Masuk“องค์รัชทายาท อายุเท่าใดแล้วเพคะ”
“ได้ยินว่าทรงยังมิได้อภิเษกใช่หรือไม่” “บุตรชายของหม่อมฉันมีอายุใกล้เคียงกับพระองค์ ทั้งยังเป็นถึงขุนนางขั้นห้าแล้ว พวกท่านว่าเหมาะสมหรือไม่” คำพูดเหล่านั้นฟังดูเหมือนเป็นการชื่นชม แต่ในหูของหญิงสาว กลับรู้สึกเหมือนถูกมองเป็นสินค้าสำหรับให้เลือกในตลาด นางรู้แล้วว่าคนเหล่านี้มีจุดประสงค์ใด คงต้องการส่งบุตรชายเข้ามาเกี่ยวดองกับราชวงศ์ แม้จะพยายามรักษามารยาท แต่ความอึดอัดค่อยๆ ทำให้จ้าวหนิงอวิ๋นหมดความอดทนทีละน้อย เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ขณะนั้นเอง...สาวใช้นางหนึ่งเดินเข้ามารินสุราให้เหล่าฮูหยิน แต่เมื่อมาถึงด้านหลังของจ้าวหนิงอวิ๋น นางกลับทำสุราหกรดสือจิ่วที่ยืนคอยคุ้มกันอยู่ด้านหลัง “ขะ...ขออภัยเจ้าค่ะ! บ่าวไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” สาวใช้คุกเข่าลง พร้อมกับเกาะขาสือจิ่วด้วยสีหน้าตื่นตกใจ สือจิ่วกลอกตาก่อนสะบัดอีกฝ่ายให้ออกห่าง “ไม่เป็นไร” แม้จะเอ่ยปฏิเสธไปแล้ว แต่สาวใช้นางนั้นก็ยังตามตื๊อไม่เลิก จ้าวหนิงอวิ๋นอยากรู้ว่านางต้องการทำสิ่งใด จึงพยักหน้าให้สือจิ่วตามออกไป “ไปเถอะ เปลี่ยนชุดใหม่แล้วค่อยกลับมา” สือจิ่วค้อมศีรษะรับคำ ก่อนจะเดินตามสาวใช้นางนั้นออกไปทางเรือนด้านหลัง ไม่นานหลังจากนั้น สาวใช้อีกนางก็เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ “องค์รัชทายาทเพคะ แม่ทัพน้อยเซี่ยรออยู่ที่ศาลาข้างสระบัว บอกว่ามิสะดวกมาฝั่งนี้ จึงขอให้พระองค์เสด็จไปที่นั่นด้วยตนเองเพคะ” จ้าวหนิงอวิ๋นได้ยินชื่อเซี่ยชิงสือ นางพลันลุกขึ้นโดยไม่ลังเล “ได้ เช่นนั้นเจ้านำทางไปเถิด” คล้อยหลังหญิงสาว เหล่าฮู หยินต่างมองตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น จ้าวหนิงอวิ๋นเดินตามสาวใช้ไปจนเกือบถึงศาลาริมสระบัว แสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ แต่สิ่งที่สะดุดตาคือ ม่านบางที่ล้อมรอบศาลาเบื้องหน้า ราวกับต้องการปิดบังสายตาผู้คนจากภายนอก หญิงสาวหยุดยืนห่างออกไป มองเห็นเงาร่างบุรุษผู้หนึ่งยืนหันหลังอยู่ภายในศาลา แผ่นหลังนั้นสูงสง่า ท่วงท่าคล้ายคลึงกับเซี่ยชิงสือนัก ทว่านางก็ยังมิปักใจว่าบุรุษผู้นั้นคือชายคนรักของตน เมื่อเดินใกล้เข้าไป ความรู้สึกบางอย่างกลับทำให้รับรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติ ร่างบางเหลือบมองสาวใช้ที่เดินอยู่เบื้องหน้า ซึ่งมีท่าทีดูร้อนรนแปลกๆ นางจึงไม่ลังเลอีกต่อไป มือเรียวคว้ามีดสั้นที่ซ่อนในแขนเสื้อ ฟาดไปที่ท้ายทอยของสาวใช้จนสลบ จากนั้นย่องเข้าไปด้านหลังบุรุษในศาลา