Masukต้องใช้คำว่า "เรียบร้อยโรงเรียนลี่ฮือหลวง" ได้เลย จางอี้เฟิงกลายเป็นคนที่แพ้ภัยตัวเอง ฝีเท้าของเขาไม่ได้แย่เขาคือคนที่โดดเด่นที่สุดด้วยซ้ำ แต่ด้วยวุฒิภาวะและความแข็งแกร่งของจิตใจ ก็ต้องยอมรับว่าสอบตกแบบยกกระดาน คนเป็นโค้ชเขาดูออก และเพราะแบบนั้นเจ้าตัวถึงยังมีเงาหัวอยู่ในสำนักในฐานะของตัวสำรอง เป็นคนอื่นคงโดนเฉดออกจากทีมให้ไปแข่งกีฬาชนิดอื่นไปแล้ว
.
หลังผลการคัดตัวออกห้วงเวลาก็เข้าสู่ช่วงพลบค่ำพอดี เหล่านักกีฬาตัวแทนต่างก็อิดโรยเหนื่อยล้า ไม่มีใครอยากทำอะไรอีกแล้วนอกจากรีบอาบน้ำล้างตัวแล้วก็กลับบ้านไปนอน เว้นก็แต่กลุ่มนักเตะทีมสำรองที่โค้ชสั่งให้อยู่เก็บของและอุปกรณ์ฝึกซ้อมต่าง ๆ หนักอึ้งจากความผิดหวังแล้ว ยังต้องมาหนักหลังยกของหนักอีก ดูท่าพวกเขาทั้ง 7 คนคงจะไม่สบอารมณ์ต่อสิ่งนี้ แล้วหัวโจกในการก่อหวอดก็ไม่ใช่ใคร จางอี้เฟิงนักเตะแห่งสายลมของเรานี่เอง
.
"เฮ้อ! ให้มันได้อย่างงี้สิฟะ! ไปเว๊ยพวกเรารีบทำรีบเสร็จ เอ็ง 3 คนไปช่วยกันเก็บเสาโกลล์นะส่วนฉันจะเก็บบอลใส่ตาข่าย ส่วนอีก 3 คนก็กระติกน้ำ ขวดน้ำมันมวยทาขา น้ำมันหมาทาควยอะไรก็เก็บใส่คูลเลอร์ยัดรวม ๆ กันไปเลย เหนื่อยชิบหายแต่เจ็บใจมากกว่าแม่งเอ๊ย!"
.
บ่นเป็นหมีกินผึ้งด้วยขากรรไกรที่ไวพอ ๆ กับขาตอนสับหลอกคู่ต่อสู้ ซึ่งจะไม่ให้จางอี้เฟิงโวยวายได้ไงก็ในเมื่อหน้าที่นี้มันต้องเป็นของแอลลี่ผู้จัดการทีม กลุ่มตัวสำรองซะที่ไหนล่ะเขาเห็นตัวเองกับเพื่อนเป็นเพียงขี้ข้าที่ควบกล้ำเบ๊ก็เท่านั้น
.
เวลาผ่านไปราว 3 ก้านธูปทุกอย่างก็แล้วเสร็จ ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านหมดเหลือเพียงอี้เฟิงที่ช้ากว่าใครเพื่อน ปกติเขาขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเร็วอยู่เป็นนิจ ก็เพิ่งจะมีวันนี้แหละที่เจ้าตัวรู้สึกโคตรแย่! มันเฟลมากเสียจนพาลให้กิจกรรมทุกอย่างในชีวิตเชื่องช้าลงไปหมด เขาเดินออกจากห้องล็อคเกอร์รูมเป็นคนสุดท้าย ก่อนจะตระหนกตกใจไปกับบรรยากาศของสนามบอลตอนกลางคืนอยู่แว๊บหนึ่ง
.
เชี้ยที่นี่น่ากลัวชิบหาย! เขายังนึกถึงแอลลี่อยู่เลยว่าเธอนึกครึ้มอะไรถึงแอบมาเตะบอลตอนกลางคืนอยู่คนเดียว ไม่ไหว ๆ ไม่คิดแล้ว! คิดได้ดังนั้นจางอี้เฟิงก็เลยเดินตรงออกมาตามทางเดินในอาคาร และก่อนจะถึงทางออกก็ต้องผ่านห้องเก็บอุปกรณ์ที่เขากับเพื่อนตัวสำรองได้จัดการมันไปแล้ว จังหวะนั้นเองที่พิรุธอะไรบางอย่างได้เสียดแทงเข้ามาในหัวจึก! ทำไมวะ! ทำไมในห้องเหมือนจะมีคน?
