เข้าสู่ระบบเมืองกุยปู้
จ้าวโหย่วเต๋อเดินทางมาที่เมืองกุยปู้เพื่อทำภารกิจที่สำนักมอบหมายให้เสร็จแล้ว เขาจึงอยู่ต่ออีกสักพักก่อนที่จะกลับสำนัก
“เมืองนี้ออกจะดี สายน้ำผืนดินอุดมสมบูรณ์ ยาสมุนไพรจึงใช้ได้ผลดีและมีราคาสูง” บุรุษเดินสำรวจตลาดยาจนผ่านรถม้าที่มีบ่าวชายวัยกลางคนสั่งรถม้าให้หยุดด้านข้างเขา บุรุษผู้นั้นรีบกระโดดลงจากรถม้าแล้ววิ่งเข้าไปในโรงหมอด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“เกิดอะไรขึ้นนะ” จ้าวโหย่วเต๋อเดินเบียดเสียดฝูงชนผ่านบริเวณขายยาด้านหน้า เมื่อเดินไปถึงส่วนหลังของอาคารที่ทำการรักษาเขาก็ได้ยินเสียงของชายคนดังกล่าว แม้ไม่ได้ดังมากนักแต่ประสาทหูของเขากลับได้ยินชัดเจน
“คุณหนูบ้านข้าจะต้องออกเรือนแล้ว แต่นางบอกว่านางไม่มีความรู้สึกกับบุรุษเลยแม้แต่น้อย ท่านหมอ ท่านรักษาอาการแบบนี้ได้หรือไม่”
บุรุษที่ถูกเรียกว่าท่านหมอหลุบตามองผู้ถาม
“เจ้ามาจากจวนเจ้าเมืองฝูใช่หรือไม่ เรียกหมอไปรักษาตั้งเยอะแล้วแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ข้าไม่ไปหรอก รักษาไม่หายนอกจากจะเสียชื่อแล้วยังจะถูกลงโทษอีก”
เขาตอบตามความจริง เนื่องจากเขาได้ยินบรรดาหมอจากโรงหมออื่นกระซิบกระซาบกันเรื่องของคุณหนูสี่ฝู บุตรอนุของเจ้าเมืองฝูว่าป่วยขึ้นมากะทันหันด้วยอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ทำให้นางไม่มีอารมณ์เลยแม้แต่น้อย เป็นเช่นนี้แล้วจะสามารถแต่งงานออกเรือนกับคุณชายเซียวได้อย่างไร
“โถ่ ท่านหมอ ท่านก็ช่วยๆ หน่อยเผื่อว่าคุณหนูจะอาการดีขึ้น” บ่าวชายล้วงถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อ เขาส่งสายตาอ้อนวอนทั้งขยิบตาให้อีกฝ่ายเห็นใจ
“ท่านก็เห็นใจข้าบ้าง เจ้าเมืองฝูไม่พอใจขึ้นมาก็สั่งลงโทษไม่มีเหตุผล ข้ายังต้องรักษาคนไข้ ไม่กล้าเอาตัวไปเสี่ยงหรอก” หมอผู้นั้นตอบพร้อมยกมือขึ้นมาปฏิเสธอีกครั้ง
“อ่ะแฮ่ม ข้าลองรักษาได้หรือไม่”
จ้าวโหย่วเต๋อแอบฟังหน้าห้องมาสักพัก เมื่อเห็นว่าได้โอกาสจึงเสนอตัวโดยไม่รีรอ อาการเช่นนี้เกิดขึ้นกับสตรีวัยเจริญพันธุ์ ทั้งยังไม่ได้ออกเรือน น่าสนใจจริงๆ
“เจ้าเป็นใคร หน้าตาอ่อนเยาว์เช่นนี้เป็นพวกสิบแปดมงกุฎล่ะสิท่า” บ่าวชายกล่าว สายตาประเมินชายหนุ่มที่เข้ามาภายในห้องตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
จ้าวโหย่วเต๋อไม่เสียเวลาพูดอธิบาย เขาหยิบแผ่นป้ายแสดงฐานะผู้สืบทอดสายตรงของหมอเทวดาหลี่ซือวางลงไปบนโต๊ะ หมอที่นั่งใกล้ๆ รีบหยิบมาดูด้วยอาการมือสั่นเทา
