Masuk
ท่ามกลางเศษซากของสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลายด้วยระเบิดจนศูนย์วิจัยลัยแห่งนี้พังทลายจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม บริเวณรอบ ๆ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพผสมกับกลิ่นไหม้ที่ลอยคละคลุ้งไปทั่ว
กึก กึก
ท่ามกลางซากปรักหักพังมีสิ่งมีชีวิตหนึ่งกำลังขยับเขยื้อนเพื่อขึ้นมาสู่ด้านบน ก่อนที่จะมือข้างหนึ่งโผล่ออกมา มืออีกข้างที่อยู่ข้างใต้ก็พยายามดันชิ้นส่วนกำแพงปูนออกไป
เฮือก
บัวเกี๋ยงสูดหายในเข้าปอดลึก ๆ ทันทีที่เขาโผล่ศีรษะขึ้นมา ทั้งที่คิดว่าตัวเองจะตกน้ำตายไปเสียแล้ว ตอนนี้ก็คงจะอยู่ในโลกวิญญาณ ไม่คิดว่าเขาจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เดิมทีเขาเป็นบ่าวในเรือนของท่านเจ้าคุณ ด้วยรูปโฉมที่งามเกินบุรุษ อีกทั้งเป็นคนอัธยาศัยดี พูดจาไพเราะน่าฟังจึงเป็นที่ชื่นชอบแลเอ็นดูของบ่าวที่เป็นบุรุษในเรือน สร้างความไม่พอใจให้บ่าวที่เป็นอิสตรีที่หมายปองบ่าวหนุ่ม ๆ
จึงได้หลอกให้บัวเกี๋ยงไปเก็บสายตัวเป็นมาแกงให้เจ้านายกิน ระหว่างที่นั่งเรือเก็บสายตัวจู่ ๆ เรือที่นั่งก็มีน้ำรั่ว เขาพยายามตักน้ำออกพร้อมกับส่งเสียงเรียกให้คนมาช่วย
ทว่าตรงนี้ห่างไกลจากเรือนมากโขทำให้ไม่มีใครได้ยินเสียงของบัวเกี๋ยงเลย บ่าวทุกคนรู้อยู่แล้วว่าบัวเกี๋ยงว่ายน้ำไม่เป็น ยามมาเก็บสายบัวก็จะมีคนมาเป็นเพื่อน
แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ชวนคนอื่นมาด้วย เพราะเห็นว่าทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการทำงาน เนื่องจากอีกไม่กี่วันที่เรือนนี้จะมีงานมงคลของคุณหนู
เรือค่อย ๆ จมลงในน้ำพร้อมกับร่างของบัวเกี๋ยง ก่อนที่จะจมลงสายตาก็เหลือบไปเห็นพี่อิ่มที่เป็นแม่ครัวและบ่าวอีกสองคนยืนอยู่ข้างต้นมะพร้าวทั้งยังมองมาทางนี้
ในใจก็คิดสงสัย ในเมื่อเห็นแล้วเหตุใดจึงไม่คิดช่วย ปล่อยให้เขาจมดิ่งลงสู่ก้นสระน้ำอย่างช้า ๆ
เขาลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่ในช่องแคบ ๆ และกำลังจะขาดหายใจ จึงรีบดันสิ่งที่ทับอยู่ด้านบนออก จนในที่สุดเขาก็สามารถผลักมันออกไปได้
สายตากลมโตหันมองไปรอบ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย เกิดอะไรขึ้น แล้วเขามาที่นี่ได้ยังไง
“ ที่นี่คือที่ไหน… ”
ไม่มีใครให้คำตอบกับบัวเกี๋ยงได้
“ โอ๊ย! ”
