เข้าสู่ระบบ“ท่านอาจารย์เข้ามาเถิดเจ้าค่ะ ผู้ป่วยปลอดภัยแล้ว”
น้ำเสียงหวานส่งเสียงเรียกบุรุษ ผู้ที่รอคอยนางอยู่หน้าห้องรักษาถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ โดยไม่เคลื่อนที่ไปที่ใดเลยแม้แต่น้อย ท่านแม่ทัพใหญ่ช่างเป็นบุรุษที่ซื่อตรงยิ่งนัก!
“ฮวาเอ๋อร์เหนื่อยหรือไม่”
ถึงแม้จะเป็นห่วงผู้ป่วยทั้งสองคนอยู่มาก แต่คนแรกที่เขาเป็นห่วงยิ่งกว่าย่อมเป็นสตรีตรงหน้า นางแบกร่างเขาแล้วพากระโดดไกลถึงเฉิงตูใช้เวลาครึ่งชั่วยาม มาถึงก็เข้าห้องรักษาอีกหนึ่งชั่วยาม จะไม่ให้เขาเป็นกังวลได้อย่างไร แต่ก็ต้องอดทนไม่ตะโกนถามกันให้เสียสมาธิ
“เหนื่อยแต่พอทนได้เจ้าค่ะ เห็นพี่ ๆ ปลอดภัยก็นับว่าคุ้มค่า”
“แคว้นเฮ่อ ติดค้างเจ้ากี่เรื่องแล้วคนดีของข้า”
สวีเยี่ยนหลงเดินไปสวมกอดคนในหัวใจจนเต็มอ้อมกอด แม่ทัพหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก ที่ตนเองมีโอกาสได้รู้จักคนเก่งระดับผู้นำ ถึงแม้นางไม่เคยเล่ารายละเอียดให้ฟัง แต่คาดเดาได้ไม่ยากเลยสักนิด เขามั่นใจมากว่าสตรีตรงหน้า คือผู้นำแห่งดินแดนที่จากมาอย่างแน่นอน
ทุกสิ่งทุกอย่างที่หยางเฟยฮวาปฏิบัติให้เห็น เขาทั้งตกใจ ประหลาดใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความรู้สึกชื่นชมที่เอ่อล้นเต็มหัวใจ จมูกโด่งก้มลงสูดดมเรือนผมกลิ่นหอมกรุ่นด้วยความพึงพอใจ นางเป็นคนรักของเขาแต่เพียงผู้เดียว
“เดี๋ยวพี่รองกับพี่สามก็ตื่นมาเห็นหรอกเจ้าค่ะ”
ใบหน้าเรียวเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่กำลังสวมกอดตน และสูดดมเส้นผมที่ไม่ได้สระมาสองวัน กลิ่นเหม็นหรือหอมนางก็ยังไม่รู้เลย
“ตื่นเร็วถึงเพียงนั้นเลยหรือ จากสภาพผู้ป่วยที่แม่ทัพอวี้บอกกล่าวเอาไว้ ทั้งสองคนอาการสาหัสมากเลยนะฮวาเอ๋อร์”
“ไม่เกินครึ่งชั่วยามก็ตื่นแล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์เราจะพาพี่แฝดกลับเมืองหลวงด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ”
คนถามอยากพาพี่ชายทั้งสอง กลับไปรักษาตัวที่จวนตระกูลหยาง เพราะนางกับแม่ทัพใหญ่ ไม่สะดวกพักค้างที่ค่ายเฉิงตูเกินกว่าห้าวัน ภารกิจสำคัญในเมืองหลวงกำลังรอคอยเวลาสะสางเช่นกัน จากมาหลายวันก็เป็นห่วง เกรงว่าอ๋องบ้าอำนาจผู้นั้นจะชิงลงมือเสียก่อน
