LOGIN“วางเบาๆหน่อยสิ โต๊ะที่เธอวางมันประกอบไปด้วยกระจกและบางส่วนหลอมไปด้วยไม้เนื้อดี ถ้ามันพังขึ้นมาเงินเดือนของเธอจะพอจ่ายไหม” เขายืนเท้าสะเอวมองอย่างเอาเรื่อง
“บอกแล้วไงคะว่ามันหนัก” พัชสิกายกยิ้มแล้วยักคิ้วท้าทายสองรอบก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งที่เก้าอี้
เธอไม่ใช่คนไม่เคารพใคร แต่ถ้าเธอไม่ได้หาเรื่องใครก่อน ฉะนั้นถ้าจะปากดีไว้ปกป้องตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องผิด
คิมหันต์เม้มปากมองสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นผู้หญิงอะไรปากร้ายได้ขนาดนี้ ถ้าไม่มีพ่อเขาคอยให้ท้ายจะกล้าถึงขนาดนี้ไหม
ที่เขาเคยสงสัยเรื่องที่เธอทวงบุญคุณเพื่อหวังผลประโยชน์ ก็น่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ
“หึ ถ้าเธอไม่มีปัญญา ฉันก็มีอีกทางเลือกหนึ่งให้เธอ” คิมหันต์เป็นคนกัดไม่ปล่อยจึงพยายามหาเรื่องเธอต่อจึงพูดเพื่อให้เธอเกิดข้อสงสัย ไม่พอยังเดินเข้ามาใกล้ๆโต๊ะของเธออีก
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองทั้งไม่ชอบใจและไม่เข้าใจ
“อะไรคะ?”
ชายหนุ่มโน้มตัวเข้าไปใกล้ๆจนใบหน้าแทบจะชิดกันอยู่แล้ว “ก็เอาตัวมาแลกเงินไง ถนัดเรียกร้องผลประโยชน์นักไม่ใช่เหรอ”
พัชสิกาถึงกับผลักตัวเขาออก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเลี่ยงออกมาคุยกับเขา “ผลประโยชน์อะไร”
“ฉันรู้ความจริงหมดแล้วว่าเธอรู้จักกับพ่อฉันได้ยังไง ก่อนอื่นฉันต้องขอบคุณเธอมากเลยนะที่เคยช่วยชีวิตพ่อฉันไว้ตอนเกิดอุบัติเหตุ แต่เงินไม่พอใช้ใช่ไหมล่ะ ถึงได้เอาบุญคุณมาอ้างเพื่อให้พ่อฉันรับเข้ามาทำงานง่ายๆ ไม่สิ! เผลอๆอาจจะเรียกร้องมากกว่านั้นก็ได้” เขาหรี่ตามองพร้อมรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยพิษร้าย
“ฉันไม่เคยคิดแบบนั้น ฉันช่วยด้วยความเต็มใจ สมองของคุณคิดแต่เรื่องลบๆ ไม่รู้หลงมาเกิดหรือเปล่าถึงได้แตกต่างกับเขาราวฟ้ากับเหวแบบนี้”
“แล้วเธอล่ะเกิดมายังไงถึงได้เป็นผู้หญิงหิวเงินแบบนี้ พ่อแม่เป็นไงลูกก็เป็นงั้นสินะ”
“ฉันไม่มีพ่อแม่!”