ภาพความทรงจำของเจ้าของร่างแวบเข้ามาในหัวของบัวเกี๋ยงจนรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ เขาเห็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ผู้คนวิ่งไล่กัดกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย สถานที่แปลกตา อาคารบ้านเรือน และผู้คนมากมายที่บัวเกี๋ยงไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อความทรงจำจบลงบัวเกี๋ยงก็สลบไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างนี้นอนอยู่ในตู้กระจกเป็นเวลานาน
ร่างนี้ชื่อมิลินอายุ 17 ปี เป็นลูกชายของนักวิจัยคนหนึ่ง เขาถูกซอมบี้ตัวหนึ่งกัดที่แขน ด้วยความที่พ่อรักลูกมากถึงนำร่างของลูกมาแช่เย็นไว้
ศูนย์วิจัยแห่งนี้ไมค์ได้ซื้อไว้อย่างลับ ๆ โดยที่ใครไม่รู้ เขาพาลูกมาที่นี่พร้อมกับนักวิจัยอีก 5 คน พวกเขามือเจาะเลือดของมิลินมาตรวจดู แล้วก็เริ่มทำการทดลองต่าง ๆ เพื่อหวังว่าวันหนึ่งลูกของตัวเองจะกลับมาเป็นคนปกติอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าการทดลองครั้งไหนก็ล้มเหลว ทว่าไมค์ก็ไม่เคยย่อท้อ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ อาหารที่ซื้อมาจักตุนก็ร่อยหรอแล้ววันหนึ่ง จู่ ๆ ที่นี่ก็มีสัตว์ซอมบี้บุกเข้ามาในขณะที่ไมค์กำลังฉีกวัคซีนใส่ในร่างของลูกชาย
พวกสัตว์ซอมบี้พังอุปกรณ์ในห้องทดลองของไมค์ตกแตกกระจาย ก่อนจะพุ่งมาฉีกร่างของเขาและนักวิจัยคนอื่น ๆ น่าเสียดายที่พวกเขาตายก่อนที่จะได้เห็นความสำเร็จของตัวเอง
วงจรไฟฟ้าถูกกัดจนพัง ก่อนที่สายไฟนั้นจะเกิดประกายไฟแล้วลุกลามไปรอบ ๆ จนในที่สุดก็ระเบิดออกมา นักวิจัยและสัตว์ซอมบี้รวมทั้งเอกสารการทดลองถูกทำลายจนหมดสิ้น
“ เฮ้อ ” ถึงกระนั้นคนที่ฟื้นขึ้นมาก็ไม่ใช่มิลินตัวจริงอยู่ดี
บัวเกี๋ยงเคยคิดว่าคนที่ตายไปแล้วก็ควรจะอยู่ในโลกของคนตาย ชดใช้กรรมแล้วจึงจะไปเกิดใหม่ ไม่คิดว่าตัวเองจะมาเกิดใหม่ในร่างของผู้อื่น อีกทั้งยังอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันอีกด้วย
โชคดีที่บัวเกี๋ยงมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ ทำให้เด็กหนุ่มปรับตัวกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ยกมือพนมที่หน้าอกพร้อมกับพูดว่า “ คุณมิลินยกโทษให้ฉันด้วยนะจ๊ะ ฉันไม่ได้อยากแย่งร่างของคุณเลยหนา ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ แต่คุณไม่ต้องห่วงหนา ฉันจะดูร่างของคุณให้เป็นอย่างดี ”
สายลมเอื่อย ๆ พัดผ่านร่างของเด็กหนุ่มไปราวกับรับรู้สิ่งที่เขาพูดออกไป
“ อย่างแรกก็ต้องสำรวจป่าแถวนี้ดูก่อนว่าพอจะมีอะไรกินได้บ้าง ”
เพราะตอนนี้เขารู้สึกหิวมาก ๆ เหมือนว่าไม่ได้กินอะไรมานาน แต่ก็ไม่ได้กินอะไรจริง ๆ นั่นแหละก็ร่างนี้นอนนิ่งอยู่ในตู้กระจกตั้งหลายปี
ตุบ
ขาไม่ทันได้ก้าวไปไหนไกลก็สดุดตอไม้ล้มหน้าฟาดไปกับพื้นดิน ทั้งที่รับปากว่าจะดูแลร่างนี้ให้ดีไม่ทันได้ข้ามวัน บัวเกี๋ยงก็สร้างบาดแผลให้ร่างนี้เสียแล้ว
