LOGINทว่าทันทีที่ตื่นขึ้นมา ความหวังเล็กๆ ของเว่ยเมิ่งเหยากลับพังลง จากที่องค์รัชทายาทและน้องชายทั้งสองจะอยู่ที่นี่อีกนาน กลับกลายเป็นว่าต้องกลับแคว้นทันที
“เสี่ยวจิน ดูแลนายของเจ้าให้ดีเล่า อย่าให้ผู้ใดรังแกได้” เนี่ยนเจินส่งเจ้าแมวขนฟูที่นำมาจากแคว้นให้กับน้องสาว ซึ่งบัดนี้มีสีหน้าเศร้าลงถนัดตา
จะไม่ให้เมิ่งเหยาเศร้าได้อย่างไร เช้าวันนี้ทันทีที่นางได้รับแจ้งจากมี่มี่ ว่าพี่น้องเดินทางมาพบ นางรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันใด รีบแต่งเนื้อแต่งตัวมาพบทั้งสาม
พอถึงห้องโถงสะใภ้คนใหม่ของจวนก็ย่อตัวคำนับมารดาสวามี สวามี และองค์รัชทายาท พลางกล่าวทักทายน้องชายด้วยน้ำเสียงสดใส ทว่ารอยยิ้มเจิดจ้าของนางกลับต้องเหือดหายไป เมื่อองค์รัชทายาทตรัสว่าต้องเดินทางกลับแคว้นแล้ว
“...”
“พี่หญิงอย่าทำหน้าเศร้าเช่นนั้นสิขอรับ”
“อย่าเศร้าไปเลย เจ้าเติบใหญ่จนออกเรือนมาอยู่สวามีแล้ว ไท่เฟยสอนสิ่งใดให้เจ้าทำตาม อย่าได้ดื้อรั้น พระนางเป็นผู้ใหญ่ที่มีเมตตา อย่างไรเสียก็จะดูแลเจ้าไม่ต่างกับบุตรอีกคน ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หนานเนี่ยนเจินหันไปยิ้มบางๆ ให้มารดาของน้องเขย
ไท่เฟยเล่อฟางหัว เป็นชายาองค์เดียวของอดีตชินอ๋องเฮ่อหราน ยามอยู่ในสกุลเล่อได้เป็นถึงรองแม่ทัพหญิงออกรบเคียงข้างบรรพบุรุษสกุลเล่อ แต่ไม่รู้เรื่องราวเกิดพลิกผันอย่างไร หลังจากสิ้นสุดสงครามกับชนเผ่าเซี่ยงหยู่ก็กลับมาพร้อมกับบุตรชายวัยห้าหนาว ก่อนจะได้รับพระราชทานสมรสให้แต่งกับเฉวียนเฮ่อหราน องค์ชายที่ถูกวางให้เป็นองค์รัชทายาทในยามนั้น
ผู้คนเล่าลือกันว่าอดีตชินอ๋องช่างอาภัพ ได้เลี้ยงดูสายเลือดผู้อื่น ทว่านับวันคำพูดเหล่านั้นก็ถูกลบเลือนไป เพราะเฉวียนหย่งเฟิงถอดแบบเฉวียนเฮ่อหรานมาแทบทุกส่วน
“หม่อมฉันรู้หนักเบาดี ขอองค์รัชทายาทวางพระทัย”
“เช่นนั้นก็เป็นโชคดีของเมิ่งเอ๋อร์แล้ว แต่ไท่เฟยอย่าได้กังวล น้องสาวกระหม่อมมิใช่สตรีไม่รู้ความ รู้สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร” ตาคมกริบชำเลืองมองน้องเขยที่เอาแต่นั่งนิ่งจิบชา
เขารู้มาจากมี่มี่ว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะร่วมหอกับน้องสาวของเขา หากเรื่องนี้แพร่ออกไปเมิ่งเอ๋อร์จะไม่ถูกนินทาหรือ
