LOGINบทที่ 6: เก้าอี้ตัวที่ว่าง
เสียงอื้ออึงของโรงอาหารกลางคณะวิศวกรรมศาสตร์ช่วงเที่ยงตรงดังกระหึ่มจนแทบกลบทุกเสียงพูดคุย เสียงช้อนส้อมสแตนเลสกระทบจานกระเบื้องสลับกับเสียงตะโกนขานเบอร์คิวของป้าร้านข้าวแกง พัดลมเพดานตัวยักษ์หลายตัวหมุนกวาดเอาไอร้อน กลิ่นน้ำมันทอด และกลิ่นพริกแกงลอยวนอยู่ใต้โครงหลังคาสูง โต๊ะยาวทุกตัวอัดแน่นไปด้วยกลุ่มนักศึกษาในเสื้อช็อปต่างสาขาที่เพิ่งผ่านศึกหนักจากห้องสอบกลางภาคช่วงเช้า สภาพของแต่ละคนไม่ต่างจากคนที่เพิ่งรอดชีวิตออกมาจากสมรภูมิรบ เหนือเมฆเดินถือจานข้าวมันไก่ทอดวนหาที่ว่างเป็นรอบที่สาม รอบดวงตามีรอยคล้ำจางๆ จากการไม่ได้นอนทั้งคืน แขนเสื้อยืดสีขาวใต้เสื้อช็อปชื้นเหงื่อจากความอบอ้าว ในหัวของเขายังคงหมุนเคว้งไปด้วยสมการวงกลมของมอร์ (Mohr's Circle) และการกระจายความเค้นเฉือนจากวิชากลศาสตร์ของแข็งที่เพิ่งส่งกระดาษคำตอบไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน พอนึกถึงข้อสอบ ความหงุดหงิดระคนสับสนก็แล่นริ้วขึ้นมาในอก เมื่อคืน หลังจากโดนลากตัวขึ้นรถบิ๊กไบค์ไปที่คอนโดของราชัน ชายหนุ่มรุ่นพี่ปีสี่ไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวรุ่มร่ามอย่างที่ขู่ไว้ แต่กลับโยนกองข้อสอบเก่าย้อนหลังแปดปีลงบนโต๊ะเขียนแบบ สั่งให้เขานั่งทำโจทย์ทีละข้อโดยมีเจ้าของห้องนั่งกอดอกคุมเชิงอยู่ข้างๆ พอเขาเริ่มสัปหงก ราชันก็เอานิ้วดีดหน้าผากแรงๆ สั่งให้ตื่น แล้วเดินไปชงกาแฟดำขมปี๋มายื่นให้กระดกจนตาค้างยันตีสี่ ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ข้อสอบพาร์ตคำนวณสามข้อใหญ่ในกระดาษสอบเมื่อเช้า... ตรงกับแนวโจทย์ที่ราชันบังคับเคี่ยวเข็ญให้เขาฝึกทำซ้ำๆ เกือบทุกตัวเลข เด็กทุนอย่างเขาทำข้อสอบได้เกือบเต็ม แต่แทนที่จะรู้สึกโล่งใจ เหนือเมฆกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกต้อนให้จนมุมด้วยความช่วยเหลือที่ปฏิเสธไม่ได้ “ทางนี้มึง! โต๊ะริมพัดลมว่างพอดี!” เสียงตะโกนของบาสดังฝ่าเสียงจอแจมาจากมุมเสาต้นในสุด บาสกับเติร์ดและโอมรีบพุ่งตัวเข้าไปยึดโต๊ะสแตนเลสสี่ที่นั่งไว้ได้ทันเวลาก่อนจะโดนเด็กภาคโยธาแย่งไป เหนือเมฆสาวเท้าเดินตามเข้าไป วางจานข้าวลงบนโต๊ะพลางถอนหายใจยาว ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งฝั่งริมทางเดิน บาสกับเติร์ดนั่งฝั่งตรงข้าม ส่วนโอมนั่งเบียดอยู่ข้างในสุด ทำให้ที่นั่งข้างตัวเหนือเมฆเหลือเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินว่างอยู่อีกหนึ่งตัว “เกือบไปแล้ว ถ้าช้ากว่านี้คงต้องไปยืนกินข้าวใต้บันได” บาสบ่นอุบอิบ มือขวาฉีกซองพริกน้ำปลาเทราดบนจานข้าวหมูกรอบ “ข้อสอบเมื่อเช้าเหี้ยมาก อาจารย์ชาญชัยออกกะเอาให้ตายทั้งรุ่นเลยมั้ง มึงทำทันไหมวะเมฆ” “ก็พอทำได้” เหนือเมฆตอบเรียบๆ “พอทำได้ของมึงคือเต็มร้อยชัวร์ ไอ้เด็กทุนเอ๊ย” บาสเบ้ปากหมั่นไส้ ก่อนจะกวาดสายตามองจานข้าวของเพื่อน “เออ แล้วมึงไม่ซื้อน้ำเหรอ คอแห้งตายห่า” เหนือเมฆชะงัก ลำคอแห้งผากขึ้นมาทันที “เดี๋ยวลุกไปซื้อ พวกมึงเอาอะไรไหม” “ไม่อะ พวกกูซื้อมาแล้ว” เหนือเมฆลุกขึ้น เบียดตัวผ่านฝูงชนที่กำลังต่อแถวยาวเหยียดตรงไปยังตู้แช่เครื่องดื่มของร้านสหกรณ์ข้างโรงอาหาร ไอเย็นจากตู้กระจกบานเลื่อนพัดวูบเข้าปะทะหน้าช่วยคลายความร้อนลงได้ชั่วขณะ มือเรียวยื่นเข้าไปในตู้แช่ สายตากวาดมองขวดน้ำดื่มเรียงราย ปลายนิ้วของเขาสัมผัสหยิบขวดน้ำเปล่าขึ้นมาตามความเคยชิน ในเสี้ยววินาทีที่สายตาเหลือบไปเห็นแถวเครื่องดื่มด้านบน มือของเขากลับชะงักค้าง ขวดชาเขียวสกัดเข้มข้นไม่ผสมน้ำตาล ฉลากสีเขียวเข้มคาดแถบสีทองวางเรียงอยู่ตรงนั้น มันเป็นชาเขียวกลิ่นข้าวคั่วญี่ปุ่นรสชาติฝาดเฝื่อนติดลิ้น ราคาแพงกว่าน้ำเปล่าเกือบสามเท่า และเป็นรสชาติที่เหนือเมฆเคยจิบไปคำเดียวตอนอยู่ในโรงช็อปแล้วแทบจะพ่นทิ้งเพราะความขม เหนือเมฆจำได้แม่นว่า ทุกครั้งที่ราชันทำงานในช็อป หรือตอนนั่งเขียนแบบจนดึก บนโต๊ะของคนตัวสูงจะมีชาเขียวรสนี้ตั้งอยู่เสมอ หยดน้ำแข็งเกาะพราวรอบขวดชาเขียวขวดนั้น มือขวาของเหนือเมฆขยับไปเอง สมองยังไม่ทันได้ประมวลผลคำสั่ง ร่างกายกลับยื่นมือไปหยิบขวดชาเขียวรสฝาดขวดนั้นออกมาจากตู้แช่พร้อมกับขวดน้ำเปล่าอย่างเป็นธรรมชาติ เขาเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ รับขวดเย็นเฉียบทั้งสองใบมาถือไว้ในมือ ก่อนจะก้าวขาเดินกลับมาที่โต๊ะ “ได้น้ำมาแล้วเหรอวะ” บาสถามทั้งที่เคี้ยวข้าวเต็มปาก เหนือเมฆไม่ได้ตอบ เขาวางขวดน้ำเปล่าของตัวเองไว้ข้างจานข้าวมันไก่ จังหวะนั้นเอง นักศึกษาชายภาคอุตสาหการคนหนึ่งที่กำลังเดินถือจานข้าวหาที่นั่ง เหลือบมาเห็นเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินตัวที่ว่างอยู่ข้างเหนือเมฆ ชายคนนั้นก้าวตรงเข้ามา เอื้อมมือเตรียมจะดึงเก้าอี้ออกไป “น้องครับ เก้าอี้นี้มีคนนั่งมั้ย พี่ขอยืม—” ตึก เหนือเมฆขยับมือเร็วกว่าความคิด เขาวางขวดชาเขียวฉลากเขียวเข้มลงบนโต๊ะสแตนเลส ตรงตำแหน่งว่างหน้าเก้าอี้ตัวนั้นพอดี เสียงก้นขวดกระทบแผ่นโลหะดังชัดเจนจนคนขอชะงักมือ “มีคนนั่งแล้วครับ” เหนือเมฆตอบออกไปโดยอัตโนมัติ น้ำเสียงเรียบสนิท “อ่า... โอเคครับ โทษที” รุ่นพี่ต่างภาคพยักหน้ารับอย่างเสียดาย ก่อนจะเดินเลี้ยวไปหาโต๊ะอื่น บาส เติร์ด และโอมที่นั่งอยู่ตรงข้าม หยุดเคี้ยวข้าวพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย สายตาสามคู่เลื่อนจากเก้าอี้ว่าง มาหยุดที่ขวดชาเขียวเย็นเจี๊ยบ แล้วเลื่อนขึ้นมาจ้องหน้าเหนือเมฆที่เพิ่งทิ้งตัวลงนั่ง “มึงรอน้องกลุ่มอื่นเหรอวะ” บาสถามพลางหรี่ตามอง “พวกไอ้กันต์ภาคไฟเหรอ มันสอบเสร็จแล้วเหรอ” “...