LOGINหลายวันผ่านไปร่วมสองสัปดาห์เศษ ไตรฉัตรก็ยังคงตามเฝ้า ตามดูพลอยปภัสตัวติดเธอทุกฝีก้าว ไม่ว่าจะย่างกรายไปทางใด หากมีพลอยปภัส ย่อมเห็นไอ้โบ้ตัวนี้ห้อยท้ายอยู่ด้วย ถึงแม้เธอจะไม่เคยยอมสนทนาด้วยก็ตามเถอะ
และวันนี้ก็เช่นเคย เขาตามมาเฝ้าพลอยปภัสถึงกองถ่ายทำละครตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงหัวค่ำกระทั่งปิดกอง เทียวไปเทียวหาเอาน้ำให้ดื่ม คอยซับเช็ดเหงื่อ ดูแลเทคแคร์ประหนึ่งเจ้าหญิงในนิยายคล้ายกับตอนที่เคยตามจีบเธอแรก ๆ ไม่มีผิด "ให้พี่ไปส่งนะคะน้องพลอย" เขารีบวิ่งตามเธอขณะกำลังขนข้าวขนของกลับไปยังรถคันหรู "..." แต่พลอยปภัสยังคงนิ่งเงียบ ทำราวกับว่าเสียงเขาเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงนกเสียงกาเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นอะไรให้ต้องสนทนาด้วย "วันนี้น้องพลอยเก่งมากเลยค่ะ แบบ ฉากที่ทะเลาะกับพ่อ น้องพลอยเล่นได้เข้าถึงอินเนอร์ของตัวละครสุด ๆ" แต่มีหรือที่ไตรฉัตรจะละความพยายาม ต่อให้เหมือนเขากำลังพูดคนเดียว สนทนาอยู่กับผี กูก็ไม่หยุด บอกแล้วตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก เขาเชื่อมั่นไม่ช้าก็เร็วอีกฝ่ายจะต้องมองเห็นมันอย่างแน่นอน พลอยปภัสชะงักไปครู่หนึ่ง ก็เนื้อเรื่อง ฉาก และบทวันนี้มันตรงกับชีวิตเธอเป๊ะราวกับไปอยู่ใต้เตียงนี่ ชีวิตนางเอกแสนรันทด เกิดในตระกูลคนรวย คนมีหน้ามีตาในสังคม ทว่าอาภัพมารดาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่นานพ่อดันมีเมีย มีลูกใหม่และเชื่อสองตัวนั้นหัวปักหัวปำ เป๊ะ! เธอไม่รู้เขาไม่ก็อปชีวิตเธอมาแต่งเป็นบทละครหรือเปล่า แต่ในบทละคร ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่ นางเอกได้มีความรักที่เขาคอยสนับสนุน ให้กำลังใจ และอยู่เคียงข้างปลอบประโลมไม่เคยห่าง จนสามารถดำเนินไปถึงตอนแฮปปี้แอนดิ้ง...ต่างจากชีวิตจริงอย่างสิ้นเชิง บัดซบแล้ว บัดซบอีก! ไม่มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยยังไม่พอ ส่งตัวเฮียมาทำร้ายจิตใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก นี่ชีวิตคนคนหนึ่งต้องผิดหวัง ต้องเฮงซวยได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ "เจ๊คะ พรุ่งนี้ไม่มีคิวใช่ไหม" "อืม น่าจะอย่างนั้นแหละ แกนอนพักได้เต็มที่เลย" เจ๊นัตตี้เหลือบมองไตรฉัตรเล็กน้อยก่อนจะหันมาตอบคำถามของพลอยปภัส "ดีเลยเจ๊ ฉันเหนื่อยมาก วันนี้ต้องยืนถ่ายละครทั้งวัน" เนื่องจากใกล้ปิดกองแล้ว และเธอก็มีงานถ่ายต่อจ่อรอคิวอยู่ปลายเดือนหน้าจึงต้องเร่งถ่ายฉากสำคัญให้เสร็จสิ้นก่อนสองสัปดาห์เผื่อผิดพลาด "งั้นพรุ่งนี้เราไปทานขนมหวานร้านโปรดน้องพลอยกันไหมคะ" คราวนี้ไตรฉัตรทำการบ้านมาพอสมควร ไล่เช็คทั้งโพสต์ ทั้งสตอรี่ในไอจีของพลอยปภัสตั้งแต่ล่าสุดยันปัจจุบันโน่น "..." เธอไม่แม้แต่ชายตามอง "กลับบ้านดี ๆ นะคะเจ๊" ทำราวกับว่าพื้นที่ตรงนี้มีเพียงแค่เธอและเจ๊นัตตี้ผู้จัดการส่วนตัวเท่านั้น แล้วกูที่ยืนหน้าหล่อ ๆ หัวโด่ ๆ อยู่ตรงนี้คืออะไรไม่ทราบ!! พอพูดกับเจ๊นัตตี้เสร็จ ก็เดินปาดหน้าเขาไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเพื่อมุ่งหน้าสู่รถหรูของตนเองซึ่งจอดถัด ๆ กันอยู่ไม่ไกล "น้องพลอย" ชายหนุ่มรั้งแขนเรียวเล็กเอาไว้ เอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนลง เธอหันหน้ากลับมา จ้องมือเขาที่กำลังจับแขนเรียวบางอยู่แล้วแหงนขึ้นมองหน้าหล่อด้วยสายตาราบเรียบสลับกันไปมาคล้ายต้องการสื่อว่า 'ปล่อย!' "คุยกันก่อนได้ไหมครับ..." "เหมือนฉันเคยบอกคุณไปแล้วหลายครั้งนะคะคุณไตรฉัตรว่าฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณอีก" พลอยปภัสแกะมือเขาออกจากแขนของตนเอง พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยหน่ายที่ต้องพูดจาซ้ำหลายหนกับคนเดิม ๆ "และที่สำคัญ ฉันขอร้องเถอะนะคะ ถ้าเกิดไม่มีความจำเป็นอะไรเนี่ย อย่ามาที่กองเลยค่ะ" "ทำไมล่ะครับน้องพลอย พี่กำลังตามง้อน้องพลอยอยู่นะครับ" ที่ผ่านมาเขาไม่เคยขาดตกบกพร่อง พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่คิดว่าตนเองจะสามารถทำได้แล้ว เขายอมให้ไอ้เพื่อน ๆ ล้อว่าเป็นหมา โบ้ เห่าโฮ่ง ๆ หยุดเที่ยวเตร็ดเตร่ เที่ยวหญิง เที่ยวเล้า นั่งดื่มดริงค์ ประพฤติปฏิบัติตัวคอยรายงานเธอทุกฝีก้าว ทุกการเคลื่อนไหวเพื่อให้เธอมั่นใจว่าเขาสามารถทำให้เธอได้ทุกอย่างที่เธอต้องการจริง ๆ เขาไล่เช็ค บอกเลิก และหยุดการติดต่อกับผู้หญิงทุกคน ลบเบอร์ ลบไลน์ บล็อคให้หมดไม่เหลือสักหน่อยเดียว ซ้ำยังส่งทุกรหัสไว้ในช่องข้อความระหว่างเธอและเขาที่มันค่อนข้างหนักไปทางขวา เพื่อพิสูจน์ว่าเขาบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง แม่ง! กูทุ่มเทสุด ๆ ทุ่มสุดตัว ทุ่มหมดหน้าตัก มีเท่าไหร่กูให้หมด นี่ถ้าเกิดได้จดทะเบียน กูนี่คงทำพินัยกรรมกรรมตั้งไว้และขอยกทรัพย์สมบัติ รายได้ทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามีให้แก่นางสาวพลอยปภัสเพียงผู้เดียวแล้ว พ่อ แม่ น้องสาวกูก็ไม่เอาละ ทิ้งหมด เอาแค่เมีย พ่อ แม่ นั่นรวยอยู่แล้ว ไม้แก่ใกล้ถึงฝั่ง จะใช้อะไรมากมาย ลำพังเงินปันผลแต่ละปีก็มากมายมหาศาลจ่ายกันต้องติดเป็นหมื่นนู้น ก็ครอบครัวคนรวย รวยมาก มหาเศรษฐี ส่วนน้องสาว เดี๋ยวถ้ามันมีผัว มีผู้ชายสักคนกล้าเสี่ยงมาสอยมันลงไปจากคานทอง