“ได้เวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เมิ่งเอ๋อร์ พี่ต้องไปแล้ว” บุรุษแคว้นต้งหนานพากันลุกขึ้นคำนับผู้อาวุโสกว่า ก่อนจะเดินออกมาหน้าประตูจวน โดยมีเมิ่งเหยาและชินอ๋องเจ้าของจวนเดินมาส่งตามมารยาท
“พี่หญิงรักษาตัวด้วย” หนิงอันนัยน์ตาแดงก่ำ ทั้งที่คิดว่าทำใจได้แล้ว แต่พอได้เผชิญหน้ากับการจากลาจริงๆ เขากลับรู้สึกโหวงในใจ
“ขะ ข้าจะคิดถึงท่าน ข้าต้องคิดถึงท่านแน่ๆ ฮื้อ~” เจียงเหอร้องโฮออกมาเสียงดัง พลางกระโจนกอดพี่สาวโดยไม่สนใจสายตาคนบริเวณนั้น เว่ยเมิ่งเหยาเองก็กอดกระชับน้องชายไว้แน่น ยื่นมือไปคว้าน้องชายคนเล็กเข้าหาอีกคน
“เสี่ยวเหอ เสี่ยวหนิง ดูแลท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านย่าทวดแทนพี่ด้วย”
“ขอรับ ฮึก”
“อึก พวกเจ้าเองก็ต้องดูแลตนเองด้วย” เว่ยเมิ่งเหยากอดน้องชายทั้งสองไว้แน่น พยายามกลั้นน้ำตามิให้หลั่งออกมา แต่กลับทำไม่ได้ นัยน์ตาที่รื้นไปด้วยน้ำสีใสจ้องมองพี่ชายอีกคนที่อยู่ในทุกช่วงชีวิตของนาง
“พี่เนี่ยนเจินดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ...ฝากครอบครัวของข้าด้วย”
“อย่าห่วงไปเลย พี่สัญญาจะดูแลทุกคนอย่างดี” มือใหญ่เอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้น้องสาวที่เขาเลี้ยงมากับมือ ก่อนจะดึงเจ้าสองแสบออกมา แล้วหันหลังกลับทันทีเพื่อหลบซ่อนน้ำตาที่หยดลงมา
“เว่ยเมิ่งเหยา น้อมส่งเสด็จองค์รัชทายาท” กายงามหมอบคำนับแนบพื้น เสี้ยวความคิดนางอยากวิ่งตามพวกเขาไป อยากกลับไปหาท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านย่า กระนั้นเมื่อนึกถึงความเสียหายมากมายที่จะเกิดขึ้น ก็จำต้องข่มตาลง ยอมรับการตัดสินใจของตนเองครั้งนี้
แปะ! แปะ! แปะ! เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับคำพูดค่อนแคะ
“พี่น้องช่างรักกันเสียจริง น้ำตาข้าเกือบไหลตามอยู่แล้ว”
“...ท่านอ๋องคงมิเข้าใจ ว่าการมีพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างไร” เมิ่งเหยาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงปกติ พลางส่งยิ้มให้อีกฝ่าย เป็นยิ้มที่ผู้ใดเห็นก็คงมองออกว่าเสแสร้ง
“เจ้า!”
“...”
