เกิดใหม่ชาตินี้เป็นดรุณีร้ายกาจ

เกิดใหม่ชาตินี้เป็นดรุณีร้ายกาจ

last updateTerakhir Diperbarui : 2025-04-24
Bahasa: Thai
goodnovel12goodnovel
10
1 Peringkat. 1 Ulasan
30Bab
5.6KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

ชาติที่แล้วถูกสามีและอนุทำให้ต้องสิ้นใจอย่างทรมาน เกิดใหม่ชาตินี้จะไม่ยอมให้ถูกใครรังแก โอกาสที่ได้เกิดในร่างใหม่นี้จะขอเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็ง ทวงคืนความยุติธรรมจากบุรุษโฉดชั่ว

Lihat lebih banyak

Bab 1

ตอนที่ 1 ชั่วช้า

Ep.1

Call me devil

PIB-PREAW’S STORY

Let's begin...

“ของขวัญสำหรับลูกสาวคนเก่งของพ่อที่เรียนจบสามปีครึ่ง แถมยังได้เกียรตินิยมอันดับ 1 อีกต่างหาก”

คุณพ่อโอบกอดฉันเอาไว้อย่างเอ็นดูและรักใคร่ในวันที่ฉันกลับมาถึงบ้านที่เมืองไทยหลังจากที่ฉันได้ทุนไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย ด้าน Business Management หรือด้านการจัดการบริหารทางธุรกิจ

ของขวัญที่พ่อว่า ก็มีน้าผึ้งเดินถือของขวัญนั้นเอามายื่นให้กับฉัน

“น้ายินดีด้วยนะ พริบพราว” น้าผึ้ง ภรรยาของคุณพ่อก็เดินมาจับมือร่วมแสดงความยินดีกับฉันด้วยอีกคน ก่อนจะส่งกล่องของขวัญเล็ก ๆ สีครีมผูกด้วยโบว์สีชมพูให้กับฉัน

“ขอบคุณนะคะน้าผึ้ง” ฉันก็น้อมรับอย่างมีมารยาท

พอแกะกล่องเปิดดูก็ต้องตกใจ เพราะว่า

“มัน... แพงเกินไปหรือเปล่าคะพ่อ?”

ฉันถามอย่างไม่กล้ารับ กุญแจรีโมตรถ BMW ใหม่เอี่ยมที่อยู่ในกล่องที่เหมือนเพิ่งซื้อมาจากโชว์รูมหมาด ๆ ด้วยป้ายการ์ดที่บอกวันเดือนปีที่ท่านเพิ่งซื้อ และการ์ดของสมนาคุณต่าง ๆ

“ปีนี้พ่อได้โบนัสเยอะน่ะลูก” พ่อยิ้มแย้มด้วยสายตาที่มีความสุข ที่ได้มอบของขวัญให้กับฉัน

แต่พอฉันมองดูทุก ๆ อย่างในบ้าน ล้วนเต็มไปด้วยของมีค่า มีราคาจนน่าตกใจอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนเราไม่ได้ซื้อของที่ราคาแพงได้มากขนาดนี้

“พี่พราว!!”

เสียงเด็กผู้หญิงวัยย่าง 16 ปีตะโกนเรียกฉันลั่น ก่อนจะวิ่งถลาเข้ามากอดอย่างคิดถึง

“ไงจ๊ะ แพรวดาว สบายดีนะ” ฉันก็ทักทายแพรวดาวเช่นเคย จริง ๆ แพรวดาวก็คือลูกสาวของน้าผึ้ง และเป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่เกิดจากพ่อเดียวกับฉัน และเป็นน้องสาวที่ฉันรักมากที่สุด

“นี่... เราย้ายโรงเรียนแล้วเหรอ?”

ฉันหันไปถามทางพ่อกับน้าผึ้งอย่างแปลกใจ เพราะเมื่อก่อนแพรวดาวเรียนโรงเรียนรัฐบาลชื่อดัง แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาใส่ลายสกอตเหมือนอยู่โรงเรียนนานาชาติซะมากกว่า ซึ่งนานาชาติที่ว่าค่าเทอมหลายแสนอยู่เหมือนกันนะ

“พ่อบอกว่า อยากให้แพรวดาวเก่งภาษาอังกฤษแบบพี่พราว เลยส่งหนูไปเรียนที่นี่ค่ะ” แพรวดาวตอบฉันทันที และยังคงกอดฉันแน่นไม่ปล่อยง่าย ๆ

“พราวมาเหนื่อย ๆ น้าว่าไปอาบน้ำ และเดี๋ยวลงมาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันดีกว่านะลูก เดี๋ยวน้ารีบไปเตรียมทำกับข้าวสำหรับมือเย็นดีกว่าเนอะเด็ก ๆ”

น้าผึ้งเอ่ยและเดินมาช่วยฉันถือกระเป๋า แต่ฉันก็ส่ายหน้าเพราะไม่อยากรบกวนน้าผึ้ง ด้วยกระเป๋าที่น้ำหนักเยอะมากด้วย

"จะทำทำไมให้เหนื่อยล่ะคุณ ผมจองร้านอาหารไว้แล้ว… รีบไปอาบน้ำและเดี๋ยวออกไปหาอะไรอร่อย ๆ ทานกันเถอะลูก" พ่อก็เข้ามาช่วยฉันยกกระเป๋าขึ้นไปเก็บที่ห้องนอนเช่นกัน

แม้จะรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้าง แต่ฉันก็ไม่ทันได้คิดอะไรมากนัก ด้วยความที่บ้านของเราใช้ชีวิตเรียบง่ายมาตลอด ฐานะของเราก็อยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่มีคุณพ่อที่เป็นเสาหลักของบ้านเพียงคนเดียว เราจึงมักจะประหยัดและไม่ฟุ่มเฟือยเท่าไหร่

"หนูคงต้องรอใบจบก่อนนะคะ และก็กลับไปทำเรื่องรับปริญญาก่อน จึงจะสามารถทำงานได้ และช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อได้..." ฉันหันไปบอกคุณพ่อหลังจากที่เราเดินขึ้นมาถึงห้องนอนของฉัน

"ไม่เห็นต้องรีบทำงานขนาดนั้นเลยนี่พราว แค่พราวคนเดียวพ่อเลี้ยงดูได้สบายอยู่แล้ว..." พ่อวางกระเป๋าและลูบผมของฉันอย่างเอ็นดู