คิมหันต์ถึงกับสะอึกเมื่อเธอตะคอกกลับมาแบบนั้น ความรู้สึกผิดที่พูดไม่คิดถาโถมเข้ามาในใจเหมือนมันจะแตกสลายให้ได้ เขาไม่เคยต้องมารู้สึกเจ็บปวดต่อคำพูดของตัวเอง แต่ทำไมต้องเป็นเธอ
**************************************
เวลาเลิกงานมาถึงแล้วทุกคนในบริษัทต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน พัชสิกาก้มๆเงยๆรีบเก็บข้าวของให้ทัน เพราะวันนี้เธอมีนัดทานข้าวกับเพื่อนจากนั้นก็จะกลับไปนอนกับป้าเพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์
คิมหันต์เดินมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย พัชสิกาเห็นแค่ส่วนขาก็ได้แต่ถอนหายใจเงยหน้าขึ้นมามอง
“มีงานด่วนเหรอคะ” เขาก็คงจะคุยกับเธอแค่เรื่องงานนั่นแหละ
“ปกติเวลามีพนักงานใหม่เข้ามา ฉันจะเลี้ยงข้าวต้อนรับ แต่กับเธอฉันยังไม่ได้เลี้ยงบ้างเลย ก็เลย...ว่าจะชวนไปทานข้าวด้วยสักมื้อ” ไม่ใช่หรอก เขาแค่อยากไถ่โทษแต่แค่ไม่อยากพูดเฉยๆ
“ฉันมีนัดแล้วค่ะ” เธอก้มลงเก็บของต่อ ไม่สนใจกันบ้างเลยหรือไง
“ฉันไม่ว่างไปเลี้ยงเธอวันหลังหรอกนะ”
เธอเงยหน้าอีกรอบพร้อมสะพายกระเป๋า
“ก็ไม่ต้องเลี้ยงสิคะ” จากนั้นก็เดินออกไปทางประตู คิมหันต์ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ ยังคงทำตัวเป็นมารหัวขนไม่มีเปลี่ยน เมื่อเขาเห็นว่าเธอไม่สนใจ เขาก็รีบวางมือขั้นกับประตูเป็นการรั้งไม่ให้เธอไปไหนทั้งนั้น
พัชสิกาหันมาขมวดคิ้วมอง เขาต้องการอะไรจากเธอกันแน่ ถ้าขมวดคิ้วอีกทีเด็กแถวบ้านเรียกยายได้เลยนะเนี่ย
“ทำไม กลัวจะตกหลุมรักฉันเหรอ” ว่าแล้ว จะต้องได้ขมวดคิ้วอีกรอบ เอาความมั่นหน้ามาแต่ไหนนักหนา
“ถ้าฉันจะต้องตกหลุมรักเพียงเพราะไปทานข้าวกับผู้ชาย ป่านนี้ฉันคงมีผัวเป็นโขยงแล้วค่ะ” หญิงสาวแสยะยิ้มอย่างรู้ทัน “คุณอยากขอโทษที่ปากเสียใส่ฉันก็พูดมาเถอะค่ะ ฉันไม่เอาไปเปล่าประกาศหรอกว่าคุณเป็นท่านรอง ‘เสียหมา’ เอ๊ะ...”
เธอหันมาคุยกับเขาตรงๆพร้อมกอดอกมั่นอกมั่นใจ “หรือว่าเป็นท่านรองสะเองที่เผลอใจให้ฉัน”
คิมหันต์เปลี่ยนมาบีบที่ต้นแขนแล้วดันให้แผ่นหลังเธอชนเข้าไปประตู “ผู้หญิงอย่างเธอไม่คู่ควรต่อความรักของฉันหรอก อย่างเธอมันก็แค่ที่ระบายชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น”
เขาโน้มลงไปกระซิบที่ข้างหู “ถ้าฉันจะเอาเธอจริงๆ ก็มีค่าให้แค่เฉดหัวทิ้งเท่านั้นแหละ”
พัชสิกาถึงกับร่างกระแทกเข้ากับประตู คิมหันต์เห็นเธอใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บเขาก็พลันรู้สึกผิดอีกรอบ
หญิงสาวจ้องมองที่ใบหน้าหล่อคมคายด้วยความเกลียดชังพร้อมพูดเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง
“ฉันไม่มีวันให้คุณมาแตะเนื้อต้องตัวฉันง่ายๆหรอก”
“เบื่อ” พัชสิกามาถึงบ้านผู้เป็นป้าก็กระแทกเสียงระบายอารมณ์ใส่เพื่อนทั้งสอง ก่อนหน้านั้นว่าจะนัดกันไปทานข้าวที่ร้านแถวๆนั้น แต่คิดไปคิดมาควรกลับมาทานข้าวกับป้าดีกว่า ทันทีที่ทิพวรรณได้ยินแบบนั้นเจ้าตัวก็ได้แต่รีบทำอาหารรอหลานด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ซึ่งขณะนี้ทางทิพวรรณกำลังทำของว่างเพิ่มเติมอยู่ในครัว ส่วนพัชสิกาและเพื่อนอีกสองคนก็มานั่งรออยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารด้านนอก
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