“ ซี้ด เจ็บจัง ”
ปัดมือที่มีเศษกิ่งไม้กับดินออกเผยให้เห็นรอยถลอกมีเลือดซึมนิด ๆ ไม่ได้เจ็บมากแต่ก็รู้สึกแสบ ๆ บัวเกี๋ยงก้มมองเท้าข้างที่เจ็บ ตรงนิ้วโป้งมีเลือดออกด้วยความที่เท้าเปล่าจึงไม่มีอะไรมาป้องกัน เท้าของเขาจึงไปฉุดกับต่อไม้เข้าเต็ม ๆ
บัวเกี๋ยงเดินกระเผลกไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ทิศทาง ด้วยความที่ร่างนี้นอนนิ่ง ๆ เป็นเวลานานเดินไปได้ไม่ไกลก็ขาสั่น หอบหายใจเหนื่อยเสียแล้ว
เด็กหนุ่มหยุดนั่งพักที่ใต้ต้นไม้พอหายเหนื่อยก็เดินต่อไป แต่เหมือนจะไม่มีอะไรที่กินได้เลย เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ที่เขาเห็นยืนต้นตายแทบจะไม่มีพืชใบเขียวเลย สัตว์สักตัวก็ไม่เห็น
“ แปลกจัง ”
ในความทรงจำของเจ้าของร่างตอนที่ยังไม่ถูกกัด สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดนี้ กระนั้นต้นไม้ต้นหญ้ายังมีให้เห็น พอได้เก็บกินประทังชีวิตได้
ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ตัวเองกลายเป็นซอมบี้ทุกอย่างก็เลวร้ายมากขึ้น พืชและสัตว์เกิดการกลายพันธุ์ บางอย่างก็สูญพันธุ์ไป
เดินมาได้สักพักก็เจอกับลำธาร นับว่าโชคดีที่น้ำยังใสอยู่เพราะตั้งแต่วันสิ้นโลกเกิดขึ้นน้ำสะอาดก็เป็นสิ่งที่หายาก
แม่น้ำลำคลองเต็มไปด้วยขยะและสิ่งสกปรก ยากที่จะเห็นน้ำใสแจ๋วแล้วมีปลาแหวกว่ายไปมาอย่างนี้
ดวงตากลมเปร่งประกายพร้อมกับยิ้มกว้างทันทีด้วยความดีใจเมื่อเห็นปลาตัวอวบ ๆ
“ วันนี้ย่างปลากินก็แล้วกัน ”
ปลาตัวหนึ่งว่ายไปตามซอกหินที่เป็นแอ่งน้ำตื้นเล็ก ๆ พอจะว่ายกลับทางเดิมก็ทำไม่ได้เพราะขนาดตัวที่ใหญ่ เท้าเล็กค่อย ๆ เหยียบบนหินอย่างเงียบเชียบ แล้วกางมือทั้งสองข้างออกก่อนจะจับที่ลำตัวของปลาจนมันดิ้นไปมา
พอจับปลาได้แล้วบัวเกี๋ยงก็รีบเดินขึ้นฝั่งทันที เขาเก็บเศษกิ่งไม้แห้งและใบไม้ที่อยู่รอบ ๆ มากองไฟ จากนั้นก็ใช้ไม้สองอันมาถูจนเกิดประกายไฟ กิ่งไม้แห้งติดไฟอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่รอในกิ่งไม้กลายเป็นถ่าน บัวเกี๋ยงก็มาจัดการปลา เขาดึงเครื่องในของปลาออกแล้วก็นำไม้มาเสียบปลาเพื่อง่ายต่อการนำมาย่าง
กลิ่นหอมของปลาย่างดึงดูดบางอย่างที่อันตรายให้เข้ามาโดยที่เด็กหนุ่มไม่รู้ตัว มันค่อย ๆ ย่างเท้าเข้าหาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาสีทองอำพันทอประกายแวววับ ลำตัวหมอบลงต่ำราบกับพื้นพร้อมที่จะกระโจมใส่ศัตรู
“ หืม ” บัวเกี๋ยงรู้สึกถึงบางสิ่งกำลังจ้องมองมาที่เขา พอเงยหน้าขึ้นก็สบตากับสัตว์ตัวจ้อยตัว
เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้มาก่อน ตัวของมันเหมือนลูกแมวสีขาวขนปุกปุยแต่สีปีเหมือนนก มันจ้องปลาในมือของเขาตาไม่กระพริบ
เขาเดินอยู่ตั้งนานไม่ยักกะเห็นสัตว์สักตัวคาดว่ามันคงได้กลิ่นหอมของปลา
“ มานี่สิเจ้าตัวเล็ก ” ท่าทางเป็นมิตรและน้ำเสียงของบัวเกี๋ยงทำให้สัตว์ตัวขาวค่อย ๆ เดินเข้ามาหามนุษย์ด้วยความระแวงพร้อมกับส่งเสียงในลำคอขู่เบา ๆ
“ นี่อย่าขู่กันสิ บัวไม่ใช่ศัตรูนะ ”
แม้จะพูดอย่างนั้นแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกว่าสัตว์ตรงหน้าจะทำร้ายเขา ท่าทางนั้นออกจะน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ สัตว์อะไรน่ารักมาก ๆ
“ อะ กินสิ ”
เขาหยิบเนื้อปลาชิ้นเล็ก ๆ แล้วยื่นไปด้านหน้า จมูกสีชมพูดมกลิ่นหอมที่อยู่ในมือมนุษย์ก่อนจะค่อยกินเนื้อขาว ๆ พอเห็นว่ามันกินแล้วเขาก็กินบ้าง
บัวเกี๋ยงกินสลับกับป้อนเจ้าแมวขาวไปด้วย พอได้กินของอร่อยสัตว์ตัวน้อยลดเกราะป้องกันลงแล้วขยับเข้ามาใกล้เด็กหนุ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้นั่งชิดกันราวกับสนิทกันมานาน
ไม่นานปลาย่างก็เหลือแต่ก้าง บัวเกี๋ยงลุกขึ้นเดินไปล้างมือที่ลำธาร หันกลับมาก็เห็นเจ้าแมวขาวกำลังนอนเลียขนอย่างสบายอกสบายใจ
วันนี้บัวเกี๋ยงไม่คิดจะเดินต่อแล้ว เขาไม่อยากฝืนร่างกายจึงตัดสินใจพักที่นี่ พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ เด็กหนุ่มเก็บกิ่งไม้เพิ่มเพื่อใช้ก่อไฟในตอนค่ำ ไม่รู้ว่าที่แห่งนี้จะมีสัตว์มีพิษหรือไม่ หวังว่าเปลวไฟสีแดงจะช่วยขับไล่พวกมันไม่ให้เข้าใกล้เขา อีกทั้งยังให้ความอบอุ่น
เนื่องจากไม่มีใบไม้ไว้รองนอน เขาจึงไปลอกเปลือกไม้มาทำเป็นที่นอนในคืนนี้
“ โอ๊ย เลือดออกอีกแล้ว ” ด้วยความไม่ระวังจึงถูกเสี้ยมตำนิ้ว เลือดหยดหนึ่งหยดลงพื้นใต้โคนต้นไม้แล้วซึมลงพื้นอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเองต้นไม้ที่ยืนต้นตายก็ค่อย ๆ แตกใบสีเขียวอ่อนคล้ายกับมีชีวิตอีกครั้ง สร้างความตกใจให้กับบัวเกี๋ยงไม่น้อย พุ่มไม้ใหญ่ขึ้นเป็นร่มเงา
ดวงตากลมเบิกกว้างกับช่อผลไม้สีชมพูอมแดงของต้นไม้ตรงหน้า ทำให้รู้ว่ามันคือต้นลิ้นจี่ป่านั่นเอง ไม่รอช้ามือเรียวเอื้อมไม่เด็ดลูกลิ้นจี่มากัด ลิ้นของเขาสัมผัสถึงรสหวานฉ่ำของลิ้นจี่ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเปร่งประกายชอบใจ
“ อื้อ หวานมาก ”
ลิ้นจี่ต้นไม้ทั้งหวานและลูกใหญ่น่ากินมาก ดูเหมือนว่าเย็นนี้เขาจะมีอาหารเย็นกินแล้ว
บัวเกี๋ยงหักลิ้นจี่ช่อโตมานั่งกิน เจ้าสัตว์ขนปุยตัวขาวได้กลิ่นหอม ๆ ก็ลุกขึ้นเดินหามาเขาแล้วใช้จมูกดุนลูกลิ้นจี่ที่อยู่ในมือก่อนจะเงยหน้ามองด้วยสายตาออดอ้อน