"หนูอยากช่วยพ่อหารายได้อีกทางนี่คะ พ่อจะได้ไม่ต้องทำงานหนักแบบทุกวันนี้..." ฉันตอบไปตามตรงแม้ว่าจะรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่แปลก ๆ ไป พ่อหลบสายตาของฉันเล็กน้อย

"อื้มม... งั้นก็แล้วแต่พราวแล้วกันนะลูก" พ่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเดินออกไป

"พ่อคะ… พ่อมีอะไรที่อยากบอกหนูบ้างไหม?" ฉันตัดสินใจเอ่ยถามไปขณะที่พ่อกำลังจะปิดประตูห้องของฉัน

"ไม่นี่ลูก" พ่อยิ้ม ๆ ก่อนจะปิดประตูลง

ฉันกำกุญแจรถบีเอมฯ คันใหม่ในมืออย่างรู้สึกไม่ค่อยดี เหมือนมีลางสังหรณ์แปลก ๆ

อื้ออออ อื้ออออ

ไม่นานโทรศัพท์ที่เพิ่งใส่ซิมไทยของฉันมันก็สั่นขึ้นมา และเบอร์นั้นก็คือ

____พี่จินนี่____

"ยินดีต้อนรับกลับไทยจ้ะ คุณน้อง" เสียงปลายสายใสแจ๋วอย่างร่าเริง

"สวัสดีค่ะพี่จินนี่" ฉันเอ่ยตอบไปอย่างงง ๆ ที่พี่จินนี่โทร. มาหา

พี่จินนี่เป็นรุ่นพี่คนหนึ่งที่ฉันรู้จักและสนิทดี ซึ่งตอนนี้พี่เขาผันตัวไปเป็นผู้จัดการให้ดาราดัง ๆ แล้ว

"ช่วงนี้ว่าง ๆ อยู่หรือเปล่า พราว" พี่จินนี่ถามด้วยเสียงอ้อน ๆ

"อ่อ... พราวว่างนะคะ พี่จินนี่มีอะไรให้พราวช่วยหรือเปล่า" ฉันก็ตอบไปตามจริง

"พอดีพี่เห็นในเฟซบุ๊กว่าพราวเรียนจบแล้ว... พี่ยินดีด้วยนะหนู ที่เรียนจบแล้วจากมหา’ลัยชื่อดัง แถมเรียนจบเกียรตินิยมด้วยอีกต่างหาก" พี่จินนี่พูดด้วยน้ำเสียงยินดี

"อ่อ… ขอบคุณค่ะพี่จินนี่" ฉันก็คุยกับพี่จินนี่อย่างคุ้นเคย ๆ

"คืองี้นะลูก พี่อะมีเรื่องจะถามพริบพราวหน่อย" พี่จินนี่ก็เริ่มพูดเข้าประเด็นทันที

"คือว่าระหว่างที่พริบพราวรอทำเรื่องรับปริญญาน่ะ สนใจมาทำงานแทนพี่สักเดือนสองเดือนไหมจ๊ะ?" พี่จินนี่เริ่มอธิบายงานของเธอให้ฉันฟัง

"อ่อ…" ฉันก็ยังคงนิ่งเพื่อฟังรายละเอียดต่อ...

"ตอนนี้พี่เป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุณคริส พราวพอรู้จักไหม?" พี่จินนี่พูดขึ้นถึงงานของเธอ

"เออ… เดี๋ยวพราวเปิดหาข้อมูลในเน็ตก็ได้ค่ะ พอดีพราวไม่ได้อยู่ไทยนาน" ฉันตอบอย่างเกร็ง ๆ เพราะเอาจริง ๆ ตั้งแต่ไปเรียนที่ออสเตรเลียมา ฉันก็ไม่มีเวลาติดตามดูข่าวบันเทิงอะไรในไทยเลย ละครนี่แทบไม่รู้จัก

"อะ ๆ ถือว่าก็ดีแล้วล่ะที่เราไม่ตามข่าวคาว ๆ พวกบันเทิงในไทยเยอะ เพราะข่าวพวกนั้นมีเรื่องไม่จริงซะเยอะ โดยเฉพาะเรื่องของคุณคริสที่นักข่าวล้วนแต่นั่งเทียนเขียนซะส่วนใหญ่" พี่จินนี่ตอบกลับมา

"คือว่าพี่กำลังจะขอลางานไปหาแฟนที่เกาหลีน่ะ และกลัวว่าจะไม่มีคนดูคิวงานให้คุณคริส พอเห็นเฟซบุ๊กพริบพราวเด้งขึ้นมา พี่ก็เลยคิดถึงเราเป็นคนแรกเลย เพราะพราวคือคนที่พี่ไว้ใจมากที่สุดถึงที่สุด..."

พี่จินนี่พูดต่อด้วยเสียงที่มั่นใจในฉัน

"งั้นก็พอดีเลยค่ะ หนูคิดว่าจะลองหาอะไรทำอยู่พอดีเลย งานนี้ดูน่าสนใจและท้าทายความสามารถหนูเช่นกัน..." ฉันตอบไปอย่างยินดี

"งั้นวันพรุ่งนี้ สะดวกแวะมาเจอพี่กับคุณคริสหน่อยไหมลูก" พี่จินนี่รีบตอบมาอย่างดีใจ

"ได้เลยค่ะพี่จินนี่ แล้วหนูต้องเตรียมตัวอะไรไหม?" ฉันเตรียมจดรายละเอียด

"ไม่ต้องเลย พี่ว่าแค่พี่สอนนิดหน่อย พริบพราวก็ทำได้แล้วล่ะ เก่งขนาดนั้น" พี่จินนี่ยังคงพูดชมฉันไม่หยุด

"ไม่ได้เก่งขนาดนั้นนะคะพี่จินนี่ ชมหนูเกินไปแล้ว" ฉันก็ตอบไปเพราะว่าฉันเองไม่ได้เก่งและรู้ไปทุกอย่างสักหน่อย

"โอเค ๆ งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะลูก สถานที่เดี๋ยวพี่ส่งให้ในข้อความ" พี่จินนี่รีบพูดขึ้นมา

"โอเคค่ะพี่จิน" ฉันตอบรับไปทันที

"ขอบคุณมากนะพริบพราว พี่รบกวนหนูแค่นี้แหละ บ๊ะบายจ้า" แล้วพี่จินนี่ก็วางสายไป

"สวัสดีค่าาพี่จิน…"

หลังจากที่กดวางสายของพี่จินนี่ไป

...MorFin miss called...

