Mag-log in“คุณใหญ่...” ภาสันต์ก้มลงมาปิดปากที่เรียกชื่อเขาไม่หยุด เขารู้ว่าเธอเจ็บมาก แต่จะให้หยุดตอนนี้ก็ไม่ได้เช่นกัน หัวใจเขาโหยหาเพียงแค่เธอ ยิ่งมาอยู่ใกล้แต่ไม่มีสิทธิ์ก็ยิ่งทำให้เขาทรมาน
ปากร้อนบดขยี้ลงบนปากบางหนัก ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ มือหนาลูบไล้ไปตามเนื้อตัวเพื่อให้เธอผ่อนคลายจากอาการเกร็ง ก่อนจะไปหยุดที่หน้าอกอวบใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ชุดนอนเนื้อผ้าบางเบา ยอดดอกบัวงามชูช่อหดเกร็ง เมื่อปลายนิ้วร้อนสัมผัสลงมา ร่างบางบิดหนี อยากพาตัวเองออกไปให้พ้นจากตรงนี้ ก่อนที่จะต้านทานคนมากประสบการณ์ไม่ไหว พยายามฝืนเอาไว้ แต่ร่างกายกลับตอบสนองไปกับสัมผัสของเขา ภาสันต์ถอนปากออกเมื่อจูบจนพอใจ ริมฝีปากหนาไล้เรื่อยไปตามลำคอและบ่าไหล่ ขยับสะโพกกดส่วนที่สอดประสานให้แนบชิดอีกนิด ก่อนจะเกร็งค้าง เมื่อร่างกายของคนใต้ร่างยังรับตัวตนของเขาไม่ไหว ลิ้นร้อนลากไล้ไปตามเนินอก แล้วครอบปากลงบนดอกบัวคู่งาม สลับดูดวนทั้งสองข้างอย่างเท่าเทียม ชุดนอนที่เธอใส่ไม่ใช่ปัญหา เพราะมันแนบชิดไปกับกายสาว เมื่อสัมผัสกับความเปียกชื้นจากน้ำลายของเขา ยอดอกสีชมพูตั้งชูชันตอบสนองกับปลายลิ้น ยิ่งทำให้ภาสันต์คุมตัวเองไม่อยู่
“คุณใหญ่...” ปนันชิตาครางชื่อของเขาอีกครั้ง เมื่อถูกปลุกเร้าจนเตลิดไปไกล ถึงแม้จะไม่เต็มใจ แต่ร่างกายกับยินยอมพร้อมใจไปกับเขา
“อดทน!” ไม่ใช่คำปลอบโยนแต่มันคือคำสั่ง ทันทีที่พูดจบ ภาสันต์ก็กดสะโพกลงมาจนส่วนที่สอดประสานแนบชิด ร่างบางเกร็งค้างเจ็บเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ เธอรู้ว่าครั้งแรกต้องเจ็บมาก แต่ไม่คิดว่าจะเจ็บขนาดนี้
“คุณใหญ่ ฉันเจ็บ!” คำร้องขอของเธอไม่เป็นผล เมื่อภาสันต์ยังคงเอาแต่ใจ จากที่ตั้งใจว่าจะถนอมจนสุดกำลัง แต่เมื่อถูกภายในอ่อนนุ่มตอดรัด ก็ลืมไปจนหมดสิ้น ปนันชิตาเป็นของเขาแล้ว ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องเธอ
บทรักเร่าร้อนดำเนินไปตามครรลอง ที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ภาสันต์กอบโกยความหอมหวานจากคนใต้ร่าง ปนันชิตาเองก็ไม่ขัดขืน เข้ามาเป็นสะใภ้บ้านนี้เพราะอะไรเธอรู้ดีที่สุด ถึงแม้จะรักภัทรดนัย แต่เมื่อเสียสิ่งที่มีค่าให้ภาสันต์ไปแล้ว ก็ต้องหาวิธีกอบโกยจากเขาให้ได้มากที่สุด ครอบครัวเธอเป็นหนี้จำนวนไม่น้อย มาถึงจุดนี้ความรักคงไม่จำเป็น
ภาสันต์มองคนในอ้อมแขนด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เขาคิดว่าเธอจะโวยวายกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ปนันชิตากับนิ่งเฉยจนเขาเดาทางไม่ถูก แขนเรียวที่พาดอยู่บนอกเขานี่อีก ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะกอดเขา
“คุณต้องรับผิดชอบฉัน” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเธอ
“ยังไง” ถามพร้อมกับนอนตะแคงข้างเพื่อมองคนในอ้อมแขนได้ถนัดขึ้น
“จดทะเบียนสมรสกับฉัน” ทะเบียนสมรสเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้อนาคตของเธอมั่นคง
“แล้ว...นายเล็ก”
“คุณเล็กทำไมคะ อย่าบอกนะว่าคุณจะให้ฉันกลับไปหาเขาอีก ฉันไม่ถนัดเรื่องเทครัวเท่าไร แต่ถ้าคุณต้องการแบบนั้น ฉันก็ยินดี”
“ปั้น!”
