Masuk“เซี่ยหรงเหยา...ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้ามีสิ่งใด ที่ทำให้เขายอมละทิ้งข้าไปเช่นนี้” สายลมหนาวพัดผ้าใบกระโจมให้สั่นไหว เสียงนั้นดังคล้ายเสียงหัวเราะเย้ยหยันของโชคชะตา
ทางด้านมู่หรงจ้านที่แอบตามคนทั้งสองอยู่ห่างๆ มองดูภาพความหวานชื่นตรงหน้า ดวงตาคมที่เคยเยือกเย็นสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ ภายในอกมีเพียงความขมปร่าที่มีอาจกลืนลงท้อง
เขาเคยคิดว่าตนรักหลินเสวี่ยถง รักในความอ่อนโยนและความงามที่ใครๆ ต่างก็ยกย่อง แต่เมื่อได้อยู่ใกล้นาง ความรู้สึกนั้นกลับจืดชืดราวกับน้ำชาจางๆ
ทว่ายามนี้...เพียงแค่เห็นเซี่ยหรงเหยา สตรีที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา ตกอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษอื่น หัวใจกลับร้อนรุ่มดั่งถูกไฟเผา
“ติดตามเปิ่นไท่จื่อเข้ามาในป่า...ตวนอ๋อง เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่” ชายหนุ่มพึมพำ เสียงเบา
ในขณะที่กำลังเหม่อลอยเพราะภาพตรงหน้า ธนูดอกหนึ่งพลันพุ่งเฉียดใบหน้าไปอย่างเฉียดฉิว เสียงหวีดของลูกธนูดังแหวกอากาศก่อนปักลงที่ต้นไม้ด้านหลัง
“อึก!”
มู่หรงจ้านสะดุ้งสุดตัว ก่อนเสียหลักตกจากหลังม้า ร่างกระแทกพื้นอย่างแรงจนลมหายใจสะดุด เสียงร้องที่ออกจากลำคอมีเพียงเสียงลมแผ่วเบา
ม้าสีดำตัวใหญ่ของมู่หรงฉางชิงควบเข้ามาหยุดตรงหน้า ม้าของมู่หรงจ้านเมื่ออยู่ต่อหน้าม้าตัวนั้นกลับมีท่าทีกระสับกระส่าย คล้ายกำลังหวาดกลัว
เหมือนมันรู้ดีว่า ตนกำลังอยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจเหนือกว่า
“ว่าอย่างไร น้องรอง...จุกจนพูดไม่ออกเชียวหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเย้ยหยัน ร่างสูงบนหลังม้าที่กำลังโอบกอดหญิงงาม ปรายตามองน้องชายที่พยายามยันตัวลุกขึ้นจากพื้นด้วยท่าทีเย็นชา
“พวกเจ้า!”
มู่หรงจ้านกัดฟันกรอด ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและอับอาย และในระหว่างที่บรรยากาศรอบด้านดูตึงเครียด เสียงใสของหญิงสาวพลันดังขึ้น
“ไปกันเถอะเพคะ เราอย่าอยู่ที่นี่เลย เป่าหนิงยังอยากยิงกระต่ายอยู่นะ” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยออดอ้อนชายหนุ่มที่โอบกอดนางเอาไว้แน่น
มู่หรงฉางชิงละสายตาจากน้องชายต่างมารดา หันกลับมาสนใจหญิงสาวในอ้อมแขน ดวงตาที่เคยเย็นชาพลันอ่อนลงทันที
“ได้สิ เปิ่นไท่จื่อจะพาเจ้าไปเอง” เสียงหัวเราะเบาๆ ของทั้งคู่ดังแว่วไปตามสายลม ทิ้งมู่หรงจ้านไว้กับความเจ็บปวดที่ไม่อาจเอื้อมถึงสิ่งที่ตนปรารถนาได้อีกต่อไป
มู่หรงจ้านมองตามคนทั้งคู่จนลับสายตา มือสองข้างที่กำแน่นสั่นเทา ทุบพื้นดินเบื้องหน้าเพื่อระบายโทสะ ดวงตาคมเต็มไปด้วยความเคียดแค้นต่อคนทั้งสอง
“ฝากไว้ก่อนเถอะ มู่หรงฉางชิง...ความอับอายในวันนี้ ข้าจะต้องส่งคืนกลับให้เจ้าเป็นเท่าทวีคูณ!” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชิงชัง กรีดร้องก้องสะท้านป่า
ชายหนุ่มกัดฟันแน่น พยุงร่างที่เจ็บระบมขึ้นหลังม้า ก่อนควบออกจากป่าด้วยความเร็ว ราวกับต้องการหนีจากความอัปยศที่พึ่งได้รับ
ไม่นานหลังจากนั้น องครักษ์ที่ถูกสั่งให้ติดตามมู่หรงจ้านก็รีบควบม้ากลับไปยังค่ายพัก รายงานต่อนายหญิงของตนตามคำสั่ง
“เพล้ง!” เสียงถ้วยชากระเบื้องเคลือบกระทบพื้นดังสนั่น น้ำชาร้อนๆ กระเซ็นเปื้อนชายกระโปรงสาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“นางสารเลว! เซี่ยหรงเหยา! เมื่อไหร่นางจะตายๆ ไปเสียที!”
