เข้าสู่ระบบภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ แสงแดดยามเช้าลอดผ่านกระจกสีอ่อนเข้ามา ส่องกระทบเรือนร่างสะโอดสะองของเซเรน่า เธอสวมชุดเซตสีครีมอ่อน ท่อนบนเป็นแขนยาวผ้าพื้นเนื้อเนียน มีคอปกใหญ่ และ โบว์ผูกที่คอ แขนเสื้อพองเล็กน้อย ปลายแขนรูดและบานออกเป็นระบาย กระโปรงสั้นทรงเข้ารูปพอดี มี กระดุมมุกเรียงตรงกลาง เรียบง่ายทว่ากลับไม่จืดจาง
หากแต่แปลกตาสำหรับผู้ที่พบเห็นไม่น้อย โดยปกติเซเรน่ามักจะสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาด และเดรสรัดรูปอวดเรือนร่างแสนเย้ายวน ซึ่งวิเวียนในร่างเซเรน่ายามนี้เขินอายเกินกว่าจะทำใจใส่ได้ สุดท้ายจึงค้นตู้เสื้อผ้าของเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเธอชุดที่ถูกใจ
ในขณะเดียวกันเซเรน่าก็พยายามใจเย็นเมื่อต้องไปเจอภาคินเป็นครั้งแรก หญิงสาวเกรงว่าจะห้ามตัวเองไม่ให้เผลอไปยุ่มหัวชายหนุ่มไม่ได้ จึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ผ่อนคลายความไม่ชอบใจที่มีต่อเขา เพราะเธอไม่ได้อีกฝ่ายตั้งแต่อ่านถึงบทแรก ไม่รู้ว่าทำไมนักแนมากกว่าถึงหวีดผู้ชายที่นอกใจภรรยาตัวเองกัน
ในขณะที่เสียงส้นรองเท้าของเธอดังก้องไปทั่วห้องเงียบงัน เสียงของสาวใช้วัยกลางคนเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ ก่อนจะโค้งตัวเล็กน้อยเมื่อเห็นเซเรน่าเดินลงมาจากบันไดหินอ่อนสีขาว
“คุณผู้หญิง ตื่นแล้วหรือคะ”
“ค่ะ” เซเรน่าตอบเสียงแผ่ว ริมฝีปากขยับเพียงเล็กน้อย เนื่องจากยังไม่คุ้นชินกับการถูกเรียกว่าคุณผู้หญิง
“คุณภาคิน รออยู่ที่ห้องอาหารแล้วค่ะ” สาวใช้รีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
เมื่อได้ยินทำเอาหัวใจของเซเรน่ากระตุกวูบไปชั่วขณะ พร้อมความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัว ภาพของผู้ชายคนนั้นที่มองเธอด้วยแววตาเย็นชา ราวกับว่าเธอเป็นเพียงเศษฝุ่นใต้ฝ่าเท้า
ทว่าในตอนนี้ เธอไม่ใช่เซเรน่าคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ขอบใจนะ” เธอพูดเสียงเรียบ ยิ้มบาง ๆ ให้สาวใช้ที่มองเธอด้วยสายตาประหลาดใจ เพราะตั้งแต่ทำงานมา ไม่เคยเห็นคุณเซเรน่าพูดดีกับใครเช่นนี้เลยนอกจากคุณภาคิน
เซเรน่าไม่รอช้า เดินตรงไปยังห้องอาหารที่อยู่ถัดไปจากโถงกลาง บานประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักออกเบา ๆ พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟลอยอวลในอากาศ ก่อนจะเหลือบเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะยาว เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด แขนเสื้อพับขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่ขยับถือหนังสือพิมพ์อย่างใจเย็น
แสงแดดยามเช้าตกกระทบเส้นผมดำสนิทของเขา และใบหน้าหล่อเหลาตรงตามคำบรรยายของตัวอักษร สมกับเป็นพระเอกที่ผู้อ่านมากมายคลั่งไคล้ แต่ในขณะเดียวกันรังสีรอบตัวกลับเยือกเย็นจนใครเข้าใกล้ก็ต้องก้มหัวให้
ไม่ผิดแน่นี่คงเป็นภาคิน ชื่อที่เธอรู้จักดีจากนิยายที่เคยอ่าน ชายผู้เป็นพระเอกธงเขียวของเรื่องนี้ แต่สำหรับเซเรน่า เขาคือฝันร้ายเสียมากกว่า
หลังจากทำใจครู่หนึ่ง เซเรน่าสูดหายใจเข้าเบา ๆ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไป เสียงรองเท้าของเธอดังสะท้อนในห้องอาหารโล่งกว้าง เรียกความสนใจของชายหนุ่มให้ละสายตาจากหนังสือพิมพ์ เขาเงยหน้าขึ้นมองเพียงชั่วครู่ ดวงตาคมดุจเหยี่ยวกวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นเฉียบ
“ตื่นแล้วเหรอ” แค่สามคำก็เย็นยะเยือกพอที่ทำให้คนทั่วไปขนลุก แต่เซเรน่ากลับยกยิ้มแล้วพยักหน้า
“ค่ะ”
หญิงสาวนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างสงบ กิริยาทุกอย่างของเธอเรียบเฉยและสง่างาม จนแม้แต่เหล่าสาวใช้ที่ยืนมองอยู่ยังแอบประหลาดใจ ในความทรงจำเดิม เซเรน่าจะโวยวายทันทีที่เห็นสามีของตัวเองไม่สนใจ แต่วันนี้เธอกลับนั่งนิ่งเหมือนผิวน้ำในวันที่สายลมสงบ แถมยังเว้นระยะห่างจากเขาเสียอีก
เสียงส้อมกระทบจานดังแผ่ว ๆ เป็นเสียงเดียวที่แทรกความเงียบระหว่างทั้งคู่ ผ่านไปครู่หนึ่งภาคินจึงตัดสินใจทำลายความเงียบลง