“ทำไมคะ”
“ผมไม่ชอบ” ไม่ชอบและไม่อยากได้ยินคำพูดแบบนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าภัทรดนัยไม่ทำอย่างที่เธอพูดก็ตาม
“แล้วจะเอายังไงคะ”
“เอาไงเรื่องอะไร” ตาคมเข้มมองหน้าหญิงสาว เขาตั้งใจกวนให้เธอโมโห เพราะอยากดูว่าปนันชิตาจะทำยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ทะเบียนสมรส”
“ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
“ไม่ใช่แค่นั้นค่ะ”
“อะไรอีก”
“คุณรู้ใช่ไหมว่าครอบครัวฉันเป็นหนี้” คราวนี้ปนันชิตาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนคนฟังปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน ร่างบางขยับลุกขึ้น กอดผ้าห่มผืนหนาเอาไว้ ภาสันต์มองคนตรงหน้า อดคิดไม่ได้ว่าเธอกำลังยั่วยวนเขา
“ก็พอรู้มาบ้าง” ร่างสูงขยับลุกขึ้นนั่งในท่าเดียวกับเธอ แต่ไม่ได้ใช้ผ้าห่มพันตัวแบบเธอ ปนันชิตากลืนน้ำลายลงคอ เมื่อเห็นรอยข่วนเป็นทางยาวที่แผงอกของเขา เธอก็ทำเขาเจ็บไม่น้อยเช่นกัน
“นั่นแหละค่ะ คุณต้องใช้หนี้ให้ครอบครัวฉัน”
“มากไป”
“ไม่มากค่ะถ้าเทียบกับข้อเสนอที่คุณย่าให้ฉัน”
"แล้วถ้าผมไม่ตกลง" พูดจบภาสันต์ก็ยักไหล่ ทำทีเป็นไม่สนใจข้อเสนอของเธอ ปนันชิตาจ้องหน้าเขาหน้าเขม็ง เธอกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ เขาได้เธอแล้ว ตอนนี้เธอไม่มีอะไรมาต่อรอง แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ
“ฉันก็คงต้องทำตามข้อเสนอของคุณย่า ต้องการแบบนั้นใช่ไหมคะ” พูดจบก็ขยับลงจากเตียง แค่ครั้งเดียวไม่ได้เสียหายอะไร
“จะไปไหน!”
