Se connecterวันเวลาผ่านเลยนานนับเดือนจูซินยังคอยดูแลเหยี่ยนจิงเฉกเช่นเดิม และนับวันอาการของเขาได้ดีขึ้นตามลำดับ จากคนที่ขยับลุกขึ้นเดินเหินไม่ค่อยได้ ยามนี้สามารถใช้ไม้เท้าประคองตัวเองเดินไปทั่วห้อง จากการเพียรพยายามใช้ชีวิตในความมืดบอดของตัวเอง จดจำทุกย่างก้าวให้พอรู้ว่าที่มุมใดมีอะไรอยู่บ้าง
ส่วนจูซินก็ช่วยอีกทาง นางไม่ขยับย้ายสิ่งของใดในบ้าน เพราะกลัวว่าเหยี่ยนจิงจะเตะโดนและล้มคะมำ ในทุกการทำกายภาพนางมักคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ จากที่ไม่คุ้นชินที่บ้านหลังนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยกลายเป็นคุ้นเคยไปเสียแล้ว
“ข้าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ข้ายังไม่ได้ยินเสียงใครอื่นเลย”
“ข้าอยู่คนเดียว พ่อแม่ข้าตายไปหมดแล้ว ข้าไม่มีญาติที่ไหน แม้แต่เพื่อนบ้านที่พอเป็นมิตรก็ไม่มี” น้ำเสียงเศร้าลง ก่อนลุกขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“ข้าจะออกไปรดน้ำแปลงผัก ท่านรอข้าอยู่ในบ้านก่อนนะ”
“ข้าอยากไปด้วย”
เหยี่ยนจิงฟังน้ำเสียงนั้นอยากตีปากตัวเองเสียจริง จิตใจของนางต้องแกร่งและเข้มแข็งเพียงใดที่ต้องใช้ชีวิตโดยลำพังเช่นนี้ เขาเริ่มเห็นใจอีกฝ่ายจึงไม่อยากให้ต้องเหน็บเหนื่อย
“ขาของท่านยังไม่หายดี” จูซินทักท้วง มองคนใช้ไม้เท้ายืนทำหน้าอ้อนใส่นาง
“ข้าไม่อยากอยู่ในบ้านอีกแล้ว ข้าอยากเดินออกกำลังบ้าง มันช่วยให้ร่างกายของข้าแข็งแรงดีไม่ใช่รึ”
“นับวันท่านยิ่งวาจาดี จับชายเสื้อข้าแล้วค่อย ๆ เดินตามมา”
เหยี่ยนจิงครุ่นคิดชะงักกับความคิดที่แล่นอยู่ในหัว “หญิงชายถูกเนื้อต้องตัวกัน หากไม่ใช่สามีภรรยามันคงดูไม่งามนัก”
“เหยี่ยนจิงข้าเช็ดตัวให้ท่านมาตั้งหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่สามีภรรยาก็เหมือน จะหวั่นอะไรกับแค่จับชายเสื้อสตรี”
จูซินจับมือใหญ่ให้จับชายเสื้อนางไว้ แล้วนำทางไปยังข้างหน้าโดยไม่รีบร้อน ให้ทุกจังหวะที่ก้าวรอคอยอีกคนเดินตามอย่างระวัง
“เจ้าพูดอย่างนี้ ทำให้ข้าคิดว่าเจ้า...มีใจชอบข้า” คนฉลาดอย่างเขาพูดตรงฉินอย่างไม่มีปิดบัง
“ท่านพูดบ้าอะไร” หากเหยี่ยนจิงเห็นก็คงรู้ว่านางหน้าแดงระเรื่อเพียงใด
“...ถึงข้าจะชอบ ท่านก็คงไม่ชอบข้า”
“เหตุใดถึงคิดเช่นนั้น”
“ท่านสัมผัสมือข้าไปแล้ว แม้แต่หลังของข้าก็เคยขึ้น ตัวข้าอวบอ้วนทั้งยังมีใบหน้าอัปลักษณ์ ไม่มีชายใดสนใจในตัวข้าดอก”
“หากข้าจะรักใครจากใจจริง รูปร่างหน้าตาภายนอกนั้นไม่สำคัญ จิตใจต่างหากที่ยั่งยืน”
ปีศาจหมูหันมองคนข้างกาย ความคิดหลากหลายผสมปนเปอยู่ในหัว “เหยี่ยนจิงท่านคงไม่ได้ชอบข้า” เสียงแผ่วเบาเอ่ยออกมา
ฝีเท้าของเหยี่ยนจิงหยุดชะงัก “ข้าไม่ได้รังเกียจเจ้าซินซิน” ใบหน้าของชายไร้ซึ่งการมองเห็นยิ้มให้นาง
