เข้าสู่ระบบ“โอย...” เสียงครางแหบพร่าดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่บวมช้ำของนาง
เสิ่นม่านอวี้ค่อย ๆ กะพริบตาตื่นตามเวลาตื่นนอนของร่างกาย ครั้นได้เห็นเพดานเรือนรับรองที่คุ้นตา จึงจำได้ทันทีว่าเมื่อคืนตนมาร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาราตรีที่จวนองค์หญิงใหญ่อีกแล้ว
แต่ความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับว่าร่างกายกำลังจะแตกสลายก็ผุดขึ้นมาในทันที นั่นจึงทำให้นางจำได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ... ท่ามกลางความมึนงง เหมือนว่านางจะได้ข้ามเส้นต้องห้ามไปเสียแล้ว!
ข้าทำเรื่องอย่างว่าไปจริง ๆ รึ!?
“!!!” ดวงตาเมล็ดซิ่งของเสิ่นม่านอวี้พลันเบิกกว้าง รู้สึกสร่างเมาขึ้นมาในทันที
ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นานาไหลวนอยู่ในหัว นอกจากสัมผัสรวดร้าวในทุกส่วนของร่างกายแล้ว นางยังรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของศีรษะใครบางคนที่ซุกซบอยู่บนไหล่บอบบางของนาง อีกทั้งแขนกำยำก็ยังพาดทับลงบนหน้าท้องของนางอีกด้วย
เดี๋ยวนะ! ข้ากับเอินเอินเคยตกลงกันไว้แล้วนี่ว่าจะแค่เรียกเด็กมานั่งดริ้งค์ด้วยกันเฉย ๆ น่ะ ไม่มีทางทำผิดจารีตกันอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น เถียนหมัวมัวคงไม่ยืนหน้าตึงคอยกำกับพวกนางอย่างใกล้ชิดเช่นนั้นหรอก!
แต่ว่า... ถ้าไม่มีเรื่องบนเตียงแล้ว... แล้วผู้ชายคนนี้จะมาจากที่ไหนล่ะ?
เสิ่นม่านอวี้ยกแขนอีกข้างที่ไม่ถูกทับขึ้นมานวดขมับอย่างอ่อนแรง อีกหนึ่งเหตุผลที่นางตกใจมากขนาดนี้แล้วยังไม่ผุดลุกขึ้นนั่งหรือผลักไสคนที่นอนข้าง ๆ ออก ก็เพราะ... นางไม่มีแรงไง!
ดวงตาราวผลซิ่งหลับลงอีกครั้งอย่างพยายามทบทวนความทรงจำที่รางเลือน ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงบทสนทนายามค่ำคืนในงานเลี้ยงชมบุปผาราตรีกับจวินลู่เอิน
‘จริงสิ... วันนี้ ข้ามีเรื่องสนุก ๆ จะเล่าให้เจ้าฟังด้วย!’ จวินลู่เอินพูดพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ‘วันนี้ข้าจับเจ้าเด็กหน้าเหม็นลงคอร์สเรียนเรื่องบนเตียงด้วยล่ะ!’
เสิ่นม่านอวี้เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ‘ท่านหมายถึงสือเอ๋อร์อย่างนั้นรึ?’
เพราะต่อให้จวินลู่เอินบ้าดีเดือดอย่างไรก็คงไม่กล้าจับท่านผู้สำเร็จราชการมาเรียนเรื่องอย่างว่าหรอกกระมัง!?
ด้วยความที่พวกนางมาจากยุคสมัยเดียวกัน ในยามที่อยู่กันเพียงลำพัง จวินลู่เอินบอกให้เสิ่นม่านอวี้เรียกบรรดาน้องชายของนางอย่างสนิทสนมได้เลย เพราะอย่างไรแล้ว น้องชายของจวินลู่เอินก็เหมือนน้องชายของนางนั่นแหละ!
จวินลู่เอินพยักหน้าระรัว เสิ่นม่านอวี้ก็ถามต่อ ‘แล้วสือเอ๋อร์ยอมรึ?’
‘เขาจะไม่ยอมได้อย่างไร ในเมื่อข้าสั่งให้เถียนหมัวมัวกรอกยาปลุกกำหนัด แถมยังจุดกำยานรมควันเขาอีก มัดขึงไว้บนเขียง เอ๊ย! บนเตียงขนาดนั้น เขาจะหนีพ้นมือนางข้าหลวงไปได้ยังไง?’
