Se connecterว่านหนิงอวิ๋นถามพลางนั่งลงบนตอไม้ข้างเซี่ยหรงเหยา มองกระต่ายป่าหลายตัวถูกย่างบนกองไฟ
“ประมาณสิบตัว แต่แบ่งให้พ่อครัวไปทำอาหารให้ท่านพ่อ พี่ชายของข้า แล้วก็ท่านพ่อของเจ้า ตอนนี้คงกำลังนั่งทานกันอยู่ในกระโจมของเหล่าขุนนางแล้ว”
เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงเนิบ ดวงตางามเริ่มปรือปรอยด้วยความง่วงงุน มู่หรงฉางชิงที่สังเกตเห็นอาการของหญิงสาว จึงพยักพเยิดให้เซี่ยชิงสือมารับช่วงต่อ
ส่วนตนเองอุ้มร่างบางกลับเข้าไปในกระโจม พี่ชายแท้ๆ ทำได้เพียงมองตามตาปริบๆ
หลังจัดแจงให้นางนอนบนเตียงชั่วคราว ร่างสูงโน้มตัวลงกล่อมเบาๆ กระทั่งเห็นนางหลับสนิท จึงกดจูบราตรีสวัสดิ์ที่หน้าผากแผ่วเบา ก่อนจะออกมาสมทบกับทุกคนอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ เหตุใดพระองค์อุ้มเป่าหนิงกลับเข้ากระโจม” ว่านหนิงอวิ๋นถามด้วยความสงสัย
“นางอ่อนเพลียจากการเดินทาง อีกทั้งยังต้องตามเปิ่นไท่จื่อ ออกล่าเมื่อตอนบ่าย จึงหมดแรงหลับไปแล้ว” มู่หรงฉางชิงตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ท่าทีเอาใจใส่ของเขาที่มีต่อเซี่ยหรงเหยา ทุกคนต่างเห็นชัดในสายตา แม้แต่เซี่ยชิงสือผู้เป็นพี่ชายก็อดชื่นชมไม่ได้
“น่าอิจฉาเป่าหนิงจริงๆ ที่มีองค์ชายคอยดูแลเอาใจใส่”
ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยพลางเหลือบมองชายหนุ่มอีกคนที่นั่งหมุนไม้ย่างกระต่ายไปมา ทำท่าท่างไม่รู้ไม่ชี้ แต่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเขากลับบอกทุกอย่างได้ดีกว่าคำพูดใดๆ
กลางดึก หลังจากทุกคนอิ่มหนำและแยกย้ายกันไปพักผ่อน ความเงียบสงัดปกคลุมทั่วค่ายพัก มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่าองครักษ์ที่เดินตรวจตราดังเป็นระยะ
เซี่ยหรงเหยาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ดวงตางามกะพริบถี่ๆ ด้วยท่าทางงัวเงีย ท้องของนางร้องประท้วงเบาๆ เพราะตั้งแต่หลังเที่ยงก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง ร่างบางหันซ้ายหันขวาเพื่อหาอะไรรองท้อง
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงกรีดร้องแหลมสูงก็พลันดังขึ้นจากกระโจมอีกฟากหนึ่งของค่ายที่พัก
“กรี๊ด! งู! มีงูเลื้อยเข้ามาในกระโจมของข้า!” เสียงนั้นดังจนสะเทือนไปทั่วบริเวณ เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่พักอยู่ใกล้ๆ ต่างพากันเปิดประตูผ้าม่านออกมาดูด้วยความตื่นตระหนก เพราะคิดว่ามีมือสังหาร
“เกิดอะไรขึ้น...”
