LOGINทว่าทันทีที่ตื่นขึ้นมา ความหวังเล็กๆ ของเว่ยเมิ่งเหยากลับพังลง จากที่องค์รัชทายาทและน้องชายทั้งสองจะอยู่ที่นี่อีกนาน กลับกลายเป็นว่าต้องกลับแคว้นทันที
“เสี่ยวจิน ดูแลนายของเจ้าให้ดีเล่า อย่าให้ผู้ใดรังแกได้” เนี่ยนเจินส่งเจ้าแมวขนฟูที่นำมาจากแคว้นให้กับน้องสาว ซึ่งบัดนี้มีสีหน้าเศร้าลงถนัดตา
จะไม่ให้เมิ่งเหยาเศร้าได้อย่างไร เช้าวันนี้ทันทีที่นางได้รับแจ้งจากมี่มี่ ว่าพี่น้องเดินทางมาพบ นางรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาทันใด รีบแต่งเนื้อแต่งตัวมาพบทั้งสาม
พอถึงห้องโถงสะใภ้คนใหม่ของจวนก็ย่อตัวคำนับมารดาสวามี สวามี และองค์รัชทายาท พลางกล่าวทักทายน้องชายด้วยน้ำเสียงสดใส ทว่ารอยยิ้มเจิดจ้าของนางกลับต้องเหือดหายไป เมื่อองค์รัชทายาทตรัสว่าต้องเดินทางกลับแคว้นแล้ว
“...”
“พี่หญิงอย่าทำหน้าเศร้าเช่นนั้นสิขอรับ”
“อย่าเศร้าไปเลย เจ้าเติบใหญ่จนออกเรือนมาอยู่สวามีแล้ว ไท่เฟยสอนสิ่งใดให้เจ้าทำตาม อย่าได้ดื้อรั้น พระนางเป็นผู้ใหญ่ที่มีเมตตา อย่างไรเสียก็จะดูแลเจ้าไม่ต่างกับบุตรอีกคน ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” หนานเนี่ยนเจินหันไปยิ้มบางๆ ให้มารดาของน้องเขย
ไท่เฟยเล่อฟางหัว เป็นชายาองค์เดียวของอดีตชินอ๋องเฮ่อหราน ยามอยู่ในสกุลเล่อได้เป็นถึงรองแม่ทัพหญิงออกรบเคียงข้างบรรพบุรุษสกุลเล่อ แต่ไม่รู้เรื่องราวเกิดพลิกผันอย่างไร หลังจากสิ้นสุดสงครามกับชนเผ่าเซี่ยงหยู่ก็กลับมาพร้อมกับบุตรชายวัยห้าหนาว ก่อนจะได้รับพระราชทานสมรสให้แต่งกับเฉวียนเฮ่อหราน องค์ชายที่ถูกวางให้เป็นองค์รัชทายาทในยามนั้น
ผู้คนเล่าลือกันว่าอดีตชินอ๋องช่างอาภัพ ได้เลี้ยงดูสายเลือดผู้อื่น ทว่านับวันคำพูดเหล่านั้นก็ถูกลบเลือนไป เพราะเฉวียนหย่งเฟิงถอดแบบเฉวียนเฮ่อหรานมาแทบทุกส่วน
“หม่อมฉันรู้หนักเบาดี ขอองค์รัชทายาทวางพระทัย”
“เช่นนั้นก็เป็นโชคดีของเมิ่งเอ๋อร์แล้ว แต่ไท่เฟยอย่าได้กังวล น้องสาวกระหม่อมมิใช่สตรีไม่รู้ความ รู้สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร” ตาคมกริบชำเลืองมองน้องเขยที่เอาแต่นั่งนิ่งจิบชา
เขารู้มาจากมี่มี่ว่าอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะร่วมหอกับน้องสาวของเขา หากเรื่องนี้แพร่ออกไปเมิ่งเอ๋อร์จะไม่ถูกนินทาหรือ
“ได้เวลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เมิ่งเอ๋อร์ พี่ต้องไปแล้ว” บุรุษแคว้นต้งหนานพากันลุกขึ้นคำนับผู้อาวุโสกว่า ก่อนจะเดินออกมาหน้าประตูจวน โดยมีเมิ่งเหยาและชินอ๋องเจ้าของจวนเดินมาส่งตามมารยาท
“พี่หญิงรักษาตัวด้วย” หนิงอันนัยน์ตาแดงก่ำ ทั้งที่คิดว่าทำใจได้แล้ว แต่พอได้เผชิญหน้ากับการจากลาจริงๆ เขากลับรู้สึกโหวงในใจ
“ขะ ข้าจะคิดถึงท่าน ข้าต้องคิดถึงท่านแน่ๆ ฮื้อ~” เจียงเหอร้องโฮออกมาเสียงดัง พลางกระโจนกอดพี่สาวโดยไม่สนใจสายตาคนบริเวณนั้น เว่ยเมิ่งเหยาเองก็กอดกระชับน้องชายไว้แน่น ยื่นมือไปคว้าน้องชายคนเล็กเข้าหาอีกคน