มีสายของใครบางคนโทร. แทรกเข้ามาในระหว่างที่ฉันกำลังคุยกับพี่จินนี่พอดี

และคนนั้นก็คือ...เขา...แฟนเก่าและแฟนคนแรกของฉัน

เราไม่ได้ติดต่อกันมานานเกือบสามปี ...และวันนี้เป็นวันแรกที่ฉันเปิดเบอร์มือถือเบอร์เดิมที่ใช้ในไทย...

__________

@ร้านอาหาร บนเรือสำราญ ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา

"กินเยอะ ๆ สิ พริบพราวนี่ลูกผอมลงไปเยอะเลยนะ"

พ่อตักอาหารบนโต๊ะวางในจานของฉัน

บรรยากาศในครอบครัวของเรายังอบอุ่นเหมือนเดิม จริง ๆ แล้วแม่ของฉันท่านเสียไปนานแล้ว ส่วนน้าผึ้งก็เปรียบเสมือนแม่ของฉันอีกคนหนึ่งที่ดูแลฉันมาตั้งแต่เล็ก ๆ บ้านเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงอะไรนั่นเลย เพราะน้าผึ้งเองก็มาคบหากับพ่อหลังจากที่แม่ฉันเสียไปหลายปีแล้ว และเธอก็ไม่เคยเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับแม่เลยสักครั้ง และยังรักและเมตตาฉันเหมือนลูกแท้ ๆ

"อ้าวคุณพสุธ!!!" เสียงของผู้ชายใส่สูทคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายพ่อของฉันทันทีที่เห็น

"คุณภูผา สวัสดีครับ ๆ" พ่อยกมือไหว้เขาทันที จนทำให้ทุกคนบนโต๊ะต้องไหว้ตามทั้งที่คนตรงหน้าดูเด็กกว่าพ่อตั้งหลายปีด้วยซ้ำ

"ไม่คิดเลยนะครับว่าจะมาเจอคุณที่นี่" ผู้ชายคนนั้นหันมามองทางฉันและนิ่งไปชั่วครู่

"นาน ๆ ทีจะออกมาฉลองนอกบ้านน่ะครับ พอดีว่าลูกสาวคนโตของผมเพิ่งเรียบจบมาจากออสเตรเลียเลยถือโอกาสมาฉลองกัน" พ่อลุกขึ้นจากโต๊ะและพูดกับคนตรงหน้าอย่างให้ความสำคัญ

"จริงเหรอครับเนี่ย งั้นผมขอร่วมยินดีด้วยนะครับ" เขาหันมาทางฉันและยิ้ม

"เอ่อ... ขอบคุณค่ะ" ฉันก็ตอบไปอย่างงง ๆ

“งั้นไว้ถ้าคุณภูผาต้องการเมเนจเมนต์ฝีมือดี ฝากยัยพริบพราวไว้พิจารณาด้วยนะครับ” พ่อเตรียมฝากฝังฉันเอาไว้เต็มที่

แม้ว่าฉันอยากจะขัดท่านเหลือเกิน แต่ก็ไม่กล้าจะฉีกหน้าท่านในตอนที่ท่านกำลังคุยกับแขกที่ดูท่าว่าน่าจะสำคัญอย่างคุณคนนี้...

“มันแน่อยู่แล้วสิครับ... คุณพ่อก็เป็นมือหนึ่งเรื่องบัญชี ผมเชื่อว่าลูกสาวคุณก็เก่งไม่แพ้กัน ยังไงผมยินดีร่วมงานด้วยอยู่แล้ว” คุณภูผาหันมายิ้มให้ฉันหลายครั้ง จนฉันเองก็ยิ้มแห้ง ๆ ไป

"งั้นมื้อนี้ผมขอถือโอกาสเป็นเจ้ามือให้แล้วกัน ถือเป็นของขวัญแสดงความยินดีที่… ลูกสาวคนสวยของคุณพสุธเรียนจบ และก็ขอให้รับบริษัทไวน์เมาเทนส์ไว้พิจารณาเป็นที่แรกด้วยก็แล้วกันนะครับ..." เขาพูดอย่างสุภาพพลางขยิบตาให้ฉันเล็กน้อย

"ขอบคุณมากนะครับคุณภูผา อีกไม่นานเกินรอแน่ ๆ" พ่อเองก็ดูมีท่าทียินดีปรีดา

"ผมเองก็นับวันรอคุณพสุธอยู่แล้ว..." คุณภูผาอะไรนั่นตบไหล่ของพ่อฉัน ก่อนจะยิ้มให้ทุกคนในโต๊ะอย่างเป็นมิตร

"ที่ไหนให้ผลตอบแทนผมดี ผมก็เลือกที่นั่นอยู่แล้ว ปากท้องคนในครอบครัวสำคัญนะคุณว่าไหม...” พ่อตอบกลับและทั้งคู่ก็หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ

"เสียดายจังที่ผมมีนัดคุยกับลูกค้า ไว้โอาสหน้าผมขอร่วมโต๊ะกับทุกคนด้วยนะครับ วันนี้ขอตัวก่อน" เขาพูดทิ้งทาย

“เชิญครับ ๆ คุณภูผา” พ่อฉันก็ยิ้มรับและผายมือเชิญเขาทันที

"ไวน์เมาเทนส์?" ฉันทวนชื่อบริษัทนั้นเบา ๆ

"ไว้พ่อจะเล่ารายละเอียดให้ฟังอีกที" พ่อหันมาบอกฉันเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของฉัน

หลังจากที่คุณภูผาอะไรนั่นเดินออกไป... ในตอนแรกฉันก็อยากจะถามพ่อ แต่ว่าวันนี้ฉันมัวแต่ตั้งคำถามกับท่านมากจนเกินไปหรือเปล่า เพราะเอาจริง ๆ มันคงไม่ได้มีอะไรหรอกมั้ง ฉันไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายในงานของท่านหรือเปล่านะ

"กินผักด้วยสิ แพรว" ฉันตักสลัดให้น้องสาวที่ไม่ยอมกินผักเลยสักนิด

"มันขมนี่ พี่พราว" เด็กน้อยเอาแต่ส่ายหน้า

“แต่มันดีต่อสุขภาพนะแพรว” ฉันลูบหัวของน้องสาวเบา ๆ

พอกลับมาถึงบ้าน พ่อก็รีบเข้าห้องทำงานและเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในนั้น