“พากลับไปรักษาตัวที่เมืองหลวงก่อน หายดีเมื่อไหร่ค่อยเดินทางกลับมาที่ค่ายเฉิงตู ทางนี้มีรองแม่ทัพอีกหลายคน ที่สามารถปฏิบัติงานแทนกันได้ บิดามารดาของเจ้าก็กำลังรอคอยฟังข่าวดี ข้าจะส่งข่าวทางเหยี่ยวสื่อสารไปแจ้งก่อน ท่านอาหญิงจะได้ไม่เป็นห่วงจนล้มป่วย”
“เมืองเฉิงตูมีคนร้ายต้องกวาดล้างให้หมด อย่าให้เหลือหลุดรอดออกมาทำร้ายผู้อื่นอีก ข้าเดาว่าคงเป็นพรรคพวกของอ๋องห้าผู้นั้น ที่ทำร้ายพี่ชายของข้า”
หยางเฟยฮวา อยากไปจัดการพวกมันด้วยตนเอง กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องคนตระกูลหยาง แต่ก็เปลี่ยนใจให้บุรุษไปจัดการแทนย่อมเหมาะสมกว่า ปลายทางคงจบชีวิตไม่ต่างกัน และนางก็ไม่ต้องออกแรงเองด้วย
“ฮวาเอ๋อร์ได้ยินสิ่งใด”
“ในค่ายเฉิงตูมีหนอนบ่อนไส้เจ้าค่ะ ข้าได้ยินเสียงพูดคุยจากทางทิศตะวันออก บริเวณนั้นน่าจะเป็นโรงเลี้ยงม้า เพราะได้ยินเสียงม้าร้องมีบุรุษไม่ต่ำกว่าสามคน กำลังจับกลุ่มดื่มสุรากัน ท่านกับแม่ทัพอวี้รีบตามไปจัดการสอบสวนเอาเถิด”
“ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ เจ้าอยู่แต่ในเรือนห้ามออกไปที่อื่นเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะรออยู่ที่นี่”
“ข้าจะรีบกลับมา”
สวีเยี่ยนหลงปล่อยคนในอ้อมกอดให้เป็นอิสระ แล้วรีบเดินไปตามทิศทางที่หยางเฟยฮวาบอกกล่าวเอาไว้ เมื่อแม่ทัพอวี้ไป่เหอรู้เรื่องก็รีบเดินตามไปเช่นกัน
ครึ่งชั่วยามต่อมาคนป่วยก็เริ่มรู้สึกตัว หยางเฟยฮวาเห็นดังนั้นจึงเดินเข้ามาตรวจดูอาการข้าง ๆ เตียงนอนทั้งสองซึ่งจัดเรียงไว้ข้างกัน
เมื่อเครื่องมือวัดชีพจรกับความดัน ขึ้นตัวเลขหน้าจอบ่งบอกว่าอาการคนป่วยปลอดภัย ใบหน้าหวานจึงยิ้มกว้างด้วยความดีใจ แสดงให้เห็นว่าเลือดมนุษย์กลายพันธุ์กำลังเริ่มออกฤทธิ์
“พี่รอง พี่สาม”น้องสาวคนใหม่ส่งเสียงเรียกไปตามความทรงจำเดิม
“ฮวาเอ๋อร์เช่นนั้นหรือ”
หยางจิ้งหวัง หรือพี่สาม แฝดผู้น้องเอ่ยถามทันที เมื่อเห็นสตรีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เตียงนอน มีใบหน้าละม้ายคล้ายน้องสาวคนเดียวของตน
“จะใช่ได้อย่างไรเจ้าสาม ฮวาเอ๋อร์ของพวกเราตัวกลม ๆ และน่ารักกว่านี้”
หยางจิ้งเหว่ย หรือพี่รอง แฝดผู้พี่เอ่ยแย้ง เพราะสตรีตรงหน้ามีรูปร่างสมส่วนและใบหน้าเรียวงาม ไม่ได้อวบอ้วนเฉกเช่นน้องสาวของพวกเขาเสียหน่อย
“พี่รอง พี่สาม ข้าหยางเฟยฮวาน้องสาวของพวกท่าน ข้าแค่ลดน้ำหนักเจ้าค่ะ เลยงดงามจนพวกท่านไม่เชื่อสายตา”
