Masuk"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
เสียงเคาะประตูดังขึ้น นะโมที่เฝ้ารอเพื่อนรักมาตลอดทั้งคืนรีบวิ่งไปเปิดประตูให้ทันที
"เอย! แกกลับมาแล้ว" นะโมเปิดประตูพร้อมกับเบี่ยงตัวหลบเพื่อให้เอยก้าวเข้ามาในห้อง
"เป็นยังไงบ้าง คุณอรรถทำอะไรแกหรือเปล่า ไอ้ปอร์โทรหาแกทั้งคืนเลยนะ ฉันเองก็ด้วย แต่ฉันไม่ได้รับสายมันเลย" เอยพยักหน้ารับรู้เบา ๆ เธอเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอนด้วยความอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด
"ขอบใจนะโม เดี๋ยวเอยจะจัดการเคลียร์กับปอร์เช่เอง" เอยเอ่ยเสียงแผ่ว
"แล้วทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้!" นะโมถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ เธอโผเข้ากอดเพื่อนรักไว้แน่นเมื่อเห็นใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเซียวไร้สีเลือด และดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก เอยที่เพิ่งจะกลับมายิ้มร่าเริงได้ไม่เท่าไร ตอนนี้กลับดูเศร้าหมองจมดิ่งลงไปอีกแล้ว!
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะไอ้คุณอรรถคนเดียวเลยที่ทำให้เพื่อนของเธอตกอยู่ในสภาพแบบนี้!
"ไอ้คุณอรรถมันรังแกแกใช่ไหมเอย!? ฉันจะไปเอาเรื่องมัน!"
"อย่า... นะโม อย่าไปยุ่งกับเขาเลย" เอยรีบคว้าแขนเพื่อนเอาไว้พลางฝืนยิ้มอย่างขมขื่น "ทุกอย่างมันจบแล้วโม... มันจบลงแล้วจริงๆ เอยยอมนอนกับเขาแค่คืนเดียว เพื่อแลกกับการที่เขาจะไม่มายุ่งกับเอยอีก"
"เอย... ทำไมแกต้องยอมเขาขนาดนี้ แล้ว... แล้วมันตกลงง่าย ๆ แบบนั้นเลยเหรอ" เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องจะจบลงง่าย ๆ อย่างที่เพื่อนบอก คนอย่างคุณอรรถตามเอยมาถึงที่นี่เพียงเพื่อจะนอนกับเอยแค่คืนเดียวจริงๆ น่ะเหรอ?
ลงทุนทำทุกวิถีทางเพื่อเรื่องแค่นี้จริงๆ น่ะเหรอ?
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิด!
"เขาต้องตกลงสิ ไม่งั้นเขาจะยอมปล่อยเอยกลับมาแบบนี้เหรอ" เอยส่งยิ้มบาง ๆ หวังปลอบโยนเพื่อน ทั้งที่ในใจของเธอนั้นแตกสลายจนยับเยินไปแล้ว
ที่ต้องโกหกออกไปก็เพราะไม่อยากให้นะโมไปมีเรื่องกับอรรถพล เธอไม่อยากดึงคนที่เธอรักเข้ามาพัวพันกับเรื่องบ้า ๆ พวกนี้ หากจะมีใครต้องเดือดร้อนเพราะอำนาจของอรรถพล...
คนคนนั้นก็ขอให้เป็นเธอแค่คนเดียวก็พอ
"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ" เอยบอกน้ำเสียงอ่อนโยน เพราะเห็นน้ำตาและสีหน้าเศร้าสร้อยของเพื่อนจนหัวใจเธอพลอยเจ็บปวดไปด้วย
"เอยก็ใช่ว่าจะไม่เคยนอนกับเขานี่นา"
"แต่แกตัดใจจากเขาได้แล้ว แกกำลังจะกลับมาเป็นเอยคนเดิมของฉันแล้วนะ แต่เขากลับ..."