“มีเรื่องจะคุยกับพ่อเหรอลูก?” น้าผึ้งที่เดินเข้าไปเสิร์ฟกาแฟเห็นฉันยืนอยู่หน้าห้องทำงานของพ่อก็เลยถามขึ้น

“เปล่าหรอกค่ะ” ฉันมองผ่านห้องกระจกทำงานเข้าไป เห็นพ่อกำลังนั่งพิมพ์เอกสาร ที่จัดเรียงเต็มโต๊ะไปหมด

“พ่อหนูเขาบ้างานไม่เปลี่ยนไปเลย” น้าผึ้งมองไปที่พ่ออย่างยิ้ม ๆ

“งั้นหนูไม่กวนเวลาพ่อดีกว่าค่ะ เข้านอนก่อนนะคะน้าผึ้ง พรุ่งนี้หนูมีไปสัมภาษณ์งานพอดี” ฉันจับไหล่ของน้าผึ้งเบา ๆ และยิ้มให้เธออย่างให้กำลังใจ

เพราะน้าผึ้งเป็นแม่บ้านแม่ศรีเรือนที่ดีคนหนึ่ง เธอคงไม่ยอมนอนง่าย ๆ แน่ ถ้าพ่อยังคงทำงานอยู่แบบนี้

“หลับฝันดีนะลูก และก็ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะพราว” น้าผึ้งยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน

วันต่อมา...

“สวัสดีค่ะพี่คริสตัล หนูพริบพราวนะคะ” ฉันยกมือไหว้สวัสดีดารานางแบบรุ่นพี่ตรงหน้า หรือว่าที่เจ้านายคนใหม่ของฉันนั่นแหละ

“อื้ม รุ่นน้องพี่จินนี่ใช่ไหม” เธอถามเสียงนิ่ง ๆ

“ใช่ค่ะ” ฉันก็ตอบพร้อมกับก้มหัวเล็กน้อย

เธอก็พยักหน้ารับรู้ และยิ้มบาง ๆ

“ขาพี่คริสหายดีหรือยังคะ?” ฉันเอ่ยถามไปตามรายละเอียดที่พี่จินนี่ทิ้งเอาไว้ให้เรื่องการดูแลคุณคริส

และก็อุปนิสัยส่วนตัวของเธอ

“ก็ดีขึ้นแล้วนะ” เธอตอบกลับมาและจับที่ขาของตัวเองดูและส่ายหน้าเบา ๆ

“แล้วจะเริ่มรับงานเดินแบบเลยไหมคะ?” ฉันมองลงที่ขาของเธอที่ช้ำบ้างเล็กน้อย แต่ก็ต้องถามเจ้าตัวก่อนจะรับงานให้อยู่ดี

“ยังดีกว่า ไม่อยากใส่ส้นสูง” เธอส่ายหน้าทันที

“โอเคค่ะ” ฉันตอบรับก่อนจะขีดฆ่ารายชื่องานที่เกี่ยวกับเดินแบบและส้นสูงทั้งหมดทิ้ง และยังคงนั่งดูคิวงานไปพลาง ๆ ในขณะที่พี่คริสก็นั่งทานอาหารของเธอไป

บรรยายกาศในห้องวันแรก ยอมรับว่าค่อนข้างเกร็งอยู่เหมือนกัน แต่การจัดการคิวดาราไม่ได้ยากขนาดนั้นถ้าเทียบกับเลขหุ้น และการจัดสรรจำนวนสินค้า หรือบุคคล

เรื่องนี้คือง่ายสำหรับฉันมาก ๆ และฉันจะทำมันให้ดีที่สุด

“เอ่อ... พี่คริสคะ พอดีตอนนี้มีงานนึงเข้ามาใหม่...” ฉันเว้นระยะเพื่อตั้งคำถามกับคนตรงหน้า

“งานอะไร?” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เห็นเขาบอกว่าเป็นงานที่พี่เคยรับไว้” ฉันตอบไปตามเอกสารและตารางงานในไอแพดที่ขึ้นโชว์มาแบบนั้น

“เคยรับไว้เหรอ?” เธอวางช้อนข้าวและงง ๆ

“งานของคุณเฟียร์ค่ะ” ฉันอ่านชื่อจนเจอชื่อของเจ้าของงาน

“งานของเฟียร์งั้นเหรอ??... โปรเจกต์มหา’ลัยอะนะ ...ถ่ายเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอ??” เธอยื่นมือมาเพื่อขอดูเอกสารที่ฉันกำลังเพ่งเล็งอยู่

“ค่ะ แต่ว่าพี่เขาโทร. มาหาเมื่อกี้ ว่าเขาอยากคุยกับคุณคริส คุณคริสพอจะสะดวกไหม??” ฉันตอบไปก่อนจะยื่นโทรศัพท์ที่ใช้สำหรับรับงานถ่ายแบบให้คุณคริสดูอีกที

“อ่อ ...เดี๋ยวฉันคุยเอง” เธอพยักหน้าก่อนจะรับไป

“ค่ะ” ฉันก็ตอบอย่างรับรู้

ไม่นานเธอก็หยิบโทรศัท์ตัวเองขึ้นมากด ๆ ตามเบอร์ที่ฉันยื่นส่งให้ดูเมื่อกี้

หลังจากที่คุณคริสเธอคุยโทรศัพท์กับทางเจ้าของงาน เราก็สรุปได้แค่ว่า งานต้องมีการถ่ายแบบเพิ่มเติม เป็นตอนพิเศษ และคุณคริสเองก็ยินดีที่จะถ่ายให้

“พรุ่งนี้แทรกคิวถ่ายโปรโมตของมหา’ลัยให้ทีนะ” เธอหันมาบอกกับฉัน

“ได้ค่ะ งั้นขออนุญาตแจ้งตารางงานวันพรุ่งนี้นะคะ” ฉันเอ่ยตอบไปก่อนจะไล่ลิสต์งานของคุณคริสในมืออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ตอนแรกมีงานเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าที่ห้างค่ะ แต่ว่ามีการเดินแบบด้วย และหนูยกเลิกให้เรียบร้อยแล้ว​ เห็นพี่คริสบอกว่าไม่อยากใส่ส้นสูงเดิน” ฉันอธิบายต่อไปโดยคุณคริสก็รับฟังต่อไป

“อืม ดีมาก” เธอพยักหน้าอย่างรับทราบ

“สรุปพรุ่งนี้มีแค่งานถ่ายโปรโมตนะ” เธอถามย้ำอีกครั้ง

“ใช่ค่ะ” ฉันก็ตอบไปอย่างมั่นใจ

“โอเค” เธอตอบมาสั้น ๆ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาอย่างเหน็ดเหนื่อย เหมือนเธอต้องการเวลาพักผ่อน

