Mag-log inว่านหนิงอวิ๋นพยายามหลบสายตา แต่กลับถูกมืออุ่นของเซี่ยชิงสือจับคางไว้เบาๆ
“อย่าหลบตา” เสียงของชายหนุ่มแผ่วต่ำ หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
ความร้อนจากกองไฟไม่อาจเทียบได้กับความร้อนที่แผ่ซ่านอยู่ในอก ดวงตาคมของชายหนุ่มทอดมองสตรีตรงหน้าอย่างอ่อนโยน
ก่อนจะค่อยๆ โน้มกายเข้าใกล้ ลมหายใจของทั้งคู่ประสานกันในระยะเพียงคืบ ว่านหนิงอวิ๋นหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว และในชั่วขณะนั้น ริมฝีปากของเซี่ยชิงสือก็แตะลงบนริมฝีปากของว่านหนิงอวิ๋นแผ่วเบา
สัมผัสนั้นอบอุ่น อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรู้สึกที่มิอาจบรรยายออกมาเป็นคำพูด มันไม่เร่าร้อน แต่ลึกซึ้งจนหัวใจของหญิงสาวสั่นสะท้าน
ว่านหนิงอวิ๋นรู้สึกเหมือนเวลาได้หยุดนิ่ง นางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตนเองที่เต้นแรงไม่ต่างจากของเขา ชายหนุ่มผละออกเพียงเล็กน้อย ดวงตากลับยังคงจับจ้องมายังนาง
“ครานี้...ข้าจะเป็นฝ่ายบอกเจ้า...ว่านหนิงอวิ๋น ข้าเองก็รักเจ้าเช่นกัน” คำพูดนั้นดังแผ่วในความเงียบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะโอบกอดหญิงสาวเอาไว้ในอ้อมแขน
ลมหายใจของทั้งสองประสานกันในความเงียบ มีเพียงเสียงไฟที่แตกเปรี๊ยะๆ และเสียงหัวใจที่เต้นแรงไม่ต่างกัน ความรู้สึกที่เคยซ่อนเร้นมานาน กำลังเผยออกมาอย่างชัดเจนในยามค่ำคืนอันเงียบสงัด
ช่วงเวลาก่อนหน้านี้
หลังถูกฝ่ายที่ไม่ทราบที่มาโจมตีรอบที่สอง และเซี่ยชิงสือได้พาว่านหนิงอวิ๋นหนีรอดไปได้ ยามนี้ เซี่ยหรงเหยา มู่หรงฉางชิง และเหล่าองครักษ์อีกสามสิบคนได้มาถึงยังสถานที่เกิดเหตุ
ภาพเบื้องหน้าทำให้หัวใจของหญิงสาวแทบหยุดเต้น ร่างขององครักษ์และสาวใช้จากจวนตระกูลว่านนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นดินที่เปื้อนเลือด
เซี่ยหรงเหยารู้สึกเหมือนเลือดในกายแข็งตัวเย็นเฉียบ นางหลับตาลงแน่น ความเจ็บปวดแล่นปราดขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ออก
คิดว่าเมื่อได้เกิดใหม่ จะสามารถช่วยชีวิตสหายรักได้ แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้หญิงสาวมิอาจทนมอง ใบหน้างามแดงก่ำ หยาดน้ำตาหลั่งรินออกมาอย่างเงียบๆ
มู่หรงฉางชิงเห็นร่างบางสั่นเทาในอ้อมแขน เขาจึงโอบนางไว้หลวมๆ พลางเอ่ยเสียงทุ้มเพื่อปลอบใจ
“ไม่เป็นไร ยังไม่มีรายงานว่าพบศพของนาง”
“ใช่...ยังไม่พบศพ เรายังมีความหวัง” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงแผ่ว แม้แววตาจะสั่นไหว แต่ยังคงมีประกายแห่งความหวังอยู่ในนั้น และเพียงไม่นาน สืออีได้เดินเข้ามารายงาน
“ไม่มีศพของคุณหนูว่านขอรับ” เซี่ยหรงเหยาที่นั่งอยู่บนหลังม้าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ชาติก่อน ทางการสรุปว่าการเสียชีวิตของว่านหนิงอวิ๋นเป็นอุบัติเหตุ และศพมากมายตรงหน้าได้ยืนยันแล้วว่า ว่านหนิงอวิ๋นตายอย่างมีเงื่อนงำ และครั้งนี้...ตนเองต้องขวางทางคนที่ต้องการเอาชีวิตสหายรักให้ได้
“หน้าผา...ใช่แล้ว! ไปดูที่หน้าผา!” เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ชาติก่อนสาเหตุการตายของเพื่อนรักคือตกลงไปในหน้าผา ร่างบางจึงรีบกระโดดลงจากหลังม้า วิ่งฝ่าผืนป่าที่อยู่ด้านข้างไปโดยไม่รอใคร หวังเพียงจะช่วยสหายรักได้ทันเวลา
“ตามไป!” มู่หรงฉางชิงออกคำสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะหันกลับมาสำรวจพื้นที่รอบๆ ด้วยสายตาเคร่งขรึม
และไม่นานนัก เซี่ยหรงเหยาและกลุ่มองครักษ์ก็ได้ย้อนกลับมา
“ไม่พบคุณหนูว่าน แต่พบร่องรอยของการช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ”
มู่หรงฉางชิงขมวดคิ้วครุ่นคิด
“อาจเป็นเซี่ยชิงสือ...เช่นนั้นเหตุใดสองคนนั้นยังไม่กลับเข้าเมืองหลวง”