พอเห็นแบบนั้นเขาก็ปอกเปลือกลิ้นจี่พร้อมกับเอาเมล็ดข้างในออกให้เหลือแต่เนื้อลิ้นจี่ก่อนจะยื่นไปให้เจ้าแมวขาว มันทำจมูกฟุดฟิดจากนั้นก็อ้าปากงับ
บัวเกี๋ยงมองว่ามันจะคายลิ้นจี่ออกมาไหม แต่นอกจากจะไม่คายแล้วยังส่ายหางไปมาเพื่อขอกินอีก เขาหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดูก่อนจะส่งลิ้นจี่ลูกต่อไปให้มันกิน
เมื่อตะวันตกดินความมืดก็ปกคลุมไปทุกหนแห่ง แสงไฟจากกองไฟช่วยให้บัวเกี๋ยงยังมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวแต่ไม่ไกลนัก
ในเปลือกไม้ขนาดใหญ่มีร่างของเด็กหนุ่มร่างบางแล้วก็มีเจ้าแมวขาวนอนขดตัวอยู่ในอ้อมแขน ตอนนี้พวกเราสนิมกันแล้วสามารถกอดกันได้
บังเกี๋ยงชอบเจ้าแมวขาวตัวนี้มาก ๆ เขาตั้งชื่อให้มันว่ามะลิเพราะสีของมันขาวเหมือนดอกมะลิ
“ ตัวของมะลิอุ่นจังเลย น่าเสียดายที่มะลิยังเด็กอยู่ถ้าโตกว่านี้คงจะกอดอุ่น อ่า ตอนกลางคืนนี่หนาวชะมัดเลย ”
เจ้ามะลิที่บัวเกี๋ยงพูดถึงไม่ได้เป็นสัตว์ธรรมดาแต่มันเป็นสัตว์กลายพันธุ์ที่ฉลาดมากกว่าสัตว์ทั่วไป อีกทั้งยังฟังสิ่งที่มนุษย์พูดได้ด้วย เมื่อได้ยินอีกฝ่ายบ่นว่าหนาว มันจึงขยายตัวให้โตขึ้น
ขนาดของมันใหญ่กว่าบัวเกี๋ยงหลายเท่า จากเจ้าแมวขาวก็กลายเป็นสิงโตขาวตัวเต็มวัยสูงสองเมตร
“อะ มะลิแกขยายตัวได้ด้วยเหรอ ”
โฮก
มะลิส่งเสียงตอบกลับ ก่อนจะหลับตาลงแล้วนอนต่อไม่สนใจมนุษย์ตัวจ้อยที่มองมาด้วยความตื่นเต้น
“ ว้าว ขนของมะลินุ่มจังเลย ” เด็กหนุ่มซุกตัวไปนอนตรงหน้าท้องของแมวใหญ่ พอโตแล้วก็รู้สึกอุ่นกว่าเมื่อครู่อีก ไม่นานมนุษย์ตัวขาวก็พล็อยหลับไปด้วยความง่วง
วันต่อมาลุคและครอบครัวรวมถึงคนอื่น ๆ ได้มานั่งร่วมตัวกันในห้องรับแขก ตอนแรกบนสนทนาของพวกเขาก็เป็นเรื่องทั่วไปอย่างการเล่าสิ่งที่ตัวเองประสบพบเจอจนลุคได้พูดถึงประเด็นความเป็นอยู่ของคนบนเกาะมายา จากที่หัวเราะกันอยู่ก็พลันเงียบลงแล้วเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดแทนทุกคนคงเห็นกับตาแล้วว่าเกาะมายาในตอนนี้เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร ถ้าให้เทียบกับเมื่อก่อนบอกเลยว่าเกาะมายาตอนนี้คือแย่มาก ๆ“เฮ้อ พ่อเองก็หนักใจเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง” กษัตริย์ปีเตอร์พ่นลมหายใจออกมาเฮือกยาวด้วยความหนักใจตอนนี้อาหารบนเกาะเริ่มลดน้อยลงทุกที ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ไม่ว่าจะดูแลดีหรือรดน้ำมากแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์ สัตว์น้อยใหญ่ก็พากันล้มตายเพราะความอดอยากยังดีที่พวกเราสามารถล่าสัตว์ทะเลมากินได้และไม่สูญเสียแห่งทรัพยากรน้ำสะอาดไป ไม่อย่างนั้นคงจะเกิดการสูญเสียมากมายอย่างคาดไม่ถึงสองมือของราชินีโซเฟียเอื้อมไปกุมมือของสามีเอาไว้ด้วยความปลอบประโลม ก่อนจะหันไปพูดกับลุค “ลูกก็รู้ใช่ไหมตั้งแต่วันนั้นทุกอย่างในโลกก็เปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้แต่เกาะแห่งนี้”“แม่คิดว่าคงถึงเวลาที่พวกเราทุกคนจะต้องออกไปจากเกาะมายาแล้ว
บัวเกี๋ยงและคนอีกหลายชีวิตใช้ชีวิตอยู่บนเรือสำเภาที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำทะเลไกลสุดลูกหูลูกตาย ในที่สุดวันนี้เขาก็เห็นพื้นดินแล้ว เรือขับผ่านช่องเขาที่อยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาสองลูกเนื่องจากตรงนี้แสงจากดวงอาทิตย์เข้าไม่ถึง ความมืดจึงเข้าปกคลุมตลอดเส้นทาง อากาศโดยรอบก็เริ่มหนาว โจสั่งให้ลูกน้องจุดโคมไฟตามจุดต่าง ๆ บนเรือจะได้มองเห็นทาง“พ้นจากตรงนี้ไปก็ถึงบ้านของพี่แล้ว” ลุคบอกคนในอ้อมกอด สายตาคู่สมจ้องมองไปทางข้างหน้าอย่างในจดในจ่อ แสงสว่างที่ปลายทางบ่งบอกว่าเขามาถึงบ้านแล้วหาดทรายสีขาวที่เขามักจะมาวิ่งเล่นกับเพื่อนเป็นประจำ ถัดไปนิดก็จะเห็นบ้านที่ปลูกสร้างไว้ตามจุดต่าง ๆ บนเกาะ และปราสาทสูงที่ลุคอาศัยตั้งแต่เกิด“ที่นี่ดูจากเดิมไปมากโขเลย” เคนเอ่ยขึ้นทันทีที่ได้เห็นสภาพของเกาะมายา“ใช่ กูจำได้ว่าที่นี่เคยน่าอยู่มากกว่านี้นะ” เจซเอ่ยต่อจากเพื่อนพร้อมกับหันไปมองรอบ ๆ ต้นไม้บนเกาะเกือบทั้งหมดแห้งตายเกาะที่เคยอุดมสมบูรณ์วันนี้กลับเหมือนกับเกาะร้าง ทั้งที่ปกติเวลานี้จะมีเด็ก ๆ ออกมาวิ่งเล่นบนหาดทรายและน้ำทะเลบัดนี้กลับเงียบสงัดราวกับไม่มีผู้คนอาศัย“ลงจากเรือกันเถอะทุกคน”“ครับ”ด้านก
“ทุกคนเจออะไรบ้างไหม” โรมเอ่ยถามคนอื่น ๆ พลางนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หลังจากเขาที่เดินกลับลงมาจากการไปสำรวจที่ชั้นสองของคฤหาสน์จนทั่วแต่ก็ไม่พบอะไรเลยเขาเป็นนักแกะรอยและหัวหน้าทีมนักสำรวจของเมือง W เขาได้รับมอบหมายให้มาสำรวจจุดสีเขียว ระหว่างทางเขาก็ได้เจอกับเพื่อนร่วมงานจากเมืองอื่น ๆพวกเราทั้งหมดมีเป้าหมายที่เหมือนกันคือตามหาพืชที่กินได้แล้วนำกลับไปให้ปลูก ลูกบ้านที่อยู่ในเมืองของตัวเองจะได้มีอาหารการกินที่ดีขึ้น สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะเดินทางพร้อมกัน เพราะไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงยังไงก็ต้องเจอกันอยู่ดี จากทีมเล็ก ๆ ไม่กี่คนก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่ตอนนี้พวกเราอยู่กันที่คฤหาสน์หลังหนึ่งในเมือง