LOGIN"จะให้พี่รับจริง ๆ เหรอคะ" ไตรฉัตรเลิกคิ้วถามด้วยความงุนงงและไม่แน่ใจอยู่ในที เขาไม่รู้ว่าการที่พลอยปภัสเอ่ยออกมาแบบนั้น หมายความถึง ต้องการให้เขาทำตามอย่างว่าจริง ๆ หรือแค่ทดสอบพิสูจน์ใจเขากันแน่
กรณีที่หนึ่ง หากต้องการให้ทำอย่างว่าจริง แล้วถ้าเกิดเขาไม่รับ นั่นไม่เท่ากับว่า เขาขัดใจ ขัดคำสั่ง ต่อต้านพลอยปภัสหรอกเหรอ แต่ถ้าเขาทำ แล้วเป็นกรณีที่สองล่ะ! เขายังมีเยื่อใย ยังติดต่อ ยังมีความสัมพันธ์อะไรต่อมิอะไรกับมินตราอยู่ ไม่ว่าเขาจะเลือกเดินทางไหนก็มีแต่ความสุ่มเสี่ยงรออยู่ทั้งสิ้น "ก็รับสิคะ" "...เอ่อ..." ไตรฉัตรยังคงลังเล "จริงเหรอคะ ตะ...แต่พี่ไม่อยากคุยกับเขา ไม่อยากเลย ไม่อยากสักนิด" รีบเอ่ยบอกอย่างร้อนรนกลัวว่าจะทำให้พลอยปภัสโกรธเข้า "ก็บอกให้รับไง!!" เธอตะคอกเสียงดังด้วยความหงุดหงิด ก็เขาเอาแต่ยึกยักชักช้าลีลาอยู่ได้ ทำราวกับว่าเป็นเด็กอนุบาล เด็กประถม ทั้ง ๆ ที่หน้าปาไปวัยกลางคนแล้วมั้ง ไตรฉัตรสะดุ้งตัวโยน กุลีกุจอดึงโทรศัพท์ขึ้นมารูดไถ "คะ...ครับ ครับ" "แล้วทำตัวให้ปกติ ทำตามที่ฉันบอก" สะโพกผายทิ้งน้ำหนักตัวเอนอิงพิงลงบนรถคันหรูหรา แขนเรียวบางยังคงกอดอก หน้าเชิด หลังตรง วางทีท่าราวกับนางพญา ไตรฉัตรไม่ใช่คนซื่อ โง่ขนาดนั้น เขาเลือกที่จะเปิดลำโพงเสียงดัง แล้วหงายหน้าจอโทรศัพท์ที่ชูสายเรียกเข้าจากมินตราให้พลอยปภัสดูเพื่อพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ใจ (ไตรคะ ทำไมช่วงนี้ไตรหายหน้าหายตาไปเลยล่ะคะ มินส่งข้อความหา โทรหา ไตรก็ไม่ยอมรับสายมิน มินไม่รู้จะทำยังไงแล้ว...) น้ำเสียงหวานรีบพูดยิงคำถามรัว ๆ ในจังหวะที่หล่อนมีโอกาส "..." ไตรฉัตรนิ่ง เหลือบขึ้นไปมองพลอยปภัสแล้วจ้องเธอนิ่งอยู่อย่างนั้นคล้ายกับกำลังรอรับคำสั่งอย่างเชื่อฟังและเชื่อราวลูกหมา (ไตร ทำไมเงียบล่ะคะ มีอะไรรึเปล่า) "มิน ผมว่าผมคุยกับมินไปหมดแล้วนะเรื่องที่เราไม่ควรข้องเกี่ยวกันอีก" เขาเอ่ยขึ้น ก่อนหน้านี้เขานัดเจอกับมินตราอีกครั้งแล้วพูดคุยถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราที่มันไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมตามความคาดหวังของอีกฝ่ายได้ และเขาก็ดันไปพบความจริงบางอย่างมา จึงทำให้หูตามันสว่างแจ้งขึ้นเยอะ เลิกหลงผิด หูหนวกตาบอดโดนหลอกใช้ซ้ำสองอีก (ทำไมล่ะคะไตร...