Share

บทที่ 7

Author: Jiulin
last update publish date: 2024-12-15 11:00:20

‘ไม่ใช่เมื่อครู่นางเป็นคนบอกเองหรอกหรือว่าจะให้หยางซูฉินไปแทน’

หากเป็นแต่ก่อนเขาคงไม่จำเป็นต้องเดินมาพูดย้ำกับนางเช่นนี้เป็นแน่ แต่เวลานี้สตรีผู้นี้ว่าง่ายเหมือนเดิมเสียที่ไหนกัน

ลู่เหยียนซินมองเห็นประกายความโกรธเสี้ยวหนึ่งในแววตาของเขา นางรีบลุกขึ้นและรีบพูดอย่างเอาใจว่า

"รู้แล้วๆ ท่านอ๋องไปพักผ่อนเถอะเพคะหม่อมฉันจะกลับเข้าข้างในแล้ว"

"ข้าก็ไม่ได้อยากจะอยู่นานเสียหน่อย"

พูดจบก็รีบก้าวท้าวเดินออกจากเรือนซินหยางมุ่งสู่เรือนใหญ่ทันที นางเบ้ปากให้กับกิริยาที่ดูเหมือนจะถือตัวของเขา

"เป็นอะไรของเขาทำเหมือนข้าอยากเข้าใกล้นักล่ะ”

หญิงสาวทำท่าทางล้อเลียนจนลืมไปว่าชิงอีกับลี่ถิงยังคงยืนอยู่ตรงนี้

“อะ เอ่อ” ลู่เหยียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบหยิบเอาแตงโมที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ในจานส่งให้ชิงอี

“เจ้าเอาไปกินดูสิหวานฉ่ำอย่าบอกใครเลยล่ะ”

“ให้ข้าน้อยหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“ก็ใช่น่ะสิ ไม่มียาพิษหรอกน่าเจ้าวางใจได้ลี่ถิงก็กินบ่อยจริงหรือไม่” ท้ายประโยคนางหันไปมองสาวใช้ของตน ลี่ถิงพยักหน้าพลางยิ้มอย่างใสซื่อเป็นการยืนยันว่าผลไม้ตรงหน้าเขานั้นกินได้

“ขอบคุณพระชายาข้าน้อยทราบซึ้งน้ำใจของท่านมากพ่ะย่ะค่ะ”

“คำพูดหวานหูพวกนี้ไปได้มากจากไหนกันตรงข้ามกับเจ้านายของเจ้าเสียจริง”

“คะ คือว่า”

“ช่างมันเถอะถือเสียว่าไม่ได้ยินที่ข้าพูด เอาล่ะลี่ถิงไปกันเถอะข้าอยากอาบน้ำแล้วเหนื่อยจะแย่"

"เพคะพระชายา"

ทั้งคู่เดินกลับเข้าไปในเรือนทิ้งไว้เพียงชิงอีที่ทำหน้างุนงงกับคำพูดของลู่เหยียนซินและที่สำคัญสาวใช้ของนางก็ดูจะฟังเข้าใจอีกด้วย

‘พระชายาดูเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วย’

วันรุ่งขึ้นลู่เหยียนซินถูกปลุกให้ไปอาบน้ำตั้งแต่เช้าตรู่ หญิงสาวเหมือนคนที่นอนยังไม่เต็มตื่นดวงตายังคงปิดสนิทอีกทั้งริมฝีปากเรียวบางนั้นก็ยังคงหาวหวอดๆ ออกมาอย่างไม่เอียงอายเลยแม้เพียงนิด

“ลี่ถิงข้าต้องแต่งตัวเช้าถึงเพียงนี้เลยหรือ”

“เตรียมตัวไว้เพคะพระชายา ท่านยังต้องกินอาหารก่อนเข้าวังอีกหากว่าท่านอ๋องต้องคอยนานเกรงว่าอาจจะถูกทำโทษอีก”

“ทำโทษๆ อะไรก็ทำโทษอยู่นั่นล่ะชีวิตของเขาตึงเกินไปหรือไม่นะ”