ก่อนจะใช้มันกระแทกเข้าที่ต้นคออีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ร่างนั้นทรุดฮวบลงทันที เมื่อพบว่าอีกฝ่ายมิใช่เซี่ยชิงสือ นางก็รู้แล้วว่าตนกำลังโดนวางแผน หญิงสาวลากทั้งสองคนมานอนรวมกันภายในศาลา แล้วกวาดตามองรอบๆ สิ่งที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ที่นอนสีแดงที่ถูกปูอย่างประณีต กลิ่นกำยานหอมหวานที่ถูกจุดเอาไว้ และการสุราหลายใบ ทุกอย่างบ่งบอกชัดว่า มีคนเตรียมการไว้เพื่อให้เกิดเรื่องอื้อฉาว “พวกสารเลว!” ว่านหนิงอวิ๋นกัดฟันแน่น ดวงตามีประกายโทสะ “กล้าวางแผนกับข้าเช่นนี้ หากวันนี้ข้าไม่รื้อหลังคาจวนของเจ้าทิ้ง อย่ามาเรียกข้าว่าจ้าวหนิงอวิ๋น!” ร่างบางสั่นเทาเต็มไปด้วยความโกรธ “ออกมา!” สิ้นเสียงของนาง ทันใดนั้นสือจิ่วก็พลันปรากฏตัว “องค์รัชทายาท...” “จับตัวข้ารับใช้ชายในจวนตระกูลซุนมาหนึ่งคน แล้วแก้ผ้าคนพวกนี้ออก ข้าจะให้คนทั้งงานรู้ว่า ผลของการคิดร้ายต่อข้า ต้องพบจุดจบเช่นไร” สือจิ่วแม้งุนงง แต่ก็ทำตามอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้...เพื่อให้คนเหล่านั้นตายใจ สือจิ่วจึงเล่นตามน้ำ แต่ความเป็นจริง นางมิได้ออกห่างจากจ้าวหนิงอวิ๋นแม้แต่น้อย เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสียงเอะอะเริ่มดังขึ้นจากฝั่งเรือนของสตรี ผู้คนมากมายมุ่งหน้ามายังศาลาริมสระบัว เพราะได้ยินเสียงบางอย่างดังลอดออกมา ซุนโสวฝู่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง แอบส่งสายตาให้ชินอ๋องอย่างมีความหมาย ก่อนจะแหวกผู้คนพร้อมเอ่ยเสียงกร้าว “จับตัวคนที่ทำเรื่องบัดสีออกมา!” ข้ารับใช้หลายคนต่างกรูกันเข้าไป ม่านบางเหล่านั้นถูกเปิดออกในทันที แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ทุกคนถึงกับตะลึงงัน เพราะภายในศาลามีร่างของสามคน สองบุรุษหนึ่งสตรี นอนพัวพันกันอยู่บนพื้นในสภาพน่าอับอาย และเมื่อมองให้ชัดขึ้น ผู้คนต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงอีกครั้ง เพราะบุรุษที่อยู่ด้านบนสุด คือบุตรชายคนเล็กของซุนโสวฝู่ ส่วนอีกสองคนที่อยู่ใต้ร่างกลับเป็นข้ารับใช้ของจวน! เสียงอื้ออึงดังขึ้นทันที ซุนโสวฝู่หน้าซีดเผือดในพริบตา ขณะที่ชินอ๋องที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ขมวดคิ้วแน่น ความเงียบทำให้รอบด้านดูหนักอึ้ง จ้าวหนิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านนอกศาลา มองภาพเหล่านั้นด้วยดวงตาเรียบเฉย มุมปากหญิงสาวโค้งขึ้นเล็กน้อย “นี่แหละ...