Masuk“อื้อ”
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องกระทบมายังคนทั้งสองที่นอนกอดกันกลมบนเตียงหนานุ่ม มิลินาลืมตาขึ้นจากการหลับใหล ก่อนพบใบหน้าของกฤตภาสห่างกันไม่กี่คืบ
‘เราเป็นของพี่ภาสแล้วสินะ’
ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่เธอไม่มีสิทธิ์เรียกร้องให้เขารับผิดชอบ ในเมื่อคือข้อตกลงระหว่างกัน ภายในหัวขณะนี้ตีพันกันยุ่งเหยิงไปหมด ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะทำยังไงดี
มิลินาค่อย ๆ ยกแขนแกร่งออกจากเอวคอดอย่างระมัดระวัง กลัวทำอีกคนตื่น
“อื้อ จะไปไหน” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ขณะนัยน์ตาดำขลับยังคงปิดสนิท
“มิ้นต์จะกลับแล้วค่ะ” เมื่อข้อตกลงระหว่างกันสิ้นสุด เธอยอมเป็นของเล่นให้เขาหนึ่งคืน ฉะนั้นนับจากนี้ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก
“ใครอนุญาตให้เธอกลับ”
“ทำไมมิ้นต์ต้องรอให้ใครอนุญาตด้วยคะ”
“อย่าทำให้ฉันโมโหตั้งแต่เช้า” เบิกตาขึ้นมองคนตัวเล็กอย่างไม่พอใจกับประโยคเมื่อสักครู่
“มิ้นต์ทำอะไรผิดล่ะคะ”
“นอนซะ เมื่อคืนฉันเหนื่อยมาก” คนเอาแต่ใจสั่งเสียงเข้ม ก่อนข่มตาหลับลงพลางกระชับกอดเธอ เพื่อรั้งคนในอ้อมแขนไม่ให้หนี
“เอาแต่ใจที่สุดเลย” เสียงหวานบ่นอุบอิบ
“ฉันได้ยินนะ”
“ปล่อยมิ้นต์ได้ไหมคะ มิ้นต์ยอมนอนก็ได้”
“ไม่ได้” ปฏิเสธเสียงแข็ง มิลินาจำใจต้องข่มตาหลับคาอ้อมกอดของคนตัวโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังจากหญิงสาวได้นอนหลับเต็มอิ่ม ก็ปรือตาขึ้นในช่วงบ่ายของวัน เนื่องจากรู้สึกหิวมาก
“หิวจัง” เธอมองคนข้างกายที่ยังคงหลับสนิท ไม่มีท่าทีจะตื่นง่าย ๆ ก่อนยกแขนกำยำออกจากเอวบอบบาง
เท้าเล็กแตะลงสู่พื้นห้องก่อนย่องไปยังตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่ของเขาขึ้นมาสวมใส่
“มิ้นต์ขอยืมใส่หน่อยนะคะ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นเบา ๆ จากนั้นย่างกรายไปยังห้องครัว
หญิงสาวเปิดตู้เย็นพร้อมนำวัตถุดิบที่มีมาปรุงอาหาร ระหว่างกำลังวุ่นวายกับอาหารบนเตาแก๊ส ไม่อาจล่วงรู้เลยว่ากำลังถูกสายตาคมกริบจ้องมอง
“ว้าย! พี่ภาส” อุทานเสียงหลงหลังจากหันหลังไปเจอกับคนตัวโตยืนพิงประตูห้องด้วยสภาพชุดคลุมอาบน้ำ บ่งบอกให้รับรู้ว่าเขาชำระล้างร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ทำอะไรของเธอ”
“มิ้นต์หิวค่ะ ก็เลยมาหาอะไรกิน พี่ภาสจะกินด้วยกันไหม”
“อืม” ตอบรับสั้น ๆ ในลำคอ
นัยน์ตาคมกริบจ้องมองมิลินาสวมใส่เสื้อเชิ้ตของตนเอง สามารถมองเห็นด้านในชัดเจนทำเอาใบหน้าคมคายเห่อร้อน