เสิ่นม่านอวี้ที่ได้แต่ก้มหน้าจิบสุราเข้าไปอีกอึกอย่างไว้อาลัยในตัวน้องชายต่างสายเลือด ‘...’
แล้วทำไมท่านถึงไม่บอกข้าสักคำว่าจับน้องชายมาขึงไว้บนเตียงในเรือนรับรอง!
เสิ่นม่านอวี้กรีดร้องอยู่ในอก ดูสิ... จากที่เป็นเพื่อนกันมาดี ๆ อยู่ ๆ ก็กลายเป็นน้องสะใภ้เอินเอินเฉยเลย!
แรงโทสะที่ปะทุขึ้นมา พอจะทำให้นางมีเรี่ยวแรงขึ้นมาได้บ้าง เสิ่นม่านอวี้เอี้ยวหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ซุกอยู่บนไหล่ แล้วนึกถึงภาพความทรงจำอันร้อนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาด ๆ
ไหนบอกว่าจวินเหยียนสือเป็นเพียงองค์ชายรองที่มีร่างกายอ่อนแอไง แถมยังไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องบนเตียงมาก่อน จนต้องจับมัดให้นางกำนัลมาสอนเรื่องพวกนี้อีก
แต่นี่ที่ไหนได้... ลองทำเพียงไม่กี่ครั้งก็กลับช่ำชองเสียแล้ว!
เพราะหลังจากที่นางสอนบทเรียนที่หนึ่งไป เขาก็พลิกเกมกลับมาคุมจังหวะนางในบทเรียนที่สอง... ตอนแรก นางก็นึกว่าเขาจะจบลงเพียงเท่านั้น แต่ดวงตาจิ้งจอกเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นภาพลมวสันต์ที่จวินลู่เอินแขวนไว้เรียงรายรอบห้อง
จวินเหยียนสือก็พลันใส่ใจอยากเรียนรู้ อยากทดลองให้ครบทุกท่วงท่า!
ลำบากนางอีกที่ต้องมาสวมบทเป็นนางกำนัลสอนกามสูตรจำเป็นให้เขา หลังจากนั้น บทเรียนที่สาม... สี่... ห้า... ก็เกิดขึ้นอย่างรัว ๆ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นบนเตียง โต๊ะ เก้าอี้ หรือแม้แต่ริมกำแพง!
และไม่สนใจว่านางจะจบยิมนาสติกมาหรือเปล่า เพราะเขาดันลองเกือบครบทุกท่า ไม่ว่าจะด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง โอบรัด เกี่ยวกระหวัดแบบไหน เขาก็ขอลองจนสิ้น!
จนสุดท้าย เป็นนางที่ร้องโอดโอยขอยกธงขาวยอมแพ้ จวินเหยียนสือถึงได้รามือ ยอมปล่อยให้นางได้นอนแต่โดยดี
และทั้งหมดนี้... นางก็แค่คิดว่าตัวเองล่องลอยอยู่ในความฝัน ไม่คิดสักนิดว่ามันคือเรื่องจริง!
ไม่ได้... อยู่ไม่ได้แล้ว! ข้าอยู่สู้หน้าไม่ได้แล้ว!
ส่วนหนี้แค้นที่เพื่อนสาวปากหนักไม่ยอมเอ่ยเตือน นางจะกลับมาคิดบัญชีในวันหลัง!
เสิ่นม่านอวี้สะกดกลั้นเสียงคราง ยามที่ขยับสอดมือไปรองรับใต้ศีรษะได้รูปขึ้นอย่างแผ่วเบา แล้วจึงดึงไหล่ของตัวเองออกมา กลั้นใจใช้สองมือ... สี่นิ้วยกแขนกำยำขึ้น แล้วพลันไถลตัวลงจากเตียง
“อุ๊ก!” นางอุทานเสียงหลง เมื่อร่างกายขยับเขยื้อนมากเกินความจำเป็น สองมือรีบยกขึ้นมาปิดปาก ด้วยไม่ต้องการให้คนบนเตียงได้ยินเสียงแล้วตื่นขึ้นมาในตอนนี้ “เอ้...?”