"เอาละโม อย่าคิดมากเลยนะ เอยไม่เป็นไรจริงๆ เห็นไหมว่าเอยยังยิ้มได้ ทุกอย่างจบลงแล้วจริงๆ" หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนหวานย้ำอีกครั้ง
"แกไม่โกรธคุณอรรถเลยเหรอเอย" นะโมถามอย่างอดไม่ได้ เมื่อเห็นเพื่อนดูสงบนิ่งและไม่มีท่าทีเคียดแค้นชายหนุ่มเลยสักนิด
"โกรธสิ โกรธมากด้วย... แต่เอยเป็นคนเดินเข้าไปในชีวิตเขาเอง เอยเลยคิดว่า... มันคงเป็นเวรกรรมของเอยละมั้งที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้"
"เอย แกจะยอมคนและมองโลกในแง่ดีเกินไปแบบนี้ไม่ได้นะ"
"เอยแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่โกรธแค้นใคร เอยสู้เขาไม่ได้หรอกโมก็รู้ ถือซะว่าชดใช้กรรมที่เคยมีต่อกันไปก็แล้วกัน... หากวันไหนที่เอยได้รับอิสระหลุดพ้นจากเขาอย่างแท้จริง หรือวันหนึ่งที่เขารู้สึกผิดกับเอยขึ้นมา เอยจะยอมยกโทษให้เขา แต่เราจะไม่เกี่ยวข้องกันอีก เราจะเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน"
"เพราะแกรักเขา..."
"ไม่... แค่เคยรัก" เอยเอ่ยขัดพลางส่ายหน้าเบา ๆ "เพราะจากนี้ไปเอยจะไม่มีวันรักเขาอีก เอยเลิกรักเขาไปตั้งแต่วันที่เขาโยนเอยทิ้งไปแล้วละ"
เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ตัวเองกำลังหลอกตัวเองหรือพูดความจริงในใจ แต่สิ่งเดียวที่มั่นใจได้คือเธอกับอรรถพล จะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
"ถึงแกจะใจดีราวกับแม่ชี แต่ฉันเชื่อว่าแกจะเด็ดขาดพอที่จะทำให้คนอย่างคุณอรรถสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำกับแกได้บ้าง สักนิดก็ยังดี!"
เอยส่งยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน
"เอยแค่ไม่อยากยึดติดกับความเกลียดชังจนต้องทรมานหัวใจตัวเองมากกว่า..."
"หึ! แต่ฉันน่ะ อยากให้คุณอรรถมันรักแกจนหัวปักหัวปำ แล้วฉันจะยุให้แกทิ้งเขาไปเลย! ให้เขากลายเป็นไอ้โบ้ร้องไห้โฮเพราะโดนแกทิ้ง!" นะโมพูดพลางเบะปาก ทำให้เอยหลุดหัวเราะออกมาได้เล็กน้อย
"นี่ชีวิตจริงนะโม ไม่ใช่ละครเสียหน่อย คุณอรรถเขาไม่ได้รักเอย" เอยรู้สึกสะท้อนในใจไม่น้อย เมื่อต้องตอกย้ำความจริงกับตัวเอง
"แล้ว... ตอนที่เขารังแกเอย... เขาได้ป้องกันไหม?" นะโมรีบกุมมือเพื่อนแน่นด้วยความเป็นห่วง หากอรรถพลละเลยเรื่องนี้ เธอจะได้ช่วยเพื่อนได้ทันเวลา
"นี่แหละเรื่องสำคัญที่เอยอยากจะรบกวนโม"
"เรื่องอะไรเหรอ?"