“ขอโทษนะคะ มิ้นต์ใส่โดยไม่ได้ขอ”
“ช่างเถอะ” ตอบปัดอย่างไม่แยแส ก่อนย่างเท้าไปข้างในและนั่งลงตรงข้ามหญิงสาว
ทั้งสองคนรับประทานอาหารกันเงียบ ๆ ไม่ได้พูดคุยสักประโยค มิลินาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเพราะรู้สึกเขินอายกับเรื่องเมื่อคืน
“เอ่อ มิ้นต์อิ่มแล้ว ขอตัวก่อน” เธอกินข้าวไม่หมด เนื่องจากรู้สึกถึงแววตาของอีกคนกำลังจ้องมองเธอตลอดเวลา
“เดี๋ยว”
“คะ” เอี้ยวหน้ามองเขาพลางเลิกคิ้วสวยขึ้นอย่างสงสัย
“เธอยังกลับไม่ได้”
“ทำไมคะ”
“เธอต้องไปธุระกับฉันก่อน”
“แต่มิ้นต์ไม่มีชุดใส่นะคะ”
“เดี๋ยวฉันให้คนเอามาให้”
“ค่ะ” ตอบรับอย่างเข้าใจ ก่อนย่างเท้าออกจากห้องครัวและตรงไปยังห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว
ทันทีที่ย่างเท้าออกมาก็พบกับถุงเสื้อวางไว้บริเวณปลายเตียง ไม่ต้องบอกพอรับรู้ใครเป็นคนเอามาให้
“จะพาไปไหนของเขานะ”
หญิงสาวนำชุดออกจากถุง ก่อนเบิกตากว้างกับชุดเดรสรัดรูปสีดำ
“นี่เขาจะให้เราใส่ชุดแบบนี้จริงเหรอ” เสียงหวานพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจกับการกระทำของกฤตภาส
“แต่งตัวเสร็จยัง”
“เอ่อ คือ” หันขวับมองคนที่เปิดประตูเข้ามาใหม่
“มีอะไร” คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างสงสัยกับท่าทางของอีกคน
“มีชุดอื่นไหมคะ” ถึงเธอจะแต่งกายด้วยชุดเดรสประจำ แต่นี่สั้นเกินไปและค่อนข้างเซ็กซี่
“ใส่ ๆ ไปเถอะ อย่าเรื่องมาก” เอ่ยบอกอย่างหัวเสีย ก่อนหันหลังเดินจากไปและปิดประตูดังสนั่นทำเอามิลินาสะดุ้งโหยง
“เฮ้อ…” ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง สุดท้ายหญิงสาวไม่มีทางเลือก จำใจใส่ชุดเดรสตัวนั้นที่มีความยาวถึงแค่ต้นขา
มิลินาย่างเท้าออกจากห้องด้วยท่าทางเคอะเขิน พยายามดึงกระโปรงลงมาปิดต้นขา และยกแขนเรียวข้างหนึ่งปิดทรวงอกอวบอั๋นอย่างไม่มั่นใจในการแต่งกาย
“พี่ภาสคะ มิ้นต์ไม่ไปไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้! อย่าเรื่องมาก” ชายหนุ่มตะคอกใส่หน้าหวานก่อนคว้าท่อนแขนเล็กและกระชากให้เดินตามหลังไปด้วยกัน
เมื่อมาถึงลานจอดรถ กฤตภาสยัดร่างเล็กเข้าไปด้านในรถก่อนอ้อมไปฝั่งคนขับ
“วันนี้ฉันมีแข่ง” ระหว่างรถแล่นตามท้องถนน เจ้าของกายแกร่งหันมาบอกคนตัวเล็กที่นั่งเงียบตลอดทาง
“อ๋อค่ะ” ตอบรับอย่างเข้าใจ โดยไม่ถามอะไรมากนัก
เพราะเธอชอบเขามาก ๆ จึงรู้เกี่ยวกับงานอดิเรกของอีกคน นอกจากเขาจะประกอบธุรกิจรถยนต์ ก็ยังชื่นชอบการแข่งรถมากด้วยเช่นกัน
