LOGIN"ก็มึงสั่งไม่ใช่เหรอ?" นะโมหัวเราะร่วนก่อนจะตบบ่าเพื่อนอย่างสนิทสนม
"โธ่ ก็ใช้เงินแกไง"
"เหอะ!" ปอร์เช่แค่นขำในลำคอ ก่อนจะวางลังเบียร์ลงบนโต๊ะอาหาร แล้วดึงข้อมือนะโมไปอีกทางอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ
"อะไรของแก?"
"เอยมันร้องไห้เปล่าวะ?" ปอร์เช่ถามเสียงเบา
"อยากรู้ก็เดินเข้าไปดูเองสิ" นะโมตอบกวน ๆ
"ไม่เอา... กูไม่อยากเห็นมันร้องไห้ กูกลัวจะระงับอารมณ์ไม่อยู่ แล้วไปฆ่าไอ้แฟนเฮงซวยคนนั้นทิ้ง!"
นะโมกอดอกมองเพื่อนชายด้วยความเห็นใจ เธอรู้ว่าปอร์เช่รักและถนอมเอยมากแค่ไหน ถ้ามันรู้ความจริงว่าเอยยอมเป็น 'เด็กเลี้ยง' ของผู้ชายคนนั้น จนถูกทิ้งในวันนี้...
ปอร์เช่คงได้คลั่งของจริงแน่ ๆ
"ทำอย่างกับแกเคยเห็นหน้าแฟนเอยงั้นแหละ... เอาเถอะ เอยมันไม่ร้องไห้หรอก มันเข้มแข็งจะตายไป ไม่เชื่อก็เข้าไปดู"
"กูควรทำตัวปกติใช่ไหมวะ?" ปอร์เช่ถามอย่างไม่มั่นใจ
"เห็นนิ่ง ๆ แบบนี้มึงก็คิดมากเหมือนกันนะเนี่ย" นะโมเท้าสะเอวส่ายหน้า
"กูเพิ่งเห็นเพื่อนอกหักครั้งแรก ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะปลอบยังไง ทำได้แค่ไปสั่งสอนไอ้ผู้ชายที่ทำมันเจ็บนั่นแหละ"
"ทำตัวตามปกตินั่นแหละ ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนมันหน่อย เดี๋ยวฉันจะไปรอรับอาหาร" เอาแต่ใช้กำลังจริง ๆเลยเพื่อนฉัน!
"เออ ๆ"
ปอร์เช่รับคำก่อนจะรวบรวมความกล้าเดินไปที่ห้องของเอยเงียบ ๆ เขายืนพิงประตูมองร่างบางที่กำลังนั่งจัดของอย่างเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ตรงนี้
"เหม่อไปถึงไหนแล้วมึงน่ะ" เสียงอบอุ่นเรียกสติเอยให้กลับมา
"เหม่ออะไร... เอยไม่ได้เหม่อสักหน่อย" เอยตอบเสียงเบา
ปอร์เช่กระตุกยิ้มอย่างรู้ทัน พลางก้าวไปนั่งบนเตียง โน้มตัวมองเพื่อนที่นั่งอยู่บนพื้น "ปากแข็ง... ถ้ากูเป็นงูก็ฉกมึงตายไปแล้วเนี่ย"
เอยเงยหน้ามองเพื่อนสนิทเงียบ ๆ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา "ปิดปอร์ไม่ได้จริงๆ สินะ"
"กูเป็นเพื่อนมึงมากี่ปี แม้ช่วงที่มีแฟนจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่กูก็ยังมองแววตามึงออกว่าคิดอะไรอยู่"
"ยังเดาใจเก่งเหมือนเดิมเลย"
"แน่นอน... ก็มึงคือเพื่อนกู" ปอร์เช่สบตาเอยนิ่ง คล้ายจะบอกว่าเขาพร้อมจะเป็นที่พักพิงให้เสมอ สำหรับเขา... ความเจ็บปวดของเอย ก็เหมือนของเขา
"บอกได้ไหมว่ามันเป็นใคร... อยากให้กูจัดการมันยังไงบอกมาได้เลยนะ กูทำเพื่อมึงได้ทุกอย่างนะเอย"
"ใจเย็น ๆ อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่เลยปอร์ เอยจบกับเขาแล้ว และไม่อยากเกี่ยวข้องกันอีก ที่สำคัญ... เราจบกันด้วยดี ปอร์ไม่ต้องไปทำอะไรเขาหรอกนะ"
"จบด้วยดี?" ปอร์เช่ถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหู
"อืม"
"แล้วทำไมทำหน้าซังกะตายแบบนี้ล่ะ"
"คนเราจากกันทั้งที่ยังรัก... จะให้ทำหน้ายังไงล่ะ สามปีนะปอร์ ไม่ใช่แค่สามวัน" เอยถอนหายใจยาว "เอาเป็นว่ามันถึงจุดอิ่มตัว ไลฟ์สไตล์ไม่ตรงกัน หรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่มันจบแล้ว เอยจัดการความรู้สึกตัวเองได้... แค่ต้องใช้เวลาหน่อย ทุกคนก็ต้องการเวลากันทั้งนั้น จริงไหม?"