“พูดอะไรเพคะ ลุกขึ้นได้แล้ว”

“รู้แล้วน่า”

หญิงสาวอิดออดเล็กน้อยแต่ก็ยอมทำตามสาวใช้คนสนิทอยู่ดี

ทางด้านเรือนฉางหมิงเมื่อเห็นว่าจวนจะสายแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นว่านางออกมาจากเรือนเสียที อ๋องฉินที่กำลังจะสั่งให้ชิงอีไปเรียกนางในเวลาไล่เลี่ยกันลู่เหยียนซินก็เดินออกมาพอดี

นางสวมชุดกระโปรงสีชมพูหวานปักลวดลายดอกไม้สวยงามขับสีผิวขาวเนียนใส ที่เอวยังคาดเครื่องประดับสีเดียวกันทำให้เอวระหงยิ่งดูอรชรมากขึ้นดูอ่อนช้อยน่าหลงใหล มวยผมที่เกล้าขึ้นยังมีที่ปักผมรูปหางหงส์หยกดิ้นทองประดับอยู่เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ หวานใส แก้มแดงระเรื่อเมื่อโดนแสงแดดกลับสว่างใสมีเลือดฝาดขึ้นมาทันที

“ไปกันได้หรือยังข้ามีงานต้องกลับมาทำต่อนะ”

“?”

‘เป็นเขาที่รอนางนานไม่ใช่หรืออย่างไรกัน นางมาช้ายังจะกล้าบ่นอีก’

อ๋องฉินส่ายหัวให้นางก่อนจะเดินนำหน้าไปยังหน้าประตูจวน ลู่เหยียนซินที่เดินตามออกมาก็หันซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นจะมีรถม้าอยู่เลยสักคัน

‘ไหนบอกว่ารีบ รถม้าสักคันก็ไม่เห็นจะเตรียมเอาไว้แล้วจะมาเร่งนางทำไมกัน’

ลู่เหยียนซินที่มัวแต่ชะเง้อคอมองหารถม้าอยู่นั้นไม่ทันได้สังเกตว่าชิงอีกำลังจูงอาชาประจำกายของอ๋องฉินมาทางด้านหลัง อ๋องฉินกระโดดขึ้นม้าพร้อมทั้งเอี้ยวตัวไปคว้าเอวบางของนางขึ้นมานั่งซ้อนด้านหน้าของตนเองด้วยความรวดเร็ว

“ว๊าย! ท่านจะทำอะไร” 

ลู่เหยียนซินตื่นตะหนกตกใจเป็นอย่างมาก อยู่ๆ อ๋องบ้าผู้นี้ก็คว้าเอวนางขึ้นบนหลังม้าไม่บอกกล่าวอะไรสักคำ หัวใจจะวาย

“อยู่นิ่งๆ อยากตกม้าตายหรืออย่างไร”

“ข้านึกว่าพวกเราจะนั่งรถม้าไปเสียอีก”

“รถม้าช้าไปข้ารอเจ้าแต่งตัวนานจนเกินเวลาแล้ว ฝ่าบาทกับฮองเฮาจะรอนาน”

“แล้วเหตุใดท่านไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า”

อ๋องฉินพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายออกแรงส่งควบม้าไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเลยสักนิด

คนทั้งคู่นั่งอยู่บนหลังม้าไร้การสนทนากันแผ่นหลังของนางแนบชิดกับอกแกร่งของเขา ใกล้ชิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดข้างพวงแก้มของนาง

-วังหลวงแคว้นเป่ยฉี-

อ๋องฉินกระโดดลงจากหลังม้าแล้วยื่นมือไปคว้าเอวบางของนางลงตามมาด้วยกัน เมื่อเท้าเล็กแตะถึงพื้นลู่เหยียนซินก็เดินไปข้างหน้าทันทีดวงตาสุกใสจ้องมองพระราชวังที่อยู่ด้านหน้าด้วยความตื่นเต้น