ฉันจึงไม่อยากจะอยู่รบกวนเวลาส่วนตัวของเธอมากนัก อีกอย่างตอนนี้ก็ไม่ได้มีตารางงานอะไรอีกเลย

“งั้นให้หนูกลับเลยไหมคะ” ฉันถามด้วยความเกรงใจ ด้วยเห็นท่าทีที่อิดโรยของคุณคริส

“อืม” เธอยิ้มตอบ

“แล้วพรุ่งนี้?” ฉันเก็บกระเป๋าสมุดโน้ตก่อนจะหันไปถามเธออีกครั้ง

“อ่อ... เจอกันที่สตูดิโอเลย 10 โมง” เธอหลับตาและนวดขมับตอบกลับมา

“ค่ะ” ฉันตอบรับก่อนจะยกมือไหว้เธอและเดินออกมาจากคอนโดและปิดประตูให้เจ้านายคนสวยของฉันทันที

ฉันขับรถบีเอมฯ คันใหม่ของตัวเองกลับมาถึงบ้านอย่างเหน็ดเหนื่อย

เพราะแน่แหละว่าก่อนจะไปเจอคุณคริส พี่จินนี่ต้องติวและให้ฉันจำอะไรมากมายอยู่เหมือนกัน และฉันเองก็ไม่อยากทำงานพลาดด้วย จึงหมดเวลาไปกับการเรียนรู้งานเรื่องของพวกเหล่าดาราที่ตัวฉันแทบไม่เคยสนใจมาก่อนจริง ๆ

@บ้าน...

ท้องฟ้าในช่วงค่ำ ๆ สีฟ้าอ่อน ๆ ใกล้มืดมิดสนิท...

“กลับมาแล้วค่ะ” ฉันตะโกนบอกคนในบ้าน ที่วันนี้ดูเงียบเป็นพิเศษ

“พ่อคะ... น้าผึ้ง... แพรวดาว...” ฉันเรียกหาทุกคนแต่ก็ไม่มีใครขานตอบทั้งที่รถก็อยู่ครบ และเวลาแบบนี้ทุกคนก็ควรจะกลับมาถึงบ้านแล้วนี่นา

หรือว่าพวกเขาออกไปกินข้าว...

ตุ๊บบบ!!

ฉันถอยหลังไปชนกับใครอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เพียงแต่ว่า...

“ไม่มีใครอยู่ที่บ้านหรอก!! พ่อเธอติดคุก... ส่วนเมียพ่อเธอกับลูกของเขา... ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าหายไปไหน" คนด้านหลังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นิ่งและแข็งทื่อ...

"แต่อีกไม่นานคงตามเจอแน่ ๆ” เขาพูดขึ้นแล้วมองสำรวจไปรอบ ๆ บ้าน และหยุดสายตาที่เย็นชานั้นไว้ที่ฉัน...

“​นายเป็นใคร มาทำอะไรบ้านของฉัน??”