“เสี่ยวเหอ เสี่ยวหนิง ดูแลท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านย่าทวดแทนพี่ด้วย”
“ขอรับ ฮึก”
“อึก พวกเจ้าเองก็ต้องดูแลตนเองด้วย” เว่ยเมิ่งเหยากอดน้องชายทั้งสองไว้แน่น พยายามกลั้นน้ำตามิให้หลั่งออกมา แต่กลับทำไม่ได้ นัยน์ตาที่รื้นไปด้วยน้ำสีใสจ้องมองพี่ชายอีกคนที่อยู่ในทุกช่วงชีวิตของนาง
“พี่เนี่ยนเจินดูแลตัวเองด้วยนะเจ้าคะ...ฝากครอบครัวของข้าด้วย”
“อย่าห่วงไปเลย พี่สัญญาจะดูแลทุกคนอย่างดี” มือใหญ่เอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้น้องสาวที่เขาเลี้ยงมากับมือ ก่อนจะดึงเจ้าสองแสบออกมา แล้วหันหลังกลับทันทีเพื่อหลบซ่อนน้ำตาที่หยดลงมา
“เว่ยเมิ่งเหยา น้อมส่งเสด็จองค์รัชทายาท” กายงามหมอบคำนับแนบพื้น เสี้ยวความคิดนางอยากวิ่งตามพวกเขาไป อยากกลับไปหาท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านย่า กระนั้นเมื่อนึกถึงความเสียหายมากมายที่จะเกิดขึ้น ก็จำต้องข่มตาลง ยอมรับการตัดสินใจของตนเองครั้งนี้
แปะ! แปะ! แปะ! เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกับคำพูดค่อนแคะ
“พี่น้องช่างรักกันเสียจริง น้ำตาข้าเกือบไหลตามอยู่แล้ว”
“...ท่านอ๋องคงมิเข้าใจ ว่าการมีพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวเป็นอย่างไร” เมิ่งเหยาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงปกติ พลางส่งยิ้มให้อีกฝ่าย เป็นยิ้มที่ผู้ใดเห็นก็คงมองออกว่าเสแสร้ง
“เจ้า!”
“...”
“หึ สองพี่น้องสกุลเว่ยข้าพอเข้าใจ แต่องค์รัชทายาทผู้นั้น บริสุทธิ์ใจว่าเป็นพี่น้องจริงๆ หรือ” เหตุใดหย่งเฟิงจะไม่รู้ว่าทั้งสองเป็นญาติที่มีสายเลือดห่างกันมาก ความสนิทสนมถึงขั้นแตะเนื้อต้องตัว รู้เรื่องราวชีวิตของกันและกัน บุตรขุนนางเอ่ยเรียกนามขององค์รัชทายาทโดยตรง คงมิใช่เรื่องปกติกระมัง
คิ้วโก่งขยับเข้าหากันทันทีเมื่อรับรู้ความคิดอกุศลของสวามี เว่ยเมิ่งเหยาเกือบจะเผลอแสดงความไม่พอใจออกไป แต่สุดท้ายก็ยกยิ้ม แสร้งเหนียมอาย
“ท่านอ๋องกล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะหึงหวงหม่อมฉันหรือเพคะ”
“ไม่-”
“อย่าได้ทรงคิดมากไปเลย หม่อมฉันมีใจให้พระองค์อย่างลึกซึ้ง กับองค์รัชทายาทเป็นพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันเท่านั้นเพคะ”
“ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้ว ว่าข้าไม่ชอบสตรีอ่อนแอเช่นเจ้า คำว่าหึงหวงคงห่างชั้นนัก!” ว่าเพียงเท่านั้น เอกบุรุษก็เดินจ้ำอ้าวออกไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉี่ยว ทำเอาสาวงามลอบขำกับพฤติกรรมไม่ต่างจากเด็กน้อยนั่น
“หวังเฟย เหตุใดยั่วโมโหชินอ๋องเช่นนั้นเล่าเพคะ”
“ข้ามิได้ยั่วโมโหเสียหน่อย ข้ากำลังทำให้เขาเชื่อจริงๆ ว่าข้าแต่งกับเขาเพราะรัก แคว้นเฉวียนจะได้ไม่สงสัยเรื่องภายในแคว้นต้งหนาน” มือเรียวยื่นออกไปรับเสี่ยวจินมาอุ้มไว้เอง