จู่ ๆ เสิ่นม่านอวี้ก็ร้องด้วยความแปลกใจ เพราะนางรู้ดีว่ากิจกรรมเมื่อคืนนั้น หนักหน่วงและเร่าร้อนมากเพียงใด ทั่วร่างของนางและเขาต่างเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ แต่มายามนี้ ร่างกายของนางกลับสะอาดและหอมสดชื่นราวกับได้รับการทำความสะอาดมาเป็นอย่างดี
ไม่เพียงเท่านี้ ช่วงล่างที่คิดว่าจะต้องบวมช้ำจากการใช้งานอย่างหนักหน่วงก็พลันรู้สึกถึงความเหนอะหนะ นางจึงก้มลงไปสำรวจความเสียหายที่ช่วงล่าง ถึงได้เห็นคราบยาสีขาวเหนอะหนะที่ถูกทาไว้บริเวณจุดซ่อนเร้น
ใบหน้านวลแดงก่ำ ดวงตาเมล็ดซิ่งของนางพลันเหลือบไปมองหน้าจวินหลิงชางในทันที
หรือว่าเขาจะพาไปอาบน้ำแล้วยังทายาให้อีกด้วย?
โถ... ทำแบบนี้ ใจข้าก็ละลายสิ!
กว่าเสิ่นม่านอวี้จะรู้ตัวอีกที ริมฝีปากของนางก็จุมพิตลงบนหน้าผากของหนุ่มน้อยบนเตียงอย่างแผ่วเบาไปเรียบร้อยแล้ว
เสิ่นม่านอวี้ “!!!”
อ๊าย! อยู่ไม่ได้แล้ว! ข้าอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว!
คิดได้เพียงเท่านั้น นางก็กัดฟันรีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่แล้วย่องหนีออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตเห็นดวงตาจิ้งจอกที่ทอประกายวาววับจับจ้องไล่หลังมาอย่างไร้ความง่วงงุนเลยแม้แต่น้อย!
เงาร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานผ่านกำแพงสูงข้ามเข้าสู่เขตท้ายจวนองค์หญิงใหญ่อย่างโจ่งแจ้ง โดยที่ไม่มีองครักษ์หน้าไหนกล้าเข้ามาห้าม ก่อนจะทิ้งตัวลงตรงหน้าเรือนซวงซิงเกอ ซึ่งเป็นเรือนพักของสองแฝดแห่งราชวงศ์จวิน ตัวเรือนภายนอกดูโอ่อ่า ทว่าแบ่งแยกปีกซ้ายขวาออกเป็นสองฝั่งเอกเทศกันอย่างชัดเจน เพื่อรองรับสองตัวตนที่แตกต่างกัน“ตามหมอหลวงมา! ด่วนที่สุด!” เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องท่ามกลางความเงียบสงบภายในจวนองค์หญิงใหญ่เมื่อบ่าวและสาวใช้เห็นว่าเจ้านายกลับมาในสภาพที่เปียกปอน ทุกคนก็รีบวิ่งวุ่นโกลาหลทันที จวินหลิงชางไม่สนใจสายตาใคร เขาเตะประตูเปิดออกแล้วก้าวฉับ ๆ พาร่างของเสิ่นม่านอวี้ตรงเข้าสู่ปีกฝั่งซ้ายของเรือน ตรงไปที่ห้องมั่วเยี่ยของเขาห้องมั่วเยี่ยคือห้องส่วนตัวของ ‘จวินหลิงชาง’ ฝาแฝดผู้พี่ที่เป็นผู้สำเร็จราชการ ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสีดำสนิทแฝงความดุดันเฉกเช่นแม่ทัพจับศึก ผนังห้องประดับด้วยกระบี่โบราณและแผนที่ทางการทหาร มีกลิ่นอายของไอสังหารและอำนาจดิบเถื่อนแผ่ซ่าน บนโต๊ะหนังสือมีหน้ากากอสูรเทาเที่ยวางทิ้งไว้อยู่หลายอันซึ่งตรงข้ามกับปีกฝั่งขวาอย