“เมื่อเช้าที่เธอเป็นลม ต่อไปอย่าทำให้คนอื่นวุ่นวายอีก” เขาพูดเรียบ ๆ โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า
“คุณหมายถึงใครคะ คนอื่น...หรือคุณเอง?” น้ำเสียงหวานของเธอนุ่มนวลหากแต่มีแววเย้ยหยัน
ภาคินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นตอกกลับเป็นคราแรก ก่อนจะพับหนังสือพิมพ์ลงอย่างใจเย็น ดวงตาคมหันมาสบเข้ากับนัยน์ตาคู่สวยของเธอตรง ๆ
“อย่าคิดว่าตำแหน่งภรรยาจะทำให้เธอมีค่าในสายตาฉัน”
คำพูดนั้นเฉียบคมกว่าใบมีด ราวกับต้องการกรีดลึกลงกลางในของเซเรน่า ทว่าแทนที่จะเจ็บปวดเธอกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ
นี่น่ะเหรอ ผู้ชายที่นางร้ายอย่างเซเรน่ารักจนยอมตายแทนได้
“พอได้ยินแบบนี้ก็พอโล่งใจค่ะ ฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีค่าในสายตาคุณตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เธอวางส้อมลง พลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบจนเหล่าสาวใช้ที่ยืนอยู่ถึงกับพากันสะอึก
ครั้นถูกใบหน้ายียวนของเธอกล่าวเสียดแทง เขาขมวดคิ้วทันที น้ำเสียงของเธอไม่ใช่การประชด แต่มันนิ่งเกินไป ราบเรียบเจนชวนให้ประหลาดใจ เมื่อวานยังเป็นฝ่ายวอแวเขาอยู่เลย ทำไมวันนี้กลับแปรเปลี่ยนราวกับคนละคน
“เธอต้องการอะไร”
“ไม่ต้องการอะไรเลยค่ะ แค่กินข้าวให้หมดจานเท่านั้นเอง”
คำตอบนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ เขาเผลอจ้องใบหน้าของเธอ หญิงสาวที่เขาคิดว่ารู้จักดีทุกมุม แต่ในตอนนี้ เธอดูเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับเขา ท่าทางเรียบสงบ ดวงตาที่เคยอ่อนไหวกลับนิ่งลึกจนมองไม่เห็นความรู้สึกภายใน
“เธอเปลี่ยนไป” เขาพูดเรียบ ๆ แต่ในใจกลับมีความประหลาดใจไม่น้อย
“เปลี่ยนบ้างก็ดีนะคะ” เซเรน่าพูดด้วยทีเล่นทีจริง หากแต่แฝงความเฉียบคม “อยู่แบบเดิม ๆ ก็น่าเบื่อ หรือว่าคุณชอบเซเรน่าที่อาละวาดทุกคืนเวลาคุณกลับบ้านดึก?”
บรรยากาศภายในห้องอึมครึมขึ้นทันที ราวกับพายุใต้น้ำกำลังคลืบคลานเข้ามา ภาคินกำหมัดแน่น ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีจาง ๆ แต่ก็ยังรักษาน้ำเสียงเย็นไว้ได้
“เซเรน่า ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของเธอ”
“ฉันไม่ได้เล่นค่ะ แค่พูดตรง ๆ ว่าฉันเบื่อแล้วกับชีวิตที่ต้องรอใครสักคนที่ไม่หันมามองเลยสักครั้ง.
“เซเรน่า” เสียงของเขาเข้มขึ้น “อย่าทำเหมือนว่าเธอเปลี่ยนตัวเองได้ เธอก็ยังเป็นคนเดิมที่ชอบเรียกร้องความสนใจของฉันอยู่ดี”
เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้มีความเศร้าเหมือนก่อน แต่กลับสมเพชชายหนุ่มตรงหน้า ที่คิดว่าเธอกำลังเรียกร้องความสนใจจากเขา
“เรียกร้องความสนใจจากคุณ? ไม่หรอกค่ะ ตอนนี้ฉันแค่เรียกร้องความสงบให้ตัวเองเท่านั้น” เธอวางแก้วน้ำลงแล้วลุกขึ้นช้า ๆ
“ทานให้อร่อยนะคะคุณภาคิน” เซเรน่าจงใจเอ่ยชื่อของเขาแสดงถึงความห่างเหิน แทนคำว่า ‘ที่รัก” ที่เซเรน่าคนเก่าเคยเรียกไว้
“เซเรน่า เธอจะไปไหน”
“ออกไปเดินเล่นค่ะ” เธอยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เพราะในบ้านนี้อากาศมัน...เย็นเกินไป”
เซเรน่าหมุนตัวเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับมาอีก กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากน้ำหอมของเธอค่อย ๆ จางไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความเงียบ และหัวใจของภาคินที่เริ่มสั่นคลอนโดยไม่รู้ตัว เขานั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ สายตายังจับจ้องไปทางประตูที่เธอเพิ่งเดินออกไป เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกแปลก ๆ
“เธอกำลังเรียกร้องความสนใจฉันสินะ เซเรน่า”
เขาพึมพำกับตัวเอง พลางพลิกหนังสือพิมพ์ขึ้นอีกครั้ง แต่ดวงตากลับอ่านไม่ออกแม้แต่บรรทัดเดียว ในหัวของเขามีแต่เสียงหัวเราะเย็นของเธอที่ยังดังก้องไม่จางหาย เสียงของหญิงสาวที่เคยร้องขอความรักของเขาราวกับคนบ้า ทว่ายามนี้กลับแปรเปลี่ยนไปแล้ว
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







