تسجيل الدخولไตรฉัตรยืนนิ่งมองแผ่นหลังบางเดินจากไปจนสุดสายตา ก่อนร่างหนาจะทิ้งตัวลงบนเบาะนุ่มโน้มตัวลงข้อศอกค้ำยันอยู่บนหัวเข่าแล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างประคองศีรษะเอาไว้พร้อมยีผมแรง ๆ ด้วยหงุดหงิดเพราะความขัดแย้งในใจที่มันกำลังโถมเข้ามาโทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง
ความรู้สึกมากมายที่มันกำลังหลั่งใหลอยู่ในใจเล่นงานเขาจนน่วม ไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าวันหนึ่งเขาจะต้องพบเจอกับสถานการณ์แบบนี้เพราะผิดหวังในรักอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เคยพูดกับตัวเอง ตั้งปณิธานเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเขาจะเป็นเสือร้ายที่ไม่มีวันหลงรักเหยื่อและจะไม่เสียความรู้สึกให้กับใครอีกเด็ดขาด "..." ริมฝีปากสั่นเทา แววตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำอุ่นร้อน ความแสบร้อนแล่นขึ้นมาจนปวดหน่วงแดงก่ำไปหมดทั้งเบ้า เขาแหงนหน้าขึ้นมองเพดานพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้ไม่ให้แสดงความอ่อนแอออกมาแต่ท้ายสุดแล้วเขาก็ต้องพ่ายแพ้และยอมรับความจริงว่าเขารักพลอยปภัสเข้าแล้วอย่างจัง "อ๊ากกกก!!!" เขาแผดเสียงคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อระบายความรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกผิด ความรู้สึกอึดอัดที่มันฝังแน่นอยู่ในใจ ผิดที่เขาเอง ผิดที่เขาทั้งนั้น ผิดที่เขาเพิ่งจะรู้ตัวในวันที่สายเกินไปว่ารักพลอยปภัสมากเท่าไหร่ซึ่งก็เผลอทำร้าย พูดจาเหยียบย่ำความรู้สึกทำให้อีกฝ่ายต้องเสียใจ เสียความรู้สึกกับเขาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่... นี่เป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตเขาที่เผลอปล่อยมือผู้หญิงที่ดีและรักเขามากหลุดลอยไปเพราะการกระทำโง่ ๆ ของผู้ชายเฮงซวยคนหนึ่งที่มันเพิ่งจะรู้ตัวในตอนที่สายไป ตอนนี้เขารู้แล้วว่าชีวิตที่ไม่มีพลอยปภัสมันเป็นสิ่งที่โคตรยากเป็นสิ่งที่โคตรทรมานเลย แต่เขาก็เพิ่งเห็นภาพในตอนที่ต้องสูญเสียมันไปแล้ว... ที่ผ่านมาเขาละเลยความรู้สึกของพลอยปภัสมาโดยตลอด ปล่อยเธอไว้คนเดียว ไม่เคยสนใจดูแล ไม่เคยบอกรัก ไม่เคยโอบกอด ทำให้เธอร้องไห้มากกว่ายิ้มมีความสุข เพียงเพราะความคิดเห็นแก่ตัวอยากมีชีวิตอิสระ อยากหลุดพ้นออกจากความสัมพันธ์นี้ ไม่อยากมีเธอข้างกายอีกต่อไปแล้ว แต่พอถึงวันหนึ่งวันที่เขาควรจะมีความสุข เพราะเป็นการรอคอยหนึ่งเดียวตลอดระยะเวลาหลายเดือน ทว่าเขากลับโคตรทุกข์ทรมาน เขาไม่เคยรู้ว่ารักเธอมากแค่ไหนก็ตอนที่ต้องเสียเธอไป ตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นหน้าที่เต็มไปด้วยแผ่นมาร์ค หลับตาพร้อมกับแตงกวาที่โปะอยู่บนดวงตา เสียงเจ๊าะแจ๊ะจอแจน่ารำคาญแต่วันนี้กลับโหยหาและอยากได้ยิน