ตากลมมองสำรวจจวนที่กว้างขวาง เห็นว่าในจวนนี้มีเรือนย่อยอยู่หลายหลัง ทางทิศตะวันออกเป็นเรือนของไท่เฟย ส่วนเรือนของท่านอ๋องอยู่ทางทิศเหนือแทบจะติดกับกำแพงจวนอยู่แล้ว เรือนที่สร้างไว้ให้เมิ่งเหยาก็อยู่ถัดจากของท่านอ๋องไม่มาก
นอกจากนี้ยังมีสถานที่อีกมากมายที่หวังเฟยคนใหม่ยังไม่ทราบ เห็นทีนางคงต้องทำความคุ้นเคยกับที่นี่เสียก่อน หากปรับตัวได้แล้ว เรื่องอื่นค่อยทำก็ยังไม่สาย
“ไปกันเถิดเสี่ยวจิน มี่มี่ ไปดูกันว่าคนที่นี่เขาทำอะไรกันบ้าง-” ยังไม่ทันที่ขาเรียวจะก้าว ก็มีนางกำนัลวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาเสียก่อน
“หวังเฟยเพคะ ไท่เฟยเรียกพบเพคะ”
ทว่าความคิดของเว่ยเมิ่งเหยากลับผิดมหันต์ชุนซิ่นเยว่ไม่ลงโทษสาวใช้ในตอนนั้นก็จริง แต่เช้าวันถัดมา เหล่าแม่ครัวจวนอ๋องต่างพูดคุยกันว่าสาวใช้สกุลชุนนางหนึ่งถูกโบยจนไม้หัก ซ้ำยังมิให้หมอมารักษา ยาเพียงขนานเดียวยังไม่เมตตา ทำทั้งหมดนี้เพียงเพราะเรื่องที่วางกาชาเสียงดัง“เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชุนซิ่นเยว่” อดีตคุณหนูเว่ยแค่นหัวเราะให้กับความคิดก่อนหน้าของตน นางคิดได้อย่างไรว่าคนเช่นนั้นจะกลับตัวกลับใจได้“หวังเฟยว่าอย่างไรนะเพคะ”“ไม่มีอะไร พวกเจ้ามีใครพอจะรู้จักนางหรือไม่”“หม่อมฉันรู้จักเพคะ พี่น้องถิงเหม่ย ถิงสวี เคยพบกันที่ตลาดหลายครา” นางกำนัลในโรงครัวต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารแทบทุกวัน จึงได้พบปะกับบ่าวไพร่สกุลขุนนางบ่อยครั้ง“เช่นนั้นเจ้าเอาเงินนี่ไปซื้อยาให้นางที นึกแล้วเวทนานัก”“ขอบพระทัยเพคะหวังเฟย สองพี่น้องเป็นคนรู้บุญรู้คุณ หม่อมฉันจะให้พวกนางมาขอบพระทัยหวังเฟยด้วยตนเองแน่เพคะ”“อืม ไว้หายดีค่อยว่ากัน” เว่ยเมิ่งเหยาไม่ปฏิเสธ เหตุผลที่ช่วยบ่าวสกุลชุนนอกจากความสงสาร นางก็หวังประโยชน์เช่นกัน“จริงสิมี่มี่ เจ้าบอกว่านางรำในงานเมื่อวานเป็นนางโลมอย่างนั้นหรือ”“ใช่เพคะ นาง
“มอบการแสดงนี้เป็นของขวัญให้ท่านเสนาบดีชุน หวังเหลือเกินว่าท่านจะอายุยืนยาวทันได้เห็นความเป็นไปของสกุลชุน”สิ้นประโยคอวยพรที่ฟังดูขัดหู มือเรียวยาวก็ตวัดแส้เบาๆ เส้นไหมถักสะบัดโค้งอ่อนช้อย กายงามโอนอ่อนร่ายรำไปตามจังหวะดนตรี ปลายแส้แหวกมวลอากาศรอบข้างจนเกิดเสียงดัง ให้คนที่เคลิบเคลิ้มไปกับการขยับร่างกายอันแสนเย้ายวนได้ดึงสติกลับมาจังหวะการร่ายรำมิได้เร่งรีบ ฝีเท้าเบาเคลื่อนหมุนพลางโบกสะบัดแส้หยกเป็นวงคลื่น วาดลวดลายอ่อนโยนในอากาศ ทว่าบางคราวก็ฉับไวปานสายฟ้าปัง!!! ปลายแซ่ฟาดลงกลางโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าชุนซิ่นเยว่ จนแตกเป็นสองเสี่ยง“กรี๊ด!!!!!” เสียงกรีดร้องของสตรีสกุลชุนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นดังขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะชุนซิ่นเยว่ที่บัดนี้โผเข้ากอดสามีด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผู้คนในงานเลี้ยงต่างตกอกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะมีแต่นักรบที่ผ่านสงครามมานับไม่ถ้วนเท่านั้นที่ไม่หวั่นเกรงเล่อฟางหัวยกยิ้มเล็กน้อย สายตาที่ใช้มองสะใภ้มิได้ติดรำคาญเหมือนในวันแรกๆ ที่พบเจอ แต่จะให้เป็นแววตาที่ชื่นชมยินดีก็คงจะเร็วไป“ขอประทานอภัยเพคะฮองเฮา ต้องขออภัยฮูหยินฟู่ ข้ามิได้ฝึกร่ายรำมานาน จึงพลาด” เว่ยเมิ่ง