“หา/หา แล้วเจ้ามาได้อย่างไร ท่านพ่อกับพี่ใหญ่พามาหรือ”ขณะที่ถามก็กวาดสายตามองหาบิดากับพี่ชายคนโต เพราะเข้าใจว่าน้องสาวเดินทางมาพร้อมคนในครอบครัว
“ข้ามากับท่านแม่ทัพใหญ่สวีเยี่ยนหลงเจ้าค่ะ ข้าเป็นคนถอนพิษและเย็บบาดแผลที่ท้องให้พวกท่าน แม่ทัพอวี้ไป่เหอส่งม้าเร็วไปแจ้งที่จวนว่าพวกท่านถูกพิษ และถูกทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสเป็นตายเท่ากัน ท่านแม่ทัพใหญ่เลยพาข้ามาช่วยรักษา ท่านพ่อกับท่านแม่ และพี่ใหญ่ รู้ข่าวก็เป็นห่วงกันทุกคน ข้าเป็นความหวังของครอบครัวเลยนะเจ้าคะ”
เมื่อเห็นนิสัยซื่อตรงของคนทั้งสอง หยางเฟยฮวาก็เปิดใจยอมรับพี่ชายฝาแฝดโดยง่าย ไม่ต่างจากที่นางยอมรับพี่ชายใหญ่ บุรุษตระกูลหยางน่ารักทุกคนเลยสิท่า!
“รักษา! ฮวาเอ๋อร์เป็นหมอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”พี่รองเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ใช่ ๆ ปกติเห็นแต่เข้าครัวทำอาหาร”พี่สามเอ่ยเสริม
“พวกท่านทั้งสองคนไม่อยู่เมืองหลวงนาน จึงไม่รู้ว่าข้าเก่งกาจหลายเรื่อง”
“จริงด้วย!เมื่อเติบโตก็ย่อมเปลี่ยนแปลง เจ้าสามต่อจากนี้ห้ามว่าน้องสาวของข้าหัวทึบหัวอ่อนอีกเข้าใจหรือไม่”แฝดผู้พี่หันไปพูดคุยกับแฝดน้องที่นอนอยู่เตียงติดกัน
“ข้าไม่เคยพูดมีแต่พี่รองที่พูด ฮวาเอ๋อร์อย่าไปเชื่อพี่รอง”พี่สามเอ่ยแย้งคำกล่าวของพี่ชายฝาแฝดทันที มีอย่างที่ไหนโยนความผิดให้เขารับเพียงคนเดียว
บุรุษแฝดตระกูลหยางพูดคุยกันอย่างออกรส โดยที่ลืมคิดไปเลยว่าพวกตนพึ่งฟื้นตื่นจากความตาย เพราะทั้งสองคนมีเรี่ยวแรงพูดคุยตามปกติ มีเพียงความรู้สึกเจ็บบาดแผลตรงช่องท้องเล็กน้อยเท่านั้น ที่ย้ำเตือนว่าพวกเขาเคยโง่เขลา จนถูกลวงไปฆ่าเกือบเอาชีวิตไม่รอดหากไม่ได้น้องสาวช่วยชีวิต คงตายไปแล้วจริง ๆ
“อย่าเถียงกันอีกเลยเจ้าค่ะ เล่าได้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงบาดเจ็บเกือบตายเช่นนี้”
“ได้ ๆ ไม่มีความลับสำหรับผู้มีพระคุณ”พี่รองเอ่ยตอบรับทันที
“ใช่ ๆ ”พี่สามก็เห็นด้วย
หลังจากนั้นความจริงจากปากผู้บาดเจ็บทั้งสอง ก็หลั่งไหลออกมาให้หยางเฟยฮวารับรู้ โดยไม่ปิดบังเลยสักเรื่อง รองแม่ทัพฝาแฝดถือว่าน้องสาวของพวกเขา คือผู้ชุบชีวิต หยางเฟยฮวามีบุญคุณยิ่งกว่าผู้บังคับบัญชา ความลับทางทหารการใดสำหรับผู้มีพระคุณถือว่ายกเว้น!
