เข้าสู่ระบบ“อ้อ! นางมักจะยั่วยวนข้ากับท่านพ่ออยู่บ่อยครั้ง พวกข้าเลยเลือกอยู่ห่าง ๆ เพราะกลัวท่านแม่เข้าใจผิด จึงไม่ได้สังเกตท่าทีนางเลยสักครั้ง ข้าก็เป็นบุรุษที่ยังไม่แต่งงานจึงเลือกถอยห่าง ด้วยเกรงว่าจะพลาดพลั้งเข้าสักวัน”
คนที่ถูกจับพิรุธได้ทุกเรื่อง เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด เมื่อลองนึกดูดี ๆ ตามคำสั่งน้องสาว จึงเริ่มย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในแต่ละวันที่ผ่านมา
“สะเพร่าเจ้าค่ะ ควรฝึกวิธีสังเกตผู้คนให้มากกว่านี้ทั้งท่านพ่อและพี่ใหญ่ ดวงตาต้องคอยฝึกให้กลอกหมุนเป็นวงกลมอยู่บ่อย ๆ จะได้มีดวงตาที่เฉียบคม”
“กลอกดวงตาหมุนเป็นวงกลม จะทำได้อย่างไรเจ้าก็พูดจาพิลึก”คนพี่รีบแย้งในคำกล่าวที่เขากระทำไม่ได้ ยิ่งลองทำดูยิ่งแน่ชัดว่าไม่สามารถกลอกตาให้หมุนเป็นวงกลมได้
“ช่างเถิดเจ้าค่ะ พูดไปท่านก็ไม่เข้าใจ”กล่าวจบร่างอวบก็เดินนำหน้าพี่ชายไปด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง ริมฝีปากก็บ่นพึมพำไปตลอดทาง
‘บุรุษทึมทื่อหัวทึบกันทุกคนเลยหรืออย่างไร เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสตรีงดงาม’
ครึ่งชั่วยามผ่านพ้นไป หยางเป่ยหนานถูกมอบหมายหน้าที่ ให้มายืนรอต้อนรับแม่ทัพใหญ่สวีเยี่ยนหลง ส่วนหยางจิ้งถงกับหยางเฟยฮวาเดินกลับไปรอที่ห้องโถงของจวนแล้ว
หลังจากสอบสวนเถียนหงด้วยวิธีเดิม พวกเขาก็ได้รับรู้ความจริงอันน่าตกใจเพิ่มเข้ามาอีกเรื่อง ยามนี้จึงใจจดใจจ่อรอคอยแม่ทัพใหญ่ให้มาร่วมปรึกษาหารือกัน หยางเฟยฮวาขออยู่ร่วมประชุมด้วย เพราะนางรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น จึงอยากใส่ใจจนจบเรื่องก็เท่านั้นเอง!
บิดาผู้รับคำสั่งมาจากฮูหยินสุดที่รัก ไม่กล้าขัดคำขอของบุตรสาว ส่วนหยางเป่ยหนานก็เห็นด้วย เพราะเขาอยากให้น้องสาวกับท่านแม่ทัพใหญ่ ทำความรู้จักให้มากกว่าเดิม เผื่อวันข้างหน้าความใฝ่ฝันเรื่องการมีน้องเขยผู้เพียบพร้อม อาจจะสมหวังเข้าสักวัน