หลินเสวี่ยถงกัดฟันกรอด ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ
“เหตุใดต้องมาทำให้ความสัมพันธ์ของข้าและท่านอ๋องต้องสั่นคลอน! สวรรค์ส่งข้ามาเกิด ไยต้องส่งนางมาเกิดที่เดียวกับข้า! ข้าเกลียดนาง! เกลียดนาง!”
หญิงสาวหอบหายใจแรง มือทั้งสองสั่นเทาและเต็มไปด้วยโทสะ สาวใช้ที่อยู่ข้างๆ รีบก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย เพราะกลัวว่าตนจะกลายเป็นที่ระบายอารมณ์แทนถ้วยชาชุดนั้น
ภายในกระโจมที่เงียบลง มีเพียงเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของหลินเสวี่ยถงที่ดังสะท้อนอยู่ในความสลัวราง ความริษยาและความกลัวค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ จนกลายเป็นเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางทาง
“กลับมาแล้วหรือ ข้านึกว่าเจ้าหลับอยู่ในห้องน้ำเสียอีก”
ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยเย้าสหายรัก ทันทีที่เห็นอีกฝ่ายเปิดประตูกระโจมเข้ามา
“พอดีพบองค์รัชทายาทด้านนอก พระองค์ชวนไปหาเสบียงมื้อเย็น ข้าเลยติดตามไปด้วย” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยเสียงแผ่ว สองแก้มขึ้นสีระเรื่อเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่ชายหนุ่มขโมยจูบบนหลังม้า
“จริงหรือ! น่าเสียดายที่ข้ามิได้ตามไปด้วย เจ้านี่นะ! เอาแต่เที่ยวเล่นสนุกอยู่คนเดียว ไม่นึกถึงสหายเช่นข้าเลย” ว่านหนิงอวิ๋นกอดอกหันหลังให้ แสร้งทำแง่งอน
เซี่ยหรงเหยาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพยักพเยิดให้พี่ชายช่วยง้อนางแทนตน เซี่ยชิงสือที่ยืนอยู่ข้างๆ มองน้องสาวยักคิ้วหลิ่วตาอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจ
“เป่าหนิง...ตาน้องเป็นอะไรหรือ” ร่างบางถึงกับยกมือกุมขมับ ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ มิน่าเล่า...ชาติก่อนกระทั่งตนตายจากไป คนทึ่มคนนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงานเสียที!
หญิงสาวเดินไปด้านหลังพี่ชายก่อนจะผลักเขาออกไป ทำให้ชายหนุ่มเสียหลักล้มคะมำทับว่านหนิงอวิ๋นที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
“เอ๊ะ! ขออภัย!” ชายหนุ่มรีบลนลานลุกขึ้น ทว่าเท้ากลับเหยียบเข้ากับชายชุดคลุมของหญิงสาว ทำให้เสียหลักล้มลงไปอีกครั้ง
ครานี้ริมฝีปากของทั้งสองกลับแตะกันเบาๆ ความเงียบพลันปกคลุมทั่วกระโจม มีเพียงเสียงหัวใจของทั้งคู่ที่เต้นแรงราวจะทะลุออกมานอกอก
เซี่ยหรงเหยาที่แอบมองอยู่ด้านข้าง ถึงกับแอบยิ้มพอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ตั้งใจจะไปหาชายคนรักของตนที่อาสาทำหน้าที่พ่อครัวในค่ำคืนนี้
แต่ยังไม่ทันได้ไปถึงไหน กลับต้องชะงักฝีเท้า เมื่อหลินเสวี่ยถงพร้อมสองสหายคู่แค้น ลู่หลานหลิงและไป๋เสี่ยวอิง ก้าวออกมาขวางทางเอาไว้
“โอ้ยโหยว...อะไรกันนี่! ได้รับโอกาสติดตามประพาส แต่กลับต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่าทางคุณหนูบางคน คงจะถูกทิ้งเสียแล้วกระมัง”
ไป๋เสี่ยวอิงลอยหน้าลอยตาเย้ยหยัน
เซี่ยหรงเหยามองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา นางเห็นชัดว่าหลินเสวี่ยถงใช้สองคนนี้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อเล่นงานตน ในใจได้แต่นึกรำคาญ เมื่อไหร่สองคนนี้จะตาสว่าง เลิกโง่เขลาให้ผู้อื่นหลอกใช้เสียที...