“อาบน้ำค่ะ” ตอบคำถามโดยไม่หันมามองคนบนเตียงเลยสักนิด เมื่อเขาไม่สนใจ ไม่รับข้อเสนอ ก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก เธอก็แค่จับตัวเองไปใส่ตะกร้าล้างน้ำ สิ่งที่เสียไปมีค่ามากก็จริง เมื่อเรียกร้องกลับมาไม่ได้ ก็ไม่ควรเสียเวลาคิดถึงมัน
ร่างสูงขยับลงจากเตียง เดินตามคนตัวเล็กเข้าไปในห้องน้ำ ปนันชิตายกยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นเงาสะท้อนของเขาในกระจกบานสูง ภาสันต์ติดกับของเธอแล้ว มาถึงจุดนี้เงินต่างหากคือสิ่งที่เธอต้องการ
“จะเอาทะเบียนสมรส แถมเงินอีกหลายสิบล้าน ดูสิว่าจะคุ้มกันไหม” มือหนาเอื้อมมาเคล้นหน้าอกอวบ ภาพสะท้อนของหญิงสาวในกระจก ปลุกความเป็นชายของเขาให้ลุกชัน เขามีเวลาเล่นสนุกกับเธอทั้งคืน จะได้ดูด้วยว่าสิ่งที่ได้มาคุ้มกับที่ต้องเสียหรือเปล่า
สามเดือนต่อมา ภาสันต์ ภัทรดนัย ปนันชิตา ชินานาง และป้าพร้อม เดินทางมาเยี่ยมน้อมจิตที่โรงพยาบาลที่น้อมจิตรักษาตัวอยู่ ภาสันต์ไม่อยากมาที่นี่เลยสักนิด แต่เพราะทนต่อคำรบเร้าของภรรยาไม่ไหวจึงต้องพาเธอมา ปนันชิตาให้เหตุผลว่าอยากเจอน้อมจิตอีกสักครั้ง น้อมจิตนั่งอยู่ที่ม้าหินใต้ต้นไม้ใหญ่ ในชุดของโรงพยาบาล เธอดูแปลกตาไปมากด้วยวัยที่ร่วงโรยตามกาลเวลา ป้าพร้อมเข้าไปหาเจ้านายเมื่อได้รับคำอนุญาตจากพยาบาลที่ดูแล ไม่มีใครรู้ว่าน้อมจิตจำใครได้หรือไม่ จากสายตาที่นางมองภาสันต์ก็ทำให้ทุกคนรู้ว่า นางยังคงรักภาสันต์มากเช่นเดิม ปนันชิตาไหว้ขอโทษเพราะเธอคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้น้อมจิตลุกขึ้นมาทำร้ายคนอื่น ภัทรดนัยแนะนำให้ชินานางรู้จักกับน้อมจิต และให้เธอเรียกร้อมจิตว่าคุณย่า ชินานางทำความเคารพน้อมจิต ก่อนจะเดินเข้าไปหา พูดคุยกับน้อมจิต และสัญญาว่าจะดูแลภัทรดนัยให้ดีที่สุด ภาสันต์กลืนน้ำลายลงคอ เมื่อเห็นสายตาที่น้อมจิตมองปนันชิตา เขาไม่วางใจอะไรทั้งนั้น เหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขารู้ว่าเพียงแค่เสี้ยววินาที ความสูญเสียก็เกิดขึ้นได้ ถ้าวันนั้นเขาเสียปนันชิตากับลูกไปชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร ถึงจะบอกว่าให
ภาสันต์เข้ามาเยี่ยมปนันชิตาในเวลาต่อมา ทันทีที่เห็นหน้าหญิงสาว ภาสันต์ก็ตรงเข้าไปกอด ดีใจที่สุดที่เธอกับลูกปลอดภัย หลังจากที่หมอแจ้งว่าปนันชิตาตั้งครรภ์หัวใจของเขาก็เต้นรัวเร็วด้วยความดีใจก่อนจะร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาอยากมีลูก แต่ไม่คิดว่าปนันชิตาตั้งท้อง การกระทำของน้อมจิตเลวร้ายมาก ถ้าปนันชิตาแท้งลูกเขาจะเป็นอย่างไร จมูกโด่งเป็นสันพรมจูบไปตามหน้าผากเนียนสวย “ขอบคุณนะครับปั้น” “ขอบคุณปั้นทำไมคะ” “ขอบคุณที่คุณมีลูกให้ผม” “ปั้นต้องขอโทษถึงจะถูก