“ผู้สืบทอดหมอเทวดาหลี่ ป้ายนี้ของแท้แน่นอน เจ้าตระกูลหลี่หรือ” เขาเงยหน้าถามจ้าวโหย่วเต๋อด้วยแววตาตื่นตะลึง ทายาทสายตรงของหมอเทวดาหลี่มีไม่มากนัก ส่วนมากจะเป็นลูกศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นเหนือผู้ใด หรือไม่ก็ลูกหลานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรกิเลนในตระกูล
จ้าวโหย่วเต๋อยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ใช่ ข้าคือคนตระกูลหลี่ ชื่อหลี่โหย่วเต๋อ” บุรุษรู้สึกแปลกใหม่เมื่อพูดถึงชื่อนี้ ปกติเขาใช้แซ่ของมารดา นานๆ ทีจะเปลี่ยนมาใช้แซ่ของบิดา พูดได้ว่าเขาจะใช้แซ่หลี่ของผู้เป็นบิดาเมื่อต้องการใช้ตัวตนว่าตนเองเป็นหมอ
“โอ้ว ท่านหมอ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ เช่นนั้นท่านขึ้นรถม้ากลับจวนตระกูลฝูกับข้าเถอะ”
บ่าวชายได้ยินก็ยินดียิ่งนัก เขากึ่งดึงกึ่งลากแขนของจ้าวโหย่วเต๋อด้วยความกระตือรือร้น
........
จวนสกุลฝู
จ้าวโหย่วเต๋อมาถึงเรือนของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคุณหนูสี่ของตระกูล เรือนหลังที่นางอยู่ทั้งเล็กและห่างไกลจากเรือนอื่นมาก สามารถมองออกว่านางไม่ได้รับความสำคัญจากผู้เป็นบิดาเลยแม้แต่น้อย
ที่เจ้าเมืองฝูต้องตามหาหมอคนแล้วคนเล่ามารักษาให้นางเพราะต้องการเร่งให้นางแต่งงานเพียงเท่านั้น
ระหว่างทางจ้าวโหย่วเต๋อแอบได้ยินมาว่า คุณชายเซียวเป็นบุตรชายของคหบดีผู้มั่งคั่งของเมืองกุยปู้ แม้ว่าเขาไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่โต แต่ว่าทรัพย์สินของตระกูลนั้นมากมายจนซื้อเมืองทั้งเมืองก็ยังได้
ส่วนคุณหนูสี่ที่ป่วยเป็นผู้ที่มีรูปโฉมงดงาม บุรุษมากมายที่ได้พบเห็นต่างก็หมายปองนาง ดังนั้นคุณชายเซียวรื่อผู้ซึ่งมีฮูหยินเอกและอนุอยู่แล้วสองคนก็ยังต้องการนางมาเป็นอนุคนที่สาม
“ฝูเจียงหลี” จ้าวโหย่วเต๋อทวนชื่อนางก่อนผลักประตูเรือนเข้าไปตรวจรักษา เขาเห็นสตรีใบหน้างดงามจิ้มลิ้มนอนหลับอยู่บนเตียง มีสาวใช้นั่งเฝ้าข้างกายอยู่หนึ่งคน
สาวใช้เมื่อเห็นบุรุษเข้ามาในเรือนก็เอียงคอมองสงสัย “ท่านคือ ท่านหมอหรือ”
“ใช่ ข้ามาตรวจนาง คุณหนูสี่ฝูนางหลับอยู่หรือ” จ้าวโหย่วเต๋อตอบ สายตาชำเลืองมองสตรีบนเตียงเป็นระยะ
“เจ้าค่ะ” สาวใช้กล่าว นางลุกจากเก้าอี้ข้างเตียงเพื่อให้จ้าวโหย่วเต๋อเข้าไปนั่งแทน “ช่วงนี้คุณหนูเพลียบ่อย หลับง่ายแล้วก็หลับลึกด้วยเจ้าค่ะ” สตรีรายงานท่านหมอไม่มีปิดบัง
จ้าวโหย่วเต๋อเอื้อมมือใช้นิ้วเรียวจับที่ข้อมือของหญิงสาวเพื่อแมะชีพจร เขาใช้เวลาเพียงสองชั่วลมหายใจก็รู้ถึงสภาพร่างกายของนาง