หยางเป่ยหนานยืนรอไม่นาน ก็พบเห็นร่างองอาจของผู้เป็นนายก้าวลงมาจากรถม้าคันใหญ่ ซึ่งประดับตราสัญลักษณ์จวนแม่ทัพของแคว้นเฮ่ออย่างประณีตงดงาม
ยามที่รถม้าของจวนแม่ทัพเคลื่อนผ่านไปที่ใด ผู้คนก็มักจะมองตามจนสุดสายตา เพราะอยากชื่นชมบารมีของบุรุษผู้เปรียบดั่งกำแพงแคว้นเฮ่อ อีกทั้งอยากพบหน้าแม่ทัพหนุ่มรูปงาม โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ยังไม่ออกเรือน มักจะตื่นเต้นทุกครั้งที่รถม้าคันนี้แล่นผ่าน
“เกิดสิ่งใดขึ้นจึงออกมารอคอยข้าด้วยท่าทีเป็นกังวลเช่นนี้”
บุรุษช่างสังเกตเอ่ยถามทันที หากจะมีใครสักคนที่สามารถกลอกตาเป็นวงกลม ดังเช่นหยางเฟยฮวากล่าวเอาไว้ สวีเยี่ยนหลงคงเป็นหนึ่งในคนผู้นั้น
“ท่าทางของข้าบ่งชัดว่าร้อนใจเพียงนั้นเลยหรือขอรับท่านแม่ทัพ มิน่าเล่า ฮวาเอ๋อร์จึงบ่นข้าไม่เลิกเสียที”น้องน้อยพูดตักเตือนเขากับบิดาจนหูแทบชา
“อืม ชัดเจนโดยไม่ต้องคาดเดา แล้วฮวาเอ๋อร์คือผู้ใด”
“อ้อ! หยางเฟยฮวาน้องสาวของข้าขอรับ นางก็รอท่านแม่ทัพอยู่ในห้องโถงเช่นกัน”
“หืม รอข้าแล้วรอทำไม”
ถึงจะถามเช่นนั้น แต่หัวใจที่เคยเฉยชากลับเต้นรัวแปลก ๆ แม่เสือตัวอวบมีธุระการใดกับเขาอีกเช่นนั้นหรือ หากไม่มาพูดคุยด้วยถึงจวนในวันนี้ คงไม่แคล้วปีนกำแพงบุกไปหาเขาอีกกระมัง เมื่อคิดถึงค่ำคืนนั้นมุมปากหยักจึงเผลอแย้มยิ้มออกมา
“ยิ้มอะไรขอรับท่านแม่ทัพ”
คนที่ถูกน้องสาวบ่นว่าไม่รู้จักสังเกตผู้คน จึงเริ่มฝึกสังเกตผู้คนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ท่านแม่ทัพเจ้านายสายตรงคือคนแรก ที่เขาอยากจับตามองให้ละเอียดทุกเรื่อง
“เปล่า รีบเข้าไปข้างในกันเถิด ประเดี๋ยวคนรอจะยิ่งร้อนใจ”
“อ้อ ขอรับ ๆ ฮวาเอ๋อร์รอท่านแม่ทัพจนคอยืดคอยาว”
ท่าทีแปลก ๆ เริ่มอยู่ในสายตาผู้เริ่มต้นฝึกฝนสังเกตท่าทีผู้คน หยางเป่ยหนานจึงพูดเสริมเติมแต่งไปเอง เพื่อดูอาการผู้บังคับบัญชาซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษรูปงาม ผู้ที่ไม่เคยสนใจสตรีมาแต่ไหนแต่ไร จนเคยมีข่าวลืออยู่บ่อยครั้ง ว่าแม่ทัพใหญ่แคว้นเฮ่อเป็นชายรักชาย!