"เหอะ! พูดดี แล้วถ้ามันกลับมาขอคืนดี มึงจะกลับไปไหม?" ปอร์เช่ถามตรง ๆ ลึก ๆ เขาไม่อยากให้เอยกลับไปหาผู้ชายคนนั้นอีก
"ไม่... ไม่มีวันที่เอยจะกลับไปหาเขาอีก" เอยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพราะตัดขาดกันครั้งนี้เธอจะไม่กลับไปหาเขาอีก และเขาก็จะไม่มีวันกลับมาหาเธอได้อีกเช่นกัน
เพราะอรรถพลกำลังจะหมั้นกับคนที่คู่ควร และเธอก็ไม่ใช่ของเล่นที่จะให้ใครมาเหยียบย่ำซ้ำซากได้อีก
"จำคำมึงไว้นะ ถ้ากลับไปเจ็บอีกกูจะเขกหัวให้เลย"
"ใจร้ายจัง ไม่เคยอ่อนโยนกับเอยเลยนะ" เอยทำหน้ามุ่ยใส่เพื่อน
"กูก็เป็นของกูแบบนี้แหละ" เสียงของปอร์เช่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"แต่ปอร์ก็ดีกับเอยที่สุดใช่ไหมล่ะ?" เอยเอียงคอถามอย่างน่ารัก หวังจะละลายพฤติกรรมความขรึมของเพื่อน
"หึ!" ปอร์เช่ไม่ตอบ แต่แอบยกยิ้มมุมปากเพื่อซ่อนความขัดเขิน
"เอยโชคดีที่มีเพื่อนอย่างโมกับปอร์ ต่อให้เจ็บเจียนตายแค่ไหนเอยก็ไม่กลัว เพราะเอยรู้ว่ายังมีคนที่รักเอยอยู่ตรงนี้ตั้งสองคน"
"ดี ป่ะ รีบเก็บเดี๋ยวกูช่วย หิวเบียร์แล้ว!"
"อื้อ!" เอยยิ้มๆ พยักหน้ารีบเก็บตามคำพูดของปอร์เช่อย่างตั้งใจ
"เอย... กูรู้ว่ามึงเจ็บ แต่กูเชื่อว่าความเจ็บปวดจะทำให้มึงแกร่งขึ้น ถึงมันจะต้องใช้เวลา... แต่กูเชื่อว่ามึงจะกลับมาร่าเริงได้จริงๆ อีกครั้ง" และไม่จมปรักรักผู้ชายคนนั้น
"ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าปอร์จะปลอบใจคนเป็นกับเขาด้วย" เอยแซวขำ ๆ เพราะปกติปอร์เช่จะมาแนวสายนิ่งขรึม ปากหมา ปลอบใครไม่เป็นเสียมากกว่า
"เหอะ หยุดคิดที่จะแซวกูเลย มันกำลังจะดูดีอยู่แล้วเชียว"
เอยหัวเราะขบขันก่อนจะลุกไปนั่งข้าง ๆ ปอร์เช่ "ขอบคุณนะ เรารู้ว่าปอร์ไม่อยากให้เราเสียใจ"
เอยโผเข้ากอดเพื่อนรักน้ำตาคลอ ปอร์เช่ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขาไม่ได้กอดเอยมานานแค่ไหนแล้วนะ... เมื่อตั้งสติได้ เขาจึงยกมือขึ้นลูบหลังเธอเบา ๆ อย่างปลอบโยน
"รู้ก็ดี งั้นต่อไปอย่าให้กูเห็นน้ำตามึงอีก"
"อื้อ" เอยพยักหน้าทั้งที่ยังกอดอยู่ ความรู้สึกเหมือนมีคนช่วยพยุงไม่ให้เธอล้มลง ทำให้เธอเริ่มมั่นใจว่าจะยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็งอีกครั้ง
"ปลอบกันเสร็จยังจ๊ะ? อยากตี้แล้ว!" นะโมเดินเข้ามาขัดจังหวะซึ้งพอดี ปอร์เช่ทำหน้าเซ็งที่ถูกขัดจังหวะกอด
"ตัวขัดจริงๆ นะมึง!"