"โมไปซื้อยาคุมฉุกเฉินให้เอยหน่อยได้ไหม..." เพราะเธอไม่สามารถออกไปซื้อเองได้ หากมีคนจำหน้าได้ขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องรอให้อรรถพลปล่อยข่าวสาดโคลนใส่เธอ เธอนี่แหละที่จะตกเป็นประเด็นข่าวฉาวสมใจเขาไปก่อนแน่ ๆ
"โอเค งั้นเอยรอที่นี่ เดี๋ยวฉันกลับมานะ"
"อืม..." เอยยิ้มให้นะโม ซึ่งรีบหยิบกระเป๋าและรีบออกจากห้องไปทันที
เมื่อได้อยู่ตามลำพัง เอยก็ส่งข้อความหาปอร์เช่ทันที
"ขอโทษนะปอร์ พอดีว่าเมื่อคืน..." เอยชะงักนิ้วเรียวที่พิมพ์ตอบกลับปอร์เช่ หัวใจของเเธอกำลังรู้สึกผิดมาก... เอยจึงหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพิมพ์ต่อ "เอยเมามากน่ะ แล้วก็ภาพตัด ขอโทษที่ไม่ได้รับสายนะ"
"..." เนิ่นนานไม่มีการตอบรับใด ๆ จากปอร์เช่ เอยจึงถอนหายใจ รู้สึกโล่งใจแปลก ๆที่ปอร์เช่ยังไม่อ่านข้อความของเธอในตอนนี้ ครั้นจะโทรไปก็กลัวว่าน้ำเสียงตัวเองจะเผยพิรุธ
เอยจึงตัดสินใจไปอาบน้ำล้างคราบไคลของอรรถพลที่ยังคงติดกายเธอมาตั้งแต่เมื่อคืน
เวลาผ่านไป เอยก้าวเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยเสื้อยืดกางเกงขายาวธรรมดา นะโมกลับเข้าห้องมาพอดี จึงรีบวางยาที่โต๊ะและรีบไปหยิบน้ำเปล่ามาให้เอยทันที
"รีบกิน ปล่อยนานเกินไปมันจะไม่ดี"
"ขอบใจนะโม" นะโมส่ายหน้า
"ไม่เป็นไร ฉันต้องช่วยแกอยู่แล้วเอย" นะโมแกะยาในแผงวางไว้บนมือเอยไปด้วย "อ๋อ ฉันซื้อยาคุมแบบแผงมาด้วย กันเอาไว้เผื่อไอ้คุณอรรถมันเล่นตุกติก ไม่ทำตามที่บอก"
"โมรอบคอบมาก" แม้แต่เธอก็ลืมคิดถึงข้อนี้ไปเลย ว่าควรสำรองยาคุมแบบแผงไว้ด้วย
"ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน เข้าใจใช่ไหมเอย" นะโมไม่อยากให้เอยพลาด ยิ่งพลาดกับอรรถพล เธอคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเอยจะต้องทนทุกข์เหมือนตายทั้งเป็นมากแค่ไหน
"อืม เอยเข้าใจ" เอยยิ้มก่อนกลืนยาคุมฉุกเฉิน และกินยาคุมแบบแผงเข้าปากไปอีกเม็ด
"ตอนนี้เราก็ไปหาข้าวทานกันเถอะ"
ท่ามกลางแสงแดดจ้าที่แผดเผาและความร้อนระอุของชายหาดในช่วงสาย เอยยืนโพสต์ท่าอย่างเซ็กซี่ท่ามกลางแดดร้อนอ่อน ๆ ซึ่งเธอต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ ประคับประคองสติเพื่อให้งานดำเนินต่อไปจนเสร็จและไม่เสียเวลาเพราะเธอ
ทุกครั้งที่กล้องเริ่มรัวชัตเตอร์ เธอต้องสลัดความอ่อนแอทิ้งไปชั่วคราว เปลี่ยนแววตาหม่นแสงให้กลายเป็นแววตาของนางแบบมืออาชีพในทันที
ภายใต้ชุดว่ายน้ำตัวสวยที่อวดผิวเนียนละเอียด มีเพียงตัวเธอเท่านั้นที่รู้ดีว่าร่างกายของตนกำลังร้อนรุ่มเพราะพิษไข้ ทุกจังหวะที่ต้องบิดกายโพสต์ท่า ความปวดหนึบที่ช่วงล่างประกอบกับพิษไข้ที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เธอรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง
ในมือเรียวอันสั่นเทาถือผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวแบรนด์ออนนี่ชูขึ้นประกอบการโพสต์ท่าด้วยรอยยิ้มที่ฝืนปั้นแต่งขึ้นอย่างยากลำบาก
"ขอภาพสุดท้ายนะคะน้องเอย เน้นไปที่เนื้อครีมบนผิวขาว ๆ เลยค่ะ!" เสียงเอริสดังขึ้นสั่งการอย่างกระฉับกระเฉง
เอยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมสมาธิเฮือกสุดท้าย เธอเปิดฝาขวดครีมออก ปลายนิ้วแต้มเนื้อครีมลงบนผิวแขนขาวเนียน เกลี่ยไล้ไปตามผิวอย่างแผ่วเบา เพื่อให้กล้องจับภาพนิ่งความชุ่มชื้นและประกายแวววาวของผิวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"คัต! เลิกกองได้เลยค่ะ ขอบคุณทุกคนมากๆ นะคะ!"