คือผลของการคิดร้ายต่อข้า จากนี้ชื่อเสียงของจวนโสวฝู่คงทำให้ชาวเมืองเอ่ยถึงไปอีกนาน คนพวกนี้หากไม่จมน้ำลายตาย ก็คงไม่กล้าเดินเงยหน้าอีกแล้ว” ร่างบางหันหลังจากมาโดยไม่เอ่ยคำใดอีก นางไม่คิดอยู่รอดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เซี่ยชิงสือและสือจิ่วเดินตามด้านหลังราวกับรู้ล่วงหน้า สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความปรีดา บ่งบอกชัดว่าพอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพียงใด รถม้าเคลื่อนออกจากจวนซุนโสวฝู่ท่ามกลางเสียงเอะอะที่ยังดังอยู่เบื้องหลัง จ้าวหนิงอวิ๋นเอนตัวพิงหมอนนุ่มอย่างสบายอารมณ์ “รีบให้คนของเราปล่อยข่าวออกไปเถิด พรุ่งนี้ในท้องพระโรงใบหน้าซุนโสวฝู่คงดำเป็นก้นหม้อ” หญิงสาวเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ เซี่ยชิงสือมองร่างบางอย่างจับผิด “เจ้าช่างกล้าเหลือเกิน...” ชายหนุ่มอยากจะตำหนิที่หญิงสาวกล้าทำเรื่องนี้ โดยไม่เกรงกลัวว่าตนจักเพลี้ยงพล้ำ “ข้าต้องกล้าเพราะถูกบีบคั้น” ว่านหนิงอวิ๋นตอบพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง “หากข้าไม่ลงมือก่อน วันนี้คงได้ตกเป็นจำเลย สถานการณ์เช่นนั้น ต่อให้กระโดดแม่น้ำเหลืองก็คงล้างมลทินไม่ได้” ชายหนุ่มเข้าใจสิ่งที่หญิงสาวเอ่ย เขาดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมแขน พลางลูบแผ่นหลังนางเบาๆ เพื่อให้รู้สึกถึงความปลอดภัย “หากคิดทำเรื่องอันตราย เจ้าต้องบอกข้าก่อน อย่าลืมนะว่าที่ข้าตามมาที่นี่ ก็เพื่อหนุนหลังและเป็นที่พึ่งพาให้แก่เจ้า” เมื่อกลับถึงตำหนัก หญิงสาวแทบทนรอให้รถม้าหยุดสนิทมิได้ รีบก้าวตรงไปยังเรือนของเซี่ยหรงเหยาในทันที “เป่าหนิง! เป่าหนิง! เจ้าต้องฟังเรื่องนี้!” เสียงของจ้าวหนิงอวิ๋นดังขึ้นก่อนที่ร่างของนางจะปรากฏเสียอีก เซี่ยหรงเหยาที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ เงยหน้าขึ้น เห็นสีหน้าของสหายก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น “ดูท่าข้าคงต้องเตรียมตัวรอฟังแล้วสินะ” จ้าวหนิงอวิ๋นเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การถูกล่อลวงไปยังศาลา การจับคนร้าย ไปจนถึงแผนที่นางโต้กลับ เสียงหัวเราะของสตรีทั้งสองดังขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะตอนที่จ้าวหนิงอวิ๋นเล่าถึงสีหน้าซุนโสวฝู่ เมื่อม่านถูกเปิดออก “ข้าอยากเห็นหน้าคนเหล่านั้นนัก!” เซี่ยหรงเหยาหัวเราะจนน้ำตาไหลออกมา นางต้องจับเจาอยู่แต่ในที่พักอย่างเบื่อหน่าย เพราะช่วงนี้มู่หรงฉางชิงออกไปทำภาระกิจนอกเมือง “เจ้าทำได้ดีเหลือเกินอวิ๋นเอ๋อ ทำให้ข้านึกถึงเรื่องวุ่นวายต่างๆ ที่เราสองคนเคยก่อที่เป่ยหมิง” หญิงเอ่ยทั้งน้ำตา