LOGIN“อีกไม่กี่ชั่วโมงไซรัสจะกลับมาแล้วสินะ”
“หม่าม้า ไซม่อนตื่นเต้นจังเลย” ไซม่อนวิ่งมาจับชายเสื้อเธอ “เซธก็เหมือนกันฮะ อยากเห็นหน้าป่ะป๊าตอนเปิดผ้าคลุมจัง!” “หม่าม้าก็เหมือนกันค่ะ พวกเราจะทำให้คุณพ่อประทับใจที่สุดในโลกเลย ดีไหมคะ?” เซเรน่าย่อตัวลง โอบลูกชายทั้งสองเข้ามากอดแน่น เสียงเด็กสองคนดังประสานกับเสียงหัวเราะของแม่อย่างอบอุ่น “ดีฮะ!” “ดีฮะะะ!” ในขณะเดียวกันเสียงเครื่องยนต์คุ้นหูพลันดังมาจากนอกคฤหาสน์ เสียงที่ทำให้หัวใจของเซเรน่ากับลูกชายทั้งสองเต้นระรัว ราวกับจะทะลุออกมาจากอก และวันนี้เป็นวันที่ไซรัสดันกลับมาก่อนเวลา “ป่ะป๊ามาแล้ว!!!” “เร็วสิหม่าม้า ซ่อนก่อน!!” ไซม่อนรีบวิ่งไปที่ม่านแล้วซ่อนหัวไว้ แต่ครึ่งตัวโผล่มา ส่วนเซธแอบอยู่หลังแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ที่โยกเยกอันตรายสุด ๆ เซเรน่าก้มลงมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจพลางยิ้ม “สายลับของหม่าม้านี่น่าจะโดนจับก่อนภารกิจเริ่มแน่ ๆ ” เธอเดินไปดูที่ประตู พลางกระซิบ “ป่ะป๊ากลับมาแล้วจริง ๆ ” ในเวลาเดียวไซรัสเปิดประตูเข้ามาพร้อมกล่องเอกสารในมือ เขาดูเหนื่อยแต่ยังมีรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อได้เห็นบ้านของเขา ทว่าเมื่อเห็นความเงียบที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากที่มีเจ้าก้อนแป้งสองคน ทำให้เขาหันไปมองศรันข้างกายทันที ราวกับสั่งให้ไปสำรวจรอบ ๆ “ที่รัก อยู่บ้านหรือเปล่า?” เขาเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา มีเพียงเสียง เบา ๆ ของแจกันที่โยกไปมาก่อนจะล่วงลงอย่างแรงจนแตกละเอียด “โอ๊ะ!!” เสียงเซธร้องออกมาอย่างตกใจ พร้อมกับที่ไซม่อนโผล่พรวดออกมาจากหลังม่าน “ป่ะป๊า!! ไม่ใช่นะครับ มันไม่ใช่แผนนี้!!” ไซม่อนพูดลั่นก่อนจะรีบยกมือปิดปากตัวเอง “ไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม” ไซรัสขมวดคิ้วขณะมองลูกชายทั้งสองที่ยืนหน้าเลอะครีมและแป้ง มีเศษลูกโป่งติดหัวคนละใบ แต่เขารีบไปอุ้มเซธจากเศษแจกันทันที ก่อนจะสั่งให้แม่บ้านเก็บกวาด “อืม ดูเหมือนว่าป่าป๊าจะพลาดงานปาร์ตี้อะไรบางอย่างไปสินะ” เขาพูดด้วยรอยยิ้มขำในแววตา “เซอร์ไพรส์ค่ะ!!” “แฮปปี้เบิร์ธเดย์ป่ะป๊า!!” เซเรน่าวิ่งมาจากห้องครัว พยายามทำหน้ายิ้มแม้ในใจอยากร้องไห้ เด็กทั้งสองรีบยกมือขึ้นเหนือหัว เสียงใส ๆ ดังพร้อมกัน ก่อนทั้งคู่จะลากผ้าคลุมโซฟาออกเผยให้เห็นเค้กก้อนนั้น “นี่ไงฮะ เค้กของป่ะป๊า!!” ใต้ผ้าคลุมคือเค้กก้อนโตสีสันประหลาด บางส่วนไหม้เกรียม บางส่วนมีครีมกองหนาเหมือนภูเขาหิมะ และเทียนปักเอียงจนแทบจะล้ม “ฮ่ะๆๆๆ นี่เหรอของขวัญสุดพิเศษของป่ะป๊า?” ไซรัสนิ่งไปสองวินาที ก่อนหัวเราะออกมาเสียงดัง “ใช่ฮะ!” ไซม่อนพูดอย่างภูมิใจ “พวกเราทำเองเลยนะ” “หม่าม้าช่วยนิดเดียวเองฮะ!” เซธเสริมพลางชี้ไปที่ครัวที่ยังมีครีมติดผนังอยู่บ้าง “ฉันสาบานเลย ว่ามันดูดีในตอนแรก...” เซเรน่าเอามือแตะหน้าผากตัวเอง ไซรัสเดินเข้ามาใกล้ ย่อตัวลงให้ระดับสายตาเท่ากับลูกทั้งสอง เขามองเค้กไหม้ตรงหน้าอย่างตั้งใจราวกับกำลังพิจารณางานศิลป์ “ทำเองหมดเลยเหรอ?” เขาถามด้วยเสียงอบอุ่น “ใช่ฮะ!” เด็กทั้งสองตอบพร้อมกันอย่างภาคภูมิใจ “งั้นพ่อขอลองชิมหน่อยนะ” “อ๊ะ เดี๋ยวก่อน มัน...อาจจะยังไม่ค่อย--” เซเรน่าร้องเบา ๆ แต่ไม่ทันจบประโยค ช้อนในมือไซรัสก็แตะลงไปแล้วตักเข้าปากทันที ทั้งสามคนหยุดนิ่งรอดูสีหน้าเขา ไซรัสเคี้ยวเบา ๆ แล้วหลับตา เหมือนกำลังลิ้มรสของหวานที่ซับซ้อนที่สุดในโลก “ป่ะป๊ษจะร้องไห้ไหม?” เซธกระซิบกับน้อง “หรือไม่ก็หมดสติ...” ไซม่อนกระซิบตอบ แต่แล้วชายหนุ่มกลับลืมตาขึ้น ยิ้มกว้างอย่างอ่อนโยน “อร่อยที่สุดในโลกเลยครับ” “จริงเหรอคะ...?” เซเรน่าถามแบบไม่แน่ใจ “จริงที่สุด ป่ะป๊าไม่เคยกินเค้กที่มีรสชาติแบบนี้มาก่อนเลย หวานจากน้ำตาล ขมจากขอบไหม้ และมีรสของความพยายามอยู่เต็มไปหมด” เขาพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวลูกชายทั้งสอง “เย้! ป่ะป๊าชอบจริง ๆ ด้วย!” “ไซม่อนบอกแล้วว่าเราเก่งใช่ไหมฮะเซธ!”เด็กน้อยยิ้มจนตาหยี หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็นั่งล้อมโต๊ะเล็ก ๆ กันทั้งครอบครัว มีเค้กไหม้หนึ่งก้อน กับเสียงหัวเราะที่ดังไม่หยุด เซเรน่ามองภาพตรงหน้าแล้วรู้สึกหัวใจอบอุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ไม่ต้องมีของขวัญราคาแพง ไม่ต้องมีเทียนครบจำนวนปี มีแค่เสียงหัวเราะของคนที่รักก็เพียงพอแล้ว “สุขสันต์วันเกิดนะคะ ป่ะป๊าคนเก่งของพวกเรา” เธอคลี่ยิ้มหวาน “ขอบคุณนะครับ ทั้งสามคนเลย” ไซรัสเอื้อมมือไปกุมมือเธอไว้แน่น พลางมองหน้าลูกแล้วพูดต่อ “ปีนี้ พป่ะป๊าไม่อยากได้อะไรเลย เพราะมีทุกอย่างแล้ว” “จริงเหรอ?” ไซม่อนถามอย่างสงสัย “จริงสิ เพราะป่ะป๊ามีพวกเราทั้งหมดนี่ไง”เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