เมื่อสิ้นเสียงชัตเตอร์ตัวสุดท้ายและเสียงสั่งคัตของผู้กำกับ นะโมก็รีบวิ่งเข้าไปหาเพื่อนทันที
"เอยไหวไหมแก หน้าแกซีดจนขาวกว่าเนื้อครีมแล้วนะ" นะโมเอ่ยถามด้วยความกังวลใจอย่างปิดไม่มิด
"ไหว... เอยแค่ต้องการพักสักหน่อย" เอยกระซิบตอบแผ่วเบา พยายามฝืนพยุงร่างกายไม่ให้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เพราะไม่อยากให้ใครเห็นถึงความอ่อนแอและตั้งข้อสังเกต
"แกอยู่คุยกับพี่เอริสไปก่อนเถอะ เดี๋ยวเอยเอาของไปเก็บที่ห้องแต่งตัวก่อนแล้วกัน"
"เค" นะโมรับคำ ก่อนจะรีบหันไปเคลียร์งานกับเอริส เนื่องจากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการถ่ายทำแล้ว จึงต้องรีบเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จ
เอยพยุงร่างกายเดินแยกตัวออกมาอย่างทุลักทุเล มือบางเอื้อมควานหาที่ยึดเกาะตามทางเดิน สติสัมปชัญญะของเธอเริ่มเลือนรางลงทุกที ทัศนียภาพรอบข้างบิดเบี้ยวและค่อย ๆ มืดดับลง...
ฟึ่บ!
ทว่าในจังหวะที่โลกทั้งใบกำลังจะมืดดับลง อ้อมแขนแกร่งของใครคนหนึ่งก็สอดเข้ามาประคองร่างของเธอเอาไว้ได้ทันท่วงที
"คุณเอย!"
ซันโผเข้ารับร่างของหญิงสาวได้ทันเวลาก่อนที่เข่าของเธอจะทรุดลงกระแทกพื้นหิน มือหนารีบโอบกระชับแผ่นหลังบางเอาไว้แน่น
ชายหนุ่มสังเกตเห็นท่าทางอ่อนล้าของเธอมาตั้งแต่ช่วงเปิดกองถ่ายแล้ว ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีทำให้เขาตัดสินใจเดินตามเธอมาเงียบ ๆ จนกระทั่งเห็นว่าเธอเริ่มเดินเซและทำท่าจะล้มลงไปจริงๆ
"คุณซัน..." เอยพยายามเรียกชื่อเขา ทั้งที่ดวงตาคู่สวยแทบจะลืมไม่ขึ้น
"ครับ ผมเอง"
"ขะ...ขอบคุณนะคะคุณซัน เอยแค่เวียนหัวนิดหน่อยค่ะ" น้ำเสียงของเธอเบาหวิวราวกับจะปลิวไปกับสายลม เอยพยายามจะหยัดยืนด้วยลำแข้งของตนเอง แต่เรี่ยวแรงกลับหดหายจนต้องยอมใช้มือเกาะแขนของซันเอาไว้แน่นเพื่อพยุงตัว
"ปล่อยมือจากเอยซะ... ซัน!"