เพราะหัวเราะมากเกินไป นางจึงรับรู้ได้ถึงแรงดิ้นของลูกๆ ในครรภ์ “ครานี้คนเหล่านั้นคงไม่กล้าแตะต้องเจ้าอีกนาน เพราะคิดว่าเจ้าจักต้องระวังตัวหลังถูกพวกเขาวางแผนใส่ร้าย” เพียงครึ่งวันหลังเหตุการณ์นั้นเดิกขึ้น สื่อจิ่วได้สั่งคนแพร่ข่าวลือออกไป ว่าบุตรชายคนเล็กของซุนโสวฝู่เป็นบุรุษตัดแขนเสื้อ แถมยังชอบเล่นกับทั้งบุรุษและสตรีในเวลาเดียวกัน เรื่องราวถูกแต่งเติมจนกลายเป็นความอับอาย แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าเบื้องหลังข่าวลือเรื่องนี้คือฝีมือของของใคร แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดมัดตัวนางได้ ตระกูลซุนจำต้องก้มหน้ารับชะตากรรม ปิดประตูจวนเงียบไม่ออกมาพบผู้ใดอีก หลังเซี่ยหรงเหยาเกิดใหม่ ไม่ว่าชินอ๋องจะวางแผนร้ายเพียงใด เพื่อทำลายจ้าวหนิงอวิ๋น แต่นางกลับสามารถรอดพ้นมาได้ทุกครา ราวกับโชคชะตาอยู่ข้างนางเสมอ“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
“ยอดเยี่ยม” สือจิ่วเอ่ยเบาๆ“ขอบคุณ แต่ข้ายังเป็นรองเจ้าอยู่ไม่น้อย” ว่านอวิ๋นเซียวตอบ พลางลดกระบี่ของตนลง แผ่นหลังชายหนุ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ฝึกด้วยตนเองทั้งวัน ยังไม่รู้สึกเหนื่อยขนาดนี้“แต่เจ้ายังขาดบางสิ่ง” หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ“แม่นางสือโปรดแนะนำได้หรือไม่“ย่อมได้แน่นอน” เป็นครั้งแรกที่ห
เมื่อทุกคนตรวจสอบความเรียบร้อย องครักษ์ส่วนหนึ่งส่งผู้บาดเจ็บไปที่โรงหมอ และจัดการกับศพของมือสังหาร กลุ่มของเซี่ยหรงเหยาก็รีบเร่งรุดเข้าวังหลวงเพื่อให้ทันพิธีแต่งตั้งรัชทายาทรถม้าถูกจัดขบวนใหม่ ทหารที่เหลือคอยคุ้มกันการเดินทางอีกครั้ง กระทั่งถึงวังหลวงอย่างปลอดภัย ถึงแม้รอบรถม้าดูน่ากลัวเพราะมีเลื
และเมื่อแสงแรกของวันใหม่มาเยือน ร่างไร้วิญญาณของมู่หรงจ้านได้ปรากฏที่หน้าจวนของจ้าวเค่อ องครักษ์รีบเข้ามารายงานทันทีเมื่อรู้ว่ามู่หรงจ้านทำงานล้มเหลว ความเดือดดาลจึงถูกระบายออกมาด้วยการทำลายข้าวของทันที เสียงข้าวของแตกกระจายดังลั่นไปทั่วจวน จ้าวเค่อยามนี้ดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะ“มู่หรงจ้าน! เจ้าทำงานพ
ทางด้านจ้าวเค่อ แม้จะได้รับการปล่อยตัวจากคุกหลวง แต่พระราชโองการจากฮ่องเต้ก็มีคำสั่งให้กักตัวอยู่ภายในจวนเป็นเวลาครึ่งปี เพื่อสำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำลงไป...ส่วนชินอ๋องผู้เป็นบิดา ก็ถูกตำหนิอย่างรุนแรงต่อหน้าเหล่าขุนนาง ที่สั่งสอนบุตรชายให้ดีมิได้เซี่ยหรงเหยาหลังได้รับเงินชดเชยห้าแสนตำลึง นางก็วา