ฉันยืนนิ่งและมองคนตรงหน้าอย่างหวาดกลัว เขาไม่ได้ดูเหมือนโจรหรือผู้ร้ายใด ๆ

เพียงแต่แววตาของเขา น้ำเสียงของเขา มันทำให้ฉันกลัวจนสั่นไปหมดจริง ๆ

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya

Ulasan-ulasan

Zxcvbnmm
Zxcvbnmm
สนุกค่ะตามต่อไปจ้า
2025-05-06 10:21:38
0
0
30 Bab
ตอนที่ 1 ชั่วช้า
เมืองจินโจวแห่งแคว้นกู่ที่แสนรุ่งโรจน์และขึ้นชื่อเรื่องเมืองที่มีทัศนียภาพที่งดงามที่สุดในแคว้น ตอนนี้มีหิมะกำลังโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง จนพื้นขาวโพลนไปด้วยเกล็ดหิมะที่พร่างพราวนั้นในเรือนใหญ่ของตระกูลถังที่ห้องนอนเล็กทางหลังเรือน หลิวอี้เจินผู้เป็นภรรยาเอกกำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยอาการที่ทรุดหนักสายตาคู่งามบัดนี้เหม่อลอย มองดูห้องนอนเล็กที่ตนย้ายมาอยู่เพราะความหลงผิดของสามี ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าหลายปีก่อน หลิวอี้เจินยังเป็นเพียงคุณหนูหลิวที่มีคุณชายตระกูลใหญ่หลายตระกูลมาชอบพอและเกี้ยวพาราสี แต่เพราะถังฮ่าวอี้ที่ต่างจากคนอื่น ทำให้นางรู้สึกประทับใจเขามากกว่าผู้ใด และเลือกเป็นคู่ครองของตนเขาเป็นผู้เดียวที่แวะเวียนมาหาแล้วไม่รบเร้าขอพบหน้า ฝากจดหมายเป็นบทกลอนน่าประทับใจส่งให้แก่นาง ต่างจากคนอื่นที่ซื้อข้าวของมีค่ามาให้และมักจะเรียกร้องให้นางออกไปนั่งพูดคุยด้วยบทกลอนทุกบรรทัดในยามนั้นยังจำได้ขึ้นใจ เขาช่างเป็นคุณชายที่แสนอบอุ่น ฉลาดเฉลียว มีน้ำใจ ยึดถือความซื่อสัตย์ และแสดงถึงความรักเดียวใจเดียว มุ่งมั่นที่จะเป็นอย่างบิดาที่มีภรรยาเดียวความตั้งใจนั้นมีหรือว่าหลิวอี้เจ
Baca selengkapnya
ตอนที่ 2 การฟื้นคืน
เปลือกตาของหญิงสาวกำลังขยับ จากนั้นก็เบิกตากว้างพร้อมทั้งสำลักน้ำออกมา“คุณหนูฟื้นแล้ว” เสียงผู้คนที่พูดอยู่รอบกายทำให้หญิงสาวมองไปรอบๆ พบว่าตนนอนอยู่ที่ริมสระน้ำในสวนของบ้านตระกูลไหนสักที่ที่ไม่คุ้นตาสาวใช้คนหนึ่งพยุงให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วนางก็สำลักน้ำออกมาอีกครั้ง“ที่นี่ที่ไหนกัน” น้ำเสียงนั้นกล่าวถามพร้อมกับท่าทางที่ยังคงมึนงงอยู่“ที่ริมสระน้ำในจวน คุณหนูตกน้ำเจ้าค่ะ” สาวใช้แปลกหน้าพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดีกับตนที่รอดชีวิต“แล้วเจ้าเป็นใคร สาวใช้ใหม่เช่นนั้นหรือ”ประโยคนั้นทำให้เสี่ยวชิงถึงกับยิ้มไม่ออก หันกลับไปหาพ่อบ้านฉวนที่ยืนอยู่ “คุณหนูแย่แล้ว นางจำข้าไม่ได้”พ่อบ้านสกุลฉวนวิ่งเข้ามาดู หลิวอี้เจินอยู่ในร่างของฉวนเร่อหลานเงยหน้ามองพ่อบ้านด้วยแววตาที่ประหลาดออกไป ราวกับว่าไม่เคยพบหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน“แย่แล้ว” พ่อบ้านวัยกลางคนรีบวิ่งเข้าไปในเรือน ในขณะที่สาวใช้ช่วยพาร่างที่อิดโรยของฉวนเร่อหลานเข้าไปยังหอนอนของนางเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออกดวงตาคู่เรียวปรือตามองด้วยความอ่อนแรง มองบรรดาสาวใช้ช่วยกันพยุงร่างตนโดยไม่ได้ขัดขืน จากนั้นก็รู้สึกอ่อนเพลียแล้วสิ้น
Baca selengkapnya
ตอนที่ 3 คู่หมาย
หลายวันผ่านไป หลังจากรักษาอาการเจ็บป่วยจากการตกน้ำดีขึ้นมากแล้วดรุณีน้อยในวัยแรกสาวกำลังนั่งสำรวจเครื่องใบหน้าที่งดงามของตน กระจกทองแดงบานเล็กในมืออีกข้างที่ถืออยู่สะท้อนความงดงามออกมา จนอดชื่นชมตนเองไม่ได้คิ้วโก่งเรียวและริมฝีปากสีลูกท้อตามธรรมชาตินั้นดูเข้ากับใบหน้าที่อ่อนหวาน ดวงตาหงส์ที่เคยดูอ่อนหวานและใสซื่อ บัดนี้ดูต่างจากเดิมรวมไปราวกับคนละคนชุดกระโปรงสีอ่อนใกล้เคียงกับสีของริมฝีปาก ขับให้ผิวขาวเนียนดูเด่นขึ้นมา การแต่งกายในวันนี้นั้นเป็นไปตามปกติ แต่เสี่ยวชิงกลับรู้สึกว่าคุณหนูของตนเปลี่ยนไปและมีความมั่นใจมากขึ้น “วันนี้คุณหนูของบ่าวงามยิ่งนัก”“นั่นสิ งามจริงๆ” ฉวนเร่อหลานชมร่างของตนเอง ในวัยยี่สิบสองที่ตนถูกสามีฆ่าได้กลับมาอยู่ในร่างของสาวน้อยวัยสิบเจ็ดเช่นนี้ก็น่ายินดียิ่งนักย่างเข้าสิบแปดหนาวแต่ยังไม่ออกเรือน ดูไปแล้วก็เหมือนกันตนที่ตอนนั้นไม่ยอมใจอ่อนกับบุรุษหน้าไหน กว่าจะออกเรือนก็อายุสิบเก้าแล้ว“จริงสิเสี่ยวชิง เหตุใดข้ายังไม่ได้ออกเรือน นี่ก็เลยวัยปักปิ่นมานานแล้ว หรือข้าไม่ยอมออกเรือน”คำถามนั้นทำให้เสี่ยวชิงที่กำลังสางผมให้แก่นางหยุดมือลง แล้ววางหวีไม้ที่สลักลวด
Baca selengkapnya
ตอนที่ 4 แม่ดอกบัวขาว