“อะ..อืม”
ร่างบึกบึนรีบก้าวเท้ามุ่งตรงไปยังห้องโถงจวนตระกูลหยาง เพราะกลัวบางคนเมื่อยคอ หากปล่อยให้รอนานกว่านี้คงน่าสงสารแย่
ในห้องโถงยามนี้เต็มไปด้วยเสียงซักถามหลายอย่างจากผู้เป็นบิดา ส่วนบุตรสาวก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เพราะคำถามที่ถูกส่งมาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของบุตรสาวทั้งนั้น
“ฮวาเอ๋อร์ ที่ว่าตกน้ำเจ้าหายดีหรือยัง”
“หายดีแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าผอมลงหรือไม่ ป่วยสองอาทิตย์ซูบลงถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่ได้การแล้วพ่อต้องสั่งให้แม่ครัว จัดเตรียมของโปรดให้เจ้าหลาย ๆ อย่างสักหน่อย”
“ท่านพ่อ ข้าไม่อยากกินขาหมูตุ๋น กับขนมหวานแล้วเจ้าค่ะ ข้าชอบกินผักต้ม ปลานึ่ง ปลาย่าง ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น อาหารอะไรก็ได้ที่ไม่ผัดน้ำมัน ข้าอยากลดน้ำหนัก”คนไม่อยากกินของโปรดไขมันสูงรีบเอ่ยแย้งทันที
“เพราะเจ้าเด็กแซ่กวงหรือ เจ้าเลยอยากลดน้ำหนัก คำถามนี้ทำให้ผู้ที่รีบเดินมาห้องโถงต้องหยุดแล้วแอบฟังอยู่ห่าง ๆ ”
“ไม่ใช่เลยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้คิดอะไรกับกวงไป่หลงแล้ว ข้าอยากลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น จะได้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่ไปนาน ๆ อย่างไรเล่าเจ้าคะ ยามที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นข้าหายใจติดขัดยิ่งนัก เกรงว่าจะหายใจไม่ออกเข้าสักวัน”
“อืม ฟังดูมีเหตุผล เช่นนั้นพ่อจะสนับสนุนเจ้า”
“ท่านพ่อข้าอยากฝึกวรยุทธ์ด้วยเจ้าค่ะ”
เฟยฮวารีบแจ้งในสิ่งที่นางต้องการ จะได้เริ่มฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ของคนแคว้นเฮ่อให้กลมกลืน อาวุธทำลายล้างสูงในมิติหากไม่จำเป็นจริง ๆ คงไม่หยิบออกมาใช้
“ห๊ะ ฮวาเอ๋อร์อยากฝึกวรยุทธ์ ข้าหูฝาดไปหรือไม่”
“ท่านพ่อข้าฝึกได้เจ้าค่ะ แค่ยังไม่เคยรู้กระบวนการหรือท่าทางการฝึกยุทธ์เพราะไม่ใส่ใจแค่นั้นเอง”
คนโกหกรีบเอานิ้วไขว้กันที่กลางหลัง นางแค่อยากฝึกวรยุทธ์เพื่อตบตาคนก็เท่านั้น หากจู่ ๆ เผลอออกแรงต่อสู้ โดยที่คนอื่นคิดว่าไร้วรยุทธ์คงน่าแปลกไม่น้อย ไม่สู้ฝึกให้รู้ให้เห็นกันไปเลยยังดีกว่า
“แต่ว่า…”
หยางจิ้งถงเกรงว่าบุตรสาวจะบาดเจ็บหนัก เพราะร่างกายที่ไม่พร้อม ย่อมกระทบกับกล้ามเนื้อหลายส่วน หากนางเจ็บขาจนเดินไม่ได้หลายวัน หรือเป็นเดือน เขาคงปวดใจไม่น้อย