ในเมื่อไตรก็เลิกกับยัยบ้าอาละวาดนั่นแล้วนี่คะ) น้ำเสียงอีกฝ่ายติดหงุดหงิดเล็กน้อย นี่หล่อนอุตส่าห์หน้าด้าน ทำหูทวนลม เสมือนว่าคำพูดของเขาในวันนั้นไม่มีอยู่จริง แล้วพยายามประสานรอยร้าวระหว่างเราให้มันกลับมาแนบสนิทดังเดิม แต่ก็ยังไม่วายที่จะโดนเขาปฏิเสธ "!!!" พลอยปภัสหันขวับมาจ้องมองตาเขม็งแทบหลุดออกจากเบ้า รับประกันเลยว่าถ้าอีนั่นมายืนลอยหน้าลอยตาด่าให้เข้าหูเธออยู่ตรงนี้ ฟันธง มันได้เลือดกลบปากเหมือนคราวก่อนแน่ ไตรฉัตรยิ้มแหย ๆ "ผมกำลังตามง้อพลอยอยู่ และผมก็ไม่อยากให้พลอยต้องเข้าใจผิดหรือระแวงเรื่องระหว่างมินกับผมอีก" (ทำไมคะไตร มินไม่เข้าใจ ผู้หญิงคนนั้นทั้งขี้เหวี่ยง ขี้วีน ชอบใช้กำลังเหมือนคนไร้การศึกษา ก็ดีแค่หน้าตา รูปร่าง แล้วมินสู้มันไม่ได้ตรงไหนคะไตร) ไม่ต้องมีนิมิตก็รู้ว่านางมินตรากำลังร้อนรน นั่งไม่ติดที่แน่นอน ไตรฉัตรเริ่มสังเกตขึ้น ฝ่ามือเล็กเริ่มกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด ๆ พร้อมจะแยกเขี้ยวกระโจนเข้าใส่เหยื่ออยู่รอมร่อ จึงต้องรีบตัดฟันตั้งแต่ต้นลมก่อนที่พลอยปภัสจะตามไปแหกอกมินตราถึงที่ หากเป็นข่าวใหญ่โตขึ้นมาไม่วายจะโดนสังคมประณามว่ารังแกคนป่วย "มิน มินตั้งสตินะ ผมรักพลอย รักมาก รักจนไม่สามารถเสียเขาไปอีกได้ ส่วนมินเอง มินก็มีคนที่รักมิน คอยดูแลมิน อยู่ข้าง ๆ ในวันที่ป่วยอย่างจอห์นไง" (ไม่ ๆ ไม่ มินไม่ได้ป่วย มินไม่ได้บ้า มินไม่ได้บ้า กรี๊ดดด!!!!!!) (มิน...มิน มิน) เสียงของจอห์นแทรกเข้ามา ก่อนสายจะถูกตัดไป "ป่วย ยัยนั่นนางป่วยเป็นอะไร?" เธอมีข้อตะขิดตะขวงใจอยู่นิดหน่อย "โรคทางจิตครับ วันก่อนจอห์นสามีมินเขามาดักเจอพี่ที่หน้าบริษัทเพื่อขอร้องให้พี่พาเขาไปหามิน จากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังว่าที่จริงแล้ว เขาไม่เคยทำร้ายทุบตีมินตราเลย แต่มินตราป่วยเป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่งที่พอเกิดภาพหลอนก็มักอาละวาดลงไม้ลงมือกับตัวเองและตัวเขา" ไตรฉัตรตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้พลอยปภัสฟัง "..." "เห็นสามีมินเขาบอกว่า คนที่เป็นโรคนี้น่ากลัว เพราะตอนที่ไม่เกิดภาพหลอนก็จะเหมือนคนปกติทั่วไป สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเอาละวาดก็จะกลายเป็นคนละคน เขาพยายามรักษามินตราอยู่หลายหน ใช้หมอที่ดีที่สุด พากลับมารักษาตัวที่เมืองไทย พึ่งทุกทาง" เขาเองก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจจอห์นไม่น้อย และนับถือใจ นับถือในความรักมั่นของอีกฝ่ายที่ไม่เคยทิ้งมินตราไปไหน ทั้ง ๆ ที่หากเขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้หญิงคนอื่นก็ทำได้ไม่ยาก ทว่าเขาก็เลือกที่จะอยู่กับหล่อน "จริงเหรอ" พลอยปภัสยกฝ่ามือขึ้นมาทาบอก รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ถึงแม้จะไม่ชอบขี้หน้ายัยมินตราอะไรนั่น แต่นางก็น่าสงสารอยู่ที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ "ค่ะ แต่มินตราหนีออกมา จอห์นเขาพยายามตามตัวกลับไปอยู่ด้วย