“มือสังหารอาจย้อนกลับมา สองคนนั้นจึงหนีไปอีกครั้งหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” สืออีวิเคราะห์
“นั่นก็อาจเป็นไปได้” มู่หรงฉางชิงตอบเรียบๆ ก่อนจะก้มลงตรวจดูบาดแผลของศพที่นอนเรียงรายอยู่เบื้องหน้า
“แต่ที่เปิ่นไท่จื่อตรวจสอบดูแล้ว ทุกศพล้วนถูกสังหารที่จุดตายเพียงหนึ่งบาดแผล เจ้าดูสิคิดว่าคล้ายหรือไม่ อาจเป็นฝีมือขององครักษ์เงาจากแคว้นเจา” การสนทนาของทั้งสอง ทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือกลงทันที
“ดูท่า คงต้องกลับไปก่อนกำหนด” มู่หรงฉางชิงเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่เช่นนั้น คนที่ไม่รู้จักประมาณตนเหล่านั้น คงได้เล่นสนุกกับคนของเปิ่นไท่จื่อจนคิดว่าสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นของตนเองไปแล้วเป็นแน่”
ชายหนุ่มหันไปยังสืออี
“เจ้ากลับไปที่แคว้นเจาล่วงหน้า แจ้งสถานการณ์ทางนั้นกลับมา ก่อนที่พวกเราจะเดินทางกลับ”
“พ่ะย่ะค่ะ” สืออีค้อมศีรษะรับคำ ก่อนจะควบม้าหายลับไป มู่หรงฉางชิงทอดสายตาไปยังแนวป่าที่ทอดยาวสุดสายตา แววตาล้ำลึกฉายแววครุ่นคิด
หากมีองครักษ์เงาของแคว้นเจาเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ย่อมไม่ใช่เพียงการลอบสังหารธรรมดาอีกต่อไป...
ช่วงเวลาที่เหล่าองครักษ์กำลังรวบรวมร่างของผู้เสียชีวิตมาไว้ที่เดียวกัน เสียงฝีเท้าม้าหลายตัวพลันดังสะท้อนก้องจากที่ไกลๆ เมื่อมองตามเส้นทาง จึงเห็นว่าเป็นขบวนเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบของศาลต้าหลี่ กำลังตรงมาที่นี่
เมื่อคนเหล่านั้นเห็นมู่หรงฉางชิง ต่างก็พากันชะงักไปทันที
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!” หน่วยองครักษ์จากศาลต้าหลี่ลงจากหลังม้า ก่อนจะค้อมกายถวายความเคารพต่อมู่หรงฉางชิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“ตามสบายเถิด” รัชทายาทหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ว่านอวี๋เทียน หรือรองแม่ทัพว่าน ก้าวออกมาเบื้องหน้า สีหน้าฉายแววแปลกใจ
“เหตุใดพระองค์ถึงอยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ...คุณหนูเซี่ยด้วย” มู่หรงฉางชิงเหลือบสายตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย
“รองแม่ทัพว่านควรกังวลเรื่องหลานสาวที่หายไปมิใช่หรือ ไยถึงสงสัยเรื่องที่เปิ่นไท่จื่ออยู่ที่นี่” คำพูดนั้นทำให้ชายวัยกลางคนชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ
“มิใช่เช่นนั้น กระหม่อมเพียงเป็นห่วงความปลอดภัยของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยหรงเหยาที่อยู่ไม่ไกล แอบสังเกตท่าทีของแม่ทัพว่านอย่างเงียบๆ แววตาของนางฉายแววระแวดระวัง ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบกับมู่หรงฉางชิงเบาๆ
“น่าสงสัยนัก ตั้งแต่เรามาถึงที่นี่ ยังไม่มีใครแยกตัวออกไปแจ้งต่อทางการเลย แล้วคนพวกนี้รู้ได้อย่างไรว่าเกิดเรื่องขึ้นที่นี่” ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย
“เป่าหนิงฉลาดนัก...แต่เราไม่มีหลักฐาน”
ชายหนุ่มตอบเสียงเบา
ไม่นาน เจ้าหน้าที่จากศาลต้าหลี่ก็เริ่มจัดการกับสถานที่เพื่อหาหลังฐานเพิ่มเติม และสอบถามข้อมูลจากองครักษ์ของรัชทายาทอีกเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันไป
หลังกลับมายังตำหนักรัชทายาท เซี่ยหรงเหยาจึงหันมาถามชายหนุ่มด้วยความสงสัย
“มู่หรงฉางชิง ท่านคิดว่าเป็นฝีมือของใคร เหตุใดพวกเขาถึงต้องการเอาชีวิตของสตรีนางหนึ่ง ทั้งที่มิได้มีอำนาจใดๆ” ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้าๆ
“เรื่องนี้ก็ไม่แน่ คนที่รู้เรื่องทั้งหมดอาจเป็นแม่ทัพว่าน...และฮูหยินของเขา”
“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







