เข้าสู่ระบบทุกคนรีบวิ่งไปยังคอกม้าทันที และสิ่งที่เห็นได้ทำให้เลือดในกายของจ้าวเค่อเดือดพล่าน เพราะม้าทุกตัวถูกปล่อยออกไปจนหมด เหลือเพียงรอยเท้าสับสนปนเป
“ข้าจักลงโทษเรื่องนี้ในภายหลัง ไปหาม้ามาให้ข้า อย่างไรก็ต้องตามหาตัวนางให้พบ!” น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะ องครักษ์ทุกนายต่างรีบเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว จ้าวเค่อนอกจากจะโมโหที่เซี่ยหรงเหยาหนีไป แต่ส่วนลึกในใจกลับเป็นห่วงความปลอดภัยของนางมากกว่า สตรีที่ต้องเดินทางท่ามกลางพายุฝนเพียงลำพัง หากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่มีผู้ใดเห็น แค่คิดเขาก็รู้สึกหวาดกลัวในใจ สายฝนยังคงตกลงมาไม่หยุด เซี่ยหรงเหยาออกเดินทางต่อ แต่ไม่รู้ว่าตนกำลังจะไปไหน ซาลาเปาหนึ่งลูกที่เปรอะเปื้อนดินโคลน ถูกใช้เป็นเสบียงประทังความหิว แม้จะเกิดมาสองชาติ แต่หญิงสาวไม่เคยต้องได้รับความลำบาก ยามนี้กายของนางเริ่มสั่นเทาเพราะพิษไข้ ทั้งร่างโงนเงนไปมา ทุกย่างก้าวหนักขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเหล็กถ่วง ลมหายใจของหญิงสาวร้อนผ่าวเพราะพิษไข้ มือบางสั่นเทา ขาสองข้างแทบไม่อาจพยุงน้ำหนักตัวเองได้อีกต่อไป ทว่านางยังคงฝืนเดินต่อ ในความสลัวของป่า...เสียงแมลงร้องดังระงม ราวกับกำลังกลืนกินสติของนางทีละน้อย จนในที่สุด...ร่างบางก็ทรุดฮวบลงกับพื้นดินอันเย็นเฉียบ สายตาที่เริ่มพร่ามัว มองเห็นเพียงเงาร่างหนึ่งอยู่ไม่ไกล เงานั้นเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ทีละน้อย เซี่ยหรงเหยาพยายามยกมือขึ้น ยื่นออกไปอย่างอ่อนแรง หวังว่าคนผู้นั้นจักเป็นมู่หรงฉางชิง แต่ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสถึงสิ่งใด โลกทั้งใบก็พลันมืดดับลง “เซี่ยหรงเหยา! เจ้าฟื้นขึ้นมาสิ! อย่างหมดสตินะ!” จ้าวเค่อเขย่าหญิงสาวในอ้อมแขนแรงๆ ในใจหวาดกลัวว่าความดื้อรั้นของนาง จักพรากชีวิตของนางไป ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ หลังองครักษ์หาม้ามาได้ ทุกคนเตรียมตัวฝ่าสายฝนเพื่อตามหาร่องรอยของเซี่ยหรงเหยา ทว่าสายตาของจ้าวเค่อพลันสะดุดเข้ากับรอยเท้าเล็กๆ รอยหนึ่ง ที่มุ่งตรงเข้าสู่ผืนป่า ความคิดหนึ่งได้ผุดขึ้นมาในหัว ชายหนุ่มสั่งองครักษ์สองนายขี่ม้าย้อนตามเส้นทางเดิม ส่วนตนเองนำกำลังคนเดินเท้าเข้าป่า เพื่อตามรอยเท้านั้นไป กระทั่งพบกับร่างของเซี่ยหรงเหยา ที่นอนหมดสติท่ามกลางสายฝน หนึ่งวันเต็มที่หญิงสาวยังคงไม่ได้สติสติ ร่างร้อนผ่าวของนางนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ที่สถานีพักม้าไม่มีหมอ พวกเขาจึงจำต้องรักษาอาการของนางตามมีตามเกิด เพราะจากที่นี่...ระยะทางห่างจากเมืองข้างหน้าถึงร้อยลี้ แต่ด้วยเพราะกลัวว่ามู่หรงฉางชิงจักติดตามมาทัน จึงจำใจต้องออกเดินทางโดยที่เซี่ยหรงเหยายังไม่ได้สติ ทุกคนต่างอิดโรยจากการเดินทาง แต่ไม่มีใครกล้าหยุดพัก เพราะคำสั่งของจ้าวเค่อ ชายหนุ่มกอดร่างร้อนผ่าวของหญิงสาวแน่น ดวงตาทั้งสองแดงก่ำจากการไม่ได้นอน ความกังวลกัดกินหัวใจไม่หยุด เพราะกลัวว่าเซี่ยหรงเหยาจะทนไม่ไหว ทว่าร่างกายที่ดูบอบบางของนางกลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และหญิงสาวก็ได้สติในเวลาต่อมา “ปล่อยข้านะ!” ร่างบางดิ้นสุดแรง เมื่อพบว่าตนเองกำลังอิงซบอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษแปลกหน้า ทว่ายิ่งดิ้น...แขนของเขาก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น จ้าวเค่อก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง คำพูดนั้นทำเซี่ยหรงเหยากายแข็งทื่อ “อะไรกัน...ตลอดทางเจ้านอนอยู่ในอ้อมแขนข้า ยามนี้กลับคิดเนรคุณหรือ” “ไสหัวไป! ปล่อยข้าไปซะ! ไม่อย่างนั้นสวามีของข้าจักต้องตามมาเด็ดหัวเจ้าแน่” หญิงสาวข่มขู่อีกฝ่าย ทว่าท่าทางของนางกลับดูราวลูกแมวน้อยที่กำลังขู่ฟ่อ จ้าวเค่อหัวเราะเบาๆ “ได้เลย...