‘นางไม่ได้ป่วย แค่กินยาสมุนไพรตำรับหนึ่งที่ทำให้ชีพจรแปรปรวน ร่างกายอ่อนแอ หมอคนอื่นๆ จึงรักษาไม่หาย เพราะรักษาไม่ตรงกับสาเหตุ แต่นางจะกินยาไปทำไมนะ ถูกวางยาหรือตั้งใจกันแน่’ บุรุษคิดในใจก่อนหันมาออกคำสั่งกับสาวใช้ตัวน้อย
“ข้าจะตรวจละเอียดกว่าเดิม เจ้าออกจากเรือนยืนรอด้านหน้าก่อนและอย่าเพิ่งให้ใครเข้ามารบกวนข้า”
สาวใช้สีหน้าลังเล ตรวจละเอียดคือตรวจอะไรนางก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นสายตาดุดันของจ้าวโหย่วเต๋อจึงต้องรับคำอย่างจำใจ
“เจ้าค่ะ” นางออกไปหน้าเรือน ปิดประตูหนาแน่นตามที่เขาสั่ง
“คุณหนูเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจริงหรือ”
จ้าวโหย่วเต๋อก้มหน้ากระซิบถามข้างใบหูของสตรี เขารู้ว่าตอนนี้นางแกล้งหลับ ก็คอยดูว่านางจะแกล้งต่อได้นานถึงเมื่อไหร่
เห็นนางยังนอนนิ่งไม่ขยับกาย มือหนาของจ้าวโหย่วเต๋อก็เลื่อนลงไปด้านล่างบริเวณท้องน้อย จากนั้นจึงสอดเข้าไปภายในเสื้อผ้า จ้าวโหย่วเต๋อขยับมือไปจนถึงเนินเนื้อนุ่มแล้วขยำเบาๆ นิ้วเรียวเลื่อนไปจนถึงปากถ้ำรักของสตรี จากนั้นก็ไม่รอช้า เขาส่งนิ้วเรียวเข้าไปสำรวจภายในโพรงนุ่มทันที
สายตาคมกริบจ้องมองปฏิกิริยาของนาง เห็นว่ายังนอนนิ่งจึงเริ่มขยับนิ้วเข้าออกเป็นจังหวะ จากช้าๆ จนเริ่มเร็วขึ้นๆ
ฝูเจียงหลีที่แกล้งนอนหลับเป็นคนป่วย เมื่อถูกนิ้วร้ายของบุรุษรุกล้ำเข้าส่วนสงวนของร่างกายทั้งยังขยับเข้าออกหลายครั้ง นางก็รู้สึกทั้งเจ็บและเริ่มเสียวท้องน้อย โพรงรักหลั่งน้ำใสจนเกิดเสียงน่าอายออกมา
นางพยายามกลั้นอารมณ์และกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้ตนเองส่งเสียงครางวาบหวาม แต่เมื่อจ้าวโหย่วเต๋อทั้งขยับนิ้วเข้าออกโพรงหวานทั้งบดติ่งเกสรนูนสวยพร้อมกัน นางก็ทนไม่ไหวต้องแอ่นสะโพกสูง มือเรียวสองข้างยกขึ้นมาปิดปากแน่น
เวลาผ่านไปไม่นานนัก โพรงรักของสตรีก็ขมิบตอดรัดนิ้วของจ้าวโหย่วเต๋ออย่างแรง ร่างบางกระตุก สตรีนอนหายใจหอบสายตาจ้องมองจ้าวโหย่วเต๋ออย่างขุ่นเคือง
ปกติหมอคนอื่นจะแค่จับชีพจรแล้วแมะตรวจอาการของนาง มีแต่เขาผู้นี้ใช้มือเพื่อตรวจสอบว่านางเสื่อมสมรรถภาพทางเพศจริงหรือไม่
ทั้งยังทำจนนางเกร็งกระตุกเสียววาบทั่วทั้งร่าง นางรู้ทันทีว่านี่คืออาการของคนที่ถึงฝั่งฝัน แม้ว่าจะรู้สึกดีไม่น้อยแต่ก็ต้องข่มความรู้สึกดีเพื่อตำหนิบุรุษที่หาญกล้าเช่นนี้
“เจ้า” นางกดเสียงต่ำพูดกับบุรุษที่ยังไม่เอามือออกจากส่วนสงวนของตน