อยากได้เจอมันมากที่สุด เขาสูญเสียทุก ๆ อย่างไปไม่ใช่เพราะใครแต่เป็นเพราะเขาเอง ทางฟากฝั่งของพลอยปภัสเธอเดินออกไปอย่างมั่นใจดูเหมือนจะไม่รู้สึกอะไรกับการกระทำของตนเองและคำพูดเขาเมื่อครู่ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหน้าความเชิดนั้นกลับแฝงซ่อนไปด้วยเสียงสะอื้นแห่งความเจ็บปวดมากมายที่มันถูกฝังลึกอยู่ด้านใน ร่างเล็กค่อย ๆ ทรุดลงนั่งบนพื้น แผ่นหลังแนบชิดขอบประตูห้อง ร่างกายสั่นโยกสั่นคลอนสะอึกสะอื้นยกฝ่ามือขึ้นไปป้องปากเพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกมา ใครจะไปรู้เธอเองก็เจ็บปวดไม่น้อย...เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากจะสุขสมหวังในรัก ก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาธรรมดาคนหนึ่งที่เปลือกนอกอาจดูเข้มแข็งแต่ด้านในเธอโคตรอ่อนแอ ชีวิตที่ต้องเติบโตมาแบบเด็กมีปมด้อยในใจ ขาดความรักความอบอุ่นจากครอบครัว พอได้เจอแสงสว่างหนึ่งเดียวก็ทุ่มหมดหน้าตักไม่คิดเผื่อไว้สำหรับความผิดหวัง แต่พอเดินตามทางมันไปกลับกลายเป็นหุบเหวลึก หน้าผาสูงชันที่เธอพลัดตกลงก็สาหัสเจียนตาย เรื่องระหว่างเธอและเขามันคงมาไกลได้เพียงเท่านี้ เราไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ให้มันเติบโตหรือไปจนถึงขั้นแต่งงานสร้างครอบครัวได้ เพราะเมื่อลองหันกลับมามองความเป็นจริงแล้วเราแทบจะเข้ากันไม่ได้เลยสักเรื่องยกเว้นเรื่องเซ็กซ์แค่เรื่องเดียวเท่านั้น เธอร้องไห้เพียงชั่วครู่เท่านั้นก็ลุกขึ้นปาดน้ำตาแบบลวก ๆ แล้วเดินออกไปดื่มเหล้ากับโก๋ต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เก็บซ่อนความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกผิดหวังเอาไว้ด้านในแล้วพยายามเป็นสตรีเหล็กเข้มแข็งให้ได้มากที่สุด นี่สินะความแตกต่างของผู้หญิงกับผู้ชายหลังจากที่ต้องเลิกลากันไป ผู้หญิงที่แข็งนอกอ่อนในแบบพลอยปภัสเริ่มแรกร้องไห้เสียใจจะเป็นจะตายถึงขั้นคิดปลิดชีพตัวเอง พาตัวเองดำดิ่งลงไปถึงจุดที่อยู่ก้นลึกที่สุดของหุบเหว แต่นั่นจะเป็นบทเรียนไม่ให้เธอย้ำย่ำที่เดิม ส่วนผู้ชายแบบไตรฉัตรคนปากแข็งที่เพิ่งจะรู้ตัว เพิ่งจะรู้หัวใจตัวเอง ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น โคตรแฮปปี้กับชีวิตที่ไม่มีพลอยปภัส เฮฮาปาร์ตี้ ออกแฮงค์เอ้าทุกคืน แต่ความจริงแล้วก็ซุกซ่อนความรู้สึกที่โถมเข้ามาเรื่อย ๆ เสียใจกับชีวิตทำลงไป แล้วดันอยากจะได้ของของตนเองคืนกลับมาทั้ง ๆ ที่เป็นคนผลักเธอออกไปจากชีวิต ผ่านไปหลายวัน… ก๊อก ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้งโดยปราศจากเสียงเอ่ยขานเรียกชื่อ ทำให้คนที่อยู่ด้าในห้องแต่งตัวดารานักแสดงเบอร์ต้น ๆ อย่างพลอยปภัสขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นแล้วหันไปมองหน้าเจ๊นัตตี้ผู้จัดการส่วนตัวที่นั่งไขว้ห้างอยู่บนโซฟาคล้ายกับเป็นการตั้งคำถาม “ใครอ่ะเจ๊” “ฉันจะรู้ไหมล่ะจ๊ะ” เจ๊นัตตี้โต้สวนกลับมา ก่อนจะเดินนวยนาดเป็นฝ่ายออกไปเปิดประตูให้เอง “ใครคะ?” เสียงหวานแหวว รอยยิ้มอิ่มเอิบ ใบหน้าสดใสตามประสาคนอารมณ์ดีมีแรงขันหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อพบว่าคนเบื้องหน้าหล่อนคือใคร ชายหนุ่มร่างสูงแกร่งกำยำปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าพร้อมช่อกุหลาบช่อโตที่ถือประคองอยู่ในมือ ด้านบนเขาสวมใส่เป็นเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน พับแขนเสื้อขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนด้านล่างใส่กางเกงขากระบอกสีดำ ดูเรียบหรูดูดีตั้งแต่หัวจรดตีน ”คะ..คุณไตรฉัตร” หล่อนเอ่ยเรียกชื่อคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายเข้าไปในคอ แต่พลอยปภัสที่เบี่ยงเบนจุดสนใจทั้งหมดไปหล่อรวมอยู่ที่บุคคลซึ่งเคาะประตูเมื่อครู่เพื่อดูว่าคือใครกลับได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง "สวัสดีครับคุณนัตตี้" ไตรฉัตรเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร เหลือบตามองเข้าไปด้านในเพื่อสอดส่องหาเจ้าของร่างบางที่เขาตั้งใจมาเจอก็พบว่าเธอกำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ ก่อนตวัดกลับมองผู้จัดการสาวสวยอีกครั้งพร้อมเอ่ยถามตามมารยาท "น้องพลอยอยู่ไหมครับ?" แต่กูรู้แล้วว่าอยู่ นั่งหน้าเหวี่ยงอยู่ด้านในโน้น สายตาที่จ้องมองกูเมื่อครู่คล้ายกับจะกินเลือดกินหัว เกลียดชังกันถึงขนาดนั้นเลยเหรอวะ คนเราเคยรัก เคยนอน เคยเอา เคยร่วมห้องด้วยกันร่วมหลายเดือนแท้ ๆ "เอ่อ...ไม่อยู่จ๊ะ" เจ๊นัตตี้รู้ดีว่าพลอยปภัสคงไม่ยากเจอหน้าผู้ชายคนนี้ ขนาดหล่อนเองหล่อนยังอยากท้าวสะเอวด่าฉอด ๆ โทษฐานที่มาย่ำยีหัวใจดวงน้อย ๆ ของหญิงสาวที่รักดั่งน้องในใส้ได้ลงคอไม่ใช่น้อย ทว่าพลอยปภัสและเด็กในสังกัดคนอื่นยังมีสัญญาร่วมกันกับบริษัทเขา ซึ่งรายได้สูงโดยไม่ต้องเปลืองแรงให้เหนื่อย ฉะนั้นการผูกมิตรไมตรี ยิ้มให้ใต้มีดคมกริบก็ย่อมดีกว่า "ผมไม่ใช่เด็กประถมนะครับคุณนัตตี้ที่จะมาหลอกกันง่าย ๆ" เขาพูดน้ำเสียงติดตลก ยกฝ่ามือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ แล้วยิ้มฝืดเฝื่อน "เอ่อ..." เจ๊นัตตี้หน้าซีดเผือก ลอบกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ ไม่รู้จะปฏิเสธหรือแถไปทางใดดีเพราะดูเหมือนว่ามันจะลงคลองหมด! "มาทำไม?" ให้อายบ้านนาเล่านวลน้องไม่ต้องกลับมา คนจะไปไม่ลาหนีหน้าไปกับหนุ่มเมืองหลวง อันนี้เขาเติมให้ เพลงมันได้ แต่สีหน้าและน้ำเสียงพลอยปภัสแม่งไม่ได้เลยไอ้สัส ใจกูนี่เป้ววว กระตุกวูบ สายตารักใคร่ คลั่งรัก น้ำเสียงคะขาออดอ้อนเอาใจมันหายไปไหนวะ! ใครมาพรากมันไปกูจะเตะหน้าให้ อ้อ! กูเองในงานวันแต่งงานระหว่างพลอยปภัสและไตรฉัตรถูกจัดขึ้น ณ บ้านเจ้าสัวณรงค์ หรูหราหมาเห่าอย่างสมเกียรติสมฐานะไม่ให้น้อยหน้าใครในประเทศ มีแขกเหรื่อมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทั้งแขกผู้ใหญ่และดารานักแสดงในวงการบันเทิงที่พลอยปภัสเคยร่วมทำงานด้วย ทำให้บรรยากาศภายในงานค่อนข้างครึกครื้น ช่วงเช้าจะเป็นพิธีเล็ก ๆ ภายในครอบครัวที่มีการทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลและรดน้ำอวยพรให้คู่บ่าวสาว ก่อนจะเป็นงานเลี้ยงปาร์ตี้ในช่วงภาคค่ำและดูเหมือนคนที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษนั่นก็คือเจ้าหนูน้อยแพทตี้ที่ช่างพูด ช่างจา ช่างฉอเลาะ น่ารักน่าเอ็นดูจนแขกที่มาร่วมงานผลัดกันอุ้มผลัดกันชมไม่เคยขาดมือ "เจ๊ดีใจกับพวกแกสองคนด้วยนะ ในที่สุดก็มีวันนี้สักทีได้แต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วเนอะหลังจากที่แอบกินกันมาหลายปี" เจ๊นัตตี้แสดงความยินดีพร้อมกับเอ่ยแซวติดตลกตามสไตล์ของหล่อน"เจ๊ก็!" "แต่ฉันดีใจจริง ๆ นะยัยพลอย ฉันเห็นแกมาตั้งแต่เป็นยัยพลอยขี้เหวี่ยงขี้วีนสมัยปีหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนคบสักคนโน่น จนกระทั่งวันนี้แกเป็นแม่คน เป็นเมีย เป็นแกในเวอร์ชั่นที่ใจเย็นขึ้ต เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายแฟ
แววตาของคนเป็นพ่อเมื่อได้เห็นชีวิตคู่ของลูกสุขสมบูรณ์ ได้กลับมาอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตาดั่งที่ปรารถนาก็ตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าวันนี้ลูกสาวเขากำลังจะมีคนดี ๆ มาคอยดูแลและเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าสัวณรงค์ยิ้มรับปลื้มปริ่มไปกับความสุขของลูกสาวด้วยเพราะที่ผ่านมาเขาในฐานะคนเป็นพ่อไม่สามารถทำให้แกได้ดีเท่าที่ควร...หลังจากกลับมาใช้สถานะ 'ผัวเมีย' ไตรฉัตรก็เห่อเว่อร์วังเกินเบอร์ยกใหญ่โพสต์ทั้งรูปลูก ทั้งรูปเมียอวดลงบนไอจี เฟซบุ๊กส่วนตัววันละสิบโพสต์ พาไปเปิดตัวที่บริษัทในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะได้ตกลงปลงใจกันว่าจะจดทะเบียนสมรสกันก่อนและรอให้พลอยปภัสคลอดจนกระทั่งเจ้าตัวน้อยในท้องเดินได้จะมีงานวิวาห์เกิดขึ้นโดยให้ลูกเป็นสักขีพยานรักระหว่างเราซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างก็รับรู้และเห็นด้วยในข้อตกลงของระหว่างเรา อาจมีบ้างญาติบางคนที่แอบนินทาลับหลังว่าเธอทำผิดผี ผิดประเพณี ท้องก่อนแต่งให้คนเขามาวิพากษ์วิจารณ์วงศ์ตระกูลสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ได้ด่าตอกหน้ากลับไปแล้ว!ผ่านไปประมาณสามปีเศษ...เวลามันเดินรวดเร็วปุบปับมาก แป๊บเดียวเจ้าหนูน้อยที่อยู่ในท้องพลอยปภัสวันนั้