“ให้นางฝึกเถิดขอรับท่านอา หากพวกท่านไม่สะดวกฝึกท่าทางพื้นฐานเบื้องต้นสำหรับสตรี ข้าสามารถช่วยเหลือได้ รับรองว่าปลอดภัย”ผู้มาใหม่รีบเดินเข้าไปเสนอความคิดเห็น กับท่านอาที่เขาเคารพรักไม่ต่างจากญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง
แม่ทัพใหญ่สวีเยี่ยนหลงนับถือรองแม่ทัพหยางจิ้งถง เปรียบดั่งญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว เพราะเขาไม่เหลือบิดามารดาให้คอยดูแลอีกแล้ว อีกทั้งเป็นบุตรชายคนเดียวจึงไม่มีญาติมิตรให้เรียกขานว่าครอบครัว
ยามที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ จึงเรียกขานรองแม่ทัพหยางอย่างสนิทสนม แต่หยางจิ้งถงก็ยังคงเรียกเขาตามเกียรติแม่ทัพใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง
“คารวะท่านแม่ทัพขอรับ/เจ้าค่ะ”สองพ่อลูกที่นั่งรอคอยอยู่ในห้องโถง รีบยืนขึ้นกล่าวทักทายผู้มีมาเยือน
“ว่าอย่างไรเล่า อยากฝึกฝนโดยไม่บาดเจ็บหรือไม่”
สวีเยี่ยนหลงไม่เอ่ยชื่อ แต่ใช้สายตาจ้องมองสตรีผู้อยากฝึกวรยุทธ์ อีกเหตุผลคืออยากรู้ว่าคนตรงหน้า เก็บซ่อนความสามารถใดไว้บ้าง เท่าที่เห็นในวันปีนรั้วจวนแม่ทัพ นางเก่งยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางบางคนเสียอีก
“อยากฝึกเจ้าค่ะ ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ช่วยฝึกให้ข้าได้หรือไม่ เกรงใจท่านแม่ทัพ ต้องเทียวไปเทียวมาจวนก็อยู่ไกล”ด้วยไม่อยากรบกวนผู้อื่น เฟยฮวาจึงหันไปถามบิดากับพี่ชายเสียก่อน แต่ก็แทบอยากใช้กำปั้นทุบพี่ชายให้จมดิน เมื่อได้ยินคำกล่าวแสลงหูสำหรับสตรี
“ข้าฝึกฝนผู้เริ่มต้นฝึกยุทธ์ที่ตัวอ้วนถึงเพียงนี้ไม่เป็น”พี่ชายคนโตกล่าวไปตามใจคิด
“เจ้าใหญ่/กุนซือหยาง”
บิดากับแม่ทัพใหญ่รีบเอ่ยห้ามปรามคำกล่าวไม่เหมาะสมสำหรับสตรี มีอย่างที่ไหนกล่าวคำว่าอ้วนออกมาตรง ๆ เช่นนี้ แค่อวบนิดหน่อยก็เท่านั้น
“เอ่อ…ขออภัยขอรับ ข้าแค่เย้าแหย่ยัยลูกหมูตัวกลมเฉย ๆ ”
“….”
“ฮ่า ฮ่า อย่าดุพี่ใหญ่เลยท่านพ่อ ท่านแม่ทัพ ข้าก็อ้วนจริง ๆ แต่พี่ใหญ่ท่านคอยดูอีกหนึ่งเดือนข้างหน้านี้เถิด ยามนั้นข้าจะให้ท่านกล่าวอีกครั้งว่าข้าอ้วนหรือไม่”ตามจริงแล้วคนตัวอ้วนไม่โกรธเคืองพี่ชายเลยแม้แต่น้อย ขนาดตัวนางเองยังเผลอบ่นเจ้าของร่างเดิมอยู่เรื่อย
‘กินแต่ของมัน ของหวาน แล้วข้าต้องมาตามเผาผลาญไขมันเก่า’