“เจ้าไม่ได้เสื่อม” จ้าวโหย่วเต๋อไม่สนใจสายตาดุร้ายของสตรี นิ้วเรียวยังคงกดแล้วคลึงบนติ่งเกสรอย่างเพลิดเพลิน
“อื้ม” ฝูเจียงหลีกลั้นเสียงอีกครั้ง มือเรียวบางเอื้อมจับแขนแกร่งของชายหนุ่มเพื่อบังคับให้เขาหยุด “เจ้าหยุดก่อน ข้าจะได้อธิบายได้”
จ้าวโหย่วเต๋อเห็นดังนั้นจึงจำเป็นต้องหยุดมือด้วยความเสียดาย “เจ้ามีปัญหาอะไรบอกข้าได้”
“ข้าไม่อยากแต่งงานกับเซียวรื่อ ชายเจ้าชู้คนนั้น เขาทั้งมีฮูหยินเอกและอนุอีกสอง นอกจากนั้นจะมีเล็กมีน้อยนอกจวนอีกหลายคน นางคณิกาที่ดังๆ เขาก็นอนด้วยเกือบทุกวัน ข้าทนไม่ได้ ข้ารังเกียจ”
จ้าวโหย่วเต๋อได้ฟังก็สะดุ้งเบาๆ แม้เขาจะผ่านสตรีไม่กี่คน แต่เขาก็มีอย่างน้อยทุกสองอาทิตย์ เมื่อได้ยินว่ามีสตรีที่รังเกียจบุรุษแบบนี้ ในใจจึงคิดไว้ว่าต่อไปตนเองคงต้องเพลาๆ ลงบ้าง
จ้าวโหย่วเต๋อที่พักอยู่ห้องข้างๆ กำลังจะกลับเข้าห้องตนเองจึงได้ยินทุกประโยคที่สาวใช้นางนี้พูด เขาเปลี่ยนใจเดินตามหลังนางอย่างเงียบเชียบเพื่อฟังสิ่งที่นางพูดคุยตกลงกับเถ้าแก่“คุณหนูสามร้ายใช่ย่อย”เขาพูดพึมพำกับตนเองเมื่อคาดเดาแผนการของฝูหมี่หลิน “ก็ยังดีที่อยู่ติดกับห้องของข้า”.........ค่ำคืนวันนั้น จ้าวโหย่วเต๋อเข้าไปในจวนฝูโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เขาตรงไปที่เรือนของฝูเจียงหลีทันที เห็นนางอยู่คนเดียวจึงกระโดดเข้าไปทางหน้าต่างอย่างรวดเร็วสตรีที่นั่งหวีผมอยู่หน้าคันฉ่องสะดุ้งตกใจ “นั่นใคร” นางหันมามองเห็นจ้าวโหย่วเต๋อก็ถอนหายใจโล่งอก“ท่านหมอหลี่นี่เอง”นางรู้แล้วว่าเขาเป็นทายาทสายตรงของหมอเทวดาหลี่ แม้จะไม่ได้เป็นหลานคนสำคัญของตระกูล แต่หากนางอยู่กับเขาก็คงมีชีวิตที่สุขสบายมากกว่านี้ และถ้าเขาไม่สนใจนาง แค่นางสามารถออกจากจวนสกุลฝูได้ก็คงเป็นอิสระมากกว่านี้ จะไปรับจ้างหาเงินหรือทำขนมขายก็ยังได้จ้าวโหย่วเต๋อไม่รอช้า เขารีบเล่าสิ่งที่ตนเองได้ยินให้นางฟัง สายตาคมของเขาจ้องมองใบหน
“แล้วจะให้ข้าช่วยอย่างไร” เขายกมือมาจับคางของตนจนฝูเจียงหลีตาโตตกใจ “มือท่านมันสกปรกแล้ว อย่าจับเช่นนั้น” สตรีหน้าแดงเขินอายเมื่อเห็นว่าเขาใช้มือข้างที่ล้วงเข้าไปจับของลับของตนนั้นมาจับใบหน้าของตัวเอง “ทำไม ก็หอมดีนะ” เขายกนิ้วขึ้นมาดมก่อนที่จะลองแลบลิ้นออกมาเลียให้สตรีดู เห็นใบหน้าของสตรีแดงเปล่งปลั่งดั่งเสี่ยวหลงเซีย (กุ้งเครฟิช) เขาก็กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ สายตามองใบหน้าสวยหวาน พอเหลือบมองรูปร่างของนางเขาก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ ขนาดมีเสื้อผ้าปกคลุมกายก็รู้ว่าเรือนร่างของนางนั้นไม่ธรรมดา ทั้งโพรงรักก็คับแน่นดูดนิ้ว เขาจึงรู้สึกบางอย่างขึ้นมาทันที บุรุษสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้สตรีตรงหน้ารู้ว่าเขามีความคิดที่ลามกต่อนาง เขากระแอมแล้วชวนนางพูดคุยต่ออย่างเป็นกันเอง “ข้าไม่อยากแต่งงานกับชายมักมากเช่นนั้น ท่านหมอต้องช่วยข้าด้วยนะเจ้าคะ”ฝูเจียงหลีทำสายตาออดอ้อน แต่พอเห็นใบหน้าหล่อคมคายของบุรุษ ในใจก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา “ในเมื่อบิดาของเจ้าเป็นถึงเจ้าเมือง เหตุใดถึงยังต้องการให้เจ้าแต่งกับเซียวรื่อผู้นั้น” จ้าวโหย่วเต๋อถามเพื่อต้องการข้
เมืองกุยปู้ จ้าวโหย่วเต๋อเดินทางมาที่เมืองกุยปู้เพื่อทำภารกิจที่สำนักมอบหมายให้เสร็จแล้ว เขาจึงอยู่ต่ออีกสักพักก่อนที่จะกลับสำนัก “เมืองนี้ออกจะดี สายน้ำผืนดินอุดมสมบูรณ์ ยาสมุนไพรจึงใช้ได้ผลดีและมีราคาสูง” บุรุษเดินสำรวจตลาดยาจนผ่านรถม้าที่มีบ่าวชายวัยกลางคนสั่งรถม้าให้หยุดด้านข้างเขา บุรุษผู้นั้นรีบกระโดดลงจากรถม้าแล้ววิ่งเข้าไปในโรงหมอด้วยสีหน้าวิตกกังวล “เกิดอะไรขึ้นนะ” จ้าวโหย่วเต๋อเดินเบียดเสียดฝูงชนผ่านบริเวณขายยาด้านหน้า เมื่อเดินไปถึงส่วนหลังของอาคารที่ทำการรักษาเขาก็ได้ยินเสียงของชายคนดังกล่าว แม้ไม่ได้ดังมากนักแต่ประสาทหูของเขากลับได้ยินชัดเจน “คุณหนูบ้านข้าจะต้องออกเรือนแล้ว แต่นางบอกว่านางไม่มีความรู้สึกกับบุรุษเลยแม้แต่น้อย ท่านหมอ ท่านรักษาอาการแบบนี้ได้หรือไม่”&n
“ท่านพ่อตา ข้าจะให้เสด็จพ่อเสด็จแม่มาสู่ขอเจียเอ๋อร์ ท่านสะดวกให้พวกเขามาเมื่อไหร่หรือ”ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าท่าทางกระตือรือร้น มีโหวเถียนเจียยืนบิดไปมาด้วยความเขินอาย “ไม่เอาทั้งบิดามารดาเจ้า แค่เขาก็พอ”โหวปิ่งเจียนชี้นิ้วใส่หลิวกวน เขามุ่ยหน้าทำตากะหลับกะเหลือก จนหลิวกวนยืนอมยิ้มกลั้นขำอย่างเห็นได้ชัด “ได้ๆ ข้าจะไปพูดกับซีหมิงเอง เจ้าก็สงบจิตสงบใจรอเถอะ ส่วนเรื่องของเด็กๆ ก็ปล่อยพวกเขาศึกษาดูใจกันเถอะ” หลิวกวนพูดต่ออีกไม่กี่ประโยคก็รีบเดินทางกลับ ตอนนี้มีภารกิจสำคัญที่ต้องไปทำ ชักช้าไม่ได้เพราะเดี๋ยวโหวปิ่งเจียนเปลี่ยนใจ ........ ยามค่ำคืนที่เงียบสงบ บนเขาลวี่หนานฝั่งทิศตะวันตกไร้ผู้คนอยู่อาศัย ทั้งไม่มีคนมาคอยเดินตรวจตราดูแลความปลอดภัย กระท่อมน้อยหลังหนึ่งเปิดหน้าต่างและประตูทุกบาน ทำให้แสงจันทร์สาดส่องเข้าสู่ภายในได้เต็มที่ ภายในกระท่อมมีบุรุษสตรีกำลังทำกิจกรรมรักที่ร้อนแรงจนเหงื่อออกท่วมกาย สตรีนอนหงายยกขาเรียวทั้งสองข้างพาดบ่าชายหนุ่ม ส่วนชายหนุ่มก็ขยับสะโพกดันเข้าดันออกตรงหว่างขานาง หากเข้าไปชะโงกหน้ามองด้านข้างก็จะเห็นว่าเขากำลังกร