ข้าจักรอวันนั้น วันที่มู่หรงฉางชิงมาเด็ดหัวข้า ทว่าในระหว่างนั้น...เจ้าก็ยังเป็นของข้าอยู่” “นี่! เจ้า!” ร่างบางชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความเดือดาล ตลอดเส้นทางอันยาวไกลจากเกาะเจามุ่งสู่แคว้นจ้าว เซี่ยหรงเหยาไม่เคยหยุดคิดหาทางหลบหนี นางพยายามทุกครั้งที่มีโอกาส บางครั้งแอบหนีในเวลาที่พวกเขาพลั้งเผลอ บางครั้งแสร้งป่วยเพื่อให้หยุดพัก หวังว่ามู่หรงฉางชิงจะตามมาทัน แต่ไม่ว่าครั้งใด...จ้าวเค่อก็ตามจับตัวนางกลับมาได้ทุกครั้ง แต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดคือ เขาไม่เคยลงโทษนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพียงเอ่ยข่มขู่ว่า”หากเจ้าคิดหนีอีก ข้าจะจัดการเจ้าเสีย” แล้วก็ปล่อยไป ราวกับการหลบหนีของนางเป็นเพียงเรื่องสนุกของเขา เซี่ยหรงเหยาไม่เข้าใจชายผู้นี้เลย เขาไม่เคยแตะต้องตนเอง ไม่เคยพูดจาหยาบคาย แต่กลับมองนางด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ทั้งเย็นชา ทั้งลึกล้ำ ราวกับซ่อนบางสิ่งไว้ในใจ หนึ่งเดือนผ่านไป...การเดินทางอันแสนทรหดสิ้นสุดลง เมื่อขบวนรถม้าของพวกเขาเข้าสู่เขตแดนเมืองหลวงแคว้นจ้าว “ถึงแล้ว...บ้านของข้า นับแต่นี้ไป เจ้าจะต้องอยู่ที่นี่” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้ม ก่อนหันมามองร่างบางแคว้นจ้าว ดินแดนที่บิดาของเขา ชินอ๋องผู้ทรงอำนาจ กุมกองกำลังครึ่งหนึ่งเอาไว้ในมือ จ้าวเค่อไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอีกต่อไป เพราะที่นี่คืออาณาเขตของเขาโดยแท้ เมื่อขบวนรถม้าแล่นเข้าสู่จวนซื่อจื่อ ข่าวลือก็แพร่สะพัดในหมู่ข้ารับใช้ ว่าสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามราวเทพธิดา ถูกพากลับมาเอิกเกริก เหล่าสตรีในจวนต่างริษยา โดยเฉพาะนางเล็กๆ ที่จ้าวเค่อเลี้ยงไว้ในเรือน ต่างพากันไม่พอใจ...เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มเอาอกเอาใจสตรีคนใหม่เพียงใด และความริษยาก็ยิ่งทวีคูณ เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มได้มอบเรือนที่ดีที่สุดรองจากเรือนใหญ่ให้นางพำนัก อีกทั้งรอบกายหญิงสาวยังมีข้ารับใช้มากกว่ายี่สิบคน ทั้งห้องครัวส่วนตัว ห้องอาบน้ำกลางแจ้งที่มีบ่อน้ำพุร้อน และสาวใช้ที่ล้วนคัดเลือกจากคนที่ดีที่สุดในจวน ทุกสิ่งทุกอย่างบ่งบอกถึงความโปรดปรานที่จ้าวเค่อมีต่อนาง แม้แต่เครื่องแต่งกายที่เซี่ยหรงเหยาสวมใส่ ต่างก็ล้วนเป็นผ้าไหมชั้นดีจากร้านดังในเมืองหลวง เครื่องประดับเงินทองถูกส่งมามากมาย เพื่อเอาอกเอาใจนาง แต่สำหรับเซี่ยหรงเหยาแล้ว สิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ไร้ความหมาย หลังมาพำนักอยู่ที่เรือนแห่งนี้ ทุกวันนางทำเพียงนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เหม่อมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีในยามเย็นด้วยแววตาหม่นหมอง หัวใจของหญิงสาวเฝ้าคนึงหาเพียงบุรุษผู้อยู่แสนไกล ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านม่านบาง นางมักจะเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวังเพียงหนึ่งเดียว หวังว่าสักวันหนึ่ง...มู่หรงฉางชิงจะมาปรากฏตัวตรงนั้น... “มู่หรงฉางชิง เมื่อใดท่านจักมารับตัวข้าเสียที” บัดนี้เซี่ยหรงเหยาได้รู้แล้วว่า จ้าวเค่อคือซื่อจื่อแห่งจวนชินอ๋อง บุตรชายผู้สืบทอดอำนาจโดยตรงของผู้กุมกองกำลังครึ่งหนึ่งของแคว้น และเซี่ยหรงเหยากำลังถูกขังอยู่ในเรือนส่วนตัวของเขา รอบกายมีองครักษ์และสาวใช้ที่ล้วนเป็นคนของจ้าวเค่อ ถูกส่งมาเพื่อคอยจับตาดูนางทุกฝีก้าว ในยามบ่าย...ขณะที่เซี่ยหรงเหยากำลังนั่งอ่านตำราอยู่ภายในเรือน อย่างเงียบๆ ตามลำพัง เสียงฝีเท้าหลายคู่พลันดังขึ้นจากด้านนอก ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกอย่างแรง“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







