Masukด้านบนปกคลุมด้วยต้นสนทะเลสูงชะลูด ที่เอนตัวรับแรงลมไหวไปมา เมื่อยามอาทิตย์อัสดง แสงสีทองสาดต้องผิวน้ำจนเกิดประกายระยิบระยับ ราวกับผืนแพรสีทองทอดยาวสุดสายตา
ใจกลางเกาะ มีป่าไม้เขียวชอุ่มและธารน้ำใสที่ไหลรินจากภูเขา กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นเกลือทะเลอ่อนๆ ทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสดชื่น หมู่บ้านน้อยใหญ่ มากมายตั้งอยู่กระจายรอบชายฝั่ง หลังคามุงจากเรียงรายเป็นระเบียบ ผู้คนใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ยามค่ำคืน...เกาะทั้งเกาะสว่างไสวด้วยแสงโคมไฟ ที่สะท้อนบนผิวน้ำ ราวกับดวงดาวนับพันร่วมหล่นลงมายังผืนดิน นางคิดถูกที่ติดตามสวามีมายังสถานที่แห่งนี้ แม้จักลำบากไปสักหน่อย แต่ก็คุ้มค่าที่ได้มาเยือน เดินทั้งวันก็เที่ยวชมได้เพียงส่วนเล็กของเกาะ อาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เซี่ยหรงเหยาพึ่งกลับมาถึงตำหนักพร้อมสีหน้าเปี่ยมสุข แววตาของนางยามนี้เปล่งประกายสดใสราวกับแสงจันทร์ยามค่ำคืน ทว่า...หญิงสาวกลับไม่รู้เลยว่า ทุกย่างก้าวของนาง นับตั้งแต่ก้าวออกจากวังหลวง จนกระทั่งย้อนกลับมานั้น ล้วนอยู่ภายใต้สายตาของใครบางคนที่เฝ้ามองอยู่ในเงามืด ภายในห้อง...กลิ่นหอมของชาลอยอบอวลบางเบา มู่หรงฉางชิงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ร่างสูงในอาภรณ์สีดำขลิบทองดูสงบนิ่ง แต่ในแววตากลับแฝงความอบอุ่น ยามเมื่อมองหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจ “สนุกหรือไม่...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม ขณะใช้ผ้าฝ้ายผืนบางเช็ดเส้นผมอ่อนนุ่มที่เปียกชื้นของนางแผ่วเบา “สนุกมากเลยเพคะ ที่นี่สวยงามดั่งที่พระองค์เคยตรัสไว้” เซี่ยหรงเหยาตอบด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนจะยกมือปิดปากหาวเบาๆ ความอ่อนเพลียจากการวิ่งเล่นทั้งวัน ทำให้เปลือกตาของนางหนักอึ้ง ความจริงชายหนุ่มได้รับรายงานแล้ว ถึงทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็ยังอยากฟังจากปากของนางเอง มู่หรงฉางชิงมองภาพนั้นด้วยสายตาเอ็นดู เขาก้มลงกดจูบแผ่วเบาที่แก้มนวล กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนผมทำให้หัวใจของชายผู้เย็นชาอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด “ชำระกายสักหน่อยแล้วพักผ่อนเถิด ชายารัก” น้ำเสียงทุ้มต่ำหากแต่นุ่มนวลเอ่ยข้างใบหูแผ่วเบา ก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นในอ้อมแขน แล้วพาไปยังห้องชำระกายที่อยู่ด้านข้าง...ตั้งแต่ต้นจนจบ เซี่ยหรงเหยาได้รับการปรนนิบัติอย่างอ่อนโยนจากชายหนุ่ม บนแทนบรรทม แสงตะเกียงส่องต้องเรือนร่างที่แนบชิดกันอย่างอ่อนโยน เสียงลมทะเลพัดผ่านม่านบางเบา ราวกับกล่อมให้ทั้งคู่เข้าสู่นิทรารมณ์ แต่ในขณะที่ภายในตำหนักอบอวลไปด้วยความสุข ภายนอกวังหลวงกลับปกคลุมด้วยความมืดมิดของรัตติกาล เงาร่างหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อหญิงสาวได้เริ่มลงมือวางแผนร้าย ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้อย่างรอบคอบ ถึงแม้เกาะเจาจะเป็นอาณาเขตของมู่หรงฉางชิง แต่ก็ยังมีไส้ศึกที่แฝงตัวเพื่อการใหญ่ และผู้ที่พร้อมจะทรยศเพื่อแลกกับอำนาจในมือ เพราะในโลกแห่งอำนาจนั้น ศัตรูที่อยู่ในที่ลับ ย่อมน่ากลัวกว่าผู้ที่กล้าเผชิญหน้าในที่แจ้งเสมอ อีกทั้งการมาของเซี่ยหรงเหยาเปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่พัดผ่านราชสำนักแคว้นเจา...