แต่คนที่เขาไม่รู้เขาก็เข้าใจว่าจอห์นจะมาทำร้ายมินตราเหมือนที่มินตราบอกจริง ๆ" ไตรฉัตรเลื่อนแขนแกร่งลงไปจับประคองฝ่ามือนุ่มนิ่มเอาไว้ "น้องพลอยไม่ต้องกังวลนะคะ มินเขาจะไม่ยุ่งกับเราอีก เพราะสัปดาห์หน้าจอห์นจะพามินกลับไปรักษาตัวที่ต่างประเทศแล้ว" "บอกฉันทำไม ฉันไม่ได้อยากรู้สักหน่อย" พลอยปภัสดึงมือกลับ "เอ้า! น้องพลอย ยังไม่กลับเหรอครับ" มาแล้ว ไอ้มารหัวใจของไตรฉัตร เดินหน้าหล่อ เก๊กปั้นยิ้มมาแต่ไกลโน่น "พี่ก้องงงง" เสียงหวานเอ่ยเรียกชื่อไอ้หมอนั่น ก้องภพ นักแสดงชายเบอร์ต้นของช่องที่กำลังเป็นกระแสมาแรงและถูกจับจิ้นกับพลอยปภัสจนดังระเบิดระเบ้อ มีงานติดต่อเข้ามาไม่หวาดไม่หวั่น แต่ดูนั่น เมียเขา เอ่ยจ๊ะจ๋า ขานลากยาว ใบหน้านี่ยิ้มแย้มแจ่มใจ ซ้ำยังโดนเบียดกระแทกไหล่เขาไปหามันอีก ต่างจากตอนที่คุยกับเขาลิบลับ! หยาบกระด้างจนพื้นถนนยาวมะตอยต้องยกบูชานับถือ ใบหน้านี้บึ้งตึงเหมือนแกงกะทิที่บูดขึ้นฟองมาร่วมสัปดาห์ นี่มันสองมาตรฐาน ลำเอียงชัด ๆ สมัยนี้ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน กูจะฟ้องร้อง เรียกร้องความยุติธรรมคืนมา!! "พลอยเพิ่งจะเก็บของเสร็จน่ะค่ะ พี่ก้องก็ยังไม่กลับเหมือนกันเหรอคะ" "ยังครับ แล้วนี่....กลับกับแฟนเหรอครับ" เขาเหลือบตามองไปทางไตรฉัตรที่กำลังยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วจ้องตาเขม็งมาทางเขาอย่างเอาเรื่อง "เปล่าค่ะ เขาไม่ใช่แฟนของพลอย" เธอรีบปฏิเสธ "อ้าวเหรอครับ" ก้องภพยกฝ่ามือขึ้นเกาหัวเล็กน้อย "พี่ก็เห็นเขาเทียวมาเฝ้าน้องพลอยที่กองตั้งแต่เช้าจนเย็นอยู่หลายวันแล้ว พี่เลยนึกว่าเราสองคนเป็นแฟนกันสักอีก" "ครับไม่ใช่แฟน แต่เป็นผัวเมีย" ชายหนุ่มเดินเข้ามา โอบเอวคอดกิ่วไว้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของต่อหน้าไอ้ศัตรูหัวใจ "ไม่ใช่นะคะพี่ก้อง" เธอพยายามดันตัวเขาให้ออกห่าง "อย่ามาทำตัวรุ่มร่ามกับฉัน เราเลิกกันแล้วนะคะคุณไตรฉัตร!" ก่อนหันกลับไปพูดกับก้องภพ "พลอยขอตัวก่อนนะคะพี่ก้อง ขืนอยู่ตรงนี้นาน ๆ มีหวังพลอยคงได้ออกข่าวหน้าหนึ่งคดีใช้ที่ช็อตไฟฟ้าช็อตคนตายแน่" พูดจบก็ทิ้งตูดเดินกลับไปยังรถคันหรูด้วยความหงุดหงิดที่เขามาแสดงความเป็นเจ้าของเธอต่อหน้าคนอื่น ทั้ง ๆ ที่เขาได้ทิ้งสิทธิอันชอบธรรมนั้นที่เธอเคยยกให้ด้วยความเต็มใจไปนานแล้วและด้วยมือของเขาเองนั่นแหละ "เฮ้ย! อย่ามายุ่งกับน้องพลอย แต่ถ้าเกิดอยากลองดีอย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน ไอ้หน้าจืด" เขาใช้ฝ่ามือทุบลงบนบ่าแกร่งของก้องภพสองสามที ยักคิ้วหลิ่วตาเล็กน้อยแล้วรีบวิ่งตามพลอยปภัส ทว่าไม่ทัน เธอเหยียบคันเร่งออกตัวไปเร็วมากในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่







