เข้าสู่ระบบส่วนทางด้านซูเปียวเฉิน พอเห็นว่าใกล้เวลาพักเที่ยงแล้ว จึงได้ขออนุญาตหัวหน้าออกมาก่อน เพราะต้องการจะไปดูกับดักสัตว์ที่ได้วางไว้เมื่อเช้า และพอมาถึงจุดที่วางกับดักไว้ ก็พบว่ามีไก่ป่าอยู่ในนั้นจุดละหนึ่งตัว
“ดีจัง อย่างน้อยก็มีไก่ให้หวานหว่านกิน แม้จะไม่ได้กระต่ายก็ตาม” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างพึงพอใจ ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ขณะที่กำลังมัดขาไก่ด้วยเถาวัลย์แถวนั้น
เมื่อจัดการไก่ป่าทั้งสองตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็หยิบกับดักขึ้นมามัดรวมกันเพื่อสะดวกในการถือ ก่อนจะหมุนตัวเดินลงมาจากเขา และมุ่งตรงกลับไปที่บ้านทันที
ระหว่างทางที่เดินลงมา เขาก็พบเห็ดจำนวนหนึ่ง จึงตัดสินใจเก็บไปให้น้องสาว เผื่อว่าเธอจะเอาไปทำอาหารอย่างอื่น
“วันนี้ลาภปากแล้วล่ะสิ เปียวเฉิน นายได้ไก่ป่ามาตั้งสองตัว หวังว่าฉันจะโชคดีเหมือนนายบ้างนะ” ชายคนหนึ่งที่เดินสวนทางมาทักทายด้วยรอยยิ้ม เขาตั้งใจไปดูกับดักสัตว์ที่ตัวเองวางไว้เหมือนกัน พอเห็นว่าซูเปียวเฉินได้ไก่ป่ามาถึงสองตัว ก็หวังว่าตัวเองจะได้บ้าง
“ครับพี่หยาง วันนี้ผมโชคดีหน่อย ได้ไก่ป่ามาถึงสองตัวผมขอให้...” ชายหนุ่มยังไม่ทันพูดจบประโยคว่าขอให้พี่โชคดีเหมือนกัน ก็มีเสียงของใครบางคนพูดแทรกขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นก็แบ่งให้ฉันสักตัวสิ ฉันกำลังอยากกินไก่ย่างอยู่พอดี อย่างไรพวกเราก็เป็นญาติกัน แค่นี้นายคงไม่มีปัญหาใช่ไหม”
ซูเล่อเจียงที่เป็นลูกชายจากบ้านใหญ่ซู พูดขึ้นมาอย่างก่อกวน เขาเดินเข้ามาพร้อมกับสหายสองสามคน สายตาของเขาฉายแววละโมบโลภมาก และไม่หวังจะเอาไก่เพียงหนึ่งตัว แต่เขาต้องการมันทั้งหมด
“ทำไมต้องแบ่ง อยากกินก็ไปหาเอาเอง อีกอย่าง นายคงลืมไปแล้วสินะว่าพวกเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว” ซูเปียวเฉินตอบกลับเสียงแข็งแบบไม่ต้องคิด ก่อนจะหันมาหาพี่ชายหยางและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ผมไปก่อนนะพี่หยาง หวานหว่านรออยู่”
พูดจบก็เดินเลี่ยงออกมาทันที โดยไม่สนใจคนจากบ้านใหญ่เลยแม้แต่น้อย
นี่จึงทำให้ซูเล่อเจียงเกิดความไม่พอใจอย่างมาก จึงได้กระชากเสื้อของซูเปียวเฉินอย่างแรง ดีที่ชายหนุ่มทรงตัวอยู่จึงไม่ล้มและไก่ในมือไม่ได้หลุดหล่นพื้น
“มันจะมากไปแล้วนะ กระชากเสื้อกันอย่างนี้ นายต้องการมีเรื่องใช่ไหม หรือว่าคราวที่แล้วไม่เข็ด” ชายหนุ่มขยับเสื้อให้เข้าที่แล้วพูดออกไปอย่างไม่พอใจ สายตาที่จ้องมองอีกฝ่ายนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“ก็ในเมื่อฉันพูดกับนายดี ๆ แต่นายดันจะเดินหนีเสียก่อน หากไม่ดึงเสื้อไว้ จะให้ทำยังไงล่ะ”
ซูเล่อเจียงตอบอย่างยียวนกวนประสาทเล็กน้อย
“ระหว่างเราไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกัน แต่ถ้านายอยากมีเรื่องฉันก็ยินดีจะมีให้ หรือถ้าไม่มีอะไรแล้วก็หลบไป” ซูเปียวเฉินยืนจังก้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ท่าทางที่เอาจริงของซูเปียวเฉิน ทำให้ซูเล่อเจียงผงะไปเล็กน้อย เนื่องจากเกรงกลัวอีกฝ่าย แต่เพราะต้องการไก่ป่าทั้งสองตัวมาเป็นของตัวเอง เขาจึงปัดความหวาดกลัวนั้นออกไป แล้วขยับไปยืนประจันหน้ากับน้องชายบ้านรองอีกครั้ง