ห่างออกไปตรงมุมมืดของกราบเรือชั้นหนึ่ง ท่ามกลางเสียงหวีดร้องและหยาดน้ำที่สาดกระเซ็น เสิ่นหยางมี่กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนนิ้วซีดขาวดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความขัดใจและตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด ยามเมื่อเห็นหลินหว่านฉิงถูกฉุดกระชากกลับขึ้นมาบนกราบเรือได้อย่างปลอดภัยด้วยฝีมือของสาวใช้ชั้นต่ำ แทนที่จะเป็นไปตามแผนการที่นางอุตส่าห์วางไว้“พังหมดแล้ว... แผนการพังหมดแล้ว!” ฉู่เชี่ยนเชี่ยน สหายสนิทที่ยืนขนาบข้างกระซิบด้วยความผิดหวัง เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์จะดูชุลมุนอย่างที่ตั้งใจ แต่ทว่ากลับไม่ได้ผลอย่างที่วาดหวังฟางลี่เซียนถอนหายใจ หรี่ตาลงอย่างหงุดหงิด “เสียแรงที่อุตส่าห์ให้สาวใช้ของข้าไปเอาสุราแรงราดใส่เตาถ่านจนโกลาหล ร้องตะโกนว่าไฟไหม้ เพื่อล่อให้ลงมา แล้วผลักนางตกน้ำ...”“นั่นสิ ข้าจะได้แสร้งแสดงความมีน้ำใจ ทำทีไปแจ้งคุณชายหยางให้กระโดดน้ำลงไปช่วยนางขึ้นมาต่อหน้าธารกำนัลเสียหน่อย” หนานฉินบ่น “หากเนื้อตัวแนบชิดกันกลางลำน้ำเช่นนั้น ต่อให้จวนโหวจะรักศักดิ์ศรีเพียงใด หลินหว่านฉิงก็ต้องแต่งให้คนเสเพลเช่นเขาเพื่อล้างมลทิน! แต
จวินหลิงชางพุ่งตัวผ่านสายน้ำเข้าประชิดร่างบางที่เริ่มหมดแรงและกำลังจะจมดิ่ง เขาเอื้อมตวัดแขนแกร่งโอบรัดเอวบางของเสิ่นม่านอวี้ไว้แน่น ร่างของหญิงสาวนุ่มนิ่มทว่าเย็นเฉียบจนใจเขาหายวูบชายหนุ่มพาตัวนางผุดขึ้นเหนือผิวน้ำ เสิ่นม่านอวี้สำลักน้ำไอโขลก ๆ ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด ดวงตาเรียวปิดปรือก่อนจะหมดสติสลบไสลไปในอ้อมแขนของเขาจวินหลิงชางใช้มือเดียวโอบอุ้มร่างที่สลบไสล ส่วนอีกมือหนีบจับสายเชือกท้ายเรือ แตะเท้ากับกราบเรือหยาบ ๆ แล้วทะยานพาร่างทั้งสองขึ้นมาบนกราบท้ายเรือได้อย่างมั่นคงทันทีที่เท้าแตะพื้น เขาก็วางนางลงบนตัก จวินลู่เอินที่สังเกตการณ์มาตั้งแต่ต้นรีบก้าวเข้ามา “สือเอ๋อร์! อาอวี้เป็นอย่างไรบ้าง?”คำเรียกของพี่หญิง กอปรกับภาพที่มองเห็นตรงหน้าอย่างชัดเจน ไร้สิ่งใดปกปิด จึงทำให้จวินหลิงชางรู้ตัวทันทีว่าหน้ากากอสูรเทาเที่ยของเขาคงจะหล่นตกน้ำไปเสียแล้วยังไม่ทันที่จวินหลิงชางจะได้ตอบสิ่งใด หัวคิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นจนแทบผูกเป็นปม สายตาคมกริบมองสำรวจเสิ่นม่านอวี้ที่นอนสลบไปด้วยเนื้อตัวเปียกโชก สลับกับมองพี่หญิงที่อยู่ในชุดเสี่ยวเอ้อร์ของเรือ
ตู้ม!!เสียงร่างกายกระทบน้ำดังขึ้นอีกครั้งเหนือกราบเรือ ปรากฏเป็นร่างของเยี่ยนจื่อ สาวใช้คนสนิทของหลินหว่านฉิงที่ทิ้งตัวลงสู่ผืนน้ำอย่างไม่เสียดายชีวิตด้วยจวนจิ๋นอันโหวขึ้นชื่อเรื่องความรอบคอบและเข้มงวด บ่าวและสาวใช้ในเรือนทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่ต้องคอยติดตามอารักขาเหล่าคุณหนูต่างได้รับการฝึกฝนให้ว่ายน้ำและเอาตัวรอดในสระน้ำมาตั้งแต่เยาว์วัยเมื่อร่างกายของเยี่ยนจื่อสัมผัสผิวน้ำอันเย็นเยียบ นางก็วาดแขนแหวกว่ายตรงดิ่งเข้าไปหาคุณหนูของตนในทันที นางตวัดแขนโอบพยุงร่างที่กำลังสำลักน้ำของหลินหว่านฉิงเอาไว้มั่น ก่อนจะส่งสัญญาณให้สาวใช้ของคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองที่กระโดดตามลงมาช่วยกันดันร่างของหลินหว่านฉิงขึ้นสู่ฝั่งกราบเรือที่ค่อนข้างต่ำ“ประคองน้องหญิงสามเร็วเข้า!” หลินเย่ว์เทียนตวาดสั่งการพลางเอื้อมมือหนาลงไปดึงข้อมือของน้องสาวเอาไว้หลินจื่อเฉินและพี่สาวทั้งสองคนต่างช่วยกันยื้อยุดฉุดดึงร่างอันเปียกปอนของหลินหว่านฉิงข้ามพ้นขอบระเบียงกลับขึ้นมาบนเรือได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางความโล่งอกของทุกคนแต่ทว่าความชุลมุนเบื้องล่างกลับยังไม่สิ้นสุด แสงโ