ก็ค่อยให้ผัวมันเลี้ยง ใช่ธุระกงการอะไรของพี่มันสักหน่อย! "คุณไตรคะ" เธอถอนหายใจแล้วหายใจเล่า "อย่าพยายามฝืนตัวเองเลยค่ะ คุณทำแบบนี้ได้ไม่นานหรอก ฉันรู้จักสันดานคุณดีว่าคุณเป็นคนยังไง..." "ไม่ครับ พี่ไม่เห็นต้องฝืนอะไรเลย" เขาส่ายหน้าปฏิเสธ "น้องพลอยก็รู้ทุกอย่างพี่เต็มใจทำให้น้องพลอย" "อะไรที่มันต้องฝืนความเป็นตัวเอง มันไม่จีรังยั่งยืนหรอกค่ะ คุณยอมรับเถอะว่าคุณเปลี่ยนตัวเองมาเป็นในแบบที่ฉันต้องการไม่ได้ ส่วนฉันเองก็ไม่สามารถเลิกเป็นคนขี้เหวี่ยง ขี้วีน ตามจิก ตามหึงหวงได้เหมือนกัน ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่คือการแยกกันเดินค่ะ" เธอบอกเขาให้เข้าใจถึงความเป็นจริงในข้อนี้ เขาไม่ชอบคนงี่เง่า เอาแต่ใจ เหวี่ยง วีน น่ารำคาญ หึงหวง คอยตามจิก ตามติด ซึ่งนั่นเป็นนิสัยที่ติดตัวเธอลึกลงไปฝังรากถึงสันดานเธอมาตั้งแต่เด็ก เธอเปลี่ยนไม่ได้ และคงไม่คิดจะเปลี่ยนด้วย แล้วใหญ่หากมีผัวแบบไตรฉัตร ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นคงจะคูณห้า คูณสิบไม่เกินจริง! อยู่กันไปก็มีแต่พัง กับพัง กับพัง!! "แต่ถ้าเกิดเราอยากมีใครรสักคนในชีวิตจริง ๆ เราก็สามารถเปลี่ยนมันได้นี่น้องพลอย และพี่มั่นใจว่าพี่ทำได้ ให้โอกาสพี่เถอะนะคะ" เขาเข้าไปจับประคองฝ่ามือของพลอยปภัสอีกครั้ง แววตาคู่นั้นมันกำลังอ้อนวอนส่งพลังงานที่มันอบอวลอยู่ในกายเขาแก่พลอยปภัส เพื่อหวังว่าจะมีสักเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ที่จะสามารถทำให้เธอเปลี่ยนใจได้ แค่ศูนย์จุดศูนย์หนึ่งเปอร์เซ็นต์เขาก็เอา! ตื้ดดด เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลอยปภัสยกแขนเรียวยาวขึ้นกอดอกแอบชำเลืองเหลือบตามองเล็กน้อยขณะที่เขากำลังล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกง 'มินตรา' ไตรฉัตรแหงนขึ้นมองพลอยปภัส เธอก็รีบเบือนหน้าหนีทันทีทำราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น "นี่เหรอคะเปลี่ยนได้ คุณไปเคลียร์กับคนของคุณให้เรียบร้อยก่อนเถอะ ก่อนจะมาพูดอะไรซี้ซั้ว" ทั้งสองคนยังติดต่อกันอยู่เลย แล้วจะให้เธอคิดอย่างไร "พี่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับมินตราแล้วจริง ๆ นะคะ" ไตรฉัตรกดตัดสาย แล้วเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงดังเดิม ทว่าผ่านไปเพียงครู่ติด ๆ กันเสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตื้ดดดดดดด "งั้นก็รับสายสิคะ" ริมฝีปากกระตุกขึ้น นึกอะไรสนุก ๆ ขึ้นมา เธอจ้องมองหน้า ไหวไหล่อย่างนึกท้าทายในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่