“หายไปที่ใดมา” ทันทีที่ร่างบอบบางนั่งลงข้างๆ เฉวียนหย่งเฟิงก็อดถามไม่ได้ มีอย่างที่ไหนเป็นคนต่างบ้านต่างเมือง ดันเดินเพ่นพ่านไปทั่ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาคงไม่พ้นเป็นเขาที่ต้องออกหน้าจัดการ“สามีของชุนซิ่นเยว่เป็นคนอย่างไรหรือเพคะ”“เจ้าจะอยากรู้เรื่องของผู้อื่นไปทำไม”“เพียงแค่ตอบ ยากนักหรือเพคะ” เว่ยเมิ่งเหยาเริ่มจะทนไม่ไหวกับสวามีผู้นี้ แสดงท่าทีรำคาญจนมี่มี่ต้องดึงชายอาภรณ์ห้ามปราม บ่าวรับใช้คนสนิทรู้ดีทีเดียว ว่าหากได้ดื่มสุราแล้ว คุณหนูที่เคยเรียบร้อยว่าง่าย ก็กลายเป็นคนละคนขนาดนายท่านกับคุณชายทั้งสองยังส่ายหัว เพราะตามเอาใจไม่ถูก“ฟู่กงจวิ่นถือว่าเป็นบุรุษที่ดีพ่ะย่ะค่ะหวังเฟย เป็นคนมีคุณธรรม วางตัวดี มีความสามารถหลายด้าน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็รู้ไปเสียทุกอย่าง ถึงกระนั้นกลับสอบจองหงวนไม่ผ่านเสียที”“...” ดูท่าแล้วชายหนุ่มจะเป็นพวกรู้ไม่จริงกระมัง“แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีที่สตรีหมายปองนะพ่ะย่ะค่ะ เพราะเอาใจฮูหยินเป็นที่หนึ่ง ยอมแต่งเข้าสกุลชุน ทั้งยังเอ่ยคำสาบานว่าจะไม่รับอนุ ไม่แต่งภรรยารอง” หงอู่ คนสนิทของชินอ๋องกล่าวรายงานแทนนายเหนือหัว มิเช่นนั้นนายทั้งสองคงโต้เถียงกันไม่หยุด“
งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างน่าเบื่อ ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกับงานเลี้ยงฉลองทั่วไป เหล่าขุนนางที่อยากเชื่อมสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตก็ใช้โอกาสนี้เข้าหาเชื้อพระวงศ์และขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าเฉวียนหย่งเฟิงและเว่ยเมิ่งเหยารับการคารวะไปหลายจอก“หม่อมฉันขอออกไปสูดอากาศด้านนอกนะเพคะ”“อย่าได้สร้างเรื่องให้กระทบมาถึงข้าเล่า”“จิ๊ หม่อมฉันมิใช่ตัวปัญหาเสียหน่อย” พอสุราเข้าปาก ความกล้าก็ดูจะมากขึ้นตาม คนงามถึงขั้นชักสีหน้าใส่สวามีตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดต่อว่านางด้วยถ้อยคำเช่นนี้ กับคนในครอบครัวยิ่งไม่เคยมี แล้วบุรุษตรงหน้าเป็นใครกัน“นี่เจ้า-”“พอๆ อยู่ด้านนอกรักษากิริยาบ้าง” ไท่เฟยรู้นิสัยบุตรชายดี หากต่อความยาว เรื่องนี้ไม่มีทางจบ“เช่นนั้นหม่อมฉันขออนุญาตนะเพคะ” ว่าเพียงเท่านั้นเว่ยเมิ่งเหยาก็ปลีกตัวออกมา โดยมีเหล่านางกำนัลและขันทีติดตามอย่างที่ควรจะเป็นร่างบางเดินลัดเลาะออกมาจากโถงงานเลี้ยง ย่างก้าวตามทางที่มุ่งหน้าไปยังสวนดอกไม้ นึกถึงยามนั้นนางมิเคยได้เฉียดกายเข้ามาเสียด้วยซ้ำ ทว่าวันนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าห้ามนาง เพียงเสี้ยวความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวเว่ยเมิ่งเหยาตัดสินใจหันหลังให้สวนดอกไม้งดงาม จุด