เปล่า” เหนือเมฆตอบสั้นๆ “แล้วมึงวางจองไว้ให้ใคร” เติร์ดดันแว่นตาขึ้น ชี้ไปที่ขวดชาเขียว “แล้วนั่นมึงซื้อชาเขียวหวานศูนย์เปอร์เซ็นต์มาทำไม วันก่อนมึงยังบ่นอยู่เลยว่ารสชาติเหมือนน้ำต้มหญ้ากินไม่ลงไม่ใช่เหรอ” คำถามซื่อๆ ของเพื่อนสนิทเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางแสกหน้า เหนือเมฆนิ่งงันไปทันที สายตาของเขาก้มมองขวดชาเขียวเย็นจัดที่มีหยดน้ำไหลหยดลงบนโต๊ะสแตนเลส สลับกับมองเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่ว่างเปล่าข้างตัว กูซื้อมาทำไม... แล้วกูจะเก็บที่ตรงนี้ไว้ให้ใคร... ความตระหนกแล่นปราดขึ้นมาตามแนวสันหลังจนขนแขนลุกชัน ร่างกายของเขาจดจำนิสัย การกระทำ และความชอบของใครบางคนได้เร็วกว่าสมองสั่งการ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เขารู้สึกว่าพื้นที่ด้านข้างของตัวเองไม่ควรมีคนอื่นมานั่ง ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเดินเข้าร้านค้าแล้วสายตามองหาแต่ของที่อีกฝ่ายชอบกิน เหนือเมฆกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มือเรียวเริ่มสั่นเล็กน้อย เขารีบยื่นมือออกไป หวังจะคว้าขวดชาเขียวบ้าๆ นั่นกลับมาซ่อนไว้ใต้โต๊ะก่อนที่เพื่อนจะจับพิรุธได้มากกว่านี้ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะโดนพลาสติกหุ้มขวด เสียงจอแจรอบโรงอาหารในรัศมีสิบเมตรก็เงียบเสียงลงอย่างผิดสังเกต กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้ผสมไอเย็นและกลิ่นยาสูบจางๆ ลอยแทรกผ่านกลิ่นกับข้าวเข้ามา เสียงฝีเท้าหนักแน่นของรองเท้าเซฟตี้กระทบพื้นปูนขัดมันดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เงาร่างสูงใหญ่ทอดทับลงมาบนโต๊ะสแตนเลส บดบังแสงไฟนีออนด้านบนจนมิด ราชันยืนอยู่ตรงนั้น เสื้อช็อปสีกรมท่าตัวเก่งสีซีดพับแขนขึ้นลวกๆ กางเกงยีนส์ขายาว และเป้สะพายหลังพาดไว้บนบ่าข้างเดียว ใบหน้าคมคายยังคงความดุดันและเฉยชาไว้ตามเดิม ด้านหลังของเขามีพีท ม่านฟ้า ภีม และไม้เดินตามมาเป็นขบวน ทว่าราชันกลับไม่แม้แต่จะมองไปยังโต๊ะประจำของพวกรุ่นพี่ปีสี่ สายตาคมกริบคู่นั้นมองตรงมาที่เหนือเมฆเพียงคนเดียว บาสกับเติร์ดที่นั่งฝั่งตรงข้ามถึงกับตัวแข็งทื่อ ช้อนในมือบาสสั่นกริ๊กจนน้ำแกงแทบหก ราชันก้าวเข้ามาหยุดข้างโต๊ะ ไม่เอ่ยปากถามใครสักคำ ร่างสูงใหญ่ดึงเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินตัวที่ว่างออก แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างเหนือเมฆอย่างเป็นธรรมชาติ ท่อนขาแกร่งเหยียดตรงจนหัวเข่าเบียดชิดกับขาของคนตัวเล็กกว่าอย่างแนบแน่น ราชันปรายตามองจานข้าวมันไก่ทอดของเหนือเมฆ ก่อนที่สายตาจะเลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่ขวดชาเขียวสกัดเข้มข้นที่ตั้งเด่นอยู่ตรงหน้าเขา มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเพียงนิด เป็นรอยยิ้มพรายที่แทบมองไม่เห็น มือหนาเอื้อมไปหยิบขวดชาเขียวขึ้นมา ปลายนิ้วยาวออกแรงบิดฝาเกลียวเสียงดัง กรึ๊บ อย่างชำนาญ ก่อนจะยกขวดขึ้นจิบ ดื่มน้ำชาเขียวเย็นจัดลงคอไปหลายอึก ลูกกระเดือกแหลมขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืน หยดน้ำจากขวดหยดลงบนท่อนแขนแกร่งที่มีเส้นเลือดปูดโปน เหนือเมฆนั่งตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก หน้าร้อนผ่าวขึ้นมาจนลามไปถึงใบหู “เฮ้ย...” บาสที่นั่งฝั่งตรงข้ามอ้าปากค้าง ตาเหลือกมองเพื่อนสนิทสลับกับมองรุ่นพี่ปีสี่ แก๊งปีสี่ที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังหยุดเดินทันที พีทเอามือกุมขมับ กลั้นขำจนหน้าดำหน้าแดง ม่านฟ้ากอดอกยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย ส่วนภีมได้แต่ส่ายหัวช้าๆ อย่างเหนื่อยใจ ราชันลดขวดชาเขียวลง วางมันลงบนโต๊ะหน้าตัวเองอย่างถือสิทธิ์ เขาหันหน้ามามองคนข้างตัวที่นั่งหน้ามุ่ย กำช้อนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “ขอบใจ” ราชันเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ราบเรียบ ทว่าสายตากลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตอย่างมีความหมาย “รู้ใจกูดีนี่” “ผมไม่ได้ซื้อให้พี่!” เหนือเมฆโพล่งขึ้นมาทันควัน พยายามปฏิเสธเพื่อรักษาหน้าตัวเองต่อหน้าเพื่อนทั้งโต๊ะ “นั่นมันน้ำของผม ผมซื้อมากินเอง!” “มึง?” ราชันเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองริมฝีปากบางที่กำลังเถียงฉอดๆ “มึงเกลียดชาเขียวไม่ใส่น้ำตาล วันก่อนแค่แตะลิ้นยังทำหน้าเหมือนจะอ้วก มึงจะซื้อมากินเองทำไม” “ผม... ผมอยากลองเปลี่ยนรสชาติบ้างไม่ได้หรือไง!” เหนือเมฆเถียงข้างๆ คูๆ ความอับอายที่ถูกจับไต๋ได้ทำให้เขาแทบอยากจะมุดโต๊ะหนีไปให้พ้นๆ เขาเอื้อมมือออกไป คว้าหมับเข้าที่ขวดชาเขียว ออกแรงดึงเพื่อจะแย่งมันกลับคืนมา “เอาคืนมาเลยนะ นั่นมันเงินผม!” แต่ราชันเร็วกว่า มือหนาเลื่อนมาจับทับลงบนหลังมือของเหนือเมฆที่กำคอขวดไว้ ฝ่ามือที่ทั้งอุ่นและสากระคายออกแรงกดตรึงมือน้องไว้กับขวดแน่น ไม่ยอมปล่อยให้ดึงกลับไปได้แม้แต่มิลลิเมตรเดียว สัมผัสแนบชิดท่ามกลางสายตานับสิบคู่ในโรงอาหารทำเอาเหนือเมฆสะดุ้งเฮือก แต่กลับไม่สามารถชักมือหนีได้ ราชันไม่สนใจสายตาของเด็กปีหนึ่งที่นั่งอ้าปากค้างอยู่ฝั่งตรงข้าม และไม่สนใจเสียงผิวปากแซวเบาๆ ของไอ้พีทที่ยืนอยู่ข้างหลัง ร่างสูงใหญ่โน้มตัวเข้ามาใกล้เหนือเมฆอีกนิด กลิ่นกายคุ้นเคยและไอร้อนจากคนข้างตัวแผ่ซ่านเข้ามาจนหัวใจของคนตัวเล็กกว่าเต้นกระหน่ำรัวแรง ราชันใช้ลิ้นเลียคราบน้ำชาเขียวที่ติดอยู่บนริมฝีปากล่างของตัวเองช้าๆ สายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และถือดีจับจ้องมองสบตากับเหนือเมฆในระยะประชิด ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำหน้าตาย ที่ทำให้เหนือเมฆแทบจะหยุดหายใจไปตรงนั้น “วางให้กูแล้ว... คิดจะเอาคืนง่ายๆ เหรอ เหนือเมฆ”ตอนพิเศษ 2: ทริปต่างประเทศและความคลั่งรักที่ไม่มีที่สิ้นสุดเสียงหวีดแหลมสะท้านแก้วหูของขุมพลังเทอร์โบไฮบริดความจุหนึ่งจุดหกลิตร แผดคำรามกึกก้องสะเทือนลึกเข้าไปในช่องอกบนทางตรงหน้าอัฒจันทร์หลักของสนาม เอาโตโดรโม นาซีโอนาเล ดิ มอนซา (Autodromo Nazionale Monza) รถแข่งฟอร์มูล่าวันสีแดงเพลิงพุ่งทะยานผ่านแนวพิตเลนไปด้วยความเร็วเฉียดสามร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง แหวกมวลอากาศจนเกิดคลื่นกระแทกพัดชายเสื้อผ้าของผู้ชมแถวหน้าให้สะบัดไหว ไอร้อนจากระบบระบายความร้อน กลิ่นยางสลิกไหม้ และกลิ่นเบรกคาร์บอนเซรามิกที่คละคลุ้งในอากาศเย็นสบายช่วงต้นเดือนกันยายน ปลุกประสาทสัมผัสของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วทั้งสนามให้ลุกโชนเหนือเมฆยืนเกาะรั้วกระจกนิรภัยบนระเบียงชั้นสองของห้องรับรองพิเศษ แพดด็อกคลับเด็กหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยโค้ตผ้าวูลตัวยาวสีน้ำตาลช็อกโกแลต ลำคอขาวสวมสายคล้องบัตรวีไอพีออลแอคเซสสีทอง แววตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าสิ่งใด ใบหน้าหวานเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น สองมือยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองตามแนวปีกหน้าคาร์บอนไฟเบอร์และครีบจัดระเบียบอากาศพล
ตอนพิเศษ 1: วันที่ราชันเป็นช่างเครื่อง (Role Reversal)ห้องทำงานประธานฝ่ายปฏิบัติการบนชั้นสี่สิบห้าของอาคารอัครโภคินทร์ ทาวเวอร์ ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงระบบปรับอากาศส่วนกลางพัดไอเย็นเฉียบออกมาอย่างสม่ำเสมอผนังกระจกนิรภัยสองชั้นบานใหญ่จรดพื้นเปิดรับทัศนียภาพของกลุ่มตึกระฟ้าและคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ทอดยาวสุดสายตา บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งเคลือบเงาราคาเหยียบล้าน มีแฟ้มรายงานผลประกอบการไตรมาสสองและเอกสารโครงการนำเข้าชิ้นส่วนระบบส่งกำลังไฮบริดวางซ้อนกันเป็นระเบียบ แผ่นกระดาษพิมพ์เนื้อหาภาษาอังกฤษทางธุรกิจเหล่านี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเม็ดเงินลงทุนระดับพันล้านบาทได้ด้วยการจรดปากกาเพียงครั้งเดียวเจ้าของห้องผู้กุมอำนาจบริหารสูงสุดนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทราชันในชุดสูทสากลสามชิ้นสีชาร์โคลคัตติ้งเนี้ยบ ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอกออก เผยให้เห็นเสื้อกั๊กเข้ารูปที่ขับเน้นแผ่นอกกว้างและช่วงไหล่กำยำ ชายหนุ่มยกมือขึ้นดึงปมเนกไทผ้าไหมอิตาลีเส้นหรูให้คลายตัวลงอย่างหงุดหงิด แววตาสีเข้มจัดคมปลาบจับจ้องเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนเงินที่บอกเวลาสี่โมงเย็นสี่สิบห้านาทีนิ้วเรียวยาวเ