"อ้าว!" นะโมทำหน้ามุ่ย "นี่ฉันมาขัดจังหวะเหรอเนี่ย!?"
"อย่าไปฟังปอร์เลย ไปตั้งวงกันเถอะ!"
เอยเดินกอดไหล่นะโมออกไปยังโซนห้องนั่งเล่น ปอร์เช่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ แต่ในใจเขากลับรู้สึกดีใจและโล่งใจอย่างประหลาดที่รู้ว่าเอยจะไม่กลับไปหาผู้ชายคนนั้นอีก...
...และครั้งนี้ เขาจะไม่ปล่อยให้เอยหลุดมือไปอีกเด็ดขาด!
***********
ยัยน้องจะมีคนมาดามใจแล้วมั้ยนะ…
ฝากกดติดตาม กดใจ กดเข้าชั้น เป็นกำลังใจให้ไรต์ด้วยนะคะ */\*
หลายวันต่อมา...วันแต่งงานของนะโมในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง... งานวิวาห์ของ นะโม ถูกจัดขึ้นอย่างอบอุ่นและงดงามท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับที่ถักทอราวกับดวงดาวบนดินเอยดูโดดเด่นสะดุดตาในชุดราตรีสีหวานที่ช่วยขับผิวให้ดูผ่องใสและสง่างาม แม้ว่าการมาร่วมงานครั้งนี้เธอจะอยู่ในสายตาของครามลูกน้องคนสนิทที่อรรถพล ที่ส่งมาคอยคุมเข้มไม่ห่างแต่นั่นก็ไม่อาจทำลายความตั้งใจของเธอที่อยากมาแสดงความยินดีกับเพื่อนรักได้ภายในงาน เอยขยับไปนั่งข้างปอร์เช่ เสียงหัวเราะและบทสนทนาที่พรั่งพรูออกมาทำให้เอยลืมเลือนความทุกข์ใจไปชั่วขณะ เธอปล่อยตัวปล่อยใจไปกับบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักเมื่อพิธีการบนเวทีสิ้นสุดลง ถึงเวลาที่คู่บ่าวสาวจะออกมาต้อนรับแขกเหรื่ออย่างใกล้ชิด เอยปรี่เข้าไปหาเพื่อนรักก่อนจะเก็บภาพความทรงจำร่วมกัน เธอโผเข้ากอดและกระซิบคำยินดีด้วยความซาบซึ้งใจที่เห็นเพื่อนมีความสุ
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยกิจวัตรเดิม ๆ แต่บรรยากาศกลับกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายพิศวาสที่ยังไม่จางหาย เอยในชุดนอนซาตินสีหวานตัวเดิมของเมื่อคืนดูเซ็กซี่อย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้เธอกำลังช่วยอรรถพลแต่งตัวมือบางผูกเนคไทให้กับเขาอย่างคุ้นชิน ทว่าความเย้ายวนและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอนั้นปลุกปั่นอารมณ์ชายหนุ่มจนเริ่มขาดสติ เขาอดใจไม่ไหวจึงรวบตัวเอยเข้ามากอดจูบนัวเนียเธออย่างเร่าร้อนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพชายหญิงที่คลอเคลียจูบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย อรรถพลในชุดสูทเนี้ยบกริบดูภูมิฐานและทรงอำนาจ กำลังกักขังร่างบอบบางที่สวมเพียงชุดนอนผ้าซาตินลื่นมือเอาไว้ในอ้อมแขนเขาพลิกกายเธอจนแผ่นหลังนวลเนียนแนบชิดกับอกแกร่งใต้เนื้อผ้าเชิ้ตราคาแพง อรรถพลจ้องมองใบหน้าหวานผ่านกระจกด้วยสายตาเจ้าเล่ห์แพรวพราว"คุณอรรถ... เดี๋ยวเสื้อยับนะคะ" เอยประท้วงเสียงแผ่ว เมื่อเขาพลิกตัวเธอเข้าหากระจกบานใหญ่ ทำให้ตอนนี้คนทั้งสองจ้องสบตากันผ่านเงาสะท้อน
