Masukทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ พลันดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนประตูจะถูกเปิดออกอย่างเบามือ และทันทีที่เห็นสภาพของพระชายาตน มู่หรงฉางชิงพลันอุทานอย่างตกใจ
“เป่าหนิง!!...ไป๋ไช่ เกิดอันใดขึ้นกับนาง!” ใบหน้าซูบซีดของเซี่ยหรงเหยาเงยขึ้นเล็กน้อย “เรียนองค์ชาย พระชายาทรงเมาเรือเพคะ แม้ทานยาแก้เมาเข้าไปแล้ว แต่พระอาการก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย” มู่หรงฉางชิงก้าวเข้ามาอย่างร้อนรน ดวงตาคมเต็มไปด้วยความกังวล ชายหนุ่มรีบประคองร่างบางขึ้นจากหมอน แต่ยังไม่ทันเอ่ยคำใด มือเล็กของนางก็พลันคว้าแขนชายหนุ่มเอาไว้แน่น “มู่! หรง! ฉาง! ชิง!...ข้าจะฆ่าท่าน!” ร่างบางกัดลงบนท่อนแขนของชายหนุ่มเต็มแรง จนเกิดรอยเขี้ยวเล็กๆ ขึ้น ร่างสูงถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่เจ็บจี๊ดเพราะเขี้ยวของนางจมเข้าเนื้อจริงๆ “เจ้าจิ้งจอกน้อย อดทนอีกนิดได้หรือไม่ ไม่นานก็ถึงแล้ว” ฝ่ามือแกร่งลูบแผ่นหลังเล็กเบาๆ อย่างปลอบโยน “ไป๋ไช่ เจ้าไปตามหมอหลวงมาดูอาการของนางอีกครั้งซิ” “ไม่ต้อง!” เซี่ยหรงเหยาโพล่งขึ้นเสียงดัง ก่อนจะห่อเหี่ยวลง ราวกับลูกหนังถูกปล่อยลม “มาแล้วช่วยอันใดได้! ข้าเมาเรือ มิได้ป่วย!” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและอ่อนแรง หากรู้ว่าการเดินทางไปยังแคว้นเจาจะทรมานถึงเพียงนี้ นางคงไม่ตามเจ้าคนเจ้าเล่ห์ผู้นี้มาด้วยเป็นแน่ “แคว้นเจาบ้าบออันใดกันเหตุใดการเดินทางถึงได้ลำบากเพียงนี้...” หญิงสาวพึมพำทั้งที่กำลังหลับตาแน่น “สวรรค์ ท่านกำลังทดสอบความอดทนของข้าอยู่ใช่หรือไม่...” มู่หรงฉางชิงมองหญิงสาวในอ้อมแขนด้วยแววตาเอ็นดู ชายหนุ่มก้มลงกระซิบข้างใบหูของนางแผ่วเบา “อดทนอีกหน่อยเถิด เป่าหนิงของพี่...อีกไม่นาน เจ้าจักได้เห็นบ้านของเราแล้ว” เสียงคลื่นยังคงซัดกระทบเรือไม่หยุด แต่ภายในอ้อมแขนของชายหนุ่ม ความโคลงเคลงกลับคล้ายเสียงกล่อมเบาๆ ที่นำพาให้หญิงสาวค่อยๆ หลับใหลท่ามกลางความอบอุ่น ทั้งที่ด้านนอกกำลังโกลาหลเพราะพายุลูกใหญ่ ไม่รู้ว่าช่วงเวลาอันเลวร้ายผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านม่านบางเบาเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยคลุ้งในอากาศ เซี่ยหรงเหยาค่อยๆ เผยอเปลือกตาขึ้นช้าๆ ความรู้สึกโคลงเคลงที่เคยทรมานได้มลายหายไปสิ้น นางขยับกายลุกขึ้นนั่ง พลางกวาดสายตามองรอบห้องที่ตกแต่งอย่างงดงามผนังไม้จันทน์หอมถูกประดับด้วยเปลือกหอยหลากสี ที่กำลังสะท้อนแสงระยิบระยับราวอัญมณี “ที่นี่...มิใช่บนเรือแล้วสินะ” ร่างบางพึมพำเสียงเบา ทันใดนั้นเอง...เสียงฝีเท้าแผ่วเบา ดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนที่สตรีแปลกหน้าผู้หนึ่งจะก้าวเข้ามา แล้วคุกเข่าลงหน้าเตียงที่เซี่ยหรงเหยากำลังนอนอยู่ “คุณหนู ฝ่าบาทมีรับสั่งว่า หากท่านตื่นแล้วให้ชำระกายและเปลี่ยนชุดใหม่เจ้าค่ะ” น้ำเสียงเย่อหยิ่งและแววตาที่แฝงความไม่พอใจปรากฏอย่างชัดเจน การแสดงออกของอีกฝ่าย ทำให้เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย แน่นอนว่ายามนี้ตนเองน่าจะมาถึงเกาะเจ้าแล้ว และนางพึ่งพบหน้าอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก แล้วเหตุใดสตรีผู้นี้จึงมีท่าทีเช่นนี้กับตน อีกทั้งใช้คำเรียกขานนั้น... “คุณหนู...