S และกำลังเป็นค้นหาใครบางคนที่ติดตามมานานเกือบเดือน แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลวในคฤหาสน์มีร่องรอยที่บ่งบอกว่าเคยมีคนจำนวนหลายคนอาศัยอยู่ บวกกับที่มีรถจอดอยู่ด้านหน้าทำให้มั่นใจว่าคนที่ตามหาอยู่ที่นี่ แต่ไม่ว่าจะหาอย่างไรก็ไม่เจอราวกับว่าพวกเขาหายตัวได้“ไม่เลย” ส่ายหน้าตอบอย่างจนใจ ก่อนจะทิ้งร่างบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า“พวกเขาหายไปไหนกันนะ” มีอานักสำรวจเมือง N โคลงศีรษะเล็กน้อยขณะที่พูด เธอค้นหาทั้งในบ้านแ
ในยามราตรีที่เงียบสงบมีเพียงเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งกับแสงจากดวงดาวนับล้าน ๆ ดวงบนท้องฟ้าที่ส่องประกายวิบวับ กระทบบนผิวน้ำทะเลก่อให้เกิดภาพที่สวยงามชายหนุ่มร่างสูงเดินออกมารับลมข้างนอกหลังจากที่ส่งบัวเกี๋ยงกับเจ้ามะลิเข้านอน ส่วนคนอื่น ๆ ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าแกร็ก“ยังไม่นอนอีกเหรอ” ลุงโจที่เปิดประตูออกมาเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปหาหลานชายที่ยืนรับลมอยู่หน้ากระท่อม“ครับ ผมยังไม่ค่อยง่วง แล้วลุงล่ะ ทำไมยังไม่นอนอีก” ลุคถามกลับ“ลุงก็ยังไม่ง่วงเหมือนกัน”พลันบรรยากาศระหว่างกันตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั้งโจเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง“คิดอะไรอยู่”“คิดถึงบ้านน่ะครับ ผมไม่ได้กลับบ้านตั้งหลายปี ไม่รู้ว่าที่นั่นจะเปลี่ยนไปอะไรไปบ้าง แล้วก็...” น้ำเสียงทุ้มเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า “คิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่ด้วย”“ลุงก็คิดถึงทั้งสองคน”โจเองก็ไม่ได้เจอหน้าน้องสาวสุดที่รักมาหลายปี ตอนแรกเขากะจะไปเยี่ยมโซเฟียที่เกาะมายาหลังจากที่หลาน ๆ กลับมาจากการเที่ยวเล่น แต่ดันเกิดเรื่องขึ้นมาเสียก่อนทำให้แผนที่วางไว้ล้มลงไม่เป็นท่าโจไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหลานชายแท้ ๆ ของเขาเ
ซู่ ซ่าณ สถานที่ลับแห่งหนึ่งมีอดีตนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ริมหาดทรายฟังเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง สายตาจับจ้องไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตั้งแต่ที่ซอมบี้ระบาดหนักเขาก็ทิ้งคฤหาสน์ที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงแล้วมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่แทน โชคดีที่เขาได้เตรียมพร้อมทางหนีหากเหตุการณ์ไม่คาดคิดไว้แล้ว พอมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากมาก จะห่วงก็แต่หลานชายทั้งสามคนช่วงที่เกิดเรื่องหลานของเขาได้เดินทางออกไปเที่ยวพอดี ไม่รู้ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน จะเป็นตายร้ายดีบ้าง ได้กินอิ่มนอนหลับสบายไหม นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วแต่เขาก็ไม่ได้ข่าวคราวจากทั้งสามคนเลย“เฮ้อ หวังว่าพวกหลานจะปลอดภัยนะ” โจหวังอยู่ตลอดว่าสักวันลุค เคน เจซ จะกลับมาหาเขาขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งรำลึกความหลังถึงเรื่องราวในอดีตอยู่นั้น หูของเขาก็พลันได้ยินเสียงพูดคุยของมนุษย์หลายคนที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขานั่งอยู่โจผุดลุกขึ้นยืนทันทีแล้วรีบเดินตามเสียงไป ในมือของเขาถือปืนสั่นเอาไว้ ที่จริงแล้วเขาเริ่มพกปืนติดตัวตลอดเวลาตั้งแต่ที่รูู้ว่าโลกนี้มีซอมบี้เขาต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ หากเจอซอมบี้จะได้ยิงป้องกันตัว นานวันเข้าก
ติ้ด ติ้ดนิ้วเรียวกดรหัสปลดล็อกประตูลับที่อยู่ในความทรงจำ ตอนนั้นเจซกับเพื่อนยังพูดเล่นขำ ๆ กันอยู่เลยว่าพวกเขาคงไม่มีโอกาสได้ใช้เส้นทางลับนี้หรอกหรือถ้าได้ใช้จริง ๆ คงเป็นตอนที่มนุษย์ต่างดาวบุกโลก ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้แน่ ๆแต่แล้ววันนี้ก็มาถึง เพียงแต่เจซไม่เคยคิดเคยว่าเขาจะได้ใช้รหัสนี้เพื่อเปิดประตูทางลับเร็วกว่าที่คิดแกร็กใต้คฤหาสน์หลังนี้มีห้องใต้ดินที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บไวน์ชั้นดีเอาไว้นับร้อยขวด แต่คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าห้องเก็บไวน์แห่งนี้มีประตูลับที่สามารถทะลุไปอีกที่หนึ่งได้ เมื่อกดจำนวนรหัสครบ ชั้นไวน์ที่ติดกับผนังด้านหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง ชั้นวางไวน์เลื่อนออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นว่าด้านหลังมีช่องทางลับซ่อนอยู่มองด้วยตาเปล่าจะเห็นเพียงความมืดมิด เดาไม่ออกเลยว่าทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่บ้าง แสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามาในปากทางเข้าทำให้เห็นภาพทางเดินสลัว ๆ“เข้าไปข้างในกันเถอะ”“มึงนำไปสิ” เคนเอ่ยพร้อมพยักเพยิดหน้าไปยังเส้นทางลับที่ดูวังเวงยังไงชอบกลลุคเหลือบตามองคนพูดแวบหนึ่งแล้วถอนสายตากลับมา ชายหนุ่มเดินเข้าไปขางในเป็นคนแรก ตามมาด้วยบัวเกี๋ยง มะลิ เคน และเจซเป็นคนปิดท้า





![แกรนด์ดยุกของข้าคลั่งรักไม่ไหว [YAOI] + [BDSM] + [PWP] + [NC](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