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมคำพูดของเจ้าสัวณรงค์เมื่อครู่จึงมีผลกระทบต่อหัวใจของเธอได้ถึงขนาดนี้ พยายามจะไม่คิดอะไรมากมายแล้วเชียวแต่ท้ายสุดแล้วมันก็ไม่สามารถหักห้ามใจได้ ผ่านไปประมาณเกือบสามชั่วโมงเต็ม ๆ ไตรฉัตรยังไม่โผล่หน้ากลับมา แม้แต่จะโทรศัพท์รายงานอย่างที่เคยเป็นบนหน้าจอก็พบเพียงความว่างเปล่า หญิงสาวรีบประคองท้องแก่ใกล้คลอดเดินลงมาชั้นล่างของบ้านชะเง้อขอมองหาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ซ้ำตอนนี้ฝนก็โหมกระหน่ำเทลงมาราวกับพายุเข้าก็ไม่ปาน ยิ่งทำให้ความกังวลถูกก่อตัวขึ้นในใจยกใหญ่ "ทำไมยังไม่กลับมานะ" รู้สึกอดเป็นห่วงเขาไม่ได้จนต้องรีบหันกลับไปเลยยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูเพื่อต่อสายโทรหาอีกฝ่ายโดยเร็ว ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ไม่รับ!" คราวนี้เริ่มเดินวกไปวนมากระวนกระวายสลับกับชะเง้อคอมองไปด้านนอกที่มีสายฝนเทกระหน่ำจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งใด ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่เนี่ยทำไมถึงไม่รับสาย" ก็ไม่ลดละความพยายามยกขึ้นมาแนบหูไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่เสียงที่ได้ยินตอบกลับมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนั่นคือบริการฝากข้อความ ตื้ด ตื้ด ตื้ด ตื้ด "ทำอะไรอยู่ลูก เป็นห่วงไอ้ว่าที่ลูกเขยป๊า
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อย คำพูดการกระทำของเขามันกำลังทำให้หัวใจเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรารถนาอยากให้มันเกิดขึ้นมาก่อน เธอเองก็ยอมรับว่าตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมากำแพงในใจของเธอที่มันเคยถูกก่อตัวขึ้นจนสูงหนาและใหญ่จนไม่สามารถทลายพังเข้าไปด้านในได้ถูกแซะลงทีละนิดทีละนิดจนมันกัดกร่อนลงมา บ่งบอกถึงความอ่อนแอที่เธอไม่สามารถต้านทานต่อความรู้สึกของตัวเองที่มันยากจะห้ามให้เป็นไปดังที่ใจเราคิดได้ เธออ่อนลงมากกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ เปิดใจให้เขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึกอีกครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พยายามห้ามมันอย่างสุดกำลังแต่ก็ทำได้เพียงเท่านี้ แต่เธอก็ยังกลัว หวาดกลัวเหลือเกิน ความรู้สึกความรู้สึกเจ็บความรู้สึกทรมานคล้ายกับคนที่หมดอาลัยตายอยากในการใช้ชีวิต ตรอมใจจนกระทั่งถึงขั้นหยิบปืนขึ้นมาจ่อหัวเพื่อปลิดชีพตัวเองให้ตายตกตามมารดาและแม่นมไปมันยังติดอยู่ในความรู้สึกของเธอไม่เคยลืมเลือน มันยังกลายเป็นฝันอันโหดร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาโดยตลอด เธอดึงมือออก "ฉันยอมรับนะคะว่าฉันเองก็แอบใจอ่อนให้คุณไม่น้อยแล้วเหมือนกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมจริง ๆ " เธอตอบเพียงเท่านี้ก็เดินขึ้นไปชั้นบนของบ้านไม่พ