หกปีผ่านไป…ท่ามกลางธรรมชาติงดงาม ซึ่งมีภูเขาน้อยใหญ่ห้อมล้อมอย่างลงตัว มีเรือนขนาดกลางหลังหนึ่งตั้งอยู่ในหุบเขา เรือนหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวของจักรพรรดิผู้ปกครองแคว้นเฮ่อทว่าเจ้าตัวมีภารกิจรัดตัวยิ่งกว่าคนอื่น ๆ จึงไม่ค่อยมีโอกาสมาพักผ่อนที่เรือนน้ำพุร้อนแห่งนี้สักเท่าไหร่ มีเพียงหลานชายกับหลานสะใภ้ที่เทียวมาพักทุกปี บางปีก็มากันหลายครั้ง“ท่านพี่วันนี้พวกเราไม่กลับจวนหรือเจ้าคะ ป่านนี้เด็ก ๆ คงชะเง้อคอรอคอยกันใหญ่แล้ว ท่านพาข้ามาเที่ยวสามวันสามคืนแล้วนะเจ้าคะ”หยางเฟยฮวาคุณแม่ลูกสาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เพราะพึ่งขึ้นควบขี่ม้าศึกทวนใหญ่อยู่นานสองนาน กว่าสามีจะยอมสงบนางก็เกือบเอวเคล็ด สามีติดใจท่วงท่าร่อนเอวยิ่งกว่าท่วงท่าอื่น ๆ จึงต้องขึ้นโยกขยับอยู่ทุกคืน ผ่านพ้นมาหกปีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้พักเขาบอกว่าจะพามาเที่ยวชมธรรมชาติ แต่นางยังไม่มีโอกาสสวมใส่อาภรณ์เลยสักวัน เดินทางมาถึงเรือนน้ำพุร้อนธรรมชาติในช่วงบ่ายของวัน สามีวัย40ปีผู้ที่แข็งแรงไม่ต่างจากหนุ่ม ๆ ก็ชวนทำกิจกรรมกระชับสัมพันธ์ในที่ร่มตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ขึ้นร่อนจนขาสั่นก็ลงมานอนกางขารับบทผู้ถูกกระทำต่ออีกห
ขณะที่ก้าวเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงในพระราชวัง หยางเฟยฮวาก็ถูกเสียง ๆ หนึ่งก่นด่าด้วยความไม่พอใจ นางเดินเข้างานเพียงลำพังเพราะอยากมาเตรียมการบางอย่างล่วงหน้าสวีเยี่ยนหลงมาส่งถึงหน้าประตูท้องพระโรง ก็ต้องรีบปลีกตัวไปประชุมลับ กับหน่วยองครักษ์ประจำพระองค์ ทางด้านคนตระกูลหยางก็กำลังทะยอยลงจากรถม้า แล้วเดินตามกันมาในภายหลังหยางเฟยฮวานึกโครงสร้างของท้องพระโรงไม่ออก จึงขอเดินเข้ามาสำรวจและสอดแนมก่อนคนอื่น ๆ ในขณะที่กำลังหาจุดอับเพื่อหลบสายตาผู้คน ก็ได้ยินเสียงน่ารำคาญดังขึ้น“เอ๊ะ! มาขวางทางข้าทำไม ไม่รู้หรือว่าข้าคือผู้ใด แล้วเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงกล้าเข้ามาในงานเลี้ยงครั้งสำคัญ”“พูดมากจริงเชียว เบิกตาขึ้นกว้าง ๆ แล้วมองดูว่าข้าคือใคร ไม่ใช่สักแต่ด่าผู้อื่นไปเรื่อย ข้าหยางเฟยฮวาสหายรักของเจ้าอย่างไรเล่าหลันลี่จิน หากคนตระกูลหยางไม่กล้าเข้ามาในงานเลี้ยงครั้งนี้ แล้วตระกูลใดจะกล้าเข้ามา ตระกูลหลันเช่นนั้นหรือ”“หยางเฟยฮวา เหตุใดเจ้าจึง…”“งดงามใช่หรือไม่ ข้าก็แค่ลดความอ้วนแปลกตรงไหน ปกติก็ใบหน้าสวยหวานอยู่แล้ว มีแต่เจ้าที่ชอบหลอกตัวเองว่าข้าอัปลักษณ์ งามไม่เท่าเลยต้องสะกดจิตตัวเองว่างามกว่า ข