เซี่ยหรงเหยาหันไปถามพี่ชายที่ยังนอนอยู่บนเตียง
“ไม่รู้สิ เราออกไปดูกันเถอะ” เซี่ยชิงสืองัวเงียลุกขึ้น ก่อนหยิบชุดคลุมมาห่อกายน้องสาวคนเล็ก สองพี่น้องเดินออกจากกระโจมไปยังลานกลางค่ายที่พัก ขณะนั้นเอง...เสียงทุ้มอบอุ่นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“หิวหรือไม่...” คำถามนั้นตรงใจนางนัก เซี่ยหรงเหยาพยักหน้าโดยไม่ทันมองว่าเป็นใคร แต่เมื่อหันกลับไปก็พบว่า เป็นมู่หรงฉางชิงนั่นเอง
“ท่านมาได้อย่างไร” นางถามเสียงเบา
“กลัวว่าเจ้าจะหิวกลางดึก จึงทำอาหารเผื่อเอาไว้” ชายหนุ่มตอบเสียงนุ่มนวล ก่อนยื่นเถาอาหารให้สาวใช้ของนาง
“ไม่ต้องดูแล้ว เข้าไปข้างในเถอะ อากาศด้านนอกหนาวยิ่งนัก”
เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองกลุ่มคนที่ยังคงยืนวุ่นวายอยู่ไกลๆ เล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าทำตามคำสั่งของชายหนุ่มอย่างว่าง่าย
เช้าตรู่วันต่อมา หลังจากแต่งกายเรียบร้อยแล้ว ว่านหนิงอวิ๋นก็เดินเข้ามาหานางด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“เป่าหนิง! เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“ก็พอรู้อยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าเสียงใครกันแน่ที่ร้องดังขนาดนั้น” เซี่ยหรงเหยาตอบพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“จะใครเสียอีก ก็สองคนนั้นที่ชอบหาเรื่องเจ้า ลู่หลานหลิงกับไป๋เสี่ยวอิงน่ะสิ!” หญิงสาวเอียงกายกระซิบ
“หืม...” เซี่ยหรงเหยาเลิกคิ้วมองสหาย
“เจ้าคงไม่รู้ เมื่อคืนพวกนางย้ายมานอนกระโจมเดียวกัน กลางดึกมีงูตัวใหญ่เลื้อยขึ้นไปบนเตียง ข้านี่เห็นกับตาเลยล่ะ งูตัวใหญ่ยักษ์ น่ากลัวสุดๆ!” เซี่ยหรงเหยาหลุดหัวเราะท่าทางขนลุกขนพองของสหาย
“เจ้านี่ชอบเรื่องสนุกตลอดเลยนะ ระวังเถอะ! พวกนางที่ชอบหาเรื่องอยู่แล้ว จะโยนความผิดมาให้เจ้า” ร่างบางเอ่ยเตือนเบาๆ
“ทำไม่ได้หรอก” ว่านหนิงอวิ๋นยักไหล่
“เช้านี้…ใต้เท้าลู่กับใต้เท้าไป๋ถูกฝ่าบาทตำหนิไปแล้ว ที่ไม่ดูแลบุตรสาวให้ดี ปล่อยให้ส่งเสียงดังรบกวนกลางดึก ตอนนี้ทั้งคู่ถูกส่งกลับเมืองหลวงไปเรียบร้อยแล้ว…”
“จากนี้คงถูกขังลืมในจวนจนกว่าจะถูกจับแต่งงาน” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าพอใจ
แม้จะรู้สึกแปลกใจที่อยู่ๆ ก็มีงูเลื้อยเข้าไปในกระโจมที่พัก ทว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน เซี่ยหรงเหยาจึงเลิกใส่ใจ
หลังอาหารมื้อเช้าที่แสนเรียบง่ายผ่านไป เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊และเชื้อพระวงศ์ต่างขึ้นนั่งบนหลังม้า เตรียมตัวเข้าสู่พิธีเปิดการล่าสัตว์ประจำปี
ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ชั่วคราวกลางลานกว้าง พระพักตร์เปี่ยมด้วยอำนาจและความสง่างาม แต่ก่อนที่พระองค์จะตรัสเปิดงาน เสียงฝีเท้าม้าพลันดังขึ้นจากทางเข้า
ทุกสายตาหันไปมองพร้อมกัน ร่างสูงโปร่งในชุดขี่ม้ารัดกุมสีเข้ม ควบม้าพ่วงพีทะยานเข้ามาอย่างมั่นใจ
“องค์ชายใหญ่!” เสียงอุทานของเหล่าขุนนางดังขึ้นแทบพร้อมกัน ไม่มีใครคาดคิดว่ามู่หรงชิงยี่ ผู้ที่ล้มป่วยจนแทบเดินไม่ได้มาหลายปี จะสามารถกลับมายืนได้อีกครั้ง
อีกทั้งยามนี้ ชายหนุ่มยังนั่งบนหลังม้าอย่างสง่างาม แม้แต่ฮ่องเต้และฮองเฮา พระบิดาและพระมารดาของเขา ก็ถึงกับลุกขึ้นจากที่ประทับด้วยสีหน้าตกใจ
ทั้งสองรีบก้าวเข้าหาบุตรชายโดยไม่สนกฎระเบียบใดใด มู่หรงชิงยี่กระโดดลงจากหลังม้า พร้อมคุกเข่าลงเบื้องหน้าทั้งสองพระองค์
“บุตรชาย! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่! เหตุใดดูแข็งแรงขึ้นเพียงนี้ โอ้! สวรรค์ทรงเมตตา มอบบุตรชายคนโตกลับมาให้เจิ้นแล้ว”
มู่หรงฮ่องเต้น้ำเสียงสั่นเครือ แทบจะก้มกราบฟ้าดิน
“ลูกอกตัญญูนัก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่สามารถแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อได้ ขอพระองค์โปรดลงโทษ” สีหน้าสำนึกผิดของชายหนุ่ม ทำผู้ครองแคว้นเป่ยหมิงนึกเวทนา
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เจ้าหายดี พ่อก็ดีใจมากแล้ว” พระองค์ประคองบุตรชายให้ลุกขึ้น
พระสุรเสียงยามนี้แผ่วเบาและอ่อนโยน ไม่บ่อยนักที่จะทรงแทนพระองค์เองว่าพ่อ ต่อหน้าเหล่าขุนนางทั้งหลาย เนี่ยฮองเฮาที่ยืนอยู่ด้านข้าง ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“ลูกแม่ มาใกล้ๆ ให้แม่ดูหน่อย”
พระนางกวักมือเรียกบุตรชายด้วยความคิดถึง มู่หรงชิงยี่เดินเข้าไปสวมกอดพระมารดาอย่างอ่อนโยน
สิบกว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มเห็นอาการป่วย เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่พระมารดา ชายหนุ่มแทบไม่ยอมก้าวเข้าวัง และด้วยเหตุนี้เอง ฮ่องเต้จึงทรงอนุญาตให้เขาและพระชายาไม่ต้องเข้าเฝ้าคารวะตามธรรมเนียมเดิม
“ต้องขอบคุณเจ้าสี่ เป็นเพราะนาง ลูกถึงได้มีโอกาสมายืนต่อหน้าทั้งสองพระองค์อีกครั้ง” คำพูดนั้นทำให้ทุกสายตาหันไปยังหญิงสาวผู้กอบกู้ ผู้ที่ชายหนุ่มเรียกว่าเจ้าสี่ มาตั้งแต่วัยเยาว์
เนี่ยฮองเฮายิ้มอ่อน
“มานี่สิ หว่านเอ๋อ พาน้องสาวของเจ้ามาให้แม่ดูหน่อย” เซี่ยมู่หว่านจูงมือน้องสาวคนเล็กเดินเข้าไปใกล้พระนาง
“หม่อมฉันเซี่ยหรงเหยา ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ” หญิงสาวยอบกายลงอย่างอ่อนน้อม ท่วงท่าสงบเยือกเย็นของนาง ทำให้เนี่ยฮองเฮารู้สึกเอ็นดูในทันที
“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







