LOGINเว่ยเมิ่งเหยาก้าวย่างเข้ามาในเรือนของพระมารดาสวามีด้วยท่าทีเรียบร้อย สมกับที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี ใบหน้างดงามติดยิ้มอ่อนมิได้ฉายแววเสแสร้งเหมือนยามอยู่กับสวามี เพราะอย่างไรเสีย ไท่เฟยก็เป็นผู้อาวุโสของเรือน
แม้อีกฝ่ายจะไม่ชื่นชอบนางนัก กระนั้นผู้น้อยก็มิควรแสดงท่าทีแข็งกร้าว
“คารวะไท่เฟยเพคะ”
“อืม นั่งลงเถิด ข้าเรียกเจ้ามาเพราะจะนำบัญชีคุมของจวนให้” ไท่เฟยพยักหน้าให้นางกำนัลอาวุโสนำสมุดบัญชีและกุญแจคลังเก็บทรัพย์สินมาให้สะใภ้
สตรีวัยเกือบสี่สิบหนาวยกชาขึ้นดื่ม แผ่นหลังเหยียดตรง ท่วงท่าแข็งแรงห้าวหาญสมกับเป็นอดีตรองแม่ทัพของแคว้น ใบหน้าตึงเรียบนั้นไม่ฉายแววความเสแสร้งให้เห็น แสดงออกว่าไม่พึงใจอย่างชัดเจน
เพราะเช่นนี้เมิ่งเหยาจึงปรายตามองของในถาดที่นางกำนัลยื่นให้นางอย่างชั่งใจ
“ให้หม่อมฉันหรือเพคะ”
“ย่อมต้องเป็นเจ้า หรือมารดาเจ้ามิได้สอนว่าควรดูแลเรื่องในเรือนอย่างไร” คำถามซื่อตรงเชิงตำหนิ กระแทกใจผู้ฟังจนคิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
“ท่านแม่อบรมเลี้ยงดูหม่อมฉันได้ดีทุกด้าน ไม่เคยขาดตกเพคะ แต่ที่หม่อมฉันถาม เพราะรู้ว่าไท่เฟยรังเกียจหม่อมฉัน จึงมิคิดว่าจะมอบหน้าที่นี้ให้” น้ำเสียงที่ติดหวานบัดนี้แข็งทื่อขึ้น ไม่ว่าเรื่องใดนางก็ไม่ถือสา ไม่ใส่ใจ แต่อย่าได้คิดว่าร้ายครอบครัวของนาง
“หึ! เจ้านี่ ถนัดพูดให้ผู้อื่นดูแย่เสียจริง แต่ก็เอาเถิด ข้ารังเกียจที่ได้เจ้าเป็นสะใภ้จริงๆ ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าข้ามิรู้กฎรู้ธรรมเนียม ในเมื่ออาเฟิงมีชายาแล้ว คนเป็นแม่อย่างข้าก็ต้องส่งต่อหน้าที่นี้”
“เช่นนั้นหากหม่อมฉันปฏิเสธ คงจะเป็นการขัดธรรมเนียม” เว่ยเมิ่งเหยาพยักหน้าให้มี่มี่รับเอาถาดจากนางกำนัลมาถือไว้ เจ้าแมวส้มที่ถูกมี่มี่อุ้มเมื่อครู่จึงไร้ที่อยู่ เดินย่างไปนอนซุกบนตักของนายสาวแทน
ท่าทีอ่อนโยนกับสัตว์โลกของสะใภ้ยิ่งทำให้เล่อฟางหัวส่ายศีรษะ ซ่งเหมยลี่แม้จะอ่อนแอไปบ้างแต่บิดาของนางเป็นถึงเสนาบดีกรมขุนนางมีเส้นสายโยงใยทั่วราชสำนัก แล้วสตรีตรงหน้าเล่า มีสิ่งใดเหมาะสมกับบุตรชายของนางบ้าง ยิ่งกับสภาวะตึงเครียดเช่นนี้ ยิ่งจะกลายมาเป็นภาระฉุดรั้งมิให้หย่งเฟิงบินทะยานขึ้นสู่บัลลังก์
ไร้อำนาจ ไร้กำลัง ย่อมไร้ประโยชน์
เสียงถอนหายใจดังขึ้น ก่อนจะเอ่ยบอกทุกสิ่งในจวนที่สะใภ้ควรรู้ ทั้งเรื่องการดูแลเรือน ทรัพย์สิน บ่าวไพร่ในจวน รวมไปถึงสถานที่ต้องห้ามต่างๆ ภายในจวนอ๋อง หลักๆ ก็คงเป็นเรือนเดิมของอดีตชินอ๋องผู้ล่วงลับ ที่ปิดตายไว้มิให้ผู้ใดเข้าใกล้
“เรื่องที่เจ้าควรรู้ก็มีเท่านี้ ต่อไปอยากรู้สิ่งใดก็ศึกษาเอาเอง อ่อ เวลาว่างจากการดูแลเรือน อยากทำสิ่งใดก็บอกนางกำนัล พวกนางจะจัดเตรียมไว้ให้”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“หวังเฟยต้องการสิ่งใดแจ้งหม่อมฉันได้เพคะ” นางกำนัลอาวุโสของเรือนว่าอย่างนอบน้อม
“อืม เช่นนั้นข้าขอกระดานวาดรูปกับหมึกให้ข้าที แล้วก็ผ้าเนื้อดีกับด้ายปัก” เสียงหวานถูกขัดด้วยเสียงหัวเราะในลำคอของไท่เฟย
“เจ้าเหมือนมารดาไม่มีผิด”