สิ้นเสียงคำบอกกล่าว ร่างอวบอิ่มก็ขึ้นคร่อมทับอยู่ด้านบน เพราะเรียนรู้มาบ้างแล้วว่าท่วงท่าลักษณะเช่นนี้เจ็บแต่จบ และสามารถค้นหาจุดเสียวซ่านได้เร็ว ไม่ต้องรั้งรอให้เจ็บซ้ำ ๆ จนหมดอารมณ์อาศัยช่วงที่คนตัวโตนอนหลับตาซึมซับความสุข นางก็กดแทรกใจกลางบุปผาอวบอูมตรงรอยแยกปริ่มน้ำ ให้ครอบครองกลืนกินแท่งทวนขนาดใหญ่ในครั้งเดียว!กึก! พรวด!เสียงฉีกขาดของเส้นแบ่งกั้นความหฤหรรษ์ ความรู้สึกเจ็บแสบแล่นปราดไปทั่วกายสาว ทางด้านเจ้าของแท่งทวนตัวการสำคัญก็เจ็บเช่นกัน เพียงแค่เจ็บไม่มากเท่าคนที่ถูกสอดแทรกเข้าไปจนมิดด้าม“โอ๊ย! ท่านพี่ข้าเจ็บ”คนใจกล้าตัวสั่นระริกเพราะเจ็บร่องคับแคบจนพูดไม่ออก แต่ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ ไม่สามารถฉุดรั้งห้วงอารมณ์สวาทให้ดับมอดลงได้หรอก นางยังอยากไปต่อเพื่อค้นหาความสุขสมในอนาคตอันใกล้นี้ ‘ร่อนไม่แตกอย่าได้เรียกนางว่าหยางเฟยฮวา’“อา..ฮวาเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บมากหรือไม่”มือใหญ่ช่วยยกสะโพกผายให้ลอยขึ้น เพราะเกรงว่านางมารจอมยั่วสวาทจะทนไม่ไหว แต่เขาก็ต้องสูดปากเสียงดังเมื่อคนข้างบนไม่ยอมหยุดพัก ทั้งยังร่อนเอวด้วยท่วงท่าพลิ้วไหวน่ามอง“ซี๊ด!…ฮูหยิน อืม…”สวีเยี่ยนหลงยอมรับค
สวีเยี่ยนหลง เดินเข้ามาอุ้มเรือนร่างอวบอิ่มขาวโพลน แล้วจับให้นั่งลงบนตักแกร่งในท่าหันหลังพิงอกเขา โดยที่สายน้ำอยู่ในระดับพอท่วมปลายถันพอดี มือสากระคายก็เริ่มทำหน้าที่ประจำของมัน จนเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญด้านการนวดคลึงเป็นที่สุด“ท่านอาจารย์ตรงนั้น มันเอ่อ…ตั้งตรงจนทิ่มขาข้า”“เรียกข้าว่าท่านพี่เถิดฮวาเอ๋อร์ หลังจากคืนนี้เจ้าคือฮูหยินของแม่ทัพใหญ่โดยสมบูรณ์”“ท่านพี่เจ็บหรือไม่เจ้าคะ แข็งมากถึงเพียงนั้น”เสียงอ่อนหวานกระซิบยั่วเย้าปลุกกำหนัดคนตัวโต“เจ็บและฮวาเอ๋อร์ต้องช่วยให้หายเจ็บ มันอาจจะตั้งอยู่แบบนี้ทั้งคืนก็อย่าได้ถือสา แค่ร้องครางหวาน ๆ สามีก็พอใจแล้ว”“เช่นนั้นต้องนั่งท่านี้ อา…อย่าพึ่งเบียดเข้ามานะเจ้าคะเดี๋ยวเจ็บ”ร่างอวบอิ่มพลิกกลับมานั่งคร่อมตักแกร่ง ในท่านั่งหันหน้าเข้าหากัน แต่ก็เอ่ยร้องห้ามปรามเมื่อสิ่งที่กำลังตั้งชูชันอยู่ใต้น้ำ กำลังสัมผัสโดนจุดที่ไวต่อความรู้สึกเข้าพอดี“ทำอย่างไรจึงจะไม่เจ็บเล่า จูบกันก่อนดีหรือไม่”เสียงทุ้มเอ่ยถามลองใจคนช่างยั่ว“ต้องถามด้วยหรือเจ้าคะ”ใบหน้าหวานเงยหน้าท้าทายสายตาหื่นกระหายที่จ้องมองมา“ฮวาเอ๋อร์ข้าจะกลืนกินเจ้าให้สมกับที่เจ้ายั่วข้าทุก