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เสียงแส้กระทบลงบนผิวหนังเด็กหญิงวัยเพียงสิบสองหนาวอย่างต่อเนื่อง ชุนผิงหลานได้แต่กัดฟันร้องไห้ อดทนกับความเจ็บปวดที่ถูกบิดาลงโทษ“ต่อไปจะทำอีกหรือไม่”“มะ ไม่ทำแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ขะ ข้าจะไม่พาน้องหญิงไปเสี่ยงอันตรายอีก” เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำตาจนผู้คนที่พบเห็นอดสงสารไม่ได้ มารดาของเด็กหญิงก็ได้แต่ร่ำไห้ เพราะมิอาจปกป้องบุตรสาวได้เหตุผลที่ถูกลงโทษวันนี้ เพราะระหว่างที่ชุนผิงหลานกำลังถูกชุนซิ่นเยว่กลั่นแกล้ง สั่งให้ปีนต้นไม้ นางดันพลาดตกลงมาทับน้องสาวที่อยู่ด้านล่างเด็กหญิงอายุน้อยกว่าร้องไห้โฮเมื่อเห็นรอยแผลถลอกบนแขน วิ่งโร่ไปฟ้องบิดามารดา ทว่าคำเอ่ยเล่ากลับต่างจากความเป็นจริง บอกว่าตนถูกผิงหลานชักชวนไปเล่นจนบาดเจ็บ“ดี! หากเจ้าทำอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตายเสีย ไป!!!” นับจากนั้นเสียงตะคอกปนแหบก็เป็นเสียงที่ชุนผิงหลานหวาดกลัวมาตลอดชีวิตไม่สิ...อันที่จริงเรือนสกุลชุนแห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่นางไม่หวาดกลัวเลย กระทั่งอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่น“เว่ยเมิ่งเหยา เมิ่งเหยา เมิ่งเหยา!” เฮือก!!!“เจ้าคะ เอ่อ เพคะ” คนงามหลุดออกมา
มี่มี่จัดการรินชาและเตรียมขนมไว้บนโต๊ะทำงานเจ้าของจวน ก่อนจะย่อตัวหันหลังออกจากห้องให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยกัน ภายในห้องจึงมีเพียงชายหญิงและเจ้าแมวส้มที่จ้องหน้าเฉวียนหย่งเฟิง ส่งเสียงในลำคอคล้ายกำลังขู่อีกฝ่าย“เหตุใดยังไม่ออกไปอีก”“หม่อมฉันอยากสอบถามบางเรื่องเพคะ ขอหม่อมฉันนั่งได้หรือไม่”“ใครใช้ให้เจ้ายืนเล่า” คำพูดก่อกวนดังขึ้นจากบุรุษที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองม้วนตำรา“ขอบพระทัยเพคะ เอ่อ หม่อมฉันออกไปเดินตลาดได้หรือไม่เพคะ แล้วหากจะออกไปต้องขออนุญาตผู้ใดหรือไม่” คำถามนั้นทำให้คนฟังถึงขั้นวางม้วนตำราในมือ กายสูงใหญ่เอนพิงพนักเก้าอี้ พลางยกยิ้มมุมปาก“ออกไปได้ มิต้องขอผู้ใด เพียงแต่แจ้งให้พ่อบ้านรู้เอาไว้”“เข้าใจแล้วเพคะ”“แต่เจ้าจะไหวหรือ” ตาคมหรี่มองสาวงามนั่งอุ้มเจ้าแมวหน้าหยิ่งด้วยความดูแคลน“หืม” เมิ่งเหยาเห็นสายตาเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัยในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด“บิดาเจ้าคงจะบอกเจ้าอยู่กระมัง ว่าข้าแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับฝ่าบาท ดังนั้นเจ้าควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ไม่แน่ว่าวันที่เจ้าออกนอกจวน อาจจะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตเจ้า” หย่งเฟิงมิได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ทั้งเขาและเสด็