หลายวันต่อมา...วันแต่งงานของนะโมในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง... งานวิวาห์ของ นะโม ถูกจัดขึ้นอย่างอบอุ่นและงดงามท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับที่ถักทอราวกับดวงดาวบนดินเอยดูโดดเด่นสะดุดตาในชุดราตรีสีหวานที่ช่วยขับผิวให้ดูผ่องใสและสง่างาม แม้ว่าการมาร่วมงานครั้งนี้เธอจะอยู่ในสายตาของครามลูกน้องคนสนิทที่อรรถพล ที่ส่งมาคอยคุมเข้มไม่ห่างแต่นั่นก็ไม่อาจทำลายความตั้งใจของเธอที่อยากมาแสดงความยินดีกับเพื่อนรักได้ภายในงาน เอยขยับไปนั่งข้างปอร์เช่ เสียงหัวเราะและบทสนทนาที่พรั่งพรูออกมาทำให้เอยลืมเลือนความทุกข์ใจไปชั่วขณะ เธอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักเมื่อพิธีการบนเวทีสิ้นสุดลง ถึงเวลาที่คู่บ่าวสาวจะออกมาต้อนรับแขกเหรื่ออย่างใกล้ชิด เอยปรี่เข้าไปหาเพื่อนรักก่อนจะเก็บภาพความทรงจำร่วมกัน เธอโผเข้ากอดและกระซิบคำยินดีด้วยความซาบซึ้งใจที่เห็นเพื่อนมีความสุ
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยกิจวัตรเดิม ๆ แต่บรรยากาศกลับกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายพิศวาสที่ยังไม่จางหาย เอยในชุดนอนซาตินสีหวานตัวเดิมของเมื่อคืนดูเซ็กซี่อย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้เธอกำลังช่วยอรรถพลแต่งตัวมือบางผูกเนคไทให้กับเขาอย่างคุ้นชิน ทว่าความเย้ายวนและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอนั้นปลุกปั่นอารมณ์ชายหนุ่มจนเริ่มขาดสติ เขาอดใจไม่ไหวจึงรวบตัวเอยเข้ามากอดจูบนัวเนียเธออย่างเร่าร้อนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพชายหญิงที่คลอเคลียจูบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย อรรถพลในชุดสูทเนี้ยบกริบดูภูมิฐานและทรงอำนาจ กำลังกักขังร่างบอบบางที่สวมเพียงชุดนอนผ้าซาตินลื่นมือเอาไว้ในอ้อมแขนเขาพลิกกายเธอจนแผ่นหลังนวลเนียนแนบชิดกับอกแกร่งใต้เนื้อผ้าเชิ้ตราคาแพง อรรถพลจ้องมองใบหน้าหวานผ่านกระจกด้วยสายตาเจ้าเล่ห์แพรวพราว"คุณอรรถ... เดี๋ยวเสื้อยับนะคะ" เอยประท้วงเสียงแผ่ว เมื่อเขาพลิกตัวเธอเข้าหากระจกบานใหญ่ ทำให้ตอนนี้คนทั้งสองจ้องสบตากันผ่านเงาสะท้อน
บทที่31เงามืดภายใต้แสงไฟสลัวที่ส่องสว่างจากหัวเตียง เอยทอดกายลงบนที่นอนนุ่ม เนื้อผ้าซาตินลื่นละเอียดสัมผัสไปกับผิวกายเนียน ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ถึงฟูกเตียงที่ยุบตัวลงข้างกาย ตามมาด้วยร่างแกร่งที่ค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาคร่อมทับเธอเอาไว้พายุสวาทที่เพิ่งจะสงบลงไปในห้องน้ำ ดูเหมือนจะพร้อมปะทุขึ้นใหม่ได้อย่างง่ายดาย