“กวงจื่อหมิง กวงไป่หลง วันนี้ตระกูลหยางกำลังจัดงานหมั้นของหยางเฟยฮวากับคนรักของนาง ข้าผู้เป็นบิดาของฝ่ายหญิงขอเชิญพวกเจ้าเข้าร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ แต่หากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”หยางจิ้งถงเอ่ยเชิญสหายสนิทกับอดีตบุตรเขย เข้าร่วมงานเลี้ยงหมั้นหมายของบุตรสาว เขาออกมาต้อนรับผู้มาเยือนด้วยตนเอง จึงต้องเอ่ยเชิญไปตามมารยาท ถึงแม้ในใจจะอยากเชิญเพียงสหายก็ตาม“เฟยฮวากำลังหมั้นหรือขอรับท่านอา”กวงไป่หลงรีบซักถามอย่างร้อนใจ ความรู้สึกของเขายามนี้เต็มไปด้วยความเสียดายและเสียใจน้ำเสียงของรองแม่ทัพหนุ่มร้อนรนและหมดหวัง จนกวงจื่อหมิงผู้เป็นบิดานึกสงสาร ที่พวกเขามาเยือนตระกูลหยางในวันนี้ เพราะบุตรชายร้องขอให้ช่วยพูดกับอดีตลูกสะใภ้ ให้นางหวนกลับคืนมารับตำแหน่งฮูหยินเอกรองแม่ทัพดังเดิม“อืม เป็นเช่นนั้น คงไม่ผิดอะไรเพราะนางก็ไร้พันธะ ทางด้านบุรุษที่มาขอหมั้นหมายก็ไม่รังเกียจเรื่องหย่าร้าง ทั้งสองคนต่างมีใจให้กันและพร้อมใช้ชีวิตร่วมกัน”หยางจิ้งถงถือโอกาสนี้กล่าวตอกย้ำอดีตบุตรเขยสักหน่อยเถิด ทำสีหน้าท่าทางเสียดายให้ผู้ใดมอง เขาไม่เอากำปั้นทุบหน้าขาว ๆ ก็ดีมากเท่าไหร่ เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของสองตระกูล และ
“นั่นปะไร! ข้าคิดเอาไว้ไม่มีผิด”บุตรชายคนโตตระกูลหยาง ซึ่งกำลังเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับน้องสาวเอ่ยขึ้นเสียงดัง เมื่อได้ยินในสิ่งที่ตรงกันกับคำบอกกล่าวของน้องชายฝาแฝดทั้งสองที่รู้สึกตัวแล้ว แต่ยังต้องนอนพักฟื้นอยู่บนเตียง จึงไม่ได้เดินออกมารับประทานอาหารเช้าพร้อมกับครอบครัว“ข้ากับฮวาเอ๋อร์มีใจให้กันขอรับ ข้าพึงใจนางตั้งแต่มีโอกาสสอนวรยุทธ์ให้บุตรสาวคนเก่งของพวกท่าน วันนี้ข้าอยากหมั้นหมายจับจองหยางเฟยฮวาเอาไว้ก่อน และจะจัดงานแต่งงานในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”สายตาคมกริบสบสายตาเข้ากับดวงตาดำขลับ ของสตรีที่เขารักและอยากแต่งงานด้วยเพียงผู้เดียว เกิดมาจนกระทั่งอายุ35ปี ก็พึ่งคิดอยากมีคนอยู่ข้างกาย ทั้งยามสุขและยามทุกข์ หากไม่ใช่หยางเฟยฮวาผู้นี้ เขาคงครองตนเป็นโสดไปตลอดชีวิตชีวิตของเขาไม่มีผู้ใดบังคับเรื่องการแต่งงาน แม้กระทั่งฮ่องเต้ผู้มีศักดิ์เป็นท่านน้าก็ไม่กล้าบังคับ เฮ่อจิ่นเทียนฮ่องเต้เป็นน้องชายต่างมารดาขององค์หญิงเฮ่อจินเหมย มารดาผู้จากลาของเขานั่นเองทำตัวเป็นโจรเด็ดบุปผามาหลายคืน วันนี้โอกาสเหมาะสมเขาจึงบอกกล่าวความจริงให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงรับรู้อย่างเป็นทางการ จะได้รีบเร่งแต่งฮูห