นับตั้งแต่นางได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ข่าวคราวเกี่ยวกับหญิงสาวต่างแคว้นก็ได้แพร่สะพัดออกไป คำพูดเหล่านั้นมีทั้งคำชื่นชมในความงาม และการถูกเอ่ยถึงพร้อมแฝงความริษยา เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงต่างพากันอยากเห็นโฉมหน้าของหญิงสาวให้ประจักษ์แก่สายตา ว่าสตรีเช่นใดกัน...ที่สามารถทำให้มู่หรงฉางชิง ฮ่องเต้ผู้เย็นชาและเด็ดขาด ยอมอ่อนโยนลงได้ ฉะนั้น คนเหล่านี้จึงเริ่มวางแผนบางอย่างขึ้นอย่างเงียบๆ ช่วงเวลาผ่านไปนับครึ่งเดือน หลังจากงานเลี้ยงในวังหลวง ข่าวลือเกี่ยวกับฮองเฮาพระองค์ใหม่ยังคงเป็นที่พูดถึงไม่ขาดปาก จนกระทั่งวันหนึ่ง...เทียบเชิญจากเหล่าฮูหยินของขุนนางผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก ก็ได้ถูกส่งมาถึงตำหนักของเซี่ยหรงเหยา ไป๋ไช่ผู้รับเทียบเชิญ มองเทียบเชิญในมือด้วยสายตาครุ่นคิด “ฮองเฮาเพคะ บ่าวรู้สึกว่าเรื่องนี้ชอบกลนัก ตั้งแต่พระองค์มาเยือนยังที่แห่งนี้ มันก็ผ่านไปนานนับเดือน แต่ฮูหยินเหล่านั้นก็ไม่เคยแสดงไมตรีใดใดออกมา ไฉนวันนี้กลับส่งเทียบเชิญให้พระองค์ เกรงว่าอาจมีเจตนาอื่นแอบแฝง” เซี่ยหรงเหยายิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนมองไปยังข้ารับใช้ตัวน้อยของตน “ไม่เป็นไรหรอกไป๋ไช่ หากพวกนางอยากพบ ข้าก็จักไปพบสักครา อย่างไรฮูหยินผู้เฒ่าติงก็เป็นคนสำคัญของแคว้นเจา ให้เกียรตินางสักหน่อย อย่างน้อยก็อาจทำให้เหล่าขุนนางในราชสำนัก จ้องมองสวามีข้าน้อยลง” หญิงสาวเอ่ยพลางพลิกเทียบเชิญอันประณีตไปมา “หรือหากเป็นเล่ห์กลของคนเหล่านั้นอย่างที่เจ้ากังวล สตรีเรือนหลังจักสามารถทำอันใดต่อข้าได้” ร่างบางเอ่ยอย่างมั่นใจ เมื่อยามอัสดงมาเยือน แสงอาทิตย์สีทองส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในตำหนัก กลิ่นชาดอกเก๊กฮวยลอยอบอวลทั่วห้อง เซี่ยหรงเหยานั่งเอนกายบนตั้งตัวยาวข้างหน้าต่าง สายตาเหม่อมองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย แววตาเรียบนิ่งแต่แฝงแววครุ่นคิดหันมายังเทียบเชิญหลายฉบับที่วางเรียงอย่างไม่เป็นเป็นระเบียบ ไม่นานนัก...มู่หรงฉางชิงก็ได้ก้าวเข้ามาภายในห้อง ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีเข้มดูสง่างามและทรงอำนาจ นั่งลงข้างกายยอดดวงใจอย่างเงียบงัน ทันทีที่เห็นใบหน้างามขมวดคิ้วมุ่น ชายหนุ่มก็รู้ได้ทันทีว่า...