“หมาดีไม่ขวางทาง”
ร่างบางเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนผลักพวกนางออก
“นี่! เจ้า! เฮอะ! รับไม่ได้กับความจริงล่ะสิ ถึงได้มีท่าทีไม่พอใจเช่นนั้น” ลู่หลานหลิงตะโกนไล่หลัง สตรีทั้งสองหัวเราะคิกคัก คิดว่าตนสามารถเอาชนะเซี่ยหรงเหยาได้
องครักษ์เงาที่มู่หรงฉางชิงมอบหมายให้คอยอารักขาหญิงสาว ต่างเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด การกระทำของพวกนางทำให้คนเหล่านี้ไม่พอใจ พวกเขาเริ่มวางแผนกันอย่างลับๆ ว่าคืนนี้จะต้องสั่งสอนสตรีเหล่านั้นให้หลาบจำ
เมื่อยามอัสดงมาเยือน แสงไฟจากค่ายที่พักเริ่มสว่างไสวไปทั่วบริเวณ วันนี้เป็นวันแรกที่ทุกคนเดินทางมาถึง มู่หรงฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้พักผ่อน และการออกล่าจะเริ่มต้นอย่างจริงจังในวันรุ่งขึ้น
เซี่ยหรงเหยานั่งรอพี่ชายอยู่ข้างกองไฟ ใกล้กันคือมู่หรงฉางชิงที่กำลังย่างกระต่าย กลิ่นหอมฉุยลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ไม่นานนัก เซี่ยชิงสือ ว่านหนิงอวิ๋น และว่านอวิ๋นเซียวก็เดินเข้ามาสมทบ
“แค่ตอนเย็น ทั้งสองคนล่ากระต่ายได้มากขนาดนี้เชียวหรือ”
“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ทางด้านจ้าวเค่อ แม้จะได้รับการปล่อยตัวจากคุกหลวง แต่พระราชโองการจากฮ่องเต้ก็มีคำสั่งให้กักตัวอยู่ภายในจวนเป็นเวลาครึ่งปี เพื่อสำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำลงไป...ส่วนชินอ๋องผู้เป็นบิดา ก็ถูกตำหนิอย่างรุนแรงต่อหน้าเหล่าขุนนาง ที่สั่งสอนบุตรชายให้ดีมิได้เซี่ยหรงเหยาหลังได้รับเงินชดเชยห้าแสนตำลึง นางก็วา
บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ หลังจากผ่านความทุกข์ยากมานาน ในที่สุดโชคชะตาก็เริ่มหันกลับมามอบความสงบสุขให้พวกนางอีกครั้งร่างบางหลับตาลงพร้อมเอ่ยในใจ ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้ข้าได้เกิดใหม่...ทำให้ได้พบผู้คนเหล่านี้อีกครั้งยามราตรีมาเยือน แสงจันทร์สาดลอดผ่านหน้าต่างกระทบพื้นห้อง
เมื่อเสียงแรกของกู่ฉินดังขึ้น ท่วงทำนองอ่อนโยนราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ แต่เสียงนั้นกลับแฝงความเศร้าลึก ซึ่งสามารถทิ่มแทงหัวใจและความรู้สึกผู้ฟังได้ทุกคนว่านหนิงอวิ๋นนั่งที่นั่งอยู่ในตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ ข้างกายคือชายหนุ่มสองคน...ว่านอวิ๋นเซี่ยวและเซี่ยชิงสือ ที่ทำหน้าที่เป็นราชทูตจากเป่ยหมิง ทั้งสามนั่ง
“ซื่อจื่อ เหตุใดถึงมาเยือนยังเรือนของอนุได้เล่าเจ้าคะ” จ้าวเค่อก้าวเข้าไปใกล้ ดวงตาแข็งกร้าวตวัดมองหญิงสาว“เจ้ามีส่วนรู้เห็นกับการหายตัวไปของเซี่ยหรงเหยาหรือไม่!” หลินซินหรานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือปิดปาก แววตาแฝงความตกใจ“ท่านหมายความว่าอย่างไร ข้าน้อยไม่รู้เลยจริงๆ ไม่รู้ใครเป็นคนใส่ร้ายข้าเ