บทที่31เงามืดภายใต้แสงไฟสลัวที่ส่องสว่างจากหัวเตียง เอยทอดกายลงบนที่นอนนุ่ม เนื้อผ้าซาตินลื่นละเอียดสัมผัสไปกับผิวกายเนียน ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ถึงฟูกเตียงที่ยุบตัวลงข้างกาย ตามมาด้วยร่างแกร่งที่ค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาคร่อมทับเธอเอาไว้พายุสวาทที่เพิ่งจะสงบลงไปในห้องน้ำ ดูเหมือนจะพร้อมปะทุขึ้นใหม่ได้อย่างง่ายดาย อรรถพลในกางเกงขายาวเพียงตัวเดียวขยับกายขึ้นมาทาบทับร่างบางอีกครั้ง แสงไฟสลัวขับเน้นมัดกล้ามเนื้อกำยำและแผ่รังสีคุกคามที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้าชายหนุ่มโน้มตัวลงสำรวจเรือนร่างแสนยั่วยวนภายใต้ชุดนอนซาตินบางเบา ยิ่งได้เห็นผิวขาวจัดตัดกับสีหวานของเนื้อผ้า ความหิวกระหายที่ยังไม่มอดดับก็ยิ่งลุกโชนขึ้นมาอีกเท่าทวีซึ่งเอยไม่ได้ขัดขืน...เธอทำเพียงแค่นอนนิ่ง หลับตาลงช้า ๆ ยอมให้อรรถพลซุกซบใบหน้าลงกับลำคอระหงและสูดดมกลิ่นกายของเธอตามอำเภอใจ ความใกล้ชิดที่ควรจะอบอุ่นกลับกลายเป็นความอึดอัดที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก"คุณอรรถ... เบา ๆ หน่อยค่ะ อื้ออ... อย่าทำรอยเยอะได้ไหม เอยต้องทำงาน"เธอเอ่ยปากขอร้องเบา ๆ เสียงที่หลุดออกมาสั่นพร่าและแผ่วเบาด้วยความรู้สึกเสียวกระส
เสียงประตูปิดลงพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำให้เอยต้องชะงัก ร่างแกร่งของอรรถพลนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ท่ามกลางสำรับมื้อเย็นที่จัดวางไว้อย่างประณีตบนโต๊ะอาหาร แสงไฟสลัวขับเน้นใบหน้าคมคายที่ดูนิ่งลึกจนเดาใจไม่ถูกเขาหายไปหลายวัน... วันนี้ได้เวลากลับมาแล้วสินะเอยทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามโดยไร้ความรู้สึกแปลกใจ เธอจำต้องลอบสังเกตใบหน้าของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชีวิตอย่างเลี่ยงไม่ได้"ว่างเหรอคะ ถึงมาหาเอยได้?" เธอเอ่ยถามเสียงเรียบ พลางหยิบช้อนขึ้นมาทานอาหารตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก"ถ้าไม่ว่าง... คงไม่มาให้เห็นหน้าหรอก" อรรถพลตอบสั้น ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นราบเรียบ เอยพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ แล้วลงมือทานอาหารมื้อเย็นไปพร้อมกับเขาด้วยความเคยชิน"แล้วงานเป็นยังไงบ้าง?" อรรถพลเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ก็ดีค่ะ""ไม่เหนื่อย?"
