่องช่วงนี้ หากทำให้สองตระกูลผิดใจกัน บิดาเจ้าไม่ละเว้นแน่"
ชิงหรานรับคำแล้วกลับเรือน นางสั่งเหลียนจือปิดประตูหน้าต่างทุกบาน และห้ามคนจากเรือนหนิงเซียงเข้ามาโดยเด็ดขาด
กระนั้นสามวันต่อมา เหตุก็ยังเกิดขึ้น
เช้าวันนั้นอวี๋หนิงลองชุดเจ้าสาวในเรือนหลัก อาภรณ์สีแดงปักหงส์ทองขับให้ใบหน้าซีดเซียวดูงดงามยิ่งขึ้น ฟางซื่อกำลังจัดชายแขนเสื้อให้บุตรสาว พลันเห็นอวี๋หนิงยกมือกุมอกแล้วล้มลง
เสียงร้องตกใจดังทั่วเรือน
หมอประจำจวนรีบมาตรวจ ชีพจรของนางสับสน ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ คล้ายได้รับสมุนไพรเย็นจัดปริมาณมาก หากปล่อยไว้อาจทำลายหัวใจและไม่อาจมีบุตรได้ในภายหน้า
ฟางซื่อแทบสิ้นสติ "เช้านี้คุณหนูกินสิ่งใดบ้าง"
ปี้เถาคุกเข่า "มีเพียงโจ๊กเม็ดบัวกับยาบำรุงเจ้าค่ะ"
ยาที่เหลือถูกนำมาตรวจ ในกากยาพบจื่อเย่เฉ่าซึ่งมีฤทธิ์เย็นและเป็นของต้องห้ามสำหรับสตรีอ่อนแอ ผู้ดูแลห้องยาตรวจสมุดเบิกจ่ายแล้วพบว่าเมื่อวานมีคนใช้ป้ายของชิงหรานมาเบิกสมุนไพรชนิดนี้
"ป้ายของข้าอยู่ที่ใด" ชิงหรานถามเหลียนจือทันที
เหลียนจือค้นในแขนเสื้อ สีหน้าค่อย ๆ ซีดลง "หายไปแล้วเจ้าค่ะ เมื่อเช้ายังอยู่กับบ่าว..."
พ่อบ้านนำป้ายไม้เข้ามา มันถูกพบใต้เตาต้มยาในเรือนหนิงเซียง
เยี่ยหวยอันขว้างป้ายลงตรงหน้าบุตรสาว "หลักฐานชัดเจน เจ้าจะปฏิเสธอีกหรือไม่!"
"คนที่ใช้ป้ายไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ"
"แล้วเหตุใดป้ายของคนอื่นไม่หาย มีเพียงของเจ้า"
"เพราะผู้วางแผนต้องการให้ทุกคนกล่าวประโยคนี้"
จิ่งไหวซึ่งยืนข้างเตียงกำหมัดแน่น "ชิงหราน น้องกำลังจะแต่งออกไป เจ้ายังไม่ยอมปล่อยนางหรือ เจ้าคิดว่าหากนางแต่งไม่ได้ สกุลมู่จะหันมาสู่ขอเจ้าอย่างนั้นหรือ"
"ข้าเคยบอกแล้วว่าไม่อยากแต่ง"
"ปากบอกว่าไม่อยาก แต่ใจเจ้าผู้ใดจะรู้!"
ชิงหรานมองพี่ชาย ก่อนสายตาจะเคลื่อนไปยังคนบนเตียง อวี๋หนิงยังหลับตา ทว่าตรงปลายนิ้วกลับมีคราบสีม่วงจาง ๆ จื่อเย่เฉ่าเมื่อต้มแล้วจะทิ้งสีเช่นนี้ ผู้ที่ถูกผู้อื่นแอบใส่ยาไม่ควรมีคราบติดนิ้ว เว้นแต่เคยจับสมุนไพรด้วยตนเอง
ชิงหรานก้าวเข้าไป ทว่าซุนหมัวมัวรีบขวาง "คุณหนูใหญ่จะทำสิ่งใดเจ้าคะ คุณหนูรองอาการหนัก อย่าทำร้ายนางอีกเลย!"