“ฉันไม่หลบ ถ้าฉันไม่ได้ไก่ในมือทั้งสองตัวของแก ฉันจะไม่ยอมหลบไปไหน” เขายังคงพูดอย่างดื้อด้าน และยังต้องการไก่ทั้งสองตัวนั้น เพื่อเอากลับไปทำอาหารกินที่บ้าน
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห
“ได้ครับ นายหญิง” หมิงมู่หยางก็แกล้งตอบรับด้วยท่าทางจริงจัง และเรียกหญิงสาวอย่างให้เกียรติ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอบยิ้มที่ยากจะมีคนเคยเห็นนี่จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่น และเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย หลังจากที่เจอเรื่องร้าย ๆ กันมาหนัก พอสมควรข่าวเรื่องที่นายท่านหมิงจะแต่งงานดังไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก มีทั้งคนที่แสดงความดีใจ และมีทั้งคนอยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าสาวของนายท่านคนนี้วันนี้หมิงมู่หยางและสองพี่น้องบ้านรองซู ตัดสินใจเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารและแจกจ่ายเสื้อผ้า รวมถึงผ้าห่มและเสื้อกันหนาวให้กับคนยากไร้ เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว โดยหมิงมู่หยางพาว่าที่เจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน มายืนคู่กันเพื่อแจกของด้วยกันอย่างเปิดเผย“นั่นใช่คนรักของนายท่านหมิงหรือเปล่า เธอดูสวยน่ารักไม่น้อยเลยนะ แต่ยืนเทียบกันแล้วดูจะยังอายุน้อยอยู่”“นั่นสิ ฉันคิดว่าทั้งสองน่าจะอายุห่างกันพอสมควร แบบนี้นายท่านหมิงก็โชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่อ่อนเยาว์กว่าหลายปี”เสียงซุบซิบและพูดคุยของชาวบ้านที่มาต่อแถวเพื่อรับอาหาร และข้าวของที่นำมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ดังขึ้นมา และเสียงเหล่านี้ก็
ยินดียกให้ทุกอย่างหลังจากนั้นไม่กี่วัน หมิงมู่หยางสืบได้ว่าที่เถ้าแก่ฉีมาสนใจเรื่องของสองพี่น้องเพราะได้รับคำสั่งมา แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ชายหนุ่มก็ส่งคนเล่นงานเสียก่อน นั่นคือการแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการยักยอกเสบียงของรัฐ และส่งหลักฐานให้รู้ว่าโรงสีข้าวของเถ้าแก่ฉีมีความผิดปกติและเพียงไม่กี่วันต่อมา โรงสีข้าวของตระกูลฉีก็ถูกตรวจสอบและสั่งปิด แล้วยังมีคนเห็นด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง มุ่งตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋และตระกูลเจียง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดในใจว่าเรื่องวุ่นวายพวกนี้คงจบสักทีส่วนซูหวานหว่านเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เธอขอแค่จัดการคนพวกนั้นได้ก็พอแล้ว“หวานหว่าน คนพวกนั้นถูกจับไปหมดแล้วนะ ต่อไปนี้เมืองของเราคงสงบและเจริญขึ้นเสียที” หมิงมู่หยางเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมาหาคนรักและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็เชื่อว่าเธอน่าจะรู้แล้วเหมือนกัน“ฉันพอจะได้ข่าวแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะชาวบ้านพูดถึงเรื่องนี้กันพอสมควร เมื่อก่อนอาจจะวุ่นวายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวก็จบลงแล้ว นี่คงเป็นบทเรียนให้กับคนมีอิทธิพลที่คิดจะยั