งั้นหรือ” ดูท่าว่ามู่หรงฉางชิงยังมิได้ประกาศสถานะของตนให้ผู้ใดรู้ “แล้วฝ่าบาทของเจ้าอยู่ที่ใด” ร่างบางเอ่ยถามเสียงเรียบ และไม่ถือสาต่อท่าทีหยาบคายของอีกฝ่าย อย่างไรก็ฟังมาบ้างว่าคนที่นี่มิได้เหมือนคนบนแผ่นดินใหญ่ ที่มักยึดถือกฎธรรมเนียมอันเคร่งครัดใดใด “ฝ่าบาททรงกำลังประชุมกับเหล่าขุนนางอาวุโสที่ท้องพระโรง อย่าได้ถามให้มากความ หน้าที่ของท่านเพียงรออยู่ที่นี่ตามรับสั่งก็พอ” น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด และหลายครั้งที่อีกฝ่ายเหมือนกำลังทดสอบความอดทนของตน เซี่ยหรงเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย “ดูเหมือนเจ้าไม่ชอบหน้าข้า เช่นนั้นก็ถอยไปเสีย แล้วตอนนี้สาวใช้ของข้าอยู่ที่ใด” ข้ารับใช้นางนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้าลง “บ่าว...” นางลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยังคงรั้นจะอยู่ที่เดิม “ยังต้องให้ข้าสั่งเป็นครั้งที่สองหรือ!” น้ำเสียงเฉียบขาดดังขึ้น แม้มิได้ตวาดแต่ก็ไม่ต่างเท่าใดนัก อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกก่อนจะลนลานจากไป เดิมทีข้ารับใช้นางนั้นคิดว่าเซี่ยหรงเหยาที่เป็นคนต่างถิ่น เป็นลูกพลับนิ่มที่บีบได้ง่าย แต่ไม่คิดว่าท่าทีบอบบางนั้น ช่างต่างจากที่เห็นนัก ถึงแม้จะไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าทำให้หญิงสาวไม่พอใจอีก ไม่นานนัก...เสียงเดินจากด้านนอกพลันดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อประตูถูกเปิดออก พบว่าเป็นไป๋ไช่ที่เดินเข้ามาด้วยท่าทีเซื่องซึม ไม่ต้องให้หญิงสาวเอ่ยก็รู้ได้ทันทีว่า อีกฝ่ายก็คงโดนหยามเหยียดไม่ต่างจากตน “คุณหนู...” “เงยหน้าขึ้นซิ ไยตอนนี้เลิกเรียกว่าพระชายาแล้วเล่า” ไป๋ไช่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ และทันทีที่เห็นใบหน้าของสาวใช้คนสนิท เซี่ยหรงเหยาถึงกับนิ่งงัน...เพราะใบหน้าด้านข้างของนางยามนี้ บวมช้ำไปครึ่งหนึ่ง รอบลำคอมีรอยข่วนเป็นทางยาว “ใครมันกล้าบังอาจแตะต้องคนของข้า!” ร่างบางตวาดก้อง น้ำเสียงของนางเย็นเยียบ ในแววตาเต็มไปด้วยโทสะ “คุณหนู...บ่าว...ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” ไป๋ไช่กล่าวทั้งน้ำตา พยายามยกมือขึ้นปิดรอยช้ำบนใบหน้าของตน แต่ยิ่งนางพยายามทำเช่นนั้น เซี่ยหรงเหยาก็ยิ่งเดือดดาล ก่อนหน้านี้...เพราะการเดินทางอันแสนอันยาวนาน ทำเซี่ยหรงเหยาอ่อนเพลียทั้งกายและใจ หญิงสาวหลับใหลทั้งอย่างนั้น มู่หรงฉางชิงที่ไม่ต้องการรบกวนนาง จึงได้อุ้มหญิงสาวลงจากเรือท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย รวมถึง...เหล่าสตรีที่แต่งกายหรูหรา ซึ่งคาดหวังว่าวันหนึ่ง ตนจักกลายเป็นสตรีของชายผู้ปกครองเกาะแห่งนั้น หลังพวกนางรู้ว่า ยามนี้เขาได้มีสตรีข้างกาย ทุกคนต่างมองการกระทำของชายหนุ่มด้วยสายตาไม่พอใจ และเมื่อหญิงสาวผู้เป็นเจ้าหัวใจของราชาแห่งเกาะเจายังไม่ตื่นขึ้น คนที่ต้องรับโทสะเหล่านั้น...ย่อมหนีไม่พ้นไป๋ไช่และผู้ติดตาม ข้ารับใช้ในวังส่วนใหญ่ล้วนถูกซื้อตัวจากตระกูลขุนนางที่เคยรับใช้อดีตฮ่องเต้ เมื่อมู่หรงฉางชิงขึ้นครองราชย์ เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการว่าราชกิจ หลายปีมานี้จึงยังมิได้จัดการเรื่องวังหลังให้เรียบร้อย และในยามนี้...เหล่าสตรีที่เคยเป็นสนมของอดีตฮ่องเต้ ก็ยังคงพำนักอยู่ในวัง และบางคนยังคงมีอำนาจในมือ เรื่องเหล่านี้...เซี่ยหรงเหยายังไม่รู้ หญิงสาวกำมือแน่น ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบ“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