บทที่ 35 (ตอนจบ) : วิศวะราชันสายลมปลายปีพัดพาเอาความเย็นสบายมาสู่ลานกว้างหน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้นนนทรีใหญ่ริมทางเดินผลิดอกสีเหลืองสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นเกลื่อนบนพื้นคอนกรีตที่มีฟันเฟืองเกียร์ขนาดมหึมาสีเลือดหมูฝังอยู่ตรงกึ่งกลาง เสียงเพลงประจำคณะเปิดคลอเคล้าไปกับเสียงหัวเราะ เสียงตะโกนร้องเพลงบูมของรุ่นน้อง และเสียงชัตเตอร์ของช่างภาพนับร้อยที่ดังประสานกันไปทั่วทุกมุมตึกป้ายผ้าใบผืนใหญ่สีแดงเลือดหมูถูกขึงตระหง่านอยู่เหนือแนวระเบียงชั้นสอง ข้อความตัวอักษรสีขาวคมชัดเขียนเด่นหรา‘ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตเกียร์ดง และแชมเปียนมอเตอร์สปอร์ตระดับประเทศ’บริเวณลานเกียร์และลานหน้าโรงช็อปเครื่องกลเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ซุ้มลูกโป่งหลากสีและช่อดอกไม้แสดงความยินดีวางเรียงรายจนละลานตา ท่ามกลางความจอแจของบัณฑิตใหม่ป้ายแดงนับพันชีวิต มีคนคู่หนึ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งคณะตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาราชันในชุดสูทสากลสีดำสนิท สวมทับด้วย ชุดครุยวิทยฐานะสีดำแถบกำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตระหง่านอย่างสง่างาม เส้นผมสีดำสนิทถูกเซ็ตเปิดหน้าผากคม สันกรามได้รูปไร้ที่ติ และ
บทที่ 34: 🔥 [NC] รางวัลของราชันกลิ่นแชมเปญหมักเกรดพรีเมียมที่ถูกเขย่าฉีดพ่นฉลองชัยชนะบนโพเดียม ยังคงเปียกชุ่มและส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวฟุ้งกระจายอยู่บนชุดแข่งกันไฟสีดำสนิทเสียงโห่ร้องกึกก้องจากลานรับรางวัลเบื้องล่างและเสียงรัวชัตเตอร์ของกองทัพสื่อมวลชนนับร้อยสำนักถูกตัดขาดลงทันที เมื่อบานประตูกระจกหนาของห้องรับรองพิเศษส่วนตัวชั้นบนสุดถูกดึงปิดลง สลักกลอนแม่เหล็กไฟฟ้าทำงานส่งเสียง กริ๊ก แน่นหนา ล็อกบรรยากาศภายนอกทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงความเงียบสงัดที่มีแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟติดผนังทอประกายสะท้อนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวยาวกลางห้องเหนือเมฆยังไม่ทันได้ตั้งหลัก แผ่นหลังในชุดหมีช่างเครื่องสีเทาก็ถูกดันช้าๆ จนถอยไปชนชิดกับขอบโต๊ะไม้ตัวหนาราชันก้าวเบียดประชิดเข้ามาจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศถ่ายเทกลิ่นแชมเปญ กลิ่นเหงื่อไคล และกลิ่นไอความร้อนจากเครื่องยนต์ที่ยังคงระอุอยู่ในกระแสเลือด แผ่ซ่านเข้าปกคลุมรอบตัวเหนือเมฆอย่างรวดเร็ว อะดรีนาลีนจากการหักพวงมาลัยสู้กับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในสนามแข่งยังคงพลุ่งพล่าน เส้นเลือดตรงขมับและลำคอแกร่งปูดโปนเป็นแนวยาว แผ่นอกกว้างกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหา
บทที่ 33: ธงตราหมากรุกเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงที่ถูกรีดเค้นรอบจัดจนแตะหมื่นสามพันรอบต่อนาที แผดสะท้านลึกเข้าไปในกระดูกอกบนทางตรงดิ่งลงเนินมุ่งหน้าสู่โค้งเก้า แฮร์พินหักศอกที่อันตรายและคดเคี้ยวที่สุดของสนามแข่งระดับนานาชาติ รถแข่งฟอร์มูล่าสีดำด้าน หมายเลข 1 พุ่งทะยานแหวกมวลอากาศด้วยความเร็วทะลุสองร้อยสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไล่กวดท้ายรถสีขาวส้ม หมายเลข 8 ของศิลาในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งช่วงคันรถ กระแสลมหมุนวนใต้ปีกหลังของคันหน้าเหวี่ยงให้หน้ารถของราชันส่ายสะบัดเบาๆ ปลายท่อไอเสียพ่นเปลวไฟแลบเป็นประกายวาบทุกครั้งที่ลดเกียร์ทุกสายตาทั่วทั้งสนามแข่งขันและผู้ชมเรือนแสนผ่านหน้าจอถ่ายทอดสดต่างกลั้นหายใจราชันกระชับสองมือบนกริปพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แน่น สายตาสีเข้มจัดหลังแผ่นชิลด์หมวกกันน็อกจับจ้องดวงไฟเบรกท้ายรถคู่แข่งนิ่งสนิท แรงสั่นสะเทือนจากพื้นแทร็กส่งผ่านเบาะนั่งขึ้นมาเขย่ากระดูกสันหลัง เหงื่อเม็ดโป้งไหลรินผ่านสันกรามเข้าสู่ลำคอ แต่สมาธิของนักแข่งหนุ่มกลับนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่นระยะสองร้อยเมตรก่อนถึงจุดเบรก...ราชันตัดสินใจหักพวงมาลัยไปทางขวาอย่างเฉียบพลัน
บทที่ 32: วิทยุในหมวกกันน็อกเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหูของเครื่องยนต์สี่สูบแถวเรียงปรับแต่งพิเศษ แผดคำรามก้องสะท้านไปทั่วหุบเขารอบสนามแข่งระดับนานาชาติควันสีเทาจางและกลิ่นไหม้ของยางสลิกคอมพาวด์เนื้อนิ่มลอยคละคลุ้ง ไอร้อนระอุเหนือผิวแทร็กยางมะตอยสั่นระยิบระยับเป็นระลอกคลื่น บดบังทัศนวิสัยบนทางตรงหน้าพิตเลน ธงตาหมากรุกเหลือเวลาโบกสะบัดอีกเพียงไม่กี่รอบสนาม การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาบนแผงควบคุมพิตวอลล์ เหนือเมฆสวมชุดหมีช่างเครื่องสีเทาเข้ม สวมทับด้วยหูฟังตัดเสียงรบกวนขนาดใหญ่ที่มีไมโครโฟนก้านยาวจ่ออยู่ข้างริมฝีปาก สายตากลมโตจับจ้องจอมอนิเตอร์เทเลเมทรีสามจอตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตากราฟเส้นสีแดงแสดงอัตราเร่ง กราฟสีน้ำเงินแสดงแรงดันเบรก และแถบอุณหภูมิหน้ายางทั้งสี่ล้อขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบวินาทีต่อวินาทีข้างกายของเขา ภีมกำลังเช็กตารางเปรียบเทียบความเร็วในแต่ละเซกเตอร์ ม่านฟ้าคอยฟังคำสั่งจากเรซคอนโทรล พีทกับไม้พร้อมทีมช่างเครื่องทุกคนยืนเกาะขอบรั้วเหล็กพิตเลน ชะเง้อคอมองลู่ทางตรงด้วยความตื่นเต้นจนลืมหายใจบนหน้าจอถ่ายทอดสด รถแข่งฟอร์ม