“ข้าจะให้ท่านพูดใหม่ ยามที่ดวงตาทั้งสองของท่านมองเห็น”
“ข้าไม่เปลี่ยนใจ”
จูซินยิ้มให้ หัวใจพองโตคับแน่นอยู่ในนั้น คำพูดที่ไม่อาจเชื่อถือได้นางจะเก็บมันเอาไว้ พลางเดินไปยังแปลงผักเบื้องหน้าที่อยู่ไม่ไกลมากนัก
“ถึงแล้วที่นี่เป็นแปลงผักของข้า พ่อแม่ของข้ามีที่ดินอยู่มากจึงได้ปลูกผักเอาไว้ให้กินได้ทั้งปี”
ปีศาจหมูพูดด้วยความภาคภูมิใจ แม้บ้านหลังเก่านี้จะไม่มีผู้ใดอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขอีกต่อไปแล้ว ที่ดินที่มีอยู่ในดินแดนปีศาจและบ้านเป็นของที่นางไว้ใช้ดูต่างหน้า ไม่ว่าจะหนีไปอยู่ที่ใดในโลกนี้ นางก็มักมาหลบภัยในบ้านเกิดของตัวเองเสมอ
“ท่านนั่งบนหินนี่ก่อนเถิด ข้าจะไปรดน้ำแปลงผัก” นางจูงมือเหยี่ยนจิงให้มานั่ง
“ข้าอยากช่วยเจ้า”“หากท่านอยากช่วยข้า ท่านนั่งสานตะกร้าที่ข้าทำทิ้งไว้ก่อนเถิด งานหนักอย่างนั้นให้ข้าทำเอง”จูซินไม่รอช้าหยิบตะกร้าพร้อมไม้หวายที่ตัดเอาไว้มากองให้คนว่างงานได้ทำ“ท่านทำเป็นหรือไม่”“ข้าว่าข้าทำเป็น” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกว้าง ในที่สุดเขาก็มีประโยชน์แล้ว“ท่านสานตะกร้าไปนะ ข้าจะไปตักน้ำที่บ่อ”หลังจากนั้นจูซินได้แยกตัวเดินไปยังบ่อน้ำ ตักมันด้วยถังไม้แล้วนำมารดผักที่เจริญงอกงามอยู่ในแปลง ระหว่างที่นางตั้งใจทำงานหนักจนเหงื่อออก ดวงตากลมคอยปรายมองเหยี่ยนจิงไปด้วยชายที่นั่งบนหินก้อนใหญ่ อกผายไหล่กว้าง เสื้อผ้าของบิดาที่นำมาให้เขาได้ใส่กำลังพลิ้วไปตามลม พลันเห็นภาพซ้อนของบิดาอีกครั้ง“จูซินลูกพ่อ มานี่สิ” ใบหน้าของชายมีหนวดเครากำลังยิ้มกว้างให้ลูกสาวซึ่งเป็นปีศาจหมูในวัยเพียงสามขวบ เด็กน้อยตัวสั้นป้อมยิ้มร่ามาหาจูเชียวผู้เป็นพ่อ ทั้งเนื้อทั้งตัวมอมแมมเปื้อนโคลนไปหมด แต่คนเป็นพ่อก็ยังอ้าแขนรอพร้อมกอดลูกไว้แน่น ก่อนอุ้มขึ้นให้สูงระดับอก“ท่านพ่อ ท่านแม่นำอาหารมาให้ท่าน”“รึ วันนี้แม่ของเจ้าทำอะไรให้กินล่ะ” จูเชียวมองพวงแก้มแดงที่ขยับเล็กน้อยยามเมื่อปากเล็กกำลังพูด“ซาลาเปาไส้ผ
วันเวลาผ่านเลยนานนับเดือนจูซินยังคอยดูแลเหยี่ยนจิงเฉกเช่นเดิม และนับวันอาการของเขาได้ดีขึ้นตามลำดับ จากคนที่ขยับลุกขึ้นเดินเหินไม่ค่อยได้ ยามนี้สามารถใช้ไม้เท้าประคองตัวเองเดินไปทั่วห้อง จากการเพียรพยายามใช้ชีวิตในความมืดบอดของตัวเอง จดจำทุกย่างก้าวให้พอรู้ว่าที่มุมใดมีอะไรอยู่บ้าง ส่วนจูซินก็ช่วยอีกทาง นางไม่ขยับย้ายสิ่งของใดในบ้าน เพราะกลัวว่าเหยี่ยนจิงจะเตะโดนและล้มคะมำ ในทุกการทำกายภาพนางมักคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ จากที่ไม่คุ้นชินที่บ้านหลังนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยกลายเป็นคุ้นเคยไปเสียแล้ว “ข้าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ข้ายังไม่ได้ยินเสียงใครอื่นเลย” “ข้าอยู่คนเดียว พ่อแม่ข้าตายไปหมดแล้ว ข้าไม่มีญาติที่ไหน แม้แต่เพื่อนบ้านที่พอเป็นมิตรก็ไม่มี” น้ำเสียงเศร้าลง ก่อนลุกขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ข้าจะออกไปรดน้ำแปลงผัก ท่านรอข้าอยู่ในบ้านก่อนนะ” “ข้าอยากไปด้วย”เหยี่ยนจิงฟังน้ำเสียงนั้นอยากตีปากตัวเองเสียจริง จิตใจของนางต้องแกร่งและเข้มแข็งเพียงใดที่ต้องใช้ชีวิตโดยลำพังเช่นนี้ เขาเริ่มเห็นใจอีกฝ่ายจึงไม่อยากให้ต้องเหน็บเหนื่อย
เช้าวันต่อมาจูซินสะดุ้งตื่นทันที นางเผลอปล่อยตัวสบายจนลืมไปว่าห้ามเผยกายหยาบให้ผู้ใดเห็น โดยเฉพาะมนุษย์ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเช่นนี้ แม้ดวงตาทั้งสองถูกพันแผลไว้แต่ก็ห้ามประมาทเชียว ก่อนที่เหยี่ยนจิงจะตื่นนางจึงรีบลงไปเตรียมอาหารและปรุงยาให้ ก่อนกลับขึ้นมาเตรียมน้ำอุ่นให้อาบ เมื่อเข้ามานางได้เห็นอีกฝ่ายลุกนั่งพิงพนักเตียงจึงเอ่ยถาม “ท่านตื่นแล้วรึ” “ข้าตื่นแล้ว เจ้าเลี้ยงหมูด้วยรึ เมื่อคืนข้าได้ยินเสียง” “ชะ...ใช่ เป็นหมูป่าบาดเจ็บมาเหมือนกับท่าน เมื่อเช้าข้าได้ปล่อยมันไปแล้ว” “อืม” “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” “ดีขึ้นมากแล้ว” เหยี่ยนจิงยิ้มให้นาง “ท่านอยากอาบน้ำหรือไม่ ข้าเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ท่านแล้ว” “อืม” “รอข้าประเดี๋ยว ข้าได้ทำไม้เท้าไว้ให้ท่านแล้ว” จูซินรีบวิ่งไปหยิบไม้เท้าที่ตั้งใจตัดมาให้ “เจ้าไปหามาได้อย่างไร” “ตัดจากไม้แถวนี้ ไม่ได้ยากเย็นอะไร มาข้าช่วย” นางประคองคนเจ็บให้ลุกจากเตียง เหยี่ยนจิงเดินขาเดียวพร้อมเกาะไหล่นางเดินไปยังห้องน้
เสียงดังโครมครามจากชั้นล่างทำให้คนหลับสะดุ้งตื่น เหยี่ยนจิงนึกห่วงซินซินขึ้นมา เขาที่มีดวงตามืดบอดจึงพยายามมองหาและยันตัวเองขึ้น “ท่าน! จะขยับตัวไปไย” จูซินเดินเข้ามาพร้อมยาต้มสมุนไพร ก็ต้องรีบวางของในมือแล้วช่วยประคองคนเจ็บ “ข้าได้ยินเสียงดัง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม” “ข้าไม่เป็นกระไร” ใบหน้านางมีรอยยิ้ม ดีใจที่อีกฝ่ายนึกเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น” “หมาป่าน่ะ มันเข้ามาจะกินอาหารในครัว ข้าก็เลยเอาไม้ฟาดมันไป” “อย่างนี้นี่เอง” เหยี่ยนจิงได้ยินเสียงสุนัขอย่างที่นางพูด จึงเป็นคำที่เชื่อได้ เขาจึงไม่ถามต่อ “ท่านตื่นก็ดีแล้วข้าต้มยามาให้ท่าน” ว่าแล้วจูซินก็ยกถ้วยยามาให้ดื่ม เหยี่ยนจิงทำตามอย่างว่าง่าย มือใหญ่ของเขาคอยประคองมือของนางไว้ด้วย สัมผัสแผ่วเบาที่จับบนมือนุ่มทำให้ใจของปีศาจหมูหวั่นไหวทุกครา ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรเลย “ท่านพักผ่อนเถิด คืนนี้หนาวเย็นยิ่งนัก ข้าจะนำเตาผิงไฟมาให้ท่าน” จูซินจัดการช่วยประคองคนเจ็บให้นอนลงตามเดิม พร้อมดึงผ้าห่มคลุมกายให้ ส่วนนางได้ลุกเดิน