"หลีกไป ข้าจะดูมือนาง"
ฟางซื่อผลักชิงหรานออก "ยังไม่พออีกหรือ!"
แรงผลักทำให้นางชนโต๊ะ ชุดเจ้าสาวซึ่งพาดอยู่ด้านข้างร่วงลงพื้น สิ่งหนึ่งหล่นออกจากชายกระโปรง
เป็นถุงเครื่องรางสีดำ บนผ้ามีชื่อกับวันเดือนปีเกิดของอวี๋หนิงปักด้วยด้ายแดง และมีเข็มเงินแทงอยู่เจ็ดเล่ม
คนทั้งห้องสูดลมหายใจพร้อมกัน
ปี้เถาร้องไห้ "ชุดนี้เก็บอยู่ในห้องปัก ก่อนหน้านี้คุณหนูใหญ่เคยไปตรวจลายหงส์เจ้าค่ะ"
ชิงหรานไปที่ห้องปักจริง ฟางซื่อเป็นคนสั่งให้นางตรวจว่าฝีเข็มของช่างเรียบร้อยหรือไม่
ทุกทางถูกปิดไว้หมดแล้ว
ยา ป้ายไม้ เครื่องราง และความฝันของอวี๋หนิง ทุกสิ่งชี้มาที่นางประหนึ่งลำธารหลายสายไหลมารวมกัน
"เอานางไปขังในห้องฟืน!" เยี่ยหวยอันตวาด "หลังงานแต่งค่อยตัดสินโทษ"
ชิงหรานยังไม่ทันถูกพาตัว อวี๋หนิงบนเตียงก็ครางแผ่วแล้วลืมตาขึ้น
"ท่านพ่อ...อย่าลงโทษพี่หญิงเลยเจ้าค่ะ"
ฟางซื่อรีบประคอง "หนิงเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งฟื้น อย่าเพิ่งพูด"
"หากพี่หญิงต้องการแต่งเข้าจวนมู่ ข้ายอมหลีกทาง" อวี๋หนิงกล่าวทั้งน้ำตา "ข้าไม่อยากให้พวกเราต้องเกลียดกันเพราะบุรุษผู้เดียว"
เยี่ยหวยอันชะงักไป
จิ่งไหวกลับกล่าวทันที "ไม่ได้! งานแต่งนี้สกุลมู่สู่ขอเจ้า นางไม่มีสิทธิ์แย่ง"
"แต่ร่างกายข้า..." อวี๋หนิงไอจนตัวสั่น "หมอกล่าวว่าต้องพักนาน หากเลื่อนงานแต่ง จวนโหวย่อมเสียหน้า ท่านพ่ออาจถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นสกุลมู่"
คำพูดทุกคำดูเหมือนเป็นห่วงครอบครัว
หากกลับชี้ทางออกเพียงทางเดียวอย่างแนบเนียน
เยี่ยหวยอันเดินวนอยู่กลางห้อง หนังสือสู่ขอระบุเพียงธิดาสกุลเยี่ย หากเปลี่ยนตัวเจ้าสาวก่อนส่งเกี้ยว แม้สกุลมู่ไม่พอใจ ทว่าเมื่อพิธีเสร็จสิ้นย่อมไม่อาจถอนความสัมพันธ์ง่าย ๆ
ที่สำคัญ อวี๋หนิงเป็นดาวนำโชค เขาไม่อาจเสี่ยงให้นางแต่งออกไปทั้งที่ป่วยหนัก
สายตาของเขาหยุดอยู่บนชิงหราน
"ในเมื่อเจ้าทำทุกอย่างเพราะอยากได้วาสนาของน้อง เช่นนั้นข้าจะมอบให้"
ชิงหรานนิ่งงัน
"อีกสิบสองวัน เจ้าขึ้นเกี้ยวแต่งเข้าจวนจิ้งอันโหวแทนอวี๋หนิง" เยี่ยหวยอันกล่าว "ถือเสียว่าเจ้าชดใช้ความผิดและรักษาหน้าของตระกูล"
"ท่านพ่อ!" จิ่งไหวตกใจ
ฟางซื่อเองก็ลังเล "หากจวนมู่รู้..."
