تسجيل الدخولจู่ ๆ ไตรฉัตรก็โพล่งปากพูดออกมาด้วยความลืมตัว ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาเมื่อครู่ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสัตย์จริงแสดงให้อีกฝ่ายได้เห็นและรับรู้
"พี่ยอมรับว่าตอนแรกพี่ไม่ได้คิดจริงจังกับพลอย ก็แค่อยากได้เท่านั้น ยิ่งได้ยากเท่าไหร่มันก็ยิ่งท้าทายความสามารถอยากจะสอยดาวลงมาให้ได้ พี่หงุดหงิด พี่รำคาญกับการตามจิก ตามหึง ตามหวงเอาแต่ใจของพลอย ชั่วโมงแรก ครึ่งวันแรกที่พลอยออกไปจากชีวิตพี่ได้ พี่โคตรดีใจ โคตรมีความสุข โคตรแฮปปี้เลยที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการสักที" ไตรฉัตรพูดพร้อมกับจ้องมองเข้าไปในแววตาคู่นั้นของพลอยปภัส "แต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง ชีวิตที่มันไม่มีพลอยขึ้นมาจริง ๆ ไม่ได้เสียงบ่น เสียงที่เคยคิดว่าน่ารำคาญ พี่กลับรู้สึกคิดถึง รู้สึกโหยหา รู้สึกแปลก ๆ ไม่ชินกับการที่ไม่มีพลอยอยู่ในชีวิต" "..." เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่เคยเป็นแบบนี้กับผู้หญิงคนไหน เขาฟันแล้วทิ้งมานัดต่อนัดนัด แต่พลอยปภัสเป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขาบ้าคลั่งได้ถึงขนาดนี้ "แต่พี่ก็ไม่แน่ใจ พี่ไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง พี่มันขี้ขลาดตาขาวไม่ยอมรับว่าตัวเองตกหลุมรักพลอยเข้าแล้ว พี่กลัวว่าจะเสียหน้า กลัวว่าจะเสียฟอร์มบ้างล่ะ ที่ผ่านมาพี่ทำตัวมีความสุข ออกแฮงค์เอ้ากินเหล้าทุกวันเพื่อจะได้ไม่นึกถึงพลอย เพื่อจะได้ไม่มีช่วงเวลาที่ทำให้พี่คิดถึง มันก็ดีอยู่...แต่ลึก ๆ แล้วความรู้สึกนั้นมันก็แว๊บเข้ามาในใจทุกครั้งที่ใจพี่ว่างหรือแม้เป็นเพียงเศษเสี้ยวนาทีก็ตาม" ไตรฉัตรเดินเข้าไปประคองสองฝ่ามือนุ่มนิ่มขึ้นมาเสมอแผงอกแกร่งรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่ตนมีตัดสินใจเอ่ยบอกออกไป "จนถึงวันนี้วันที่พี่เห็นพลอยมากับไอ้โก๋ เห็นพลอยสนิทสนมกับมันพี่รู้สึกหึงหวงเลือดขึ้นหน้า โมโหไม่ชอบใจและตอนที่พี่เห็นพลอยร้องไห้มันก็ยิ่งตอกย้ำกับพี่อีกด้วยว่าพี่รักพลอยเข้าแล้วจริง ๆ" แต่ก่อนเขาไม่มั่นใจ ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองมาโดยตลอดเพียงเพราะยังอยากมีชีวิตอิสระและไม่เชื่อว่าตัวเองจะมีความรักอีกครั้งได้จริง ๆ สุดท้ายแล้วความจริงที่เขาพยายามวิ่งหนี พยายามถีบตัวออกมาอย่างสุดกำลัง เขาก็ไม่สามารถรอดพ้นเพราะมันไล่ตามจนเข้ามายืนขวางหน้าและตอกย้ำเขาชัด ๆ เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน เมื่อไหร่และเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อที่ผ่านมาสำหรับเขาและพลอยปภัสแล้วเราเข้ากันได้แค่เรื่องเดียวเท่านั้นนั่นก็คือเรื่องเซ็กซ์ ส่วนนิสัยใจคออย่างอื่นแตกต่างกันสุดขั้วและเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงไทป์ ตรงสเปคที่เขาอยากจะเข้าไปพัวพันหรือมีความสัมพันธ์ด้วย รู้เพียงแค่ว่ามันได้เกิดขึ้นแล้วก็เท่านั้น "..." หญิงสาวนิ่งเงียบไป เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะรู้สึกอย่างไร จะดีใจก็ไม่ใช่ จะเสียใจก็ไม่เชิง เธอดึงมือออก ก้าวถอยหลังแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาราบเรียบไร้ปฏิกิริยาที่ควรจะเป็น "หากเป็นเมื่อก่อนพลอยก็คงดีใจกระโดดโลดเต้นโถมเข้ากอดคอพี่แล้วล่ะค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ใช่...พลอยไม่ได้ต้องการอีกแล้ว พลอยไม่ได้อยากได้ความรักจากพี่อีกแล้ว" เธอส่ายหน้า ยกแขนเรียวบางขึ้นปาดน้ำตาแบบลวก ๆ สลัดทิ้งความเจ็บปวดออกไปให้พ้น "พลอย...ทำไมล่ะ..." "เพราะมันสายเกินไปแล้วยังไงล่ะ ในตอนที่พลอยรักพี่ ตอนที่พลอยต้องการพี่ ตอนที่พลอยอยากมีพี่อยู่ข้าง ๆ แล้วพี่หายหัวไปไหน ทำไมพี่ถึงกลับมาในตอนที่พลอยไม่ได้อยากได้ ไม่ได้อยากให้พี่มารักพลอยแล้วเพราะข้างในใจของพลอยมันสลาย มันพังมันไม่เหลือชิ้นดี มันแตกไปตั้งแต่วันที่พลอยรู้ความจริงจากปากพี่ว่าพี่ไม่เคยคิดอะไรกับพลอย!" เธอพยายามเข้มแข็ง พยายามอยู่ให้ได้โดยไม่มีเขา และในวันนี้วันที่ใจเธอมันกำลังประคับประคองและฟื้นตัวขึ้นจากความเจ็บปวดที่เขามอบให้ด้วยสองมือที่จับกุมด้ามมีดทิ่มแทงเข้ามาอย่างเหี้ยมโหดโดยไม่สนใจใยดีเสียงร้องเสียงอ้อนวอนจากเธอทั้งสิ้น ทำไมเขาต้องกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับคำบอกรัก คำรักในวันที่เธอไม่ต้องการอีกต่อไปแล้ว... "พลอย...พี่...พลอย" ชายหนุ่มกระอักกระอ่วนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรหรือพูดอย่างไร อยากจะเอื้อมมือเข้าไปไขว่คว้าจับต้องตัวเธอมากเท่าไหร่แต่ทำได้เพียงคว้าถูกลมเท่านั้น "แต่พี่รักพลอยจริง ๆ พลอยให้โอกาสพี่ได้ไหม" พลอยปภัสหัวเราะร่วนออกมา ก่อนจะหันไปจ้องมองหน้าเขาด้วยความขบขันกับสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินมันถูกเอ่ยออกมาจากริมฝีปากของผู้ชายคนนั้น "พี่รักพลอยเหรอคะ งั้นถ้าพี่ตอบคำถามพลอยได้พลอยจะยอมให้โอกาสพี่อีกครั้ง" "ได้ พี่ตกลง ได้พลอย" รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนใบหน้า เขาดีใจตื้นตันใจรีบเข้าไปประคองสองฝ่ามือเล็กเอาไว้อีกครั้งโดยครั้งนี้เธอไม่ขยับหนีไปไหนนั่นหมายความว่าเขากำลังมีความหวังขึ้นมา ชายหนุ่มตั้งหน้าตั้งตารอฟังคำถามจากปากของพลอยปภัสด้วยความหวังอันล้นปรี่ว่าเขาจะได้รับโอกาสจากคนที่เขาเคยทำร้ายเพื่อให้เขาได้พิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้ง "พี่ไตรรู้ไหมคะว่าพลอยเกิดวันอะไร..." "..." ไตรฉัตรนิ่งไป หน้าเริ่มเปลี่ยนสีซีดเผือก "วันที่เท่าไหร่ เดือนอะไร ปีพุทธศักราชอะไร" เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ หลุบมองไปทางอื่นไม่กล้าสบสายตาของพลอยปภัสที่กำลังจ้องมองมาโดยคาดคั้นหมายเอาคำตอบจากเขาให้ได้ "พลอยชอบสีอะไร ชอบกินอะไร ชอบดื่มน้ำอะไรมากที่สุด และชอบทำอะไรในเวลาว่าง พี่ไตรรู้ไหมคะ" เธอถามยังชัดถ้อยชัดคำ "..." เขาเงียบนิ่งเพียงเท่านี้ก็ถือเป็นคำตอบที่ดี ๆ และมั่นใจได้แล้วว่าคืออะไร "พี่ไตรไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวพลอยเลยสักอย่าง แม้กระทั่งพลอยชอบกินอะไรชอบดื่มน้ำอะไรทั้ง ๆ ที่เราก็อยู่ด้วยกันทุกวันมาร่วมเดือนแล้ว เพราะพี่ไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยคิดว่าพลอยสำคัญและมีค่ากับพี่ยังไงล่ะคะ" พลอยปภัสสะบัดมือเขาออก "มันไม่ใช่อย่างนั้นพลอย..." เขาอยากจะปฏิเสธแต่หลักฐานทุกอย่างมันก็จวนตัวยอมรับว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับพลอยปภัสเลยแม้แต่น้อย ก็เขาเพิ่งรู้ตัวเองว่าเขารักเธอ เธอจะให้โอกาสเขาได้เรียนรู้เธอสักหน่อยก็ไม่ได้เชียวหรือ ทำไมถึงต้องใจร้ายกันขนาดนี้ "ไม่ใช่แล้วยังไงคะ คนเราถ้ามันสำคัญจริง ๆ อ่ะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้มันไม่จำเป็นต้องมีคำถามหรอกค่ะ เอาจริงเหอะพลอยว่าพี่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรามีอะไรกันครั้งแรกเมื่อไหร่ เราเจอกันครั้งแรกตอนไหน และพี่สัญญาอะไรกับพลอยบ้าง...สัญญาที่พี่ไม่เคยทำได้...เพราะพลอยไม่เคยอยู่ในหัวพี่เลย" "..." "ลองกลับไปคิดทบทวนตัวเองดูนะคะว่าไอ้คำบอกรักที่พี่บอกว่าพี่รักพลอยเนี่ย พี่รักพลอยจริง ๆ หรือพี่แค่นึกเสียดายและไม่มีใครกันแน่ พลอยไม่ได้โง่ พลอยไม่ใช่ควายที่จะยอมให้พี่หลอกครั้งแล้วครั้งเล่า" พลอยปภัสแหงนหน้าขึ้นมองเพดานกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ร้องไห้แสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าเขา "มันจบลงแล้วค่ะพี่ไตร มันจบลงแล้ว เรื่องระหว่างเรามันไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว มันแย่เกินกว่าที่จะสามารถซ่อมแซมได้ มีแต่จะทุบให้แตกแล้วแยกย้ายกันเท่านั้น" พูดจบหญิงสาวก็เดินออกไปจากห้อง ไม่มีแม้แต่หันหลังกลับมาเหลียวแลเลยสักนิดว่าเขากำลังตกอยู่ในสภาพแบบไหน เพราะสำหรับเธอแล้วในตอนที่เธอร้องไห้จะเป็นจะตาย กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับเหมือนคนจะขาดใจ เหมือนคนตรอมใจ เหมือนคนที่หัวใจสลาย เขาเองก็ไม่เคยมารับรู้ความเจ็บปวดของเธอเหมือนกันในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่