“หลันเจียวซินเข้ามาตีสนิทพวกข้า นับตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่ย้ายมาประจำการเมืองเฉิงตู พวกข้าจำได้ว่าหลันลี่จิน น้องสาวของสตรีผู้นั้นเป็นสหายของเจ้า เลยไว้ใจยอมตกลงซื้อขายข้าวสารของตระกูลหลันในเมืองเฉิงตู เพื่อใช้ในโรงครัวกองทัพ วันที่นัดรับมอบข้าวสารคนส่งข้าวสารไม่มา แต่พวกข้าถูกนักฆ่าราว ๆ ห้าคนไล่ตามสังหาร พวกมันทายาพิษไว้ที่คมดาบ บาดแผลจึงได้รับพิษร้ายไปด้วย”พี่รองรับหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวให้น้องสาวฟัง
“ตระกูลหลันอีกแล้วหรือ ชั่วทั้งพี่ทั้งน้อง”เฟยฮวาอดไม่ได้จึงสบถออกมา แสดงว่าตระกูลหลันตั้งใจฆ่าคนตระกูลหยางอย่างแน่นอน
“ฮวาเอ๋อร์มีเรื่องกับหลันลี่จินด้วยหรือ ข้าจำได้ว่าเจ้า หลันลี่จิน และกวงไป่หลงสนิทสนมกัน”พี่สามเอ่ยถามน้องสาวที่กำลังก่นด่าสหายสนิทวัยเยาว์
“เจ้าค่ะ เพราะหลันลี่จินข้าจึงหย่าขาดกับกวงไป่หลง แต่ก็ช่างเถิด อีกไม่นานตระกูลหลันคงได้รับโทษทัณฑ์กันทั้งตระกูล ท่านแม่ทัพใหญ่กำลังรอเวลาสะสางคนพวกนั้น”
“หย่ากับกวงไป่หลงแล้ว ดียิ่งนักพี่สามไม่ชอบสามีเจ้าเลย”
“พี่รองก็ไม่ชอบเจ้ากวงไป่หลงผู้นั้น หน้าขาว ๆ ชอบทำตัวเก่งกว่าคนอื่น ทั้ง ๆ ที่อ่อนหัด จิตใจโลเล สรุปคือไม่เหมาะสมกับฮวาเอ๋อร์ของพวกเราหรอก”
ก๊อก ก๊อก
“คงเป็นท่านแม่ทัพใหญ่เจ้าค่ะ เขาบอกว่าจะเข้ามาเวลานี้”
“แต่พี่รองชอบคนนี้ แม่ทัพใหญ่เหมาะสมกับฮวาเอ๋อร์ทุกประการ”
“พี่สามก็ชอบ”
“ได้แล้วเจ้าค่ะ รอเหตุการณ์ในเมืองหลวงสงบก็ค่อยแต่ง บุรุษรูปงามและฉลาดข้าไม่ปล่อยให้หลุดมือ”
น้องสาวคนเก่งกระซิบข้างหูพี่ชายทั้งสอง เพราะเกรงว่าคนข้างนอกจะได้ยินคำกล่าวที่มั่นอกมั่นใจในตนเอง นางก็เขินอายเป็นเช่นกัน!