“ตามข้ามาแล้วก็อย่าสร้างเรื่องให้ข้าปวดหัวอีก”

“โธ่ท่านอ๋องพูดอะไรเช่นนั้น หม่อมฉันจะไปทำเช่นนั้นทำไมกันเล่าเพคะ”

คำพูดประจบประแจงก้ำกึ่งหยอกล้อทำให้อ๋องฉินได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอาใจ หากไม่ใช่ว่าตอนนี้นางไม่คอยตามตอแยเขาเหมือนเมื่อก่อนวันนี้เขาคงไม่อยากเข้าใกล้หรือพูดคุยกับนางเลยสักประโยคอย่างแน่นอน

ทั้งคู่เดินมาถึงหน้าท้องพระโรงก็มองเห็นเฉินกงกงที่ยืนทำหน้าระรื่นอยู่ก่อนแล้ว

“ท่านอ๋อง พระชายา”

“เสด็จพ่อล่ะ”

“อยู่ในห้องทรงพระอักษรพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมจะไปทูลฮ่องเต้เดี๋ยวนี้”

“อืม”

ในห้องทรงพระอักษรฮ่องเต้กับฮองเฮานั่งสนทนากันเพียงลำพังไร้ซึ่งเงาของข้ารับใช้ ไม่นานนักเฉินกงกงก็รีบเข้ามารายงานว่าอ๋องฉินกับพระชายาฉินมาถึงแล้วจึงรีบรับสั่งให้ทั้งคู่เข้ามาพบทันที

เมื่อทั้งสองคนมาถึงก็คุกเข่าลงพร้อมกันแล้วพูดขึ้นว่า

“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ เสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”

“ถวายบังคมฝ่าบาท ฮองเฮาเพคะ”

“ลุกขึ้นเถอะ” ฮองเฮากล่าวพร้อมแย้มสรวล กาลเวลาไม่ได้ทำให้พระพักตร์และผิวพรรณของพระองค์ลดความงดงามลงเลยกลับกันยิ่งผ่องใสงดงามมากขึ้น

ลู่เหยียนซินมองพระพักตร์อันมีเสน่ห์ของฮองเฮา นางมองเห็นแววตาที่อ่อนโยนของพระนางพลันทำให้คิดถึงผู้เป็นมารดาขึ้นมาทันที

“วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้าเข้าวังเพียงเพราะจะสอบถามสถานการณ์ในจวนอ๋องของพวกเจ้า”

“เรื่องอันใดพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าแต่งงานกับพระชายามาครึ่งปีได้แล้วกระมังเหตุใดถึงยังไม่มีหลานตัวน้อยๆ ให้ข้าอีก”

“เสด็จแม่เรื่องนี้ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”

“ค่อยเป็นค่อยไปอย่างไรกันราชวงศ์ของเรายังไม่มีทายาทเลยสักคน ทั้งรัชทายาทและอ๋องซุนต่างก็มีชายาเป็นของตัวเองแล้วแต่กลับยังไม่มีผู้ใดมีองค์ชายหรือองค์หญิงน้อยให้ข้าเลยสักคน หากข้าจะร้อนใจผิดตรงไหนกัน” 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายร้าย   บทที่ 93