“ลงมาสิ” สั่งเสร็จ กฤตภาสเปิดประตูลงจากรถทันใด โดยไม่คอยให้คนตัวเล็กตอบโต้สักประโยค
“เอาแต่สั่งอยู่ได้” มิลินาบ่นอุบอิบ ถึงกระนั้นยอมทำตามคำสั่งของคนตัวโต
“เดี๋ยวไปเปลี่ยนชุดแป๊บหนึ่ง เธอรอแถวนี้แหละ”
“ค่ะ”
กฤตภาสหายไปไม่นานก็กลับมาหาเธออีกครั้ง ในสภาพชุดแตกต่างจากตอนปกติ มิลินาไม่ทันเอ่ยถามประโยคใด เขาจับข้อมือเล็กให้เดินไปด้วยกันยังสนามแข่ง
“กว่าจะมานะมึง” ทันทีที่กายแกร่งปรากฏ เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นทันใด
“อืม”
“โอ๊ะ! วันนี้มีสาวสวยมาด้วยเหรอ” ขุนเขาจ้องมองมิลินาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยความสนใจในตัวหญิงสาว แอบประหลาดใจเล็กน้อยที่กฤตภาสพาผู้หญิงมาด้วย
“ไม่ต้องยุ่ง” เขาดันร่างเล็กไปด้านหลังตนเอง
“หวงซะด้วย”
“ไม่ได้หวงเว้ย!” ตอบกลับเสียงดังสนั่น คนอย่างเขาไม่มีทางหวงน้องสาวของเพื่อนหักเหลี่ยมเด็ดขาด
“งั้นกูขอได้ไหม” ขุนเขาพูดยั่วอารมณ์คนตรงหน้าด้วยความรู้สึกสนุก ที่ได้เห็นกฤตภาสแสดงท่าทีไม่พอใจกับคำพูดของตนเอง
“อยากได้ยัยนี่ก็เอาไปสิ”
“พี่ภาสคะ มิ้นต์ไม่ไป” เอ่ยบอกคนตัวโตเสียงแผ่วพร้อมส่งสายตาอ้อนวอนเพื่อขอความเห็นใจ
“ว่าไงล่ะไอ้ภาส สรุปจะให้หรือไม่ให้”
“เอาไปสิ” ชายหนุ่มผลักแผ่นหลังเล็กจนมิลินาล้มลงกระแทกพื้น
“เฮ้ย! ไม่เห็นต้องรุนแรงกับน้องเขาเลย” ว่าแล้ว ขุนเขารีบช่วยประคองคนตัวเล็กลุกขึ้นยืน
“กูไม่แข่งแล้ว น่ารำคาญชะมัด” กฤตภาสบอกอย่างหัวเสีย ก่อนหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แยแส มิลินามองตามแผ่นหลังกว้างด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์
“ทำไงดีล่ะ มันไปซะแล้ว”
“ปล่อยมิ้นต์ไปเถอะ” หญิงสาวถอยหลังออกห่างคนตรงหน้าด้วยท่าทางหวาดกลัว รู้สึกผิดหวังต่อกฤตภาสเหลือเกินทำราวกับตนเองเป็นแค่สิ่งของ
“ไม่ต้องห่วงหรอก พี่ไม่ได้ใจร้ายเหมือนกับไอ้ภาสสักหน่อย”
“ปล่อยฉันไปเถอะ” มือเรียวยกขึ้นไหว้คนตรงหน้าเพื่อขอความเมตตา
“ในเมื่อตอนนี้ไม่มีแข่งรถแล้ว งั้นไปกินข้าวเป็นเพื่อนพี่หน่อยสิ”
“ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันไม่อยากไปไหนทั้งนั้น” เธอไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น ขนาดผู้ชายที่รู้จักมานานอย่างกฤตภาสยังทำเช่นนี้กับตัวเองได้ลงคอ
“แค่กินข้าวเฉย ๆ พี่รับรองไม่ทำอะไรแน่นอน”
“ไม่ค่ะ”
“งั้นคงปล่อยกลับไม่ได้แล้วสิ”
“ขอร้องเถอะ พวกคุณมีปัญหาอะไรกันก็ไปเคลียร์กันเองเถอะ อย่าดึงฉันไปเกี่ยวข้องเลย”
“แต่ไอ้ภาสมันยกน้องให้พี่แล้วนะครับ”