ขอโทษนะคะที่ปั้นเกือบรักษาแกไว้ไม่ได้” “อย่าโทษตัวเองสิครับ ไม่ใช่ความผิดปั้นเลยนะครับ” “ปั้นไม่เชื่อคำเตือนของคุณใหญ่ จนทำให้ลูกต้องมาเจ็บตัว” “นั่นก็ความผิดของผม ผมไม่เล่าความจริงเรื่องคุณย่าให้ปั้นฟัง ถ้าปั้นรู้ปั้นคงระวังตัวมากกว่านี้” “ปั้นไม่คิดว่าคุณย่าจะเป็นคนแบบนั้น” “ถ้าผมทำทุกอย่างให้มันชัดเจน และไม่ประมาท ปั้นก็ไม่ต้องมาเจ็บตัว” “อย่าโทษตัวเองเลยนะคะ ปั้นกับลูกปลอดภัยแล้วค่ะ” ปนันชิตาปลอบใจ เมื่อภาสันต์เอา
ภัทรดนัยอาสาขับรถให้พี่ชาย ภาสันต์ดูจนแน่ใจว่าจุดที่รถของน้อมจิตจอดอยู่คือที่ไหนกัน ภาสันต์แจ้งตำรวจ แต่เวลาแบบนี้ภัทรดนัยเลยขอให้เพื่อนที่เป็นตำรวจช่วยอีกแรง เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของปนันชิตา “เพื่อนผมที่เป็นตำรวจล่วงหน้าไปแล้วครับ ใจเย็น ๆ นะครับคุณใหญ่ปั้นต้องปลอดภัย” ภัทรดนัยปลอบพี่ชาย “พี่ผิดเองที่ประมาท พี่สั่งปั้นแล้วว่าอย่าเปิดบ้านให้คนที่ไม่น่าไว้ใจเข้ามา” “แล้วคุณย่าไม่น่าไว้ใจตรงไหน ปั้นไม่ผิดหรอกครับ เพราะปั้นไม่รู้ว่าคุณย่าเป็นคนยังไง คุณใหญ่น่าจะบอกเรื่องของคุณย่ากับปั้นตรง ๆ ปั้นจะได้ระวังตัว” ภัทรดนัยบอกกับพี่ชายถึงจุดที่เป็นช่องโหว่ของเรื่องนี้ “พี่ตั้งใจว่าจะไปสารภาพกับคุณย่า เรื่องที่พาปั้นมาอยู่กินด้วยกัน แต่พี่ก็ช้า” “มันผ่านไปแล้วครับ เรามาคิดถึงเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ดีกว่า หวังว่าคุณย่าจะมีสติ ไม่ทำอะไรรุนแรงกับปั้นนะครับ” “พี่ก็หวังว่าอย่างนั้น” น้อมจิตเริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่ เริ่มพูดคนเดียวและทำร้ายปนันชิตาหนักขึ้น ปนันชิตารวบรวมกำลังที่มี อาศัยจังหวะที่น้อมจิตเผลอ ถีบลงที่
“อะไรวะคุณใหญ่ เมียตัวเองหายไปแล้วมาเกี่ยวอะไรกับผม ดูแลกันยังไงครับ เมียทั้งคนถึงปล่อยให้หายได้” เสียงของภัทรดนัยดังไปถึงในครัว จนคนที่นั่งรอเขาอยู่ใจคอไม่ดี “อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน คนเดียวที่จะทำร้ายปั้นคือแก” “ทำไมผมต้องทำอย่างนั้นวะ ผมไม่สนใจพี่ ไม่สนใจเมียพี่หรอกนะ จะรักกันก็ไปรักกันที่อื่น อย่ามาวุ่นวายกับผม” “ปั้นหายตัวไปจากบ้าน มีรอยเลือดเต็มพื้นไปหมด ฉันคิดว่าปั้นถูกทำร้าย” ภาสันต์บอกเรื่องนี้กับน้อง เมื่อเห็นแววบางอย่างในตาของน้อง “พี่เลยคิดว่าผมทำร้ายเธอ คิดว่าผมฆ่าเธอ!” “เล็ก...ฉันแค่สงสัย เพราะแกเป็นคนเดียวที่เกลียดปั้น” “จะบอกอะไรให้นะพี่ ผมจะสนใจพี่ จะสนใจเมียพี่ไปทำไม ในเมื่อผมก็มีเมียของผมอยู่แล้ว พี่เลิกบ้าได้แล้ว เมียหายแทนที่จะไปแจ้งตำรวจ แต่กลับมาทำร้ายผม ถ้าผมทำร้ายเมียพี่จริง ๆ ผมจะอยู่ที่นี่ไหม ใจเย็นรอให้พี่เอาตำรวจมาลากคอผมเข้าตารางเหรอ” “เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ” ภาสันต์ถามเพราะคิดว่าตัวเองได้ยินประโยคนั้นไม่ชัด “เรื่องไหนล่ะ พูดไปตั้งเยอะ” ย้อนถามพร้อมกับพยุงตัวเอ