.
"บ้าน่ะ! ก็เราอยู่ที่นี่เป็นคนสุดท้ายจะมีใครเหลืออยู่ได้ไง? แต่นั่นมันแสงไฟนี่หว่าถึงจะแค่นิดเดียว เหมือนไฟมือถือเลยแฮะชักแปลก ๆ ล่ะ?!"
.
สาบานได้ว่าพ่อหนุ่มแห่งสายลมไม่ได้คิดถึงเรื่องภูตผีปีศาจแต่อย่างใด แม้บรรยากาศจะเป็นใจให้ผีอยู่อาศัยขนาดนี้ ความมืดสลัวทึมเทา องศาของแสงและมุมเสาที่ตั้งฉากกับโถงทางเดิน บวกกับแสงไฟบนเพดานที่สว่างกว่าหิ่งห้อยเพียงแค่เล็กน้อย ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันก็แล้วแต่จางอี้เฟิงก็ยังมั่นใจว่าต้องเป็นคนแน่ ๆ มิหนำซ้ำคน ๆ นั้นก็ต้องเข้าใจผิดคิดว่าไม่มีใครอยู่ในอาคารโรงยิมหลังนี้แล้ว เพราะเขาคือคนที่เอาลูกบอลไปเก็บไว้ในห้องเป็นคนสุดท้ายแล้วก็ล็อคประตูเองกับมือ
.
" ตึก! ๆ , ตึก! ๆ , ตึก! ๆ , ตึก! ๆ "
ใจเต้นแรงกว่าตอนยิงลูกโทษตัดสินแชมป์
.
"แบบนี้เห็นทีต้องเสือกกูขอซุ่มดูหน่อยเถอะวะ ข้าแต่องค์เทพจ่าวเสิน (灶神) เทพเตาไฟประจำบ้าน โปรดดลบันดาลอย่าให้ลูกได้เห็นในสิ่งที่คิดด้วยเถิด โปรดอย่าให้เป็นอย่างที่ลูกคิดเลย.. เพี้ยง~!"
.
จางอี้เฟิงเป็นคนมีจิตจัญไรมาตั้งแต่เกิด เขารู้ได้โดยพลันว่าห้องมืดแบบนี้ที่ชอบอยู่ไม่ได้มีแต่ผีทว่าคนที่คิดจะหาที่ปี้ก็ชอบมาใช้ด้วย! หน้าของแอลลี่คนที่ตนแอบรักนี่ลอยมาเลย อี้เฟิงคิดถึงภาพตอนที่หล่อนกระโดดดีใจตอนที่พี่หลิงห่าวทำประตูได้ คิดถึงตอนที่เธอส่งเสียงกรี๊ดตอนที่พี่หลิงห่าวถูกประกาศชื่อว่าติดทีมตัวจริงเป็นคนแรก แล้วมันจะรอดได้ยังไง? โมเมนท์แบบนี้เป็นไปได้สูงเหลือเกินที่คนทั้งสองจะแอบมามอบรางวัลกันในห้องดังกล่าว
.
"ไม่! ไม่ใช่! ต้องไม่ใช่! เราอุตส่าห์ขอพรจากเทพเตาไฟประจำบ้านแล้วท่านต้องอยู่ข้างเราสิ ขอทีเถอะท่านอย่าให้เป็นแอลลี่ กับ พี่หลิงห่าวที่อยู่ในนั้นเลยผมคงทำใจไม่ได้~!"
.
สายมูมาเต็มแต่ครานั้นมือเจ้ากรรมก็ดันทนกระแสความอยากรู้ไม่ไหว พลันตัดสินใจบิดลูกบิดแบบโคตรซอร์ฟผลักบานประตูให้แง้มเข้าไปเพียงแค่เล็กน้อย เอาพอให้ได้ยินเสียงและเห็นภาพแบบ Hidden camera ซึ่งไอ้สัด! แม่งยิ่งทำให้เงี่ยนและได้อารมณ์มากกว่าเดิมซะอีก! และต่อไปนี้คือสิ่งที่จางอี้เฟิงได้ยินและได้รับชมมา
.
"พี่หลิงห่าวคะพี่สัญญาอะไรกับแอลลี่ไว้ พี่จำได้ใช่ไหมคะ.."
.
"ก็จำได้อยู่แต่ไม่คิดว่าจะต้องปุบปับขนาดนี้ แล้วก็ในที่แบบนี้ด้วย.."
.