    เรือนไม้เชิงเขาชายแดนเหนือ (ห่างออกไปราวสองลี้[1])ภายในเรือนไม้หลังน้อยที่โอบล้อมไปด้วยต้นเหมยแดง กลิ่นหอมฟุ้งของยาสมุนไพรผสานกลิ่นดอกไม้ป่ากรุ่นอบอวลไปทั่วห้องร่างของสตรีในชุดชาวบ้านธรรมดาเนื้อนุ่มกำลังขยับแพขนตาขึ้นช้า ๆ แววตาที่เคยฉายประกายความเจ็บปวดและตรอมใจ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความงุนงง ดวงตาคู่สวยมองลอดหน้าต่างออกไปเห็นทิวทัศน์หิมะอันกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งกำแพงสีชาดและหลังคากระเบื้องเคลือบของวังหลวงที่เคยจองจำนางไว้"ฟื้นแล้วหรือเพคะ..."น้ำเสียงสดใสและนุ่มนวลดังขึ้นจากมุมห้อง เด็กสาวแปลกหน้าทว่ากลับแจ่มชัดในความทรงจำ... เด็กสาวที่เคยรับใช้นางในตำหนักบูรพา ผู้ที่นางเคยช่วยชีวิตไว้จากโรงซักล้าง เวลานี้นางมาทำหน้าที่รับใช้อยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง"เจ้า..."เด็กสาวเปรยยิ้มบาง ๆ น้ำตาที่อดกลั้นไว้พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจหยุดได้ นางก้าวเข้ามาหาพร้อมถ้วยชาโสมร้อนในมือ"พระชายา ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที... ไม่สิ ยามนี้ต้องเรียกว่าคุณหนูซ่งแทนแล้วกระมังเพคะ"อดีตพระชายารัชทายาทขมวดคิ้วเบา ๆ พลางยกมือขึ้นกุมอก"ข้า...ข้ายังไม่ตายหรือ? แล้วยาพิษนั่น...""ท่านสิ้นใจไปแล้วในสายตาของคนทั้งแผ่นดิน

  • เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายร้าย   บทที่ 92

    - ห้าปีผ่านไป -สายลมทะเลพัดผ่านผืนผ้าใบหนาหนักของเรือสำเภาลำเขื่อง ธงผืนใหญ่สะบัดพลิ้วตามแรงลมผสานเสียงคลื่นกระทบกราบเรือเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เรือสินค้าขนาดใหญ่ของตระกูลฮั่วกำลังมุ่งหน้าสู่แคว้นทางใต้ การเดินทางรอนแรมบนผืนน้ำสีครามเข้มดำเนินมาจนเข้าสู่วันที่สิบห้าที่ดาดฟ้าเรือชั้นบน ฉินอ๋องยืนเอามือไพล่หลังสายตาทอดมองเส้นขอบฟ้าที่พร่าเลือนไปด้วยไอแดด เสื้อคลุมสีเข้มปลิวไสวใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายอันกว้างใหญ่ของท้องทะเล"ป่านนี้ไม่รู้ว่าเสด็จพ่อจะทรงเลิกบ่นท่านหรือยัง ทอดทิ้งงานราชกิจที่แน่นขนัดมาเช่นนี้"น้ำเสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ลู่เหยียนซินก้าวเดินอย่างระมัดระวังบนพื้นไม้กระดานที่โคลงเคลงเล็กน้อยในมือประคองถ้วยชาอุ่นร้อนเอาไว้ฉินอ๋องหันกลับมาทันที เขาสาวเท้าเข้าไปหาพร้อมยื่นมือหนาประคองเอวบางของนางไว้หลวม ๆ กันพลาดพลั้ง"เจ้าจะไปห่วงตาแก่ที่วัน ๆ เอาแต่จมอยู่กับกองฎีกาคนนั้นทำไมกัน ห้าปีมานี้ข้าช่วยเคี่ยวกรำทำงานในฐานะผู้สำเร็จราชการให้จนแทบไม่ได้พัก คราวนี้พาครอบครัวออกมาพักผ่อนทั้งที เลิกพูดถึงพระองค์ได้แล้วน่า…”

  • เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายร้าย   บทที่ 91

    -เช้าวันถัดไป-ภายในอุทยานหลวง ไท่ซ่างหวงประทับยืนเอามือไพล่หลังทอดพระเนตรมองฉินอ๋องที่ก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้ามาหาพระองค์ก่อนจะตรัสขึ้นมาว่า“ข้าประกาศราชโองการแต่งตั้งเหลนชายคนนี้เป็นหวงไท่ซุนไปแล้ว ทว่าพวกขุนนางเฒ่ากลับเริ่มถวายฎีกา คัดค้านอ้างธรรมเนียมเดิมว่ารัชทายาทน้อยต้องย้ายเข้าตำหนักบูรพาเพื่อศึกษาร่ำเรียน... ช่างน่าแปลกเสียนี่กระไร” ไท่ซ่างหวงตรัสเสียงเรียบ ทว่าสายพระเนตรกลับแฝงรอยขำขันอยู่ประปราย“แปลกอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”ไท่ซ่างหวงหันมามองหลานชายก่อนจะประทับลงบนเก้าอี้หิน แล้วตรัสต่อว่า“อันที่จริงฎีกาเหล่านั้นควรจะคัดค้านเรื่องแต่งตั้งทารกเป็นรัชทายาทมิใช่หรือ เหตุใดจึงกลายเป็นพร้อมใจกันสนับสนุน แล้วเร่งรัดให้พวกเจ้าย้ายเข้าตำหนักบูรพาไปเสียได้... แล้วเจ้าเล่า คิดจะย้ายจวนตามความเห็นของขุนนางเหล่านั้นหรือไม่”ฉินอ๋องเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรด้วยสายตามุ่งมั่น“เสด็จปู่เวลานี้ตำหนักบูรพาเพิ่งจะแปดเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและกิเลสอันโสมม หลานไม่ต้องการให้ลูกชายเติบโตขึ้นมาท่ามกลางคำประจบสอพลอของเหล่าขันที หรือวังวนเล่ห์เหลี่ยมของขุนนางเฒ่าพวกนั้นจนต้องกลายเป็นคนขลาดเขลาและโหดเหี้ยมเหม

  • เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายร้าย   บทที่ 90

    “และเสด็จปู่ทรงมีราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทคนใหม่แล้ว”“อย่างนั้นหรือเพคะ แล้วท่านต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่ตำหนักบูรพาหรือไม่” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ซึ่งความตื่นตระหนกหรือกังวลใจแม้แต่น้อยชายหนุ่มพลิกกายของนางให้หันกลับมาสบตากัน แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความเย็นชาเหลืออยู่ มีเพียงความอบอุ่นและรักมั่นเพียงผู้เดียวที่มอบให้นาง มือหนาเอื้อมไปลูบแก้มเนียนเบาๆ“ข้าปฏิเสธตำแหน่งนั้นไปแล้ว...ข้าบอกเสด็จปู่ว่าข้าต้องการเพียงจวนหลังเล็กๆ ที่มีเจ้า มีลูก และข้าจะไม่มีวันรับสตรีใดเข้ามาให้เจ้าต้องเป็นทุกข์เด็ดขาด”คำสารภาพอันหนักแน่นทำให้ลู่เหยียนซินแย้มยิ้มหวาน แววตาสั่นคลอนด้วยความตื้นตันในความรักของเขา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงความนัยบางอย่างที่ทำให้ฉินอ๋องต้องเลิกคิ้วขึ้นชายหนุ่มลอบยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงละมุนแกมเอ็นดูหมายจะเห็นสีหน้าประหลาดใจของนาง“แต่ข้าถูกเสด็จปู่ดัดหลัง...พระองค์ไม่บังคับข้า ไม่ส่งสตรีนางใดมาให้เรายุ่งเหยิงทว่าพระองค์ทรงแต่งตั้งเยว่เหวินหลงลูกชายของเราขึ้นเป็นหวงไท่ซุนโดยตรง ส่วนข้าต้องดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คอยแบกฎีกากองโตและปกป้องบัลลังก์ใ

  • เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายร้าย   บทที่ 89

    บรรยากาศ ณ ห้องรับรองลับโรงน้ำชาชื่อดังในเมืองหลวงกลิ่นหอมของชาชั้นเลิศโชยอบอวลไปทั่วทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องขุนนางใหญ่สามสี่คนในชุดลำลองใบหน้าถอดสี พวกเขานั่งล้อมวงพลางลอบมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง ราวกับกลัวว่าเงาร่างขององครักษ์ทมิฬจากจวนฉินอ๋องจะโผล่ออกมาจากเงามืด“ปัดโธ่เอ๋ย! ใครจะไปคาดคิดว่าแผนการของไท่ซ่างหวงจะล้ำลึกถึงเพียงนี้!”เสนาบดีกรมพิธีการทุบโต๊ะเบาๆ ด้วยความเจ็บใจ“ก่อนหน้านี้พวกเราอุตส่าห์ส่งคนไปทาบทาม ประจบประแจง หวังจะส่งลูกสาวตระกูลใหญ่เข้าไปเป็นพระชายารองในจวนฉินอ๋อง เพราะมั่นใจว่าหลังจากอดีตรัชทายาทถูกปลดเก้าอี้มังกรย่อมต้องตกเป็นของฉินอ๋องแน่ๆ!”“นั่นน่ะสิ” ใต้เท้าหลี่แห่งกรมมหาดไทยเอ่ยสมทบพลางเอามือลูบอกด้วยความเสียวสันหลัง“ข้าถึงขั้นเตรียมสินเดิมทองคำนับสิบหีบกะจะยกเกื้อหนุนอำนาจให้พระองค์ ที่ไหนได้พอราชโองการประกาศออกมากลับสถาปนาซื่อจื่อตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกขึ้นเป็นหวงไท่ซุนข้ามหัวคนเป็นพ่อไปเสียอย่างนั้น!”“พวกเจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?” ใต้เท้ากู้เสนาบดีกรมกลาโหมเฒ่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานเอ่ยขัดเสียงเข้ม ใบหน้าของเขาเต็มไป

  • เกิดใหม่ในร่างพระชายาร้ายร้าย   บทที่ 88

    “มาแล้วหรือ...”น้ำเสียงทรงอำนาจแผ่วเบาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยพระพักตร์“ข้าก็นึกว่าเจ้าจะแกล้งทำเป็นคนตาบอดหูหนวก ยอมอุ้มพระชายากับเหลนน้อยทั้งสองของข้าหนีออกจากเมืองหลวงไปเสียตั้งแต่เมื่อคืน”ฉินอ๋องยิ้มเจื่อนพลางคุกเข่าลงถวายบังคมอย่างนอบน้อม ก่อนจะลุกขึ้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามกระดานหมากตามพระราชานุญาต“เสด็จปู่ตรัสล้อข้าเล่นแล้ว... ยามนี้ในวังหลวงยุ่งเหยิงถึงเพียงนี้ ข้าจะกล้าทิ้งเสด็จปู่ไปได้อย่างไร”ฉินอ๋องเอ่ยเสียงเรียบ สายตาจ้องมองเม็ดหมากบนกระดาน“แต่หากเป็นเรื่องตำแหน่งรัชทายาท...หลานขอเรียนตามตรงว่า หลานไร้ซึ่งความทะเยอทะยานในบัลลังก์ทองนั้นจริงๆ พะย่ะค่ะ”ไท่ซ่างหวงทรงวางเม็ดหมากสีดำลงบนกระดานดัง ‘แค้ก’ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย“เจ้าไม่อยากได้แต่บิดาของเจ้าก็ไม่มีคนให้เลือกแล้ว เสด็จพี่รองของเจ้าก็ดีแต่เฝ้าเมีย เจ้าสี่ก็วันๆ คิดแต่เรื่องของกิน...หากไม่ยกให้เจ้าจะให้ข้าส่งแผ่นดินนี้ให้ใคร?”“เสด็จพี่รองหรือเจ้าสี่ แม้จะมีข้อเสียอยู่บ้างแต่ก็ใช่ว่าจะอบรมไม่ได้” ฉินอ๋องพยายามปัดภาระ“หรือหากเสด็จปู่และเสด็จพ่อทรงเห็นว่ายามนี้ยังไร้ผู้ที่เหมาะสม...เหตุใดจึงไม่ทอดสายตาทอดมองไป

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status