“คุณแพนเป็นไงบ้าง” จักรพรรดิกำลังจัดการเก็บเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเครื่องไปไต้หวันในเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะนั้นเขาหันไปเห็นจอมพลเดินเข้ามาในบ้านพอดีจึงถามไปพลางๆ เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมแพนนีญาร์ที่เรือนจำ“เขาสบายดีครับนาย” จักรพรรดิพยักหน้าเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“มึงจะไม่ไปทำงานกับกูต่อที่ไต้หวันจริงเหรอวะ” ก่อนหน้านั้นเขาได้ถามจอมพลแล้วว่าจะไปทำงานต่อกับเขาหรือจะลาออกปักหลักอยู่ที่ไทยแทน ซึ่งค่าตอบแทนที่จะได้ก็คือเงินเดือนที่เพิ่มมาเป็นสองเท่าทว่าจอมพลดันเลือกอยู่ไทยแทนที่จะเลือกความสบายก่อน“ไม่ครับ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี”จักรพรรดิมองยิ้มๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องที่อยู่กันมานานผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว “ยังไงกูก็ต้องขอบคุณมึงมากนะที่จงรักภักดีต่อกูมาตลอด กูขอให้เส้นทางใหม่ของมึงสวยงามตามที่มึงปรารถนา”จอมพลโค้งศีรษะก่อนจักรพรรดิจะพูดอะไรบางอย่างอีกครั้ง “กูให้เงินเพิ่มไปตั้งตัวนะ สิบล้านพอไหม”“หึ” จอมพลได้แต่หัวเราะออกมาสั้นๆ “ไม่หรอกครับ”“ทำไมวะ”“ผมมองว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม ไว้ถ้าผมไม่มีผมขอกลับไปทำงานร่วมกับคุณในอนาคตแล้วกันนะ” จักรพรรดิได้แต่ขมวดคิ้วมอง
“คุณสบายดีไหม อยู่ในนี้ได้ไหม” จอมพลเอ่ยถามผ่านกระจกกั้น อีกฝั่งจะเป็นแพนนีญาร์ที่ถูกจำคุกไว้ด้วยความผิดทางคดีถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนที่เริ่มทำความผิดแล้วเธอไม่คิดจะทำลายหลักฐานโดยการสั่งให้คนไปเผารถทิ้ง เธอก็คงได้แค่รอลงอาญาไม่ต้องมาอยู่ในคุกให้ลำบากแบบนี้หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่พ่อแม่เธอมาหา ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ซ้ำเติม.........................................................................................‘เป็นไงล่ะลูกสาวคุณ’ ปราณีเบ้ปากเมื่อเห็นลูกสาวนอกคอกยืนคุยอยู่ข้างในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผู้คุมขังยืนเฝ้าไม่คลาดสายตา ‘ไม่คิดเล้ยว่าจะมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ได้’ ‘คุณ พูดดีๆหน่อย’ จรูญหันไปตำหนิปราณีก่อนจะหันมาทางลูกสาวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ‘ทำไมถึงทำตัวแบบนี้’ ‘หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะพ่อ’ ‘ไม่ได้ตั้งใจแต่เอาตัวเองมาทำให้วงศ์ตระกูลขายขี้หน้าแบบนี้นี่นะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น น่าจะตัดๆออกไปจากกองมรดกไปเลย’ ปราณีผู้ซึ่งที่ไร้ความรักต่อลูกเลี้ยงแฝงไปด้วยความเกลียดชังมากมาย แพนนีญาร์เธอก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายและตอนทิพวรรณเสียเธอก็ไม่ได้มีเจตนาให้มันเกิดข
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน
“ผมช่วยนะครับ” จังหวะภาคินกำลังจะหยิบผักในตะกร้ามือของเขาและเธอก็ประสานกันพอดี “เอ่อ ผมขอโทษครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพัชเข้าใจ เรามาช่วยหั่นดีกว่าค่ะ” เธอพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะให้กันคิกคักกลับกลายเป็นจุดโฟกัสของใครบางคนใช่! คิมหันต์แอบจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่
“คือ...ฉันไม่ได้บอกว่าป้าฉันเป็นอะไร แค่บอกว่าเอามาใช้จ่ายจำเป็นเฉยๆ” พัชสิกาตั้งใจจะไม่ให้คิมหันต์รู้เรื่องทิพวรรณและไม่ต้องการบอกเพื่อนด้วยว่าแท้จริงแล้วเธอ ‘ขายตัว’ ไม่งั้นป้าเธอต้องรู้เรื่องนี้จนทำให้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ “ไหนแกบอกว่า ตอนไปยืมแจ้งเขาว่าไปรักษามะเร็งป้าไม่ใช่หรือไง” คิวมิกส์ผู้
คิมหันต์พาพัชสิกามาถึงโรงแรมหรูตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เปิดหน้าต่างออกไปจะมีระเบียงกว้าง เบื้องหน้าจะเห็นเป็นพื้นผิวทะเลกระทบเข้ากับแสงไฟในยามค่ำคืนสวยสบายตาหญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างได้สักพักก่อนจะหันกลับมาเห็นเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว พัชสิกาถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามเรื่องสุขภาพเขาเพราะเขาเป็นฝ่ายขับรถพา