“ท่านประมุข เจ้าหนุ่มคนนี้สู้ชนะพวกเราเกินครึ่งแล้วขอรับ”เผยกู่บุรุษร่างสูงผู้ช่วยของโหวปิ่งเจี่ยนเดินมาบอกเจ้านายตนที่กำลังจิบน้ำชาในห้องโถง “ข้าให้สู้กับพวกที่เพิ่งฝึกยุทธได้ไม่นาน หากเขาไม่ชนะข้าก็ไม่ควรเก็บเขาไว้” โหวปิ่งเจียนสีหน้าเรียบเฉยไม่ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน เขาต้องการทดสอบชายหนุ่มผู้ซึ่งข่มเหงบุตรสาวของตน นอกจากทดสอบยังถือโอกาสสั่งสอนไปในตัว ไม่ว่าชายหนุ่มคนนี้จะได้รับบาดเจ็บมากหรือน้อย เขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เผยกู่ทำสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย เขาลังเลใจก่อนที่จะรายงานต่อ “แต่ว่า วิชาที่เจ้าหนุ่มนั่นใช้นอกจากจะมีวิชาของสำนักหย่งผิง ยังมีวิชาเพลงกระบี่ของราชวงศ์และแม่ทัพโม่เถี่ยด้วยขอรับ” โหวปิ่งเจียนได้ยินดังนั้นมุมปากก็กระตุกขึ้นมาทันที “ราชวงศ์อย่างนั้นหรือ ข้าผู้ซึ่งเป็นประมุขยุทธภพยิ่งไม่อยากเกี
ทว่าเช้าขึ้นมา โหวปิ่งเจียนบิดาของโหวเถียนเจียก็ผลักประตูเรือนของบุตรสาวตนเองอย่างแรง “เจียเอ๋อร์ เจ้าขโมยวิชาในห้องลับใต้ดินของพ่อไปฝึกใช่หรือไม่” เขาส่งสายตาที่น่าครั่นคร้ามไปที่เตียงนอนของบุตรสาว เมื่อเห็นนางยังไม่ตื่นจึงเดินไปด้านข้างเพื่อหมายจะปลุกนางเพื่อสอบถามให้รู้เรื่อง “เจียเอ๋อร์ เจียเอ๋อร์” บุรุษวัยกลางคนรูปร่างกำยำสูงใหญ่แต่ยังคงความหล่อเหลาให้เห็น เขายกมือหนาขึ้นแตะหน้าผากของโหวเถียนเจียที่ยังคงนอนหลับไม่รู้สึกตัว“ตัวร้อน เป็นไข้หรอกหรือ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นปม “ไปตามหมอมาดูอาการนางที”โหวปิ่งเจียนเอ่ยเสียงเข้มสั่งสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าประตู ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ หมอประจำจวนสกุลโหวก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เขาลงนั่งเก้าอี้ด้านข้างเตียงแล้วเอื้อมสามนิ้วไปแมะจับชีพจรโหวเถียนเจียโดยพลัน เมื่อจับชีพจรในชั่วเวลาไม่กี่ลมหายใจเขาก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ “ขะ คุณหนู อัยย่ะ ข้าไม่กล้าพูดออกมา” “นางเป็นอะไร บอกข้ามาเดี๋ยวนี้” โหวปิ่งเจี่ยนกดเสียงต่ำอารมณ์เริ่มหงุดหงิดขุ่นมัว “หากข้าบอก ท่านประมุขก็ต้องใจเย็นๆ”