เมื่อร่างกายพร้อมแล้วฉวนเร่อหลานก็ไม่รีรอที่จะเอาคืนมู่ซือซือผู้ร้ายกาจเท่าที่ฟังจากเสี่ยวชิงเล่าแล้ว มู่ซือซือผู้นี้เดิมทีเป็นอี้จี[1] ที่บุรุษต่างหมายปอง นางติดตามฉวนเซ่าฉือมาจากต่างเมือง เดิมตกลงกันว่าจะรับไว้เป็นอนุคนที่เจ็ด แต่กลับเป็นที่หลงใหลมากกว่าอนุผู้ใดจนฉวนเซ่าฉือยินยอมจะจัดงานแต่งงานให้นางเข้าตระกูลฉวนได้อย่างออกหน้าตามที่อีกฝ่ายร้องขอ ยอมผิดคำสัญญาแก่ฉวนฮูหยิน มารดาของเจ้าของร่างนี้ เช่นเดียวกับถังฮ่าวอี้ที่ผิดสัญญากับหลิวอี้เจินแบบนี้จะไม่ให้นางเกลียดการออกเรือนได้อย่างไร ในความคิดของฉวนเร่อหลานตอนนี้นางเกลียดชังบุรุษยิ่งนัก พวกเขาเห็นความรักและความไว้ใจของภรรยาเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า“คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ” เสี่ยวชิงและสาวใช้อีกสองคนเดินตามมาไม่ห่าง“อยากไปนั่งเล่นที่สวนที่เรือนใหญ่เสียหน่อย ไปดูดอกบัวน่ะ” ริมฝีปากบางเปล่งเสียงที่แสดงถึงความสดใส อยากให้สาวใช้คนอื่นๆ ยังเข้าใจว่าตนยังคงเป็นคุณหนูที่แสนดี“แต่เวลานี้แม่นางมู่กำลังนั่งจิบน้ำชากับนายท่านที่สวน ข้าเกรงว่าจะไม่เป็นการดีนัก” เสี่ยวชิงบอกด้วยความกังวล ไม่อยากให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมากับคุณหนูของตนอีก“ในเมื่อนางอ
Baca selengkapnya
ตอนที่ 5 ร้อยเล่ห์
ร่างอรชรนอนอยู่บนตั่งนอนในห้องนอนของตน ท่ามกลางสายตาที่ห่วงใยจากบิดาและมารดาที่นั่งเฝ้าอยู่ในห้อง“หลานหลานยังไม่หายดีแต่ก็ออกไปเดินแบบนั้นจึงเป็นลมหมดสติไป เจ้าไม่ต้องห่วงหรอกฮูหยิน” เจ้าเมืองฉวนบอกแก่หลี่หงภรรยาเอกของตนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นร้อนใจกับอาการเจ็บป่วยของบุตรสาว“หมดสติหรือโดนกลั่นแกล้งกันแน่” ฉวนฮูหยินกล่าวเสียงแข็ง ตั้งแต่สามีพาหญิงงามกลับมาที่เรือน ทุกอย่างก็เลวร้ายลงไปทุกวัน“เจ้าอคติกับซือซือมากเกินไปแล้ว ข้าเห็นเองกับตาว่าลูกเราไม่สบาย ซือซือนางมิได้แตะหลานหลานแม้แต่ปลายเล็บ” ฉวนเซ่าฉือกล่าวเสียงแข็งริมฝีปากของผู้เป็นภรรยาเอกเม้มแน่น จะทำหรือไม่นางไม่สนใจ เพราะอย่างไรเสียสามีก็เข้าข้างผู้หญิงแพศยานางนั้นอยู่แล้วเฉินกู้เฉียงหมอที่ถูกเรียกเข้ามา เป็นญาติฝ่ายมารดาของหลี่หง ในห้องนอนของคุณหนูรองฉวน เขาจับชีพจรและตรวจดูก็พบว่าทุกอย่างเป็นปกติดี จึงวินิจฉัยว่าอาจเป็นเพราะร่างกายเพิ่งฟื้นตัวจึงยังคงอ่อนเพลียอยู่ และจัดยาบำรุงเอาไว้ให้“ไม่มีอะไรมากแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน” หลังจากตรวจสอบอาการป่วยเสร็จก็จะกลับไป“เสร็จแล้วเชิญท่านไปทางด้านนั้น ในเรือนยังมีคนป่วยอีกคน” ฉวนเซ
Baca selengkapnya
ตอนที่ 6 สุสานสกุลถัง
เสียงเกือกม้าที่ควบวิ่งอย่างคะนอง และชายที่แต่งกายด้วยชุดสีดำท่าทางองอาจ กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองจินโจวอย่างทระนงเมื่อถึงทางแยกก่อนเข้าสู่ตัวเมือง บังเหียนก็ถูกดึงให้ม้าหยุดวิ่ง สองข้าหน้ายกขึ้นพร้อมเสียงร้องเมื่อถูกผู้เป็นนายกระชากไว้ ผู้ติดตามอีกสองคนที่ควบขี่ม้าตามมาจึงต้องหยุดตาม“นายน้อย มีอะไรหรือไม่” เจิ้งจิ้งเหยา ทหารมือขวาคนสนิทกล่าวถามอย่างประหลาดใจ หากควบม้าตรงเข้าไปก็เป็นประตูเข้าเมืองจินโจวแล้ว“ข้าอยากไปที่ที่หนึ่งก่อน พวกเจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถอะ” หยางหมิงซาน รองแม่ทัพผู้องอาจในวัยยี่สิบสามกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูมีความกังวล“นายน้อย ท่านเข้าไปเมืองจินโจวก่อนเถิด ส่วนเรื่องอื่นค่อยทำก็ยังไม่สาย หากผู้อื่นรู้จะครหาเอาได้” เจิ้งจิ้งหยวน ทหารมือซ้าย ฝาแฝดผู้น้องก็กล่าวขึ้นมาพวกตนติดตามรับใช้หยางหมิงซานมาตั้งแต่ยังวัยเยาว์ ทั้งร่วมฝึกปรือการต่อสู้และร่ำเรียนบุ๋นบู๊มาด้วยกัน คอยตามเป็นเงาไม่ห่าง เหตุใดจึงจะไม่รู้เท่าทันความคิดของรองแม่ทัพหนุ่มผู้นี้“ข้าไม่สน” พูดจบ มือที่กำบังเหียนก็จับแน่น เท้าทั้งสองกระทุ้งที่สะโพกของอาชาสีขาวคู่ใจ มุ่งหน้าเลี้ยวไปยังเส้นทางที่มุ่งสู่เน
Baca selengkapnya
ตอนที่ 7 แยบยล
หน้าจวนเจ้าเมืองฉวน รถม้าสกุลฉวนจอดนิ่ง บันไดไม้ถูกนำมาวางตั้งให้คนที่นั่งในรถม้าเดินลงมาได้อย่างสะดวกอาชาศึกทั้งสามตัวหยุดอยู่ข้างๆ รถม้า รองแม่ทัพหยางหมิงซานกระโดดลงมาแล้วเดินเคียงข้างกับคู่หมั้นของตนเข้าไป ต่างคนต่างก็ทำสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่ฉวนเร่อหลานจะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน“คุณชายหยาง ท่านจะเดินทางกลับอี้โจวแต่ตั้งใจมาแวะเยี่ยมเยียนข้าก่อน เร่อหลานซาบซึ้งยิ่งนัก” เสียงนั้นฟังดูนุ่มนวลอ่อนหวาน สรรพนามที่ใช้เรียกก็ดูไม่ห่างเหินนัก เพราะตอนอยู่บนรถม้าเสี่ยวชิงได้ทักเรื่องนี้แล้ว ตนจึงต้องรีบเปลี่ยนก่อนที่บุรุษตาเหยี่ยวผู้นี้จะสงสัย“เจ้ารู้จักกับถังฮูหยินได้อย่างไร” เขาไม่สนใจคำพูดก่อนหน้านี้แม้แต่น้อย มุ่งประเด็นถามถึงแต่เรื่องหลิวอี้เจิน มันน่าน้อยใจนัก“พี่อี้เจินกับข้าเคยเจอกันโดยบังเอิญที่ร้านขายเครื่องประทินโฉมอยู่บ่อยครั้ง จึงเคยพูดคุยกันบ้าง พอหายป่วยจากการตกน้ำข้าจึงรีบไปไหว้สุสานของนาง ข้าตอบคำถามท่านแล้ว แล้วท่านเล่าเจ้าคะ” คนถูกถามย้อนถามกลับ ไม่สนใจท่าทีเย็นชาของอีกฝ่าย“ข้ารู้จักคุณหนูหลิว ตั้งแต่ตอนที่นางอยู่อี้โจว” เขาพูดแค่นั้น จากนั้นเมื่อเดินเข้าสู่ห้องโถงพร้อมกั