ปีศาจหมูเอื้อมมือไปบังใบหน้าของเหยี่ยนจิงไว้ พลังแห่งการพักผ่อนจึงแผ่ออกมาช่วยให้คนเจ็บได้นอนอย่างสบาย นางมองใบหน้าหล่อนั้นอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนเดินหายออกไปจากห้องนี้จูซินเดินเข้ามาในห้องน้ำ ถึงเวลาที่นางต้องชำระล้างตัวเองสักหน่อย เสื้อผ้าถูกผลัดออกกองลงบนพื้น ร่างอวบอั๋นเปลือยเปล่ากำลังสะท้อนอยู่ในเงากระจกทองเหลือง ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นร่างอรชรอย่างคนทั่วไป ใบหน้าที่เคยเป็นหมูกลายเป็นหญิงงามจากมนต์ยามราตรีนั่นเองจูซินหย่อนกายลงในอ่างอาบน้ำ ขัดเนื้อตัวอย่างเชื่องช้า พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่น่าระทึกจากการหลบหนีพวกทหาร นางรอดชีวิตมาได้ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีเลยว่าวันข้างหน้าจะรอดอีกหรือไม่มือทาบบนอกข้างซ้ายที่ตอนนี้ยังคงมีเส้นชีวิต หัวใจอันมีค่ายิ่งของนางกำลังเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดถึงสั่นระรัวได้ถึงเพียงนี้อะ...ฮู้ววว!จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงสุนัขหอน จูซินที่อาบน้ำอยู่ต้องชะงักในทันที พร้อมหันมองไปรอบอย่างหวาดระแวง เห็นเงาเคลื่อนตัวอย่างว่องไวอยู่รอบห้อง ก่อนจะมีสายลมพัดดับเปลวไฟภายในห้องน้ำสนิทโดยพลัน“แย่แล้ว!” ด้วยความตกใจ จูซินจึงรีบคว้าเอาเสื้อมาคลุม ทว่ากลับคว้าได้เพียงอากาศเพร
ผ้าที่ซักจนสะอาดถูกสะบัดให้น้ำกระเด็นก่อนตากไว้บนราวไม้ไผ่จนเสร็จ จูซินรีบเดินขากะเผลกขึ้นไปหาคนเจ็บบนชั้นสองที่รออยู่ เท้าก้าวข้ามธรณีประตูโดยไม่ต้องเปิด เพราะบานประตูยังกองอยู่บนพื้น มือล้วงเอาของสำคัญในสาบเสื้อยื่นให้เหยี่ยนจิงที่ยังนั่งพิงพนักเตียงอยู่ท่าเดิม “นี่ของท่าน” “มันคืออะไร เจ้าบอกข้าให้เห็นภาพได้หรือไม่”มือใหญ่รับของสำคัญมาคลำ เขารู้ว่าในมือเป็นสร้อยคอที่ถูกแกะสลักเป็นมังกร ส่วนตราประจำตระกูลนั้นแกะแซ่ไว้ให้นูนขึ้น เขาจึงรู้ว่าตัวเองแซ่ เซี่ย คนสูญเสียความทรงจำจึงรู้นามตระกูลตนเอง “ข้าไม่รู้หนังสือ รู้แต่เพียงว่าสร้อยของท่านมีจี้เป็นมังกรคาบแก้ว สีของมันเป็นสีเขียวอมคราม ส่วนตราเหมือนแท่งหยกนี่ข้าก็อ่านไม่ออก” “ไม่เป็นไร แค่นี้ก็เพียงพอ ขอเพียงข้ามีสิ่งนี้อยู่ ญาติของข้าคงตามเจอ” “ข้าก็หวังว่าอย่างนั้น” จูซินยิ้มจาง ๆ มองดวงตาที่ถูกพันแผลไว้ในยามที่เหยี่ยนจิงหายดีนางจะพาเขาออกไปจากแดนปีศาจโดยทันที หลังจากนั้นตัดขาดกันให้สิ้น นึกดีใจอยู่บ้างที่เขาไม่รู้ถึงที่มาของตัวเองนางจะได้ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกเขาฆ่า“ข้าซ่อมประ