“ฉันไม่ใช่สิ่งของของใคร” ตอบกลับอย่างโมโห ทำขุนเขาหัวเราะอย่างชอบใจกับท่าทีของหญิงสาว
“พี่ไม่ทำอะไรหรอก พี่แค่อยากเห็นอะไรสนุกนิดหน่อย ไปกันเถอะ” แค่อยากจะเช็กบางอย่างจากกฤตภาสเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องกลับมารับหญิงสาวแน่นอน
“ไม่ไป”
“ไปเถอะ” คราวนี้ขุนเขาไม่ฟังคำปฏิเสธของเธอ คว้าข้อมือเล็กให้เดินไปด้วยกัน ถึงมิลินาจะขัดขืนก็ไม่สนใจ ก่อนยัดคนตัวเล็กเข้าไปในรถและขับรถไปยังจุดหมายปลายทาง
ร่างอรชรในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์กำลังย่างเท้าไปยังแท่นพิธีพร้อมกับบิดา ท่ามกลางเหล่าแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวนับจากเคลียร์ใจกับเขา ชมพิ้งค์จึงตอบรับคำขอแต่งงานของขุนเขา แม้ว่าการตัดสินใจของเธอจะทำให้กฤตภาสไม่พอใจบ้างก็ตาม ทว่าพี่ชายก็ไม่ได้ขัดขวางนัก“ฝากลูกสาวคนสวยของพ่อด้วยนะ” ไตรภพเอ่ยบอกกับเจ้าบ่าวหนุ่มสุดหล่อในชุดทักซิโด้ หลังจากนำตัวหญิงสาวมาส่งถึงมือขุนเขามองภรรยาสาวก่อนเปิดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นหน้างดงามที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพง เธอสวยมากจนเขารู้สึกเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด“สวย” คำพูดสั้น ๆ ของชายหนุ่มทำเอาชมพิ้งค์เขินอายจนหน้าแดงระเรื่อการแต่งงานแบบชาวตะวันตกดำเนินตามลำดับขั้น หลังจากเจ้าสาวมาถึงยังลานพิธี โดยมีบาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธี จนกระทั่งถึงเวลาจุมพิตขุนเขารั้งท้ายทอยเล็กมาแนบชิด ก่อนทาบริมฝีปากหยักได้รูปลงบนกลีบปากอวบอิ่ม“อื้อ” จูบแสนหวานละมุนทำให้ชมพิ้งค์หลับตาพริ้ม จากนั้นตอบรับจูบของสามีหนุ่มงานวิวาห์ของคนทั้งคู่ดำเนินตลอดทั้งวันจนถึงค่ำ แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยไปบ้างทว่ากลับมีความสุขมากมาย“พิ้งค์ เธอจะอาบน้ำเลยไหม”“อืม” คนตั
ท่ามกลางบรรยากาศมืดมิด รถคันหรูของชมพิ้งค์บังเอิญเสียระหว่างทาง โชคร้ายไปกว่านั้นคือแบตโทรศัพท์ดันหมดหญิงสาวตัดสินใจก้าวลงจากรถ เพื่อจะไปขอความช่วยเหลือจากผู้คน ทว่าไม่มีวี่แววจะเห็นรถสักคันแล่นผ่านมา กระทั่งวัยรุ่นชายสองคนขับจักรยานยนต์จอดขวางหน้าเธอชมพิ้งค์เห็นท่าไม่ดี จึงหมุนตัวจะเข้าไปในรถ แต่ช้าไปกว่าคนเหล่านั้นเข้ามาประชิดตัว“จะหนีไปไหน”“อย่าเข้ามานะ” เธอถอยหลังชิดกับรถคันหรูด้วยท่าทางหวาดกลัว“ไปสนุกด้วยกันเถอะคนสวย” ไม่พูดเปล่า ชายวัยรุ่นสองคนคว้าท่อนแขนขาวเนียนและเหวี่ยงร่างเล็กไปกับพื้นถนน ก่อนพยายามจะคร่อมร่างอรชร“ไปให้พ้น” กายสาวดิ้นพล่านไปมาสุดฤทธิ์ ไม่ยอมให้คนเหล่านั้นสัมผัสเรือนร่าง ก่อนถีบเข้าที่ท้องชายตรงหน้าเต็มแรง“นังบ้า! มึงกล้าถีบกูเหรอ”“โอ๊ย!!” ชมพิ้งค์ถูกต่อยท้องแบนราบทำเอาจุก จนขยับตัวไปไหนไม่ได้“ชอบให้ใช้กำลังก็ไม่บอก” แสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะพยายามซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น“อื้อ ไปให้พ้น” ใบหน้างดงามหันไปมาอย่างขยะแขยง ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแตะต้องตัวเอง เธอรู้สึกรังเกียจสัมผัสของคนเหล่านั้นเหลือเกิน วินาทีนี้ทำได้แค่คิดถึงขุนเขาหวังว่าเขาจะมาช่วยกัน แม้จะเป็น
แสงตะวันในยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องนอน ปลุกชมพิ้งค์ลืมตาขึ้นต้อนรับวันใหม่“อื้อ”“นอนต่ออีกหน่อยเถอะ อย่าเพิ่งลุกเลย”“ขุนเขา” คนตัวเล็กเบิกตาโพลงอย่างตกตะลึง ก่อนเธอจะขยับตัวออกห่างอีกคน แต่ไม่วายถูกชายหนุ่มรั้งร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน“จะหนีไปไหน”“ปล่อยฉันนะ” เธอพยายามจะแกะแขนแกร่งออกไปพ้น แต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้เธอทำตามความปรารถนา จึงกระชับกอดเธอแน่นกว่าเดิม“นี่เธอ ลืมเรื่องเมื่อคืนหมดแล้วใช่ไหม”หญิงสาวหยุดการขัดขืนพลางเหลือบมองเจ้าของหน้าคมคาย เพื่อทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถึงจะเมาแต่ใช่ว่าจะจำอะไรไม่ได้สักหน่อยและเกิดอะไรขึ้นบ้างกับตัวเอง เพียงแค่ไม่กล้ามองหน้าเขาตรง ๆ“พิ้งค์ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม” ว่าแล้ว คว้ามือเรียวมาจูบพร้อมส่งสายตาหวานเยิ้มให้แก่คนในอ้อมแขน“พอเถอะขุนเขา”“ทำไมล่ะ”ชมพิ้งค์ขยับกายลุกขึ้นนั่งพร้อมนำผ้าห่มคลุมเรือนร่างเปลือย ก่อนข่มตาลงด้วยความเจ็บปวดและเบิกขึ้นใหม่อีกครั้ง“ฉันเคยรักนายมากนะขุนเขา ตอนนี้ก็ยังรักอยู่เหมือนเดิม แต่ฉันไม่อยากกลับไปเจ็บปวดอีกแล้ว เรื่องเมื่อคืนแค่ความผิดพลาดเท่านั้น นับจากนี้อย่ายุ่งกับฉันอีกเลย”“ไม่นะพิ้งค์ อย่าไปจากฉัน” ช
ท่ามกลางเสียงดังสนั่นภายในไนต์คลับบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ ร่างอรชรของชมพิ้งค์กำลังกระดกเหล้าอย่างหงุดหงิด สาเหตุเพราะขุนเขาที่ติดต่อมาเมื่อช่วงกลางวันทำเธอจิตใจว้าวุ่นตลอดทั้งวัน“นายต้องการอะไรจากฉันอีกกันแน่ ขุนเขา” ใบหน้างดงามซบลงบนโต๊ะพร้อมปล่อยน้ำตาไหลพราก ระบายความรู้สึกเจ็บปวดในใจผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ คนตัวเล็กเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะพาตัวเองกลับเนื่องจากใกล้เมาเต็มทีหญิงสาวเดินไม่ระวังจึงชนเข้ากับชายคนหนึ่งเข้าเต็มแรง ระหว่างนั้นเธอกำลังรู้สึกวิงเวียนศีรษะและกำลังจะล้มลงคาพื้น โชคดีอีกฝ่ายรับร่างเล็กได้ทันพร้อมดึงเข้าสู่วงแขน“เป็นยังไงบ้างครับ”“อื้อ ไม่เป็นไร...”