คำว่ารักที่เธอเคยพร่ำบอกเขา บัดนี้เขากลับลังเลไม่น้อยว่าความรู้สึกเหล่านั้นของเอยที่มีต่อเขา ตอนนี้มันยังคงหลงเหลืออยู่หรือเปล่า…ในวันที่เธออาจจะก้าวเดินออกไปจากชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ กลับกลายเป็นวันที่เขาไม่อยากสูญเสียเธอไปมากที่สุดในทุกวันที่เขาแทบไม่แสดงความรู้สึก ใครจะรู้ว่าเขาโหยหากลิ่นกายหอมกรุ่นและผิวสัมผัสนุ่มละมุนของเอยอยู่ทุกลมหายใจและช่วงหลังมานี้ ลึก ๆ เขาก็เริ่มแคร์ความรู้สึกของเธออยู่ตลอดเวลา ยิ่งเรื่องงานหมั้นของเขาที่ผ่านมา ยิ่งทำให้เขากังวลใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร... ทั้งที่เขาไม่จำเป็นต้องสนใจใยดีความรู้สึกของของเล่นอย่างเธอเลยด้วยซ้ำ!"ขอบคุณที่เข้าใจเฮียนะจีน" อรรถพลไม่อยากคิดมากเรื่องของเอยอีกเขาเอ่ยขอบคุณจีนที่ยอมให้เขามีโลกอีกใบ เพื่อกลบความคิดบ้า ๆ ในใจ"เพราะจีนเข้าใจเฮียไงคะ เฮียออกจะหล่อ รวย สมาร์ทขนาดนี้ มีผู้หญิงเสนอตัวให้ไม่ขาดสายย่อมเป็นเรื่องปกติ และบางคนก็อาจจะถูกตาต้องใจ ไม่แปลกหรอกค่ะท
บทที่30ช่วยเก็บเธอไว้ข้างกายต่อไปสามวันต่อมา…ภาพบรรยากาศงานหมั้นที่ดูราวกับเทพนิยายถูกเผยแพร่ไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ ไฮโซหนุ่มเนื้อหอมอย่างอรรถพลบัดนี้มีเจ้าของตัวจริงอย่างเป็นทางการแล้ว... และผู้หญิงที่โชคดีที่สุดคนนั้นคือจีรนาเอยนั่งนิ่งอยู่บนโซฟากลางวิลล่าหลังใหญ่ ดวงตาคู่สวยจับจ้องหน้าจอทีวีที่กำลังฉายภาพบทสัมภาษณ์ของว่าที่บ่าวสาวทั้งรอยยิ้ม คำพูดหวานหู และสายตาที่พวกเขาแลกเปลี่ยนกัน มันช่างดูเหมาะสมกันจนหัวใจของคนที่มองอยู่นิ่ง ๆ ถึงกับชาวาบถามว่าเจ็บไหม... เอยตอบตัวเองได้ทันทีว่าเธอเจ็บจนแทบจะหายใจไม่ออกแต่ในความเจ็บปวดนั้น กลับมีความจริงที่คอยเตือนสติเธอเสมอว่าเธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องอะไร มือบางตัดสินใจหยิบรีโมตขึ้นมาปิดหน้าจอภาพนั้นให้ดับวูบลง เธอไม่อยากเห็นภาพเหล่านั้นอีก
หลายวันต่อมา...เอยได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ของสายการบินชาร์นแอร์เวย์ วันนี้เธอมีนัดถ่ายทำวิดีโอโปรโมตและถ่ายภาพนิ่งตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมีปอร์เช่และนะโมตามมาคุมที่กองถ่ายด้วย
ปอร์เช่ไม่ตอบอะไร เขาค่อย ๆ เอื้อมมือหนามากุมมือเธอไว้หลวม ๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายหากออกแรงมากเกินไป เขากระชับมือนั้นไว้ในอุ้งมือที่อบอุ่นก่อนจะก้มลงสบตากับเธอ ดวงตาคมที่เคยดูแข็งกร้าวในสายตาคนอื่น บัดนี้กลับฉายแววรักใคร่และอ่อนโยนอย่างปิดไม่มิดภายใต้แสงจันทร์
บทที่10เลื่อนสถานะ"อ๋อ งันพักกันก่อนมีเรื่องอะไรอยากคุยด้วย""เรื่องอะไรอ่ะ อย่าบอกว่าซื้อแหวนเพชรมาขอเอยมันแล้วน่ะ รวยจังนะ"เอยยิ้มขำเมื่อเห็นท่าทางของนะโมที่ทำท่าเหมือนอยากจะหยุมหัว ทั้งจิกกัดปอร์เช่ตั้งแต่เห็นหน้า"แน่นอนสิว่ารวย แต่ฉันยังไม่ขอเอยตอนนี้หรอกนะ ถ้าขอจริงๆต้องเซอร์ไพรส์ครับ" ปอร์
นะโมพยักหน้าเข้าใจ ความรักของปอร์เช่ที่มีต่อเอยนั้นบริสุทธิ์ใจจนเธอเองก็สัมผัสได้ และเธอมั่นใจว่าเพื่อนชายคนนี้จะดูแลเอยได้ดีกว่าผู้ชายคนไหนในโลกใบนี้แน่นอน"เรื่องนั้นฉันเชื่อใจมันนะ... แต่เป็นไงมาไงล่ะเนี่ย ไปตกลงคุยกันตอนไหน?"เอยจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่วันที่เธอหนีไปพักใจที่ภูเก็ต แ