ภัทรดนัยมองอาหารหน้าตาน่ากินที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะ หยิบกุ้งตัวใหญ่ในผัดผักรวมมิตรเข้าปาก ก่อนจะต้องร้องออกมา เมื่อถูกมือของใครบางคนฟาดลงมาที่หลังมือ “โอ๊ย! เจ็บนะ”ร้องโวยวายเหมือนถูกแส้ฟาด ทั้ง ๆ ที่น้ำหนักของมือที่ตีลงมา ไม่ทำให้สะท้านเลยสักนิด “ล้างมือยังคะ” ชินานางถามพร้อมกับค้อนให้คนตรงหน้าวงโต ที่ทำเหมือนกับเจ็บมากมาย เขาทำงานตั้งแต่เช้า ลุกจากโต๊ะทำงานก็เดินมาที่โต๊ะอาหาร หยิบของใส่ปากทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ล้างมือเลยสักนิด “ยัง!” ตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เมื่ออดกินกุ้งตัวใหญ่ตัวนั้น “หิวน่ะ แค่ตัวเดียวเอง” ยังคงอ้อนต่อ เมื่อเห็นสายตาของคนตัวเล็ก น้ำเสียงจึงอ่อนลง “ไม่ได้ค่ะ ไปล้างมือก่อนนะคะ” “ใจร้าย หนูจ๋าป้อนคุณเล็กหน่อยสิ” อ้าปากอย่างรอคอย เพราะชินานางถือช้อนอยู่ในมือ “ไปล้างมือนะคะ อ่างล้างมืออยู่ตรงนั้นเอง เดี๋ยวได้มาทานข้าวกัน หนูหิวแล้ว” คำว่าหนูหิวแล้ว ทำให้หัวใจดวงโตอ่อนลง ชินานางจะรู้ไหมว่า คำว่าหนูที่เธอใช้แทนตัว ทำให้ใจเขาอ่อนทุกครั้งที่ได้ยิน “ครับ” คนที่ดึงดันจะเอาชนะเ
น้อมจิตมองคนที่พื้นด้วยสายตาเกลียดชัง ก่อนจะจับปนันชิตาโยนเข้าไปในกองขยะ ที่มีเศษไม้และวัสดุที่เป็นเชื้อไฟอยู่เต็มไปหมด ปนันชิตาประคองตังเองขึ้นมา ก่อนจะต้องล้มลงไปอีก เมื่อถูกน้อมจิตใช้เท้าถีบลงที่หน้าท้องอย่างแรง นอกจากนั้นน้อมจิตยังเตะลงที่หน้าท้องของหญิงสาวซ้ำ ๆ ร่างบางกลิ้งกับพื้นไปมา งอตัวด้วยความเจ็บปวด เมื่อถูกกระทืบลงมาที่ท้องซ้ำ ๆ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทำให้ปนันชิตารู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับร่างกายของเธอ มือบางลูบลงที่หน้าท้อง ของเหลวอุ่นร้อนไหลออกมาจากช่องคลอดและทะลักออกมาตามหว่างขา รอบเดือนครั้งสุดท้ายมาเมื่อสองเดือนที่แล้ว ภาสันต์ไม่คุมกำเนิด และเธอก็ไม่ได้กินยาคุมเช่นกัน ความมืดเข้าปรกคลุมอีกครั้ง เมื่อไม่อาจต้านทานกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้ น้ำตาพากันไหลลงมาเป็นสาย เมื่อแน่ใจว่าสิ่งที่ออกมาจากร่างกายคือเลือด “ลุกขึ้นมาสิ อย่ามาทำสำออย” น้อมจิตยังลงมือทำร้ายปนันชิตาไม่หยุด เมื่อเห็นว่ามีเลือดไหลออกมาจากหว่างขาของหญิงสาวก็ยิ่งสะใจ “ฮ่า ฮ่า ในที่สุด มารหัวขนก็ออกมา แกคิดว่าแกจะเอาใหญ่ไปจากฉันได้เหรอ ใหญ่ต้องเป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น! ฮ่า ฮ่า”