“ไท่เฟย เคยพบท่านแม่หรือเพคะ”
“ไม่ เพียงแค่รู้ว่านางชอบสิ่งใด แล้วเจ้าก็ไม่ต่างกัน” ใบหน้านิ่งเชิดขึ้น เฉมองไปทางอื่น แต่เมิ่งเหยาก็ยังเห็นว่าแววตาคู่นั้นฉายความเศร้าและตัดพ้อออกมาเด่นชัด
นางพอจะรู้เรื่องราวจากท่านพ่อมาบ้าง ว่าพ่อสวามีของนางเคยชื่นชอบท่านแม่ ถึงขั้นเดินทางไปแคว้นต้งหนานเพื่อสานสัมพันธ์
เห็นทีชีวิตคู่ของไท่เฟยกับอดีตชินอ๋องเฮ่อหรานคงมิได้ชื่นมื่นสักเท่าใด และคงมีท่านแม่มาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วยกระมัง
“ผิดแล้วเพคะ มีเพียงหน้าตาเท่านั้นที่หม่อมฉันเหมือนท่านแม่ แต่จิตใจคงมิกล้าเทียบเคียง” เมิ่งเหยาจะกล้าเปรียบตนเองกับท่านแม่ได้อย่างไร ในเมื่อส่วนลึกในใจของนางทั้งเจ็บแค้น ทั้งริษยา ขนาดว่าเรื่องราวผ่านไปเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่นางก็ยังเจ็บปวดและอยากให้คนพวกนั้นได้รับรู้ความรู้สึกเหล่านั้นบ้าง
“เอาเถิด เหมือนไม่เหมือนก็ช่าง อีกสิบวันข้างหน้าจะมีงานเลี้ยงเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม จ้างช่างมาตัดเย็บอาภรณ์ทั้งของเจ้า ข้า แล้วก็อาเฟิง”
“เข้าใจแล้วเพคะ หม่อมฉันทูลลา”
“ประเดี๋ยว”
“...”
“อีกสักชั่วยาม (2 ชั่วโมง) อาเฟิงก็กลับมาจากค่ายแล้ว เจ้าจัดเตรียมขนมกับชาให้เขาด้วย หน้าที่ของภรรยา เจ้าคงพอรู้กระมัง” ทุกคำพูดหนีไม่พ้นคำเหน็บแนม จนเว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะหน่าย แต่สุดท้ายก็ได้แต่เอือมอยู่ในใจ
“เพคะ หม่อมฉันทราบดี” ร่างบางยอบกายคำนับ แล้วเดินจากมา
เห็นทีการปรับตัวเข้าจวนอ๋องคงไม่ง่ายอย่างที่คิด
มือเรียวเปิดฝาหม้อที่ใช้นึ่งขนม กลิ่นหอมลอยฟุ้งออกมาจนเหล่านางกำนัลในห้องครัวต่างก็หันมาสนใจสะใภ้คนใหม่ของจวน ดูท่าแล้วชินหวังเฟยจะไม่ได้มีดีเพียงหน้าตาเท่านั้น มือเรียวยาวนั่นหยิบจับเครื่องครัวคล่องแคล่ว ดูเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าทำอยู่เป็นประจำ
“น่าทานยิ่งนักเพคะหวังเฟย เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นท่านอ๋องกลับมาแล้ว หวังเฟยจะให้จัดขนมใส่จานเลยหรือไม่เพคะ”
“อืม รบกวนเจ้าแล้ว จัดให้ท่านอ๋องเพียงสี่ห้าชิ้นก็พอ ส่วนที่เหลือพวกเจ้าก็แบ่งกันชิมเถิด ข้าอยากรู้ว่ารสชาติจะถูกปากคนแคว้นเฉวียนหรือไม่”
“ขะ ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย”
เว่ยเมิ่งเหยาหันไปยิ้มให้นางกำนัลในห้องครัว ก่อนจะจัดการเปลี่ยนผ้ากันเปื้อนออก แน่นอนว่าจุดหมายปลายทางคงหนีไม่พ้นห้องทำงานของผู้เป็นสวามี
อันที่จริงเมิ่งเหยามิได้อยากใส่ใจเฉวียนหย่งเฟิงนัก เพียงแต่ต้องรักษาหน้าตระกูลเว่ย ปฏิบัติตนเป็นภรรยาที่ดีตามคำสอนของมารดา
“มี่มี่ ส่งเสี่ยวจินมาให้ข้าเถิด ส่วนเจ้าช่วยจัดขนม รินชาให้ท่านอ๋องที” เพราะนางคร้านจะทำให้
“เพคะ” มี่มี่ตอบรับอย่างว่าง่าย
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง
“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง
“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา
มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็