หกปีผ่านไป…ท่ามกลางธรรมชาติงดงาม ซึ่งมีภูเขาน้อยใหญ่ห้อมล้อมอย่างลงตัว มีเรือนขนาดกลางหลังหนึ่งตั้งอยู่ในหุบเขา เรือนหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวของจักรพรรดิผู้ปกครองแคว้นเฮ่อทว่าเจ้าตัวมีภารกิจรัดตัวยิ่งกว่าคนอื่น ๆ จึงไม่ค่อยมีโอกาสมาพักผ่อนที่เรือนน้ำพุร้อนแห่งนี้สักเท่าไหร่ มีเพียงหลานชายกับหลานสะใภ้ที่เทียวมาพักทุกปี บางปีก็มากันหลายครั้ง“ท่านพี่วันนี้พวกเราไม่กลับจวนหรือเจ้าคะ ป่านนี้เด็ก ๆ คงชะเง้อคอรอคอยกันใหญ่แล้ว ท่านพาข้ามาเที่ยวสามวันสามคืนแล้วนะเจ้าคะ”หยางเฟยฮวาคุณแม่ลูกสาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เพราะพึ่งขึ้นควบขี่ม้าศึกทวนใหญ่อยู่นานสองนาน กว่าสามีจะยอมสงบนางก็เกือบเอวเคล็ด สามีติดใจท่วงท่าร่อนเอวยิ่งกว่าท่วงท่าอื่น ๆ จึงต้องขึ้นโยกขยับอยู่ทุกคืน ผ่านพ้นมาหกปีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้พักเขาบอกว่าจะพามาเที่ยวชมธรรมชาติ แต่นางยังไม่มีโอกาสสวมใส่อาภรณ์เลยสักวัน เดินทางมาถึงเรือนน้ำพุร้อนธรรมชาติในช่วงบ่ายของวัน สามีวัย40ปีผู้ที่แข็งแรงไม่ต่างจากหนุ่ม ๆ ก็ชวนทำกิจกรรมกระชับสัมพันธ์ในที่ร่มตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ขึ้นร่อนจนขาสั่นก็ลงมานอนกางขารับบทผู้ถูกกระทำต่ออีกห
ขณะที่ก้าวเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงในพระราชวัง หยางเฟยฮวาก็ถูกเสียง ๆ หนึ่งก่นด่าด้วยความไม่พอใจ นางเดินเข้างานเพียงลำพังเพราะอยากมาเตรียมการบางอย่างล่วงหน้าสวีเยี่ยนหลงมาส่งถึงหน้าประตูท้องพระโรง ก็ต้องรีบปลีกตัวไปประชุมลับ กับหน่วยองครักษ์ประจำพระองค์ ทางด้านคนตระกูลหยางก็กำลังทะยอยลงจากรถม้า แล้วเดินตามกันมาในภายหลังหยางเฟยฮวานึกโครงสร้างของท้องพระโรงไม่ออก จึงขอเดินเข้ามาสำรวจและสอดแนมก่อนคนอื่น ๆ ในขณะที่กำลังหาจุดอับเพื่อหลบสายตาผู้คน ก็ได้ยินเสียงน่ารำคาญดังขึ้น“เอ๊ะ! มาขวางทางข้าทำไม ไม่รู้หรือว่าข้าคือผู้ใด แล้วเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงกล้าเข้ามาในงานเลี้ยงครั้งสำคัญ”“พูดมากจริงเชียว เบิกตาขึ้นกว้าง ๆ แล้วมองดูว่าข้าคือใคร ไม่ใช่สักแต่ด่าผู้อื่นไปเรื่อย ข้าหยางเฟยฮวาสหายรักของเจ้าอย่างไรเล่าหลันลี่จิน หากคนตระกูลหยางไม่กล้าเข้ามาในงานเลี้ยงครั้งนี้ แล้วตระกูลใดจะกล้าเข้ามา ตระกูลหลันเช่นนั้นหรือ”“หยางเฟยฮวา เหตุใดเจ้าจึง…”“งดงามใช่หรือไม่ ข้าก็แค่ลดความอ้วนแปลกตรงไหน ปกติก็ใบหน้าสวยหวานอยู่แล้ว มีแต่เจ้าที่ชอบหลอกตัวเองว่าข้าอัปลักษณ์ งามไม่เท่าเลยต้องสะกดจิตตัวเองว่างามกว่า ข