กลายเป็นภาพของแอลลี่ หลิน ลูกสาวโค้ชที่งุ้มหน้าลงต่ำ ดวงตากลมโตของเธอมิอาจปิดซ่อนการเหลือบมอง เธอจ้องหลิงห่าวด้วยความบ่องแบ๊วพลางใช้ปลายนิ้วชี้สองข้างจิ้มชนกันราวกับเขินอาย สองร่างกายยืนห่างกันเพียงแค่สามฝ่ามือ
.
"คือ.. พี่ยังไม่พร้อมตอนนี้อ่ะแอลลี่ น้องเป็นลูกสาวโค้ชนะถ้ามีใครรู้เข้าเกรงว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเอา แล้วมันก็เสียหายกับน้องที่เป็นผู้หญิงด้วย พี่ว่าพี่ไม่อยากทำอ่ะ!"
.
"แต่พี่รับปากหนูแล้ว! พี่บอกว่าถ้าพี่ได้เป็นตัวจริงหนูจะกลายเป็นตัวจริงของพี่ เรื่องที่เราคบกันทุกคนก็ต้องรับรู้! หนูชอบพี่มากนะ! ชอบมาตลอด! ชอบมานานแล้วด้วย!"
.
"อึก! , เอ่อ..อ..อ"
เจอดอกนี้เข้าไปหลิงห่าวที่เก่งเรื่องทำประตูถึงกับสตันท์ เขาคงไม่เคยโดนจู่โจมในระยะเผาขนขนาดนี้ พูดไม่พูดเปล่าแอลลี่ยังโผตัวเข้าไปกอดร่างแกร่งซะแน่น! น้ำตาเธอเริ่่มซึมซาบลงมาตามพวงแก้ม
.
"ฮึ่ย..ไม่เอาสิแอลลี่ร้องไห้ทำไมอ่ะ พี่ขอโทษนะ.. ฮึ้ย.. ไม่เอา.. ไม่ร้อง ๆ ไหนขอดูหน่อยร้องทำไม ไม่เห็นต้องร้องกับเรื่องแค่นี้เลย~ พี่ขอโทษนะ~ ดูดิแก้มเลอะหมดแล้ว"
.
ชายหนุ่มแกะมือที่กอดรัดเอวของแอลลี่ออก เขาจับข้อมือทั้งสองข้างของเธอให้ทิ้งดิ่งตรงแนบลำตัว จากนั้นจึงเริ่มลูบไล้เรียวแขนของเธอขึ้นไปช้า ๆ เจอช็อตนี้เข้าไปแอลลี่ถึงกับขนลุก เธอหยุดร้องจริงแต่รอยน้ำตายังคงทิ้งคราบหลิงห่าวก็เลยใช้นิ้วมือเช็ดน้ำตาออกจากแก้มใส แสงสลัวของหลอดไฟสมาร์ทโฟนช่างเป็นใจ ใกล้กว่านี้ไม่ได้แล้ว ใกล้จนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจของกันและกันแล้ว และทันทีที่หลิงห่าวส่งยิ้มหวานออกมา แอลลี่ก็พุ่งเข้าไปประกบปากจูบในทันที!
.
"จุ๊บ! , จ๊วบบบ! , จุ๊บ! , จ๊วบบบ!"
.
เธอจูบมันทั้ง ๆ ที่แขนยังแข็งเกร็งนั่นแหละ เป็นการเขย่งจูบจากแอลลี่ที่ท่าอาจจะไม่สวย แต่รสชาติจูบแรกในชีวิตก็ซาบซ่านราวกับโดนหยุดเวลา เธอพยายามโถมน้ำหนักตัวเพื่อดันหลิงห่าวไปชิดติดกับกำแพง เธออยากจะนัวเขาให้มากกว่านี้แต่ดันมาติดที่สู้แรงฝ่ายชายไม่ไหว และเขาตัดสินใจถอนริมฝีปากออก!
.
"เฮือกกก! , ไม่แอลลี่ไม่ใช่แบบนี้! แฮ่ก! ๆ , แฮ่ก! ๆ "
จบคำตวาดนี้น้ำตาผู้ชายก็ชักจะไหล ใบหน้าเขาแดงระเรื่อไปหมดปากก็เจ่อแต่ก็ยังน่าจูบต่ออยู่ดี
.
"ทำไมคะ! หรือพี่เป็นเกย์?!"
.
"ไม่ครับไม่ได้เป็น!"
.
"หรือหนูสวยไม่พอ หนูหุ่นไม่ดีหรอ?!"
.
"น้องแอลลี่สวยมากครับ เป็นผู้หญิงที่หุ่นดีที่สุดในสำนักเราเลย"
.