“พิ้งค์” นัยน์ตาคมกริบเบิกโพลงเมื่อเห็นใบหน้าของคนในอ้อมแขนชัดเจน เขาไม่คิดมาก่อนจะเจอหญิงสาวที่นี่“ขุนเขางั้นเหรอ” คนเมาเงยหน้ามองคนตัวโต ก่อนซบหน้าหวานกับอกล่ำสัน เพียงไม่นานปล่อยน้ำใสไหลเปียกชุ่มเสื้อผ้าของอีกคน “ไม่มีทางที่นายจะอยู่ที่นี่หรอกใช่ไหม”“พิ้งค์ นี่เธอร้องไห้เหรอ”“ฮึก ฮือ ๆ เจ็บเหลือเกิน ทำไมฉันถึงลืมนายไม่ได้สักที” คนตัวเล็กเอ่ยพูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้น“นี่เธอเจ็บปวดมากขนาดนี้เลยเหรอ” ขุนเขาโอบก
บรรยากาศในงานวิวาห์เต็มไปด้วยความโรแมนติกและอบอุ่น ถูกจัดขึ้นภายในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ผู้คนมากมายต่างมาร่วมแสดงความยินดีให้แก่คู่บ่าวสาว รวมถึงชมพิ้งค์“ยินดีด้วยนะมิ้นต์” ชมพิ้งค์เอ่ยบอกเจ้าสาวป้ายแดง ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและพี่สะใภ้“ขอบใจนะพิ้งค์” ส่งยิ้มอ่อนให้แก่คนตรงหน้าอย่างซาบซึ้งใจ“ฉันขอให้แกกับพี่ภาสมีความสุขมาก ๆ” พูดจบ ชมพิ้งค์หมุนตัวเตรียมจะยกเท้าจากไป ทว่าถูกรั้งไว้ด้วยฝีมือของมิลินา“พิ้งค์ ฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”“มีอะไรเหรอ” เอี้ยวหน้ามองใบหน้างดงามของเพื่อน ก่อนตวัดสายตามองมือที่จับท่อนแขนของตัวเองอย่างสงสัย“ไปคุยกันแป๊บหนึ่งสิ” มิลินาไม่รอให้อีกคนตอบโต้ประโยคใด เธอจูงมือชมพิ้งค์ไปยังมุมหนึ่งที่ไม่มีคนพลุกพล่าน“มีอะไรหรือเปล่า มิ้นต์” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นด้วยความสงสัยกับท่าทีของคนตรงหน้า“แกไม่เป็นอะไรใช่ไหมพิ้งค์ เมื่อกี้ฉันเห็นผู้ชายคนนั้นด้วย” เธอหมายถึงขุนเขาอดีตแฟนหนุ่มของเพื่อนสนิท“นึกว่ามีเรื่องสำคัญอะไรจะคุยกับฉัน ที่แท้เรื่องขุนเขานี่เอง ฉันไม่เป็นไรอย่าใส่ใจเลย” เธอแค่ไม่อยากให้มิลินาต้องกังวลใจกับเรื่องของตัวเอง ทั้งที่เป็นงานแต่งของเพื่อน“แกไม่เป็นไร