“ไฟไหม้! ไฟไหม้มีควันพวยพุ่งอยู่ที่ท้ายเรือชั้นล่างเจ้าค่ะ!”เสียงกรีดร้องแว่วกังวานทะลุผนังไม้เข้ามาในห้องหยวนเซวีย ทำลายบรรยากาศหวานชื่นลงในพริบตา หลินหว่านฉิงสะดุ้งสุดตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มู่หรงเจวี๋ยรีบก้าวเข้ามาขนาบข้างนางพลางจับจ้องไปยังประตูห้องด้วยสายตาคมเหตุใดจึงเกิดเหตุร้ายเช่นนี้ขึ้นได้!เสี่ยวเอ้อร์เอและเสี่ยวเอ้อร์บีหันมามองหน้ากันตาลุกวาวนางร้ายลงมือแล้ว!จวินลู่เอินและเสิ่นม่านอวี้จึงเร่งประสานมือค้อมกายเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงอย่างรวดเร็วราวกับว่าเตรียมการมาเป็นอย่างดี“เรียนท่านอ๋อง คุณชาย คุณหนูทุกท่านโปรดอย่าเพิ่งตื่นตระหนก! เรือสำราญฟู่กุ้ยมีมาตรการความปลอดภัยรองรับ หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ท้ายเรือ ทุกท่านต้องเร่งอพยพลงบันไดไปยังโถงชั้นหนึ่ง เพื่อข้ามสะพานเรือกลับขึ้นฝั่งโดยด่วนที่สุดขอรับ ชั้นสองและชั้นสามไม่มีทางออกอื่นแล้ว โปรดตามพวกข้ามาเถิดขอรับ!”ยามที่จวินลู่เอินผลักบานประตูห้องส่วนตัวเปิดออก บรรยากาศภายนอกก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกลาหลอลหม่าน ประตูห้องส่วนตัวฝั่งซ้ายข
ภายในห้องส่วนตัวหยวนเซวียบนชั้นสองของเรือสำราญฟู่กุ้ย บรรยากาศช่างเงียบสงบต่างจากเสียงอึกทึกครึกโครมของโถงชั้นล่างราวฟ้ากับดิน ผนังไม้หนาบุผ้าไหมลายนกกระเรียนเก็บเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม มีเพียงเสียงสายน้ำกระทบกราบเรือและทำนองพิณแว่วกังวานใสเสนาะหูมู่หรงเจวี๋ยนั่งประทับตรงตำแหน่งประธานในชุดสีดำปักดิ้นทองด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย รอบโต๊ะอาหารทรงกลมตัวใหญ่จัดสรรที่นั่งได้อย่างเหมาะสมตามจารีตฝั่งขวาของเขาคือ หลินเย่ว์เทียน คุณชายใหญ่แห่งจวนจิ๋นอันโหว และหลินจื่อเฉิน น้องชายคนเล็ก ถัดไปเป็นฝั่งคุณหนู ซึ่งมีหลินซูเซียน คุณหนูใหญ่ หลินลู่เอ๋อร์ คุณหนูรอง และหลินหว่านฉิงนั่งถัดลงมาตามลำดับ โดยมีเสี่ยวเอ้อร์สองคนในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีคอยยืนประสานมือค้อมกายต้อนรับอย่างนอบน้อม“เรียนท่านอ๋อง คุณชายและคุณหนูทุกท่าน คืนนี้ห้องหยวนเซวียขอต้อนรับด้วยสำรับมงคลแปดทิศอันลือชื่อของเรือฟู่กุ้ยขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยแนะนำเสียงเบาพลางโบกมือให้บ่าวรับใช้ทยอยลำเลียงจานอาหารเข้ามาจัดวางจนเต็มโต๊ะหมุนตัวใหญ่“นอกจากจานเรียกน้ำย่อยและหน่อไม้ผัดกุ้งมังกรแก้วแล้ว จานหลักอัน