อรรถพลในกางเกงขายาวเพียงตัวเดียวขยับกายขึ้นมาทาบทับร่างบางอีกครั้ง แสงไฟสลัวขับเน้นมัดกล้ามเนื้อกำยำและแผ่รังสีคุกคามที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้าชายหนุ่มโน้มตัวลงสำรวจเรือนร่างแสนยั่วยวนภายใต้ชุดนอนซาตินบางเบา ยิ่งได้เห็นผิวขาวจัดตัดกับสีหวานของเนื้อผ้า ความหิวกระหายที่ยังไม่มอดดับก็ยิ่งลุกโชนขึ้นมาอีกเท่าทวีซึ่งเอยไม่ได้ขัดขืน...เธอทำเพียงแค่นอนนิ่ง หลับตาลงช้า ๆ ยอมให้อรรถพลซุกซบใบหน้าลงกับลำคอระหงและสูดดมกลิ่นกายของเธอตามอำเภอใจ ความใกล้ชิดที่ควรจะอบอุ่นกลับกลายเป็นความอึดอัดที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก"คุณอรรถ... เบา ๆ หน่อยค่ะ อื้ออ... อย่าทำรอยเยอะได้ไหม เอยต้องทำงาน"เธอเอ่ยปากขอร้องเบา ๆ เสียงที่หลุดออกมาสั่นพร่าและแผ่วเบาด้วยความรู้สึกเสียวกระส
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำให้เอยต้องชะงัก ร่างแกร่งของอรรถพลนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ท่ามกลางสำรับมื้อเย็นที่จัดวางไว้อย่างประณีตบนโต๊ะอาหาร แสงไฟสลัวขับเน้นใบหน้าคมคายที่ดูนิ่งลึกจนเดาใจไม่ถูกเขาหายไปหลายวัน... วันนี้ได้เวลากลับมาแล้วสินะเอยทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไร้ความรู้สึกแปลกใจ เธอจำต้องลอบสังเกตใบหน้าของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้"ว่างเหรอคะ ถึงมาหาเอยได้?" เธอเอ่ยถามเสียงเรียบ พลางหยิบช้อนขึ้นมาทานอาหารตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก"ถ้าไม่ว่าง... คงไม่มาให้เห็นหน้าหรอก" อรรถพลตอบสั้น ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นราบเรียบ เอยพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ แล้วลงมือทานอาหารมื้อเย็นไปพร้อมกับเขาด้วยความเคยชิน"แล้วงานเป็นยังไงบ้าง?" อรรถพลเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ก็ดีค่ะ""ไม่เหนื่อย?"
คำว่ารักที่เธอเคยพร่ำบอกเขา บัดนี้เขากลับลังเลไม่น้อยว่าความรู้สึกเหล่านั้นของเอยที่มีต่อเขา ตอนนี้มันยังคงหลงเหลืออยู่หรือเปล่า…ในวันที่เธออาจจะก้าวเดินออกไปจากชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ กลับกลายเป็นวันที่เขาไม่อยากสูญเสียเธอไปมากที่สุดในทุกวันที่เขาแทบไม่แสดงความรู้สึก ใครจะรู้ว่าเขาโหยหากลิ่นกายหอมกรุ่นและผิวสัมผัสนุ่มละมุนของเอยอยู่ทุกลมหายใจและช่วงหลังมานี้ ลึก ๆ เขาก็เริ่มแคร์ความรู้สึกของเธออยู่ตลอดเวลา ยิ่งเรื่องงานหมั้นของเขาที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เขากังวลใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร... ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องสนใจใยดีความรู้สึกของของเล่นอย่างเธอเลยด้วยซ้ำ!"ขอบคุณที่เข้าใจเฮียนะจีน" อรรถพลไม่อยากคิดมากเรื่องของเอยอีกเขาเอ่ยขอบคุณจีนที่ยอมให้เขามีโลกอีกใบ เพื่อกลบความคิดบ้า ๆ ในใจ"เพราะจีนเข้าใจเฮียไงคะ เฮียออกจะหล่อ รวย สมาร์ทขนาดนี้ มีผู้หญิงเสนอตัวให้ไม่ขาดสายย่อมเป็นเรื่องปกติ และบางคนก็อาจจะถูกตาต้องใจ ไม่แปลกหรอกค่ะท
บทที่30ช่วยเก็บเธอไว้ข้างกายต่อไปสามวันต่อมา…ภาพบรรยากาศงานหมั้นที่ดูราวกับเทพนิยายถูกเผยแพร่ไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ ไฮโซหนุ่มเนื้อหอมอย่างอรรถพลบัดนี้มีเจ้าของตัวจริงอย่างเป็นทางการแล้ว... และผู้หญิงที่โชคดีที่สุดคนนั้นคือจีรนาเอยนั่งนิ่งอยู่บนโซฟากลางวิลล่าหลังใหญ่ ดวงตาคู่สวยจับจ้องหน้าจอทีวีที่กำลังฉายภาพบทสัมภาษณ์ของว่าที่บ่าวสาวทั้งรอยยิ้ม คำพูดหวานหู และสายตาที่พวกเขาแลกเปลี่ยนกัน มันช่างดูเหมาะสมกันจนหัวใจของคนที่มองอยู่นิ่ง ๆ ถึงกับชาวาบถามว่าเจ็บไหม... เอยตอบตัวเองได้ทันทีว่าเธอเจ็บจนแทบจะหายใจไม่ออกแต่ในความเจ็บปวดนั้น กลับมีความจริงที่คอยเตือนสติเธอเสมอว่าเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องอะไร มือบางตัดสินใจหยิบรีโมตขึ้นมาปิดหน้าจอภาพนั้นให้ดับวูบลง เธอไม่อยากเห็นภาพเหล่านั้นอีก
หลายวันต่อมา...เอยได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ของสายการบินชาร์นแอร์เวย์ วันนี้เธอมีนัดถ่ายทำวิดีโอโปรโมตและถ่ายภาพนิ่งตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมีปอร์เช่และนะโมตามมาคุมที่กองถ่ายด้วย
ปอร์เช่ไม่ตอบอะไร เขาค่อย ๆ เอื้อมมือหนามากุมมือเธอไว้หลวม ๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายหากออกแรงมากเกินไป เขากระชับมือนั้นไว้ในอุ้งมือที่อบอุ่นก่อนจะก้มลงสบตากับเธอ ดวงตาคมที่เคยดูแข็งกร้าวในสายตาคนอื่น บัดนี้กลับฉายแววรักใคร่และอ่อนโยนอย่างปิดไม่มิดภายใต้แสงจันทร์
บทที่10เลื่อนสถานะ"อ๋อ งันพักกันก่อนมีเรื่องอะไรอยากคุยด้วย""เรื่องอะไรอ่ะ อย่าบอกว่าซื้อแหวนเพชรมาขอเอยมันแล้วน่ะ รวยจังนะ"เอยยิ้มขำเมื่อเห็นท่าทางของนะโมที่ทำท่าเหมือนอยากจะหยุมหัว ทั้งจิกกัดปอร์เช่ตั้งแต่เห็นหน้า"แน่นอนสิว่ารวย แต่ฉันยังไม่ขอเอยตอนนี้หรอกนะ ถ้าขอจริงๆต้องเซอร์ไพรส์ครับ" ปอร์
นะโมพยักหน้าเข้าใจ ความรักของปอร์เช่ที่มีต่อเอยนั้นบริสุทธิ์ใจจนเธอเองก็สัมผัสได้ และเธอมั่นใจว่าเพื่อนชายคนนี้จะดูแลเอยได้ดีกว่าผู้ชายคนไหนในโลกใบนี้แน่นอน"เรื่องนั้นฉันเชื่อใจมันนะ... แต่เป็นไงมาไงล่ะเนี่ย ไปตกลงคุยกันตอนไหน?"เอยจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่เธอหนีไปพักใจที่ภูเก็ต แ