สิ้นเสียงคำบอกกล่าว ร่างอวบอิ่มก็ขึ้นคร่อมทับอยู่ด้านบน เพราะเรียนรู้มาบ้างแล้วว่าท่วงท่าลักษณะเช่นนี้เจ็บแต่จบ และสามารถค้นหาจุดเสียวซ่านได้เร็ว ไม่ต้องรั้งรอให้เจ็บซ้ำ ๆ จนหมดอารมณ์อาศัยช่วงที่คนตัวโตนอนหลับตาซึมซับความสุข นางก็กดแทรกใจกลางบุปผาอวบอูมตรงรอยแยกปริ่มน้ำ ให้ครอบครองกลืนกินแท่งทวนขนาดใหญ่ในครั้งเดียว!กึก! พรวด!เสียงฉีกขาดของเส้นแบ่งกั้นความหฤหรรษ์ ความรู้สึกเจ็บแสบแล่นปราดไปทั่วกายสาว ทางด้านเจ้าของแท่งทวนตัวการสำคัญก็เจ็บเช่นกัน เพียงแค่เจ็บไม่มากเท่าคนที่ถูกสอดแทรกเข้าไปจนมิดด้าม“โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ”คนใจกล้าตัวสั่นระริกเพราะเจ็บร่องคับแคบจนพูดไม่ออก แต่ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ ไม่สามารถฉุดรั้งห้วงอารมณ์สวาทให้ดับมอดลงได้หรอก นางยังอยากไปต่อเพื่อค้นหาความสุขสมในอนาคตอันใกล้นี้ ‘ร่อนไม่แตกอย่าได้เรียกนางว่าหยางเฟยฮวา’“อา..ฮวาเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บมากหรือไม่”มือใหญ่ช่วยยกสะโพกผายให้ลอยขึ้น เพราะเกรงว่านางมารจอมยั่วสวาทจะทนไม่ไหว แต่เขาก็ต้องสูดปากเสียงดังเมื่อคนข้างบนไม่ยอมหยุดพัก ทั้งยังร่อนเอวด้วยท่วงท่าพลิ้วไหวน่ามอง“ซี๊ด!…ฮูหยิน อืม…”สวีเยี่ยนหลงยอมรับค
สวีเยี่ยนหลง เดินเข้ามาอุ้มเรือนร่างอวบอิ่มขาวโพลน แล้วจับให้นั่งลงบนตักแกร่งในท่าหันหลังพิงอกเขา โดยที่สายน้ำอยู่ในระดับพอท่วมปลายถันพอดี มือสากระคายก็เริ่มทำหน้าที่ประจำของมัน จนเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญด้านการนวดคลึงเป็นที่สุด“ท่านอาจารย์ตรงนั้น มันเอ่อ…ตั้งตรงจนทิ่มขาข้า”“เรียกข้าว่าท่านพี่เถิดฮวาเอ๋อร์ หลังจากคืนนี้เจ้าคือฮูหยินของแม่ทัพใหญ่โดยสมบูรณ์”“ท่านพี่เจ็บหรือไม่เจ้าคะ แข็งมากถึงเพียงนั้น”เสียงอ่อนหวานกระซิบยั่วเย้าปลุกกำหนัดคนตัวโต“เจ็บและฮวาเอ๋อร์ต้องช่วยให้หายเจ็บ มันอาจจะตั้งอยู่แบบนี้ทั้งคืนก็อย่าได้ถือสา แค่ร้องครางหวาน ๆ สามีก็พอใจแล้ว”“เช่นนั้นต้องนั่งท่านี้ อา…อย่าพึ่งเบียดเข้ามานะเจ้าคะเดี๋ยวเจ็บ”ร่างอวบอิ่มพลิกกลับมานั่งคร่อมตักแกร่ง ในท่านั่งหันหน้าเข้าหากัน แต่ก็เอ่ยร้องห้ามปรามเมื่อสิ่งที่กำลังตั้งชูชันอยู่ใต้น้ำ กำลังสัมผัสโดนจุดที่ไวต่อความรู้สึกเข้าพอดี“ทำอย่างไรจึงจะไม่เจ็บเล่า จูบกันก่อนดีหรือไม่”เสียงทุ้มเอ่ยถามลองใจคนช่างยั่ว“ต้องถามด้วยหรือเจ้าคะ”ใบหน้าหวานเงยหน้าท้าทายสายตาหื่นกระหายที่จ้องมองมา“ฮวาเอ๋อร์ข้าจะกลืนกินเจ้าให้สมกับที่เจ้ายั่วข้าทุก