“หึ สองพี่น้องสกุลเว่ยข้าพอเข้าใจ แต่องค์รัชทายาทผู้นั้น บริสุทธิ์ใจว่าเป็นพี่น้องจริงๆ หรือ” เหตุใดหย่งเฟิงจะไม่รู้ว่าทั้งสองเป็นญาติที่มีสายเลือดห่างกันมาก ความสนิทสนมถึงขั้นแตะเนื้อต้องตัว รู้เรื่องราวชีวิตของกันและกัน บุตรขุนนางเอ่ยเรียกนามขององค์รัชทายาทโดยตรง คงมิใช่เรื่องปกติกระมัง
คิ้วโก่งขยับเข้าหากันทันทีเมื่อรับรู้ความคิดอกุศลของสวามี เว่ยเมิ่งเหยาเกือบจะเผลอแสดงความไม่พอใจออกไป แต่สุดท้ายก็ยกยิ้ม แสร้งเหนียมอาย
“ท่านอ๋องกล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะหึงหวงหม่อมฉันหรือเพคะ”
“ไม่-”
“อย่าได้ทรงคิดมากไปเลย หม่อมฉันมีใจให้พระองค์อย่างลึกซึ้ง กับองค์รัชทายาทเป็นพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันเท่านั้นเพคะ”
“ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้ว ว่าข้าไม่ชอบสตรีอ่อนแอเช่นเจ้า คำว่าหึงหวงคงห่างชั้นนัก!” ว่าเพียงเท่านั้น เอกบุรุษก็เดินจ้ำอ้าวออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉี่ยว ทำเอาสาวงามลอบขำกับพฤติกรรมไม่ต่างจากเด็กน้อยนั่น
“หวังเฟย เหตุใดยั่วโมโหชินอ๋องเช่นนั้นเล่าเพคะ”
“ข้ามิได้ยั่วโมโหเสียหน่อย ข้ากำลังทำให้เขาเชื่อจริงๆ ว่าข้าแต่งกับเขาเพราะรัก แคว้นเฉวียนจะได้ไม่สงสัยเรื่องภายในแคว้นต้งหนาน” มือเรียวยื่นออกไปรับเสี่ยวจินมาอุ้มไว้เอง
ตากลมมองสำรวจจวนที่กว้างขวาง เห็นว่าในจวนนี้มีเรือนย่อยอยู่หลายหลัง ทางทิศตะวันออกเป็นเรือนของไท่เฟย ส่วนเรือนของท่านอ๋องอยู่ทางทิศเหนือแทบจะติดกับกำแพงจวนอยู่แล้ว เรือนที่สร้างไว้ให้เมิ่งเหยาก็อยู่ถัดจากของท่านอ๋องไม่มาก
นอกจากนี้ยังมีสถานที่อีกมากมายที่หวังเฟยคนใหม่ยังไม่ทราบ เห็นทีนางคงต้องทำความคุ้นเคยกับที่นี่เสียก่อน หากปรับตัวได้แล้ว เรื่องอื่นค่อยทำก็ยังไม่สาย
“ไปกันเถิดเสี่ยวจิน มี่มี่ ไปดูกันว่าคนที่นี่เขาทำอะไรกันบ้าง-” ยังไม่ทันที่ขาเรียวจะก้าว ก็มีนางกำนัลวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาเสียก่อน
“หวังเฟยเพคะ ไท่เฟยเรียกพบเพคะ”
“นี่ของเสี่ยวจินหรือ ที่แท้เจ้าแมวตัวส้มนั่นก็เป็นคุณชายเล็กสกุลเว่ยนี่เอง” หย่งเฟิงหัวเราะร่ายามหันไปเห็นเบาะนุ่มถูกจัดวางไว้เป็นอย่างดี ทั้งเนื้อผ้าที่ใช้เย็บ ลวดลายที่ปักดูก็รู้ว่าใส่ใจ“แน่สิเพคะ ป่านนี้คงไปเดินเล่นรอบจวนแล้วกระมัง ไม่ได้มาเสียนาน”เฉวียนหย่งเฟิงอดไม่ได้ที่จะเดินสำรวจรอบห้องนอนของภรรยา ภายในห้องถูกจัดเป็นสัดส่วนชัดเจน ถึงขั้นใช้ฉากกั้นลายพู่กันของยอดฝีมือ โต๊ะเครื่องประดับก็มีเรียงรายกัน