มีบางสิ่งกำลังรบกวนจิตใจของนาง “เป่าหนิงของเรา วันนี้มีเรื่องใดในใจหรือ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน เซี่ยหรงเหยาเอนศีรษะพิงหัวไหล่ชายหนุ่ม พร้อมกับทิ้งตัวด้วยความรู้สึกพึ่งพา ก่อนจะยื่นเทียบเชิญให้เขาดู “มีเรื่องให้ปวดหัวเล็กน้อยเพคะ เหล่าฮูหยินขุนนางได้ส่งเทียบเชิญมาให้หม่อมฉันหลายฉบับ มีทั้งจัดงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดและงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อทำความรู้จัก แต่ไป๋ไช่เห็นว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หม่อมฉันจึงคิดว่าควรปรึกษาพระองค์เสียก่อน” มู่หรงฉางชิงรับเทียบเชิญมาพลิกดูทีละฉบับ แววตาคมกริบฉายแววเย็นชา “พวกนาง...คงอยากกำลังทดสอบเจ้า” “อันที่จริงหม่อมฉันเองก็คิดเช่นนั้น” เซี่ยหรงเหยาตอบเสียงเบา “แต่หากไม่ไป เกรงจะถูกมองว่าเย่อหยิ่ง หากไปรวมงาน...ก็ไม่รู้ว่าพวกนางจะวางแผนใดไว้” มู่หรงฉางชิงวางเทียบเชิญลงบนโต๊ะ ก่อนเอื้อมมือแตะหลังมือหญิงสาวแผ่วเบา “ไม่ว่าพวกนางจะคิดสิ่งใด ก็ไม่จำเป็นต้องหวาดหวั่น เราจะให้สือจิ่วและองครักษ์เงาติดตามไปด้วยอีกหลายคน หากมีสิ่งใดผิดปกติ พวกเขาจักเข้าช่วยเหลือในทันที” ดวงตาชายหนุ่มอ่อนลง ยามเมื่อมองไปยังร่างเล็กในอ้อมแขน “จำไว้นะ เป่าหนิง ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวผู้ใดในแผ่นดินนี้ ตราบใดที่เรายังอยู่ เราจักคอยหนุ่นหลังเจ้าตลอดไป” เซี่ยหรงเหยามองร่างสูงอย่างซาบซึ้ง รอยยิ้มบางแต่งแต้มบนริมฝีปาก“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
“เตรียมม้า! เราจะเข้าเมืองหลวงให้ทันก่อนที่จ้าวเค่อจะกลับมา!” เสียงคำสั่งของชายหนุ่มดังก้องในความมืด เหล่าองครักษ์ลับรีบเคลื่อนไหวทันที...ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเองที่อีกฟากหนึ่งของแคว้นจ้าว...จ้าวเค่อยามนี้ได้ปลอมตัวเป็นมือสังหาร ใบหน้าของชายหนุ่มถูกปิดบังด้วยผ้าคลุม ดวงตาอำมหิตดูเย็นเยียบราวกับสั
งานเลี้ยงน้ำชายังคงดำเนินต่อไปอย่างเรียบง่าย เสียงหัวเราะเบาๆ ของสตรีเหล่านั้นกลบเกลื่อนความตึงเครียดในอากาศ เหล่าข้ารับใช้ที่ถูกวางตัวให้จับตาดูเซี่ยหรงเหยา ไม่ทันสังเกตถึงสิ่งผิดปกติใดๆไม่มีใครรู้เลยว่า หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังวางแผนหลบหนีจากกรงทองที่พันธนาการชีวิตของนาง ทั้งที่กำลังจัดงานเลี้ยงน้ำช
“ต่อมาข้าได้ตั้งครรภ์ ข้าดีใจนัก คิดว่าหลังถูกทำลายความหวังไปแล้วครั้งหนึ่ง...เด็กคนนี้อาจกำลังให้ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นแก่ข้า”“...แต่แล้วเขากลับสั่งให้สาวใช้ใส่ยาทำให้ข้าแท้งลูก ข้าร้องขอให้เขาไว้ชีวิตลูกของข้าจนเสียงแหบแห้ง แต่เขากลับไม่สนใจแม้เพียงนิด...” น้ำตาของหลินซินหรานหยดลงบนพื้นทีละหยด เมื่อ
ทั้งสองเดินผ่านสวนดอกไม้โดยที่ไม่มีใครทันสังเกต ท่ามกลางเสียงลมพัดใบไม้ไหว เซี่ยหรงเหยายังคงยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ข้ารับใช้ โดยไม่รู้เลยว่า...มีสายตาสองคู่กำลังจับจ้องมายังตนสายตาหนึ่งเต็มไปด้วยความหวงแหน อีกสายหนึ่งกลับแฝงความเจ็บปวดและอดีตที่ไม่อาจลืมเลือนยามราตรีในจวนซื่อจื่ออันเงียบสงัด แสงจันทร





![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