“กวงจื่อหมิง กวงไป่หลง วันนี้ตระกูลหยางกำลังจัดงานหมั้นของหยางเฟยฮวากับคนรักของนาง ข้าผู้เป็นบิดาของฝ่ายหญิงขอเชิญพวกเจ้าเข้าร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ แต่หากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”หยางจิ้งถงเอ่ยเชิญสหายสนิทกับอดีตบุตรเขย เข้าร่วมงานเลี้ยงหมั้นหมายของบุตรสาว เขาออกมาต้อนรับผู้มาเยือนด้วยตนเอง จึงต้องเอ่ยเชิญไปตามมารยาท ถึงแม้ในใจจะอยากเชิญเพียงสหายก็ตาม“เฟยฮวากำลังหมั้นหรือขอรับท่านอา”กวงไป่หลงรีบซักถามอย่างร้อนใจ ความรู้สึกของเขายามนี้เต็มไปด้วยความเสียดายและเสียใจน้ำเสียงของรองแม่ทัพหนุ่มร้อนรนและหมดหวัง จนกวงจื่อหมิงผู้เป็นบิดานึกสงสาร ที่พวกเขามาเยือนตระกูลหยางในวันนี้ เพราะบุตรชายร้องขอให้ช่วยพูดกับอดีตลูกสะใภ้ ให้นางหวนกลับคืนมารับตำแหน่งฮูหยินเอกรองแม่ทัพดังเดิม“อืม เป็นเช่นนั้น คงไม่ผิดอะไรเพราะนางก็ไร้พันธะ ทางด้านบุรุษที่มาขอหมั้นหมายก็ไม่รังเกียจเรื่องหย่าร้าง ทั้งสองคนต่างมีใจให้กันและพร้อมใช้ชีวิตร่วมกัน”หยางจิ้งถงถือโอกาสนี้กล่าวตอกย้ำอดีตบุตรเขยสักหน่อยเถิด ทำสีหน้าท่าทางเสียดายให้ผู้ใดมอง เขาไม่เอากำปั้นทุบหน้าขาว ๆ ก็ดีมากเท่าไหร่ เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของสองตระกูล และ
“นั่นปะไร! ข้าคิดเอาไว้ไม่มีผิด”บุตรชายคนโตตระกูลหยาง ซึ่งกำลังเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับน้องสาวเอ่ยขึ้นเสียงดัง เมื่อได้ยินในสิ่งที่ตรงกันกับคำบอกกล่าวของน้องชายฝาแฝดทั้งสองที่รู้สึกตัวแล้ว แต่ยังต้องนอนพักฟื้นอยู่บนเตียง จึงไม่ได้เดินออกมารับประทานอาหารเช้าพร้อมกับครอบครัว“ข้ากับฮวาเอ๋อร์มีใจให้กันขอรับ ข้าพึงใจนางตั้งแต่มีโอกาสสอนวรยุทธ์ให้บุตรสาวคนเก่งของพวกท่าน วันนี้ข้าอยากหมั้นหมายจับจองหยางเฟยฮวาเอาไว้ก่อน และจะจัดงานแต่งงานในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”สายตาคมกริบสบสายตาเข้ากับดวงตาดำขลับ ของสตรีที่เขารักและอยากแต่งงานด้วยเพียงผู้เดียว เกิดมาจนกระทั่งอายุ35ปี ก็พึ่งคิดอยากมีคนอยู่ข้างกาย ทั้งยามสุขและยามทุกข์ หากไม่ใช่หยางเฟยฮวาผู้นี้ เขาคงครองตนเป็นโสดไปตลอดชีวิตชีวิตของเขาไม่มีผู้ใดบังคับเรื่องการแต่งงาน แม้กระทั่งฮ่องเต้ผู้มีศักดิ์เป็นท่านน้าก็ไม่กล้าบังคับ เฮ่อจิ่นเทียนฮ่องเต้เป็นน้องชายต่างมารดาขององค์หญิงเฮ่อจินเหมย มารดาผู้จากลาของเขานั่นเองทำตัวเป็นโจรเด็ดบุปผามาหลายคืน วันนี้โอกาสเหมาะสมเขาจึงบอกกล่าวความจริงให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงรับรู้อย่างเป็นทางการ จะได้รีบเร่งแต่งฮูห