"หนังสือสู่ขอไม่ได้ระบุชื่อ เมื่อส่งคนไปแจ้งเพียงว่าดวงชะตาของอวี๋หนิงไม่เหมาะกับฤกษ์นี้ ทว่าธิดาคนโตก็เป็นสายเลือดสกุลเยี่ยเช่นกัน พวกเขาอาจไม่พอใจ ทว่าจะไม่ยกเลิก"
ชิงหรานฟังคำตัดสินด้วยความรู้สึกราวกับยืนอยู่กลางหิมะ ลมเยือกเย็นพัดผ่านใจจนชาไปทั้งร่าง
คนเหล่านี้ไม่เคยถามว่านางอยากแต่งหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ไม่เคยถามว่านางเจ็บหรือไม่
เมื่อนางไม่มีค่า จึงถูกใช้ชดใช้ความผิดที่ไม่ได้ก่อได้อย่างง่ายดาย
"หากข้าไม่ยอมเล่า" นางถาม
เยี่ยหวยอันมองมาอย่างเย็นชา "เหลียนจือช่วยเจ้าปกปิดเรื่องป้ายไม้ ตามกฎควรขายออกจากจวน ส่วนแม่นมเถียนซึ่งเคยเลี้ยงเจ้า เวลานี้ยังอาศัยเงินสกุลเยี่ยรักษาโรคอยู่ เจ้าคิดให้ดี"
ชิงหรานกำมือแน่น เล็บจิกลงบนฝ่ามือจนเจ็บ
อวี๋หนิงนอนอยู่ในอ้อมแขนมารดา มองนางผ่านม่านน้ำตา แววตานั้นดูอ่อนแอ ไร้พิษภัย และเปี่ยมด้วยความสงสาร
ทว่าปลายนิ้วซึ่งมีคราบสีม่วงกลับค่อย ๆ ซ่อนเข้าใต้ผ้าห่ม
ชิงหรานเห็นทุกอย่าง
ในที่สุดนางก็เข้าใจ หมากกระดานนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มในวันนี้ อวี๋หนิงเลือกปลายทางไว้ตั้งแต่ของหมั้นก้าวผ่านประตูจวนแล้ว
"ได้" นางตอบ
เสียงเพียงคำเดียวทำให้คนทั้งห้องเงียบงัน
ชิงหรานเงยหน้ามองบิดา มารดา และพี่ชาย ก่อนกล่าวทีละถ้อยคำ
"ข้าจะแต่ง แต่ไม่ใช่เพราะข้ายอมรับผิด ข้าจะแต่ง เพราะนับจากวันที่เกี้ยวออกจากประตูนี้ ข้าจะไม่ติดค้างสกุลเยี่ยอีกต่อไป"
ตอนพิเศษ 5 แสงดวงใหม่หิมะแรกโปรยลงเหนือนครหลวงอย่างแผ่วเบา ต่างจากพายุหิมะซึ่งเคยโหมกระหน่ำในปีก่อน ๆ คืนนี้เกล็ดหิมะร่วงลงช้า ๆ ราวกับฟ้าเองก็รอคอยด้วยใจเย็นเรือนหานอวี้สว่างไสวด้วยแสงตะเกียงตลอดคืนชิงหรานนอนอยู่บนเตียงมาตั้งแต่ยามพลบค่ำ ความเจ็บปวดมาเป็นระลอกถี่ขึ้นเรื่อย ๆ หมอผดุงครรภ์สองคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เสิ่นซื่อกับมู่เหล่าฟูเหรินนั่งรออยู่นอกห้อง มือกำลูกประคำแน่นมู่เฉิงเยียนเดินวนไปมาหน้าประตูมาเกือบสี่ชั่วยามแล้ว"นั่งลงเถิด เจ้าเดินจนพื้นจะเป็นร่องแล้ว" มู่เหล่าฟูเหรินกล่าว"ข้านั่งไม่ได้" เขาตอบเสียงแหบเสิ่นซื่อยิ้มเล็กน้อยแม้สีหน้ายังกังวล "ตอนเจ้าเกิด บิดาเจ้าก็เดินวนเช่นนี้ทั้งคืนเหมือนกัน สุดท้ายเกือบเป็นลมก่อนหมอจะออกมาบอกข่าวเสียอีก""ท่านพ่อเป็นลมด้วยหรือ" เฉิงเยียนหยุดเดินกะทันหัน"เกือบ" เสิ่นซื่อกล่าว "บุรุษทุกคนเป็นเช่นนี้เมื่อรอคนที่ตนรักคลอดบุตร ไม่มีสิ่งใดน่าอาย"จากภายในห้อง เสียงชิงหรานร้องครางดังขึ้นเป็นระยะ มู่เฉิงเยียนกำมือแน่นทุกครั้งที่ได้ยิน"ท่านช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ" เขาถามหมอซึ่งเดินออกมาส่งน้ำร้อน"เรื่องนี้ต้องให้ฮูหยินน้อยใช้กำลังเองขอรับ
ตอนพิเศษ 4 น้องสาวผู้เลือกความรักเองดอกท้อบานสะพรั่งทั่วนครหลวงเป็นปีที่สอง ลมอุ่นพัดกลิ่นหอมจากสวนดอกไม้ทั่วเมือง จวนจิ้งอันโหวคึกคักด้วยการเตรียมงานมงคลอีกครั้ง หากครั้งนี้ไม่ใช่งานแต่งของชิงหราน หากเป็นงานแต่งของมู่หว่าน น้องสาวผู้เคยยิงธนูให้คนทั้งงานเห็นเมื่อหลายปีก่อนเรื่องราวเริ่มต้นเมื่อครึ่งปีก่อน ในงานแข่งขันยิงธนูซึ่งจัดขึ้นนอกเมือง มู่หว่านลงแข่งโดยไม่บอกครอบครัว จนกระทั่งชื่อของนางถูกประกาศเป็นผู้ชนะอันดับสองรองจากบุรุษหนุ่มคนหนึ่งเพียงเท่านั้นชายผู้นั้นชื่อหลิวจิ่งหยาง บุตรชายแม่ทัพหลิว ผู้เคยสอนขี่ม้าให้มู่เฉิงเยียนเมื่อวัยเยาว์แทนที่จะดูแคลนคู่แข่งซึ่งเป็นสตรี เขากลับเดินตรงมาขอดูคันธนูของมู่หว่านด้วยความสนใจแท้จริง"ท่านดึงสายธนูหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไร" เขาถาม แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม ไม่ใช่ความประหลาดใจแบบดูแคลนมู่หว่านซึ่งเคยชินกับสายตาเยาะเย้ยจากบุรุษหลายคนก่อนหน้านี้ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง"ฝึกมาตั้งแต่อายุแปดขวบ"หลังจากวันนั้น หลิวจิ่งหยางเริ่มส่งจดหมายมาถามถึงเทคนิคการยิงธนู ก่อนพัฒนาเป็นการพบปะพูดคุยเรื่องอื่น ๆ มู่หว่านเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบ ๆ น
ตอนพิเศษ 3 ปีใหม่ใต้ชายคาเดียวกันปลายฤดูหนาว รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด หิมะตกหนักที่สุดในรอบสิบปีปกคลุมนครหลวงจนขาวโพลนทั่วเมือง เสียงประทัดเริ่มดังขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ ป้ายกระดาษแดงถูกแปะไว้ทุกประตูบ้าน กลิ่นอาหารมงคลลอยออกจากครัวทุกหลังคาเรือน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า คืนซึ่งครอบครัวทุกครัวเรือนจะรวมตัวกันกินอาหารมื้อใหญ่ที่สุดของปีจวนจิ้งอันโหวเต็มไปด้วยเสียงเอะอะตั้งแต่ยามเช้า บ่าวไพร่วิ่งขวักไขว่ทำความสะอาดครั้งใหญ่ ป้ายคำอวยพรใหม่ถูกแปะทับป้ายเก่า โคมแดงหลายร้อยดวงถูกแขวนเรียงตามระเบียงชิงหรานยืนอยู่กลางเรือนครัวใหญ่ ตรวจรายการอาหารมงคลซึ่งต้องมีครบทุกอย่างตามธรรมเนียม ปลาทั้งตัวหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เหลือกินเหลือใช้ทุกปี เกี๊ยวทองหมายถึงเงินทองไหลมา ผักกาดขาวหมายถึงโชคลาภบริสุทธิ์"คุณหนู...ไม่ ฮูหยินน้อย" แม่ครัวใหญ่เปลี่ยนคำเรียกกลางประโยค "ปลาต้องเก็บไว้กินวันรุ่งขึ้นด้วยใช่ไหมเจ้าคะ เพื่อให้ปีนี้เหลือกินเหลือใช้""ถูกต้อง" ชิงหรานพยักหน้า นางเคยเห็นธรรมเนียมนี้มาตั้งแต่เด็ก แม้ไม่เคยได้นั่งร่วมโต๊ะอย่างเต็มใจนักยามเย็น ทุกคนมารวมกันที่โต๊ะกลมใหญ่กลางโถง มู่เหล่าฟ
ตอนพิเศษ 2 ดวงดาวคู่กลางฟากฟ้าท้องฟ้ายามค่ำใสกระจ่างผิดปกติ ไร้เมฆบดบังแม้แต่กลุ่มเดียว ดาวนับพันดวงส่องแสงเต็มฟากฟ้า สองดวงสว่างที่สุดลอยอยู่คนละฟากของทางช้างเผือกดาวทอผ้ากับดาวเลี้ยงวัว คืนนี้เป็นคืนเจ็ดเดือนเจ็ด คืนซึ่งตำนานเล่าว่านกกางเขนนับล้านจะบินมาต่อเป็นสะพานให้คู่รักทั้งสองได้พบกันเพียงหนึ่งครั้งในรอบปีร้านผ้าชิงหรานปิดร้านเร็วกว่าปกติหญิงคนงานทุกคนเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ถือเข็มด้ายมารวมกันที่ลานกลาง ตามธรรมเนียมโบราณซึ่งสตรีจะร้อยด้ายผ่านรูเข็มเจ็ดรูใต้แสงจันทร์ ผู้ที่ร้อยผ่านครบก่อนถือว่าได้รับพรความชำนาญจากดาวทอผ้า"คุณหนูต้องร่วมด้วยเจ้าค่ะ" เฉียวซื่อยื่นเข็มให้ชิงหราน "ท่านคือคนที่สอนพวกเราทุกอย่าง สมควรได้พรมากที่สุด"ชิงหรานรับเข็มมาถือ "ข้าไม่เชื่อว่าพรจากดาวจะทำให้ฝีมือดีขึ้น""เช่นนั้นเหตุใดยังถืออยู่""เพราะสนุกดี" นางยอมรับตรง ๆ จนคนรอบข้างหัวเราะอาฝูซึ่งเวลานี้ช่วยดูแลบัญชีร้านผ้าเดินผ่านมาพร้อมโคมกระดาษ เขาโตขึ้นมากจนชิงหรานแทบจำเด็กชายผอมบางเมื่อสามปีก่อนไม่ได้"ฮูหยินน้อย" เขาค้อมกาย "ข้าทำโคมสำหรับคืนนี้เสร็จหมดแล้วครับ""ฝีมือเจ้าดีขึ้นมากนะ" ชิงหรานรับโคมม
ตอนพิเศษ 1 เรือนหอที่แท้จริงปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบเอ็ด ค่ำคืนหลังวันที่หนังสือหย่าถูกฉีกเป็นเสี่ยง ดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือจวนจิ้งอันโหว แสงนวลส่องผ่านกิ่งไห่ถังซึ่งเพิ่งผลิดอก กลิ่นหอมอ่อนลอยปนกับไอฝนที่เพิ่งหยุดตก เรือนหานอวี้เงียบสงบผิดปกติ ราวกับแม้แต่สายลมยังแผ่วเบาลงเพื่อไม่รบกวนค่ำคืนนี้ชิงหรานเดินกลับจากห้องน้ำอุ่นแล้วชะงักอยู่หน้าประตูห้องนอนภายในเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ผ้าม่านสีแดงเข้มถูกแขวนใหม่ทับผ้าม่านสีเรียบซึ่งใช้มาตลอดปี เทียนมังกรหงส์คู่หนึ่งจุดอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เปลวไฟทอแสงกระทบดอกไม้สดซึ่งจัดวางเต็มห้อง ผ้าคลุมเตียงปักลายดอกไห่ถังคู่ เข้าชุดกับลวดลายซึ่งนางเคยปักเองในงานสกุลหลัวเมื่อหลายปีก่อนบนโต๊ะเล็กข้างเตียงมีสุรามงคลสองถ้วยวางเรียงคู่"เหลียนจือ" ชิงหรานเรียกด้วยเสียงเบาสาวใช้โผล่หน้ามาจากมุมห้อง ยิ้มจนตาหยี "คุณหนู ชอบหรือไม่เจ้าคะ""นี่...""วันแต่งจริงของท่านไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยสักอย่าง" เหลียนจือกล่าว น้ำเสียงเจือความสะเทือนใจ "ตอนนั้นบ่าวได้แต่มองอยู่ข้างนอกโดยทำอะไรไม่ได้ เวลานี้ท่านแต่งงานด้วยหัวใจตนเองแล้ว บ่าวจึงคิดว่าอย่า
บทที่ 50 แสงที่ไม่ต้องยืมจากผู้ใดปลายฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเทียนอันปีที่ยี่สิบสอง แสงอรุณทอดเหนือกำแพงนครหลวงสีทองอ่อน สายหมอกบนคลองตะวันออกค่อย ๆ จาง เรือสินค้าล่องผ่านเงาสะพานท่ามกลางเสียงระฆัง ดอกไห่ถังบานเต็มสองฝั่งถนน กลีบสีชมพูปลิวตามลมเข้าสู่ลานร้านผ้าชิงหรานซึ่งเปิดประตูกว้างตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างวันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีนับจากนางวางกี่หลังแรกในคลังร้างป้ายไม้หน้าประตูได้รับการขัดใหม่ แต่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นทองคำตามคำแนะนำของพ่อค้า ชิงหรานยังคงเก็บเนื้อไม้สีเข้มกับอักษรสีครามไว้ดังเดิม ใต้ป้ายมีหญิงหลายคนยืนรับค่าแรงประจำเดือน เฉียวซื่ออ่านรายชื่อทีละคนด้วยตนเอง ลายมือไม่งามนักแต่ชัดเจนร้านผ้าขยายจากกี่สิบสองหลังเป็นสามสิบหลัง คนงานกว่าหกสิบคน บางคนพักในเรือนหลัง บางคนรับงานกลับไปทำที่บ้าน สตรีซึ่งเคยลงชื่อไม่ได้ เวลานี้ตรวจจำนวนไหมและคำนวณค่าแรงเอง บุตรสาวคนโตของเฉียวซื่อเรียนอักษรจนช่วยคัดรายการสินค้า ส่วนบุตรสาวคนเล็กกำลังฝึกวาดลายดอกไม้ชิงหรานเดินตรวจผ้าซึ่งจะส่งไปเมืองเหอจง ผืนหนึ่งมีด้ายหลวมตรงชาย นางไม่ได้ตำหนิทันที เพียงเรียกคนปักมาดูว่าหากปล่อยไว้ เมื่อซักสามครั้งรอยจะกว