Baca selengkapnya
ตอนที่ 8 แผนการร้าย
เสี่ยวชิงนำสิ่งที่เสี่ยวหลิงมากระซิบบอกแก่คุณหนูของตน จากนั้นก็ขยับออกไปยืนที่มุมห้องด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล“พวกเจ้าออกไปก่อน” ฉวนเร่อหลานบอกสาวใช้คนอื่นออกไป ให้เหลือเพียงสาวใช้คนสนิทเท่านั้นเมื่อประตูห้องปิดลง เสี่ยวชิงที่ยืนนิ่งอยู่ก็แสดงอาการร้อนรนขึ้นมาทันที“คุณหนูอย่าไปนะเจ้าคะ แม่นางมู่ต้องมีแผนร้ายเพื่อจะกลั่นแกล้งคุณหนูแน่ อาหลิงบอกว่ามีการติดต่อญาติจากนอกเมืองด้วยจดหมายลับที่ปิดผนึก ไม่รู้ว่าเนื้อหานั้นเป็นอย่างไร บางทีคืนนี้คุณหนูอาจจะถูกปองร้ายก็ได้” ความคาดเดาของเสี่ยวชิงนั้นก็คล้ายกับความคิดของตน ทำให้ฉวนเร่อหลานยิ้มออกมา“หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ดีนะสิ”“คุณหนู” เสี่ยวชิงร้องเสียงหลง เมื่อคุณหนูรองของตนไม่เกรงกลัวภัยใดๆ“ฝนหมึกและเตรียมพู่กันกับกระดาษมา” นางสั่งให้เสี่ยวชิงที่เป็นกังวลอยู่ทำตามที่บอกเมื่อห้ามปรามไม่ได้ก็คงทำได้แค่ช่วยระวังภัยและทำตามคำสั่ง สาวใช้วัยสิบหกรีบเตรียมสิ่งของตามที่คุณหนูรองฉวนบอกอย่างไม่รอช้าเมื่อได้สิ่งที่ต้องการมาครบแล้ว แขนเรียวเล็กก็ยกขึ้นแล้วถลกชายเสื้อขึ้นมา มือซ้ายจับชายเสื้อเอาไว้แล้วใช้มือขวาเขียนจดหมายด้วยข้อความที่บรรจงหลังจากเข
Baca selengkapnya
ตอนที่ 9 ไม่พ้นโทษ
เหตุการณ์ที่มู่ซือซือชิงลงมือฆ่าโจรที่ตนว่าจ้างมา ทำให้ทุกคนตกตะลึงและไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องน่าอนาถเช่นนี้ขึ้น“เข้าจะทำร้ายข้ากับคุณหนูรองก็สมควรตายแล้ว” นางกล่าวอย่างโกรธแค้น ก่อนจะมือไม้สั่นแล้วทิ้งมีดลงกับพื้น“ไม่..ไม่.. ข้าไม่ได้ตั้งใจ ไม่... ไม่จริง กรี๊ด!” สิ้นเสียงกรีดร้องนั้น มู่ซือซือก็หมดสติไปฉวนเซ่าฉือร้อนใจไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร จะเชื่อสิ่งที่บุตรีของตนบอก หรือจะเชื่อว่าหญิงงามตรงหน้าเพียงถูกเข้าใจผิดเท่านั้น ยิ่งนางหมดสติไปเพราะพลั้งมือฆ่าโจรชั่วผู้นั้น ก็ทำให้สับสนกับเหตุการณ์นี้มาก“ซือซือ...”“นางทำขนาดนี้ท่านพ่อยังจะห่วงนางอีกหรือ” ฉวนเร่อหลานผละออกจากอ้อมกอดของบิดา มารยาของนางที่ชิงลงมือฆ่าโจรนิรนามผู้นั้น ทำให้บิดาเชื่อว่านางเองก็เป็นผู้เคราะห์ร้ายด้วยหรือ“ท่านลุงฉวน เหตุการณ์นี้ข้าเห็นมาตั้งแต่ต้น” รองแม่ทัพหนุ่มที่รอดูสถานการณ์อยู่กล่าวออกมา จากนั้นก็พยักหน้าให้เจิ้งจิ้งเหยาเป็นผู้อธิบาย“แม่นางผู้นั้นตั้งใจจะทำร้ายคุณหนูรองจริง มิหนำซ้ำยังกล่าวอีกด้วยว่าคืนนี้นางตั้งใจให้คุณหนูรองจมอยู่ก้นสระ... ไม่ให้พลาดเหมือนอย่างคราวก่อนที่นางผลักคุณหนูตกสระไป”
Baca selengkapnya
ตอนที่ 10 ข้อเสนอ
ไม้ต้นเดียวยากเป็นป่า ไหมเส้นเดียวยากเป็นด้าย หากคิดจะทำการใหญ่ นางเป็นเพียงดรุณีวัยเยาว์คงไม่มีความสามารถที่จะจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้เพียงลำพังหยางหมิงซานเป็นทั้งรองแม่ทัพฝีมือดี และยังเป็นชายที่มีใจให้แก่หลิวอี้เจิน หากรู้ว่านางเจอกับอะไร เขาย่อมทนไม่ไหวและต้องหาทางทวงความยุติธรรมคืนแก่นางแน่“วันนี้คุณชายหยางไม่มีกิจในเมืองจินโจวหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานกล่าวถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้ามายืนข้างตนที่กำลังยืนชมสวนอยู่หยางหมิงซานกระตุกยิ้มน้อยๆ ธุระที่เขาอ้างกับหยางชิวเมิ่งบิดาของตน คือการเข้ามาสืบหาผู้ค้าอาวุธในเมืองจินโจว และอยากมาสืบข่าวการเสียชีวิตของหลิวอี้เจินไปด้วยแม้นางจะออกเรือนเป็นฮูหยินสกุลถังไปแล้ว แต่หัวใจที่รักใครต่อนางนั้นยากเกินจะลืมเลือน แม้มิได้ครอบครองแต่ก็จะขอรักมั่น ชาตินี้หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากออกเรือนกับสตรีอื่นใด ทว่าติดที่ตนหมั้นหมายแล้ว หากต้องแต่งงานก็คงทำด้วยความจำใจ แต่จะยืดเวลาออกไปให้ได้นานที่สุด“ข้าจะไม่อ้อมค้อม เมื่อคืนนี้เจ้ามั่นใจว่าข้าจะไป เพราะรูปที่เจ้าวาดท้ายจดหมาย ใช่หรือไม่”รอยยิ้มของหญิงสาวเผยออกมา โบกมือให้เสี่ยวชิงและสาวใช้คนอื่นๆ
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status