แสงแดดในยามเช้าสาดส่องมายังปลายเตียง ที่มีพ่อแม่ลูกนอนด้วยกัน กฤตภาสตื่นขึ้นก่อนมิลินาเพื่อมองดูเธอในยามหลับ นิ้วยาวลูบไล้พวงแก้มขาวเนียนแผ่วเบาบางอย่างกำลังสัมผัสแก้มนวล ปลุกหญิงสาวตื่นจากการหลับใหลซึ่งพบกับชายหนุ่มกำลังส่งยิ้มหวานมายังเธอ“อรุณสวัสดิ์” ไม่พูดเปล่า ประทับจูบบนหน้าผากเกลี้ยงเกลา“ตื่นเช้าจังเลยนะคะ” เธอรู้สึกเขินอายที่มีใครมาจ้องในยามหลับทำเอาหน้างามแดงระเรื่อ“พี่อยากเจอหน้ามิ้นต์เร็ว ๆ ก็เลยต้องรีบตื่น”“ปากหวานจังเลยนะคะ” ฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุขกับช่วงเวลานี้เธอแอบเสียดายเล็กน้อยที่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำจิตใจ จึงทำให้ที่ผ่านมาสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์“มิ้นต์ครับ”“คะ” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นพลางมองดูริมฝีปากหยักได้รูป ทำท่าจะขยับพูดบางอย่าง“แต่งงานกันนะครับ”“แต่งค่ะ”“ห๊ะ”กลายเป็นว่ากฤตภาสตกใจกับคำตอบรับของมิลินา คาดไม่ถึงเธอจะตอบรับอย่างรวดเร็ว“มิ้นต์บอกว่าแต่งงานไงค่ะ ตกใจอะไรคะ” คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง“พี่ไม่คิดว่ามิ้นต์จะตอบรับเร็วขนาดนี้”“มิ้นต์ไม่อยากเสียเวลาอีกแล้วค่ะ อีกอย่างลูกของเราก็โตมากแล้วนะคะ”“คงลำบากแย่ใช่ไหมที่ผ่านมาต้องเลี้
“หม่ามี๊ขา นี่บ้านใหม่ของเราจริงเหรอ” หนูน้อยโมจิมองบ้านหลังงามตรงหน้าด้วยอาการตื่นเต้นปนดีใจสุดขีด“ใช่ค่ะ” มิลินาหันไปส่งยิ้มให้กับลูกสาวตัวน้อยวันนี้เป็นวันที่เธอได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล หลังจากพักฟื้นร่างกายนานนับเดือนจนหายดี ซึ่งกฤตภาสได้พาเธอกับลูกมาอยู่ด้วยกันเดิมทีมิลินาปฏิเสธเพราะไ
อาการของมิลินาเริ่มดีขึ้น หลังจากนอนรักษาตัวนานนับเดือน ซึ่งความทรงจำในอดีตกลับมาหมดแล้ว ทำให้รับรู้ว่าก่อนเธอจะรักษาตัวยังโรงพยาบาลเกิดอะไรขึ้นบ้างทว่าแทนที่เธอจะโกรธและเกลียดกฤตภาส กลับกลายเป็นว่าเริ่มใจอ่อนให้เขา นั่นเพราะทั้งพี่ชายกับชมพิ้งค์ต่างก็พูดถึงความดีของกฤตภาสให้ฟัง ในระหว่างเธอรักษาต
หนึ่งเดือนต่อมา มิลินายังคงไม่มีท่าทีจะฟื้นขึ้นมาทำเอาคนรออย่างกฤตภาสทรมานไปหมดทั้งกายและหัวใจ ยิ่งนับวันยิ่งรู้สึกท้อเหลือเกิน ทั้งหวาดกลัวไปหมด ได้แต่เฝ้าภาวนาขอให้เธอลืมตาขึ้นเร็ววัน“อย่าเอาแต่นอนสิมิ้นต์ รู้ไหมว่ามีคนคอยอยู่” กระซิบบอกข้างใบหูขาวสะอาด ก่อนทาบริมฝีปากหยักลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาอ
“ตื่นได้แล้วมิ้นต์ เธอต้องลุกขึ้นไปทำอาหารให้ฉัน” เสียงทุ้มพยายามปลุกคนหลับที่เหนื่อยจากบทรักเมื่อคืนให้ตื่น“อื้อ พี่ภาสสั่งเอาได้ไหมคะ มิ้นต์ง่วง” เอ่ยบอกอย่างงัวเงีย ก่อนพลิกกายหันไปอีกด้าน เธอเหนื่อยเหลือเกินจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาทำอะไรทั้งนั้น“ฉันบอกว่าฉันหิวไง” กฤตภาสเริ่มหงุดหงิด“พี่ภาสไปหาก