ไหนจะชั้นวางของที่เก็บของในความทรงจำพวกนี้อีก“ท่านพ่อกับท่านแม่มักเก็บของใช้สมัยพวกเรายังเด็กเอาไว้ให้พวกเราดูเพคะ ของเสี่ยวเหอกับเสี่ยวหนิงก็มีอยู่ในห้องของพวกเขา”“หึๆ ข้ากำลังจินตนาการว่าเจ้าใส่ชุดนี้แล้วจะเป็นเช่นไร” เฉวียนหย่งเฟิงหยิบชุดที่เมิ่งเหยาใส่ยามอายุเพียงสองหนาวขึ้นมาดูด้วยรอยยิ้มกริ่ม“มันเก่าแล้วนะเพคะ อย่าจับแรง”“ข้ามิได้ลงแรงเสียหน่อย แล้วอันนี้เล่าคือสิ่งใด”“ผ้าเช็ดหน้าผืนแรกที่หม่อมฉันปักเองเพคะ ปักออกมาได้ไม่งามเท่าใด” เมิ่งเหยาไล้มือลงบนเส้นด้ายด้วยความคิดถึงเฉวียนหย่งเฟิงรับรู้มาโดยตลอดว่าเมิ่งเอ๋อร์รักครอบครัวของนางมาก วันนี้จึงเข้าใจเหตุผลทุกอย่าง คนที
เส้นทางเชื่อมระหว่างชายแดนแคว้นต้งหนานและแคว้นเฉวียนถูกปรับปรุงให้สัญจรได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีกันระหว่างสองแคว้น ผู้คนขยับขยายการค้าระหว่างแคว้นจนกลายเป็นบ้านพี่เมืองน้องแน่นอนว่าการมาเยือนอย่างยิ่งใหญ่ของฝ่าบาทและฮองเฮาแคว้นเฉวียนสู่แคว้นต้งหนานเป็นเครื่องยืนยันว่าสองแคว้นผูกสัมพันธ์กันแน่นแฟ้น ยิ่งครานี้มิใช่การมาเยือนในฐานะทูตหรือเหตุผลทางด้านการเมือง เพียงเสด็จมาเยี่ยมบ้านเดิมของฮองเฮา ยิ่งเป็นนิมิตหมายอันดีว่าความผูกพันนี้หยั่งรากลึกถึงจิตใจ มิใช่เพียงฉากหน้าเป็นสัมพันธ์เพียงการทูต“ที่นี่ดูเปลี่ยนไปมากจริงๆ เมื่อก่อนตรงนี้เป็นที่ร้าง บัดนี้ทำเป็นแหล่งฝึกอาชีพสำหรับผู้ยากไร้ไปเสียแล้ว” เว่ยเมิ่งเหยาชี้ออกนอกหน้าต่างให้สวามีดู ทั้งที่ประคองโอรสองค์เล็กอยู่บนตัก ส่วนหย่งเฟิงเองก็มีเฉวียนหรานเซ่อนอนซบอยู่กับอกเช่นกัน“เจ้าไม่ได้มาเยือนที่นี่ก็หกเจ็ดปีได้แล้ว ทุกอย่างย่อมต้องเปลี่ยนไป แต่แคว้นต้งหนานเจริญรุ่งเรืองเหนือแคว้นของเรามากจริงๆ”“แคว้นเราพึ่งผ่านวิกฤติ ประชาชนยากไร้มานาน ย่อมต้องใช้เวลาเพคะ เห็นเช่นนี้กว่าเสด็จลุงฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทจะช่วยกันสร้า
“เสด็จพ่อ” เสียงเล็กที่ยังไม่ชัดเจนเรียกหาคนมาใหม่ ภายในห้องบรรทมของฮองเฮาอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรคงเพื่อกลบกลิ่นคาวเลือด พอคิดถึงข้อนี้ใจแกร่งก็กระตุก รู้สึกผิดที่ตนมิได้อยู่ในยามที่คนรักลำบากสายตาของเจ้าแผ่นดินกวาดมองทั้งลูกและภรรยา ขาแกร่งเดินเข้าไปอุ้มเด็กน้อยวัยสองหนาวที่เล่นอยู่กับเสี่ยวจิน ไปหาเมิ่งเหยาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอิดโรย แต่กลับยังส่งยิ้มบางมาให้สวามี“เป็นอย่างไรบ้าง” นัยน์ตาคมเคลื่อนมองสำรวจเมิ่งเหยาและเจ้าก้อนแป้งตัวเล็กที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ มารดา“เป็นโอรสเพคะ”“น่าชัง จมูกเขาเหมือนเจ้า” นิ้วใหญ่ยื่นไปเขี่ยจมูกเล็ก ทำเอาทารกน้อยดิ้นหยุกหยิกเพราะถูกรบกวน สร้างเสียงหัวเราะให้พี่ชายได้เป็นอย่างดี“เสี่ยวหรานก็ชอบน้องใช่หรือไม่ ต่อไปต้องเป็นพี่ชายที่ดีนะ แม่เองก็จะบอกให้น้องเป็นน้องชายที่ดีเช่นกัน”“พ่ะย่ะค่ะ” เด็กชายตอบรับพลางเอียงแก้มให้มารดาจับ แต่ด้วยความเป็นเด็ก อยู่นิ่งได้ไม่นานก็ดิ้นจะลงจากอ้อมกอดบิดา เฉวียนหย่งเฟิงจึงปล่อยโอรสลงไปเล่นกับเสี่ยวจิน แน่นอนว่ามีมี่มี่คอยดูอยู่ไม่คลาดสายตา เพราะแม้จะยังเดินไม่คล่อง แต่ก็เคยทำให้ขันทีกำนัลวิ่งวุ่นไล่จับก
ผลัดเปลี่ยนผู้ครองแคว้นก็เหมือนได้แผ่นฟ้าใหม่ ภายใต้การปกครองขององค์ฮ่องเต้เฉวียนหย่งเฟิงนานนับสี่ปี ประชาราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุข ขุนนางคดโกงถูกจับไปลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างจนไม่มีผู้ใดกล้าการทหารเข้มแข็ง ซ้ำยังผูกสัมพันธ์กับแคว้นต้งหนานแน่นแฟ้น แผ่นดินแคว้นเฉวียนจึงไม่มีผู้ใดกล้ารุกล้ำ ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี ทว่าคนที่ทุกข์ใจที่สุดคงหนีไม่พ้นโอรสสวรรค์ ยามต้องทนฟังพวกขุนนางเฒ่ายื่นฎีกาให้รับสนมเพิ่ม“ท่านจะพูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ด้วยเหตุใด ฟังมิเข้าใจหรือ ว่าวังหลังของข้ามีเพียงฮองเฮาเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว”“แต่ฝ่าบาท ฮองเฮาเป็นคนแคว้นต้งหนาน ไหนเลยจะเข้าใจราษฎรแคว้นเฉวียนได้ดีเท่าคนแคว้นเฉวียนด้วยกันเล่าพ่ะย่ะค่ะ” คำพูดของใต้เท้าซ่งทำเอาหย่งเฟิงมีสีหน้ามืดครึ้มลงทันที“หากท่านว่าฮองเฮามิเข้าใจคนแคว้นเฉวียน เช่นนั้นข้าวนับพันกระสอบที่ฝ่าบาทแคว้นต้งหนานพระราชทานให้เมืองที่ประสบภัยของแคว้นเราเมื่อสองปีก่อน เป็นฝีมือผู้ใด”“...”“เศรษฐกิจการค้าทางทะเล ผู้ใดเสนอแนวคิดนี้จนทำให้แคว้นของเราลืมตาอ้าปากได้ เมื่อสมัยอดีตฮ่องเต้พวกท่านอยู่แต่ในเมืองหลวงเคยเดินทางออกไปต่างเมืองหรือไม่ เคยเห็นความ
“ท่านหมอฉีนำราชโองการของอดีตฮ่องเต้มาประกาศต่อหน้าทหารและราษฎร ว่าแท้จริงแล้วผู้ครองบัลลังก์ต้องเป็นอดีตชินอ๋องเฉวียนเฮ่อหราน หาใช่ฝ่าบาทไม่!” สิ้นเสียงรายงานก็เหมือนทุกอย่างจะพังทลายลงตรงหน้าเฉวียนเทียนฉีไม่ต่างกับคนเสียสติ เขาเดินหมากพลาด เขาเห็นแก่ที่ท่านหมอฉีเป็นหมอเทวดารักษาได้ทุกโรคจึงไว้ชีวิต ขังเขาไว้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง ไม่คิดว่าท่านหมอผู้นี้จะมีราชโองการในมือ“พวกมันอยู่ไหน