"โชคดีนะเนี่ยที่แกไม่มีอาการแพ้ท้องก็เลยทำงานได้ตามปกติ" เจ๊นัตตี้เอ่ยพูดขึ้นมาทำให้คนที่กำลังนั่งรับประทานเค้กช็อกโกแลตของโปรดอย่างสบายใจเฉิบอยู่หยุดชะงักเล็กน้อย หญิงสาวดูดช้อนอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะแบ่งตักคำเล็ก ๆ แล้วหันไปมองหน้าพี่สาวสุดที่รักที่ควบตำแหน่งผู้จัดการไปในตัว "ก็ดีแล้วแหละเจ๊ ฉันยังไม่พร้อมให้ใครรู้เรื่องที่ฉันกำลังท้องนี่ คงจะรอจนกว่าเคลียร์งานที่เจ๊รับเอาไว้หมดก่อนละมั้งแล้วฉันค่อยตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับประกาศออกจากวงการทีเดียวเลย" พลอยปภัสปรึกษาเรื่องนี้กับเจ๊นัตตี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอตั้งใจว่าจะออกจากวงการอย่างถาวรเพราะมันค่อนข้างเสียสุขภาพจิตที่ต้องทนฟังกระแส ทนฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ซ้ำไอ้ตำแหน่งแม่เลี้ยงเดี่ยวที่คุณแม่หรือแม่นมที่เลี้ยงดูเธอมาก็จากเธอไปหมดแล้วเนี่ย มันค่อนข้างหนักและแปลกใหม่สำหรับเธอ เธอต้องเลี้ยงดูเจ้าหนูน้อยตัวคนเดียว กลัวว่าจะไม่มีเวลามากเพียงพอให้กับลูกจนลูกขาดความอบอุ่น...และที่สำคัญคือ ถ้าเธอยังอยู่ในวงการลูกของเธอก็จะกลายเป็นลูกดาราที่มีแต่คนจับจ้องทุกฝีก้าว ทำอะไรมีคอมเมนต์แห่ถล่มทลายแสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรอย่างโน้นอย่างนี้
"แฮะ...แฮ่ม" เขาทดสอบระบบเสียงด้วยการกระแอมกระไอในลำคอก่อนจะกระโดดขึ้นยืนบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลแล้วชูมือทั้งสองข้างผายออก "สวัสดีครับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย กระผมไตรฉัตรหนุ่มหล่อพ่อรวยที่สุดในย่านนี้มีความจะแจ้งให้พวกท่านได้ทราบและร่วมแสดงความยินดีกับกระผมครับ"เขายืดอกออกอย่างภาคภูมิใจ ทว่านั่นไม่ใช่กับเพื่อนสนิททั้งสามที่นั่งหน้าสลอนกรอกตามองบนเพราะดันโดนลากหัวตามโทรจิกตั้งแต่เช้าตรู่ "มึงโทรตามพวกกูสามคนมาทำเชี้ยไรไม่ทราบ?" คีรินเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนกว่าเขาจะเคลียร์ออเดอร์ที่ไร่เสร็จก็ปาไปตีสามตีสี่ แล้วต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ไก่ไม่โห่เพื่อขับรถมาหามันที่คอนโดเนี่ย"นั่นดิ! กูยังนอนคั่วสาวไม่อิ่มใจเลย" ธามไทถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดเสียดายไม่ได้เพราะเมื่อคืนเขาได้สอยดาราชื่อดังที่ปรารถนาอยากจะร่วมเตียงมานานแล้วแท้ ๆ กะว่าจะตื่นเช้าขึ้นสูบเลือดสูบเนื้อให้สาสมความอยากอีกสักหน่อย ไอ้นี่แม่งโทรยิก ๆ ท่าเดียว "เออ กูว่ามันน่าจะต้องเป็นเรื่องพิเศษหรือว่าเรื่องคอขาดบาดตายมั้ง มึงถึงให้พวกกูมาเหยียบคอนโดได้ ร้อยวันพันปีไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามา" เฮียโก๋ขอทำนาย เขานี่มันเดาแม่นยิ่งกว่าแม่