"แล้วทำไมอ่ะพี่! , ทำไม..! , หนูไม่เข้าใจ!"
ถอนหายใจปลดปลงคราวนี้กลายเป็นฝ่ายหญิงที่ถอยตัวออกห่าง เธอถอยล่นจนกระทั่งแผ่นหลังไปชนเข้ากับกำแพงอีกฝั่งหนึ่ง ยืนเอาหลังพิงไว้ก็จริงแต่มือเจ้ากรรมก็ยังอุตส่าห์ขยุ้มชายเสื้อดึงรั้งชุดวอร์มที่หลวม ๆ ให้กระชับรัดรูป มันบีบซะจนอกเป็นอกเอวเป็นเอวหุ่นแอลลี่ไปไกลมาก บอดี้เรือนร่างไม่เหมือนเด็ก ม.ปลายอายุ 16 แม้แต่นิดเดีียว
.
"ตกลงพี่จะไม่เอา?!"
.
"ครับพี่ไม่เอา.."
หลิงห่าวหันไปขยับเสื้อผ้าตัวเอง เขากลับหลังหันไปคว้ากระเป๋าเป้ใส่อุปกรณ์กีฬาขึ้นมาแบกบนแผ่นหลัง ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วและดูทรงคฑาชายนายนี้ก็คงต้องการจะกลับ เขาเดินตรงเข้ามาหาแอลลี่ที่ยืนหน้าบึ้งกอดอกพิงกำแพงอยู่พลางพูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า
.
"พี่ก็ชอบน้องนะ.. แต่พี่ให้เกียรติผู้หญิง.. พี่เป็นสุภาพบุรุษเจอกับพรุ่งนี้ครับน้องแอลลี่~!"
.
"จุ๊บ!"
จุ๊บที่หน้าผากเหม่ง ๆ ของเธอไปหนึ่งที แล้วพี่เขาก็เดินเลี้ยวฉากทะลุประตูออกไปเลย ก่อนไปยังอุตส่าห์หันมายิ้มให้ด้วยหางตาทั้งยังทำท่าชี้นิ้วขึ้นฟ้าที่คล้ายกับท่าดีใจตอนที่แกทำประตูได้
.
คนเหี้ยอะไรเท่ห์ชิบหาย! พูดก็พูดเถอะเจอช็อตนี้เข้าไปแอลลี่นี่ถึงกับทรุดลงกับพื้น ไม่รู้สิมันเหมือนกับว่าพี่หลิงห่าวกำลังสอนบทเรียนขนานใหญ่ให้กับสาวรุ่นน้องว่าผู้ชายไม่ได้ขี้เอาเหมือนกันทั้งโลก คนที่เขาให้คุณค่ากับความรักก็มี คนที่เขารอจนทุกอย่างพร้อมและเฝ้ารอให้ความรักเบ่งบานจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ ก็ยังมีให้เห็น
.
แอลลี่ก็เลยกลับมาหน้าแดงอีกหน อะดรีนาลีนไหลหลั่งคลั่งรักยิ่งกว่าตอนที่ชาร์ทเข้าไปประกบปากจูบซะอีก และถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง หลายสิ่งหลายอย่างในหัวแอลลี่ตีกันอีรุงตุงนังไปหมด เอาเป็นว่าเหมือน Fail แต่ไม่ Fake และนี่น่าจะเป็นความประทับใจแรกที่เธอมีกับพี่หลิงห่าวแบบจำมิลืมเลือน
.
"ค่ะพี่.. แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคะ~!"
ในห้องที่สลัวเกือบจะมืดมิด สาวตัวเล็กแอบยิ้มกลุ้มกลิ่มในเงามืดอยู่คนเดียว
.
ซึ่งก็คือคนเดียวจริง ๆ ถามว่าแล้วจางอี้เฟิงหายไปไหน? คำตอบคือโน่น! ตั้งแต่ที่ไอ้หมอนี่เห็นสาวที่แอบรักกระโจนเข้าไปจูบปากกับผู้ชาย และเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของคนทั้งคู่เริ่มนัวเนียกัน โหมด Ultimate Loser หมาขี้แพ้ระดับสุดยอดก็เริ่มทำงาน น้ำตาไหลเป็นสายน้ำ ขี้มูกยืดเป็นทาง วิ่งสะพายกระเป๋าสวนเลนสนาม ไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว ทั้งอกหักทั้งคัดบอลไม่ผ่าน วันนี้ช่างเป็นวันที่สาหัสสากรรจ์สำหรับจางอี้เฟิงซะเหลือเกิน!
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