นำองครักษ์ไปฆ่าพวกมันให้หมด”“บัดนี้ท่านอ๋องยกทัพทหารมาประชิดประตูวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ เบื้องหลังมีเหล่าราษฎรมาช่วยสนับสนุน ต่างก็สาปแช่งฝ่าบาทว่าเป็นโอรสทรพี”“เฉวียนหย่งเฟิง ข้าจะฆ่ามัน ข้าจะฆ่ามัน!” องค์ฮ่องเต้คว้าดาบจากเอวขององครักษ์วิ่งตรงไปที่หน้าประตูวัง ขึ้นไปอยู่บนกำแพงมองดูว่าทุกอย่างเป็นเหมือนที่องครักษ์รายงานหรือไม่และก็ประจักษ์แก่สายตา ว่าทั้งทหารและราษฎรต่างขับไล่เขาลงจากบัลลังก์ เอ่ยว่าคนชั่วเช่นเขาสมควรตายตก“มันเจ้าช่างบังอาจนัก ทหาร! ฆ่าพวกมันให้หมด ฆ่า!!!!”“เฉวียนเทียนฉี เจ้าหยุดก่อกรรม ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายใช้เพียงแค่ชีวิตชั่วช้าของเจ้ามาแลกไม่ได้ วันนี้ข้าจะทวงคืนความย
เพล้ง!!! เสียงแจกันลวดลายหรูหราถูกปัดตกจากแท่นวางจนแตกกระจายด้วยน้ำมือของจิ้งรุ่ยซือ มารดาแผ่นดินแคว้นเฉวียน“พวกเจ้า! พวกเจ้ากล้าปลอมแปลงราชโองการ”“ราชโองการนี้เป็นลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท ซ้ำยังมีตราประทับชัดเจน จิ้งรุ่ยซือเจ้าเป็นสตรีบาป รับโทษตายย่อมเหมาะสมแล้ว” เสียงสะบัดของขันทีไม่เกรงกลัวฮองเฮาเลยสักนิดเหตุเพราะหลังจากที่ฝ่าบาทได้รับของจากจวนอ๋องหย่งเฟิงก็โมโหเป็นฟืนเป็นไฟ กงกงดูแลตำหนักใหญ่บอกว่าท่านอ๋องส่งข้าวของเสนาบดีชุนมาให้ฝ่าบาท ในนั้นมีภาพเปลือยของฮองเฮาที่หากไม่ได้เห็นกับตา คงวาดมิได้เหมือนถึงเพียงนั้น จุดตำหนิต่างๆ บนเรือนร่างเสนาบดีชั่วนั่นก็วาดลงไปจนหมดไม่ขาดตกคนจากตำหนักฮองเฮาถูกลากไปสอบสวน นางกำนัลร่างกายอ่อนแอหรือจะทนการทรมานได้จึงได้เอ่ยปากออกไปหมดว่าตนพบเห็นสิ่งใด ทุกครั้งที่เสนาบดีชุนมาขอเข้าเฝ้าฮองเฮาพวกนางก็จะถูกไล่ออกมา ซ้ำบางครั้งคราฮองเฮายังลอบออกนอกวังไปบนคนแซ่ชุนผู้นั้นอีกด้วยนางกำนัลอาวุโสที่ติดตามดูแลจิ้งฮองเฮามาถูกทรมานจนสารภาพว่าฮองเฮากับชุนหม่าเคยมีสัมพันธ์กันก่อนที่ฮองเฮาจะถูกเสนอชื่อเข้าวังนั่นยิ่งทำให้ฝ่าบาทคาดเดาได้ในทันทีว่า บ่าวจากจวนอ๋องนั้
ร่างเพรียวบางในชุดนางรำเดินลัดเลาะไปตามทาง เพื่อตามหานางรำที่เห็นวันนั้น เมิ่งเหยาเพียงอยากทำความรู้จักกับหลันเอ๋อร์ อยากรู้ว่าชายหญิงมีความสัมพันธ์กันอย่างไรกันแน่“เหตุใดมาอยู่ที่นี่ ลงไปช่วยต้อนรับแขกด้านล่างได้แล้ว นี่หรือว่าคนใหม่ที่พึ่งมาวันนี้หรือ”“เอ่อ ใช่เจ้าค่ะ พอดีข้าปวดหนักอยากไปห้องสุ
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซ
“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่
“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่







