ANMELDEN“พี่หญิงคุยเรื่องอะไรอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ” องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงเมื่อหันไปเห็นรุ่ยอ๋องและเฉินอ๋องก็ฉีกยิ้มออกมาทันที เพราะนางกำลังตามหาพวกเขาอยู่พอดี
“พวกเจ้ามาก็ดีแล้ว รุ่ยอ๋องนี่คุณหนูจ้าวเฟินเยว่สตรีที่พระสนมกุ้ยเฟยหมายตาไว้ให้เจ้า ส่วนเฉินอ๋องนี่คือคุณหนูจางเหมยลี่สตรีที่พระสนมเสียนเฟยหมายตาไว้ให้เจ้า” “ถวายพระพรรุ่ยอ๋อง ถวายพระพรเฉินอ๋องเพคะ” พวกเขาพยักหน้ารับก่อนจะปรายตามองไปที่คุณหนูตระกูลเซียว แต่ว่าพวกนางไม่ได้มองพวกเขาเลยสักนิด กลับยุ่งอยู่กับเหล่าสตรีที่มาสอบถามเรื่องสินค้าว่าจะเปิดขายเมื่อใด “ถ้าเช่นนั้นข้ารบกวนพวกเจ้า พาพวกนางไปนั่งแล้วคุยเป็นเพื่อนกับพวกนางที” องค์หญิงรีบเอ่ยบอกพวกเขาทันที รุ่ยอ๋องและเฉินอ๋องมีสีหน้าลำบากใจขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จำต้องพาพวกนางไปนั่งที่โต๊ะ ส่วนเหลียงซีฮันและหานฮุ่ยหมิง ก็ถูกมารดาแนะนำสตรีให้เช่นเดียวกัน ยามนี้พวกเขาต้องคอยดูแลพวกนาง ตามที่มารดาได้ฝากฝังเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “พี่ใหญ่เอาอย่างไรต่อดีเจ้าค่ะ?” เยว่ฟางเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าพวกเขาเดินจากไปแล้ว “คืนนี้ทุกคนลงไปนอนยังห้องลับ ถึงเวลาตัดขาดความสัมพันธ์เสียที พวกเจ้าตกหลุมรักพวกเขาไปหรือยัง?” “ก็มีชอบขึ้นมาบ้างเจ้าค่ะ แต่ก็ไม่มากถึงขั้นรัก หากต้องตัดความสัมพันธ์ก็ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ” เยว่ซื่อเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ยามนี้หัวใจของนางมีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งมากพอแล้ว ไม่อ่อนไหวง่ายดั่งเช่นเมื่อก่อน ประสบการณ์ทำให้นางเข้มแข็งขึ้นได้จริง ๆ หลังจบงานเลี้ยงทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ รวมถึงพวกนางที่พอกลับถึงจวน ก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพากันไปนอนในห้องลับ หลายวันมานี้พวกนางนอนกับพวกเขาแทบทุกคืน พวกเขายังคงพูดจาไม่ดีกับพวกนาง แต่พวกนางก็ไม่ใส่ใจเพื่อทำให้พวกเขาตกหลุมรักอย่างไม่รู้ตัว และดูเหมือนว่า...แผนของพวกนางมันเริ่มจะได้ผลขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะพวกเขาเริ่มปากไม่ตรงกับใจและมาค้างด้วยทุกคืน การตัดความสัมพันธ์อย่างไม่ไยดี จะช่วยสั่งสอนพวกเขาที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า จะย่ำยีสตรีหม้ายอย่างกับของเล่นชิ้นหนึ่งและจะสั่งสอนสตรีให้อยู่ในโอวาทเหมือนแมวเชื่อง ๆ ตัวหนึ่ง พวกนางจะไม่มีทางยอมตกอยู่ใต้อำนาจของบุรุษอย่างแน่นอน ตกดึกรุ่ยอ๋องก็มาที่เรือนของเซียวเยว่ฉีอย่างเช่นทุกครั้ง แต่ก็ต้องแปลกใจกับความว่างเปล่าของเรือนนอน ก่อนเขาจะพบกับจดหมายที่วางเอาไว้บนเตียง เขารีบเปิดมันออกอ่านทันที “พระองค์ไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้วเพคะ หม่อมฉันเบื่อเป็นคู่นอนของพระองค์แล้ว หม่อมฉันขอจบความสัมพันธ์แต่เพียงเท่านี้” “นังสตรีแพศยา!” รุ่ยอ๋องขย้ำจดหมายในมือด้วยความโกรธขึ้ง คิดจะตัดความสัมพันธ์ก็ตัดง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือ นางมารเยว่ฉีข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่! เมื่อเขากลับมาถึงจวนก็พบกับ เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ที่พากันนั่งดื่มสุราด้วยสีหน้าเศร้าหมอง เขาจึงเดินเข้าไปร่วมวงพร้อมรินสุราให้ตนเอง แล้วยกขึ้นมาดื่มทีเดียวหมดจอก จากนั้นก็รินสุราอีกครั้งและอีกครั้ง พวกเขาไม่ได้ห้ามรุ่ยอ๋องแต่อย่างใด เพราะมัวแต่ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง ไม่มีใครเอ่ยเล่าความในใจออกมาสักคนเพราะกลัวเสียหน้า หลายวันต่อมา ตกดึกรุ่ยอ๋องก็มายังเรือนของเยว่ฉีอีกครั้ง เขาเห็นนางนั่งอ่านบัญชีอยู่บนเตียงอย่างเช่นทุกครั้ง เขารีบตรงเข้าไปนั่งข้างเตียงด้วยความดีใจ แต่แล้ว… “หม่อมฉันได้บอกไปอย่างชัดเจนเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเรา พระองค์อย่าคิดที่จะเอากำลังและฐานะท่านอ๋องมาบังคับหม่อมฉันเด็ดขาด เพราะหากพระองค์ทำเช่นนั้น พระองค์จะได้เห็นความร้ายกาจของหม่อมฉันแน่เพคะ” เขาชะงักไปทันทีกับท่าทีหมางเมินของนาง ทำให้ใจเขารู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ว่าทิฐิและความดื้อรั้นถือดีที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้เขาเอ่ยออกไปอย่างเย่อหยิ่ง “สตรีร่านเช่นเจ้า…เป็นคนเริ่มความสัมพันธ์นี้เองนะ” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเยาะหยัน เยว่ฉีได้ฟังก็หัวเราะออกมา “พระองค์พูดอะไรเพคะ ใครกันที่คิดบุกมาที่นี่ตั้งแต่แรก คำพูดของพระองค์และสหาย ที่พูดจาดูถูกเหยียดหยามหม่อมฉันและน้องสาวของหม่อมฉันที่โรงเตี๊ยม หม่อมฉันและน้องสาวได้ยินมันทั้งหมด บุรุษที่คิดว่าตนเองต้องเป็นใหญ่เหนือกว่าสตรี และสามารถสยบสตรีให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าได้ แต่หม่อมฉันและน้องสาวไม่ใช่สตรีแบบนั้นแน่นอนเพคะ” “ฮึ! เย่อหยิ่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน เจ้ามันก็สตรีแพศยาไร้ค่า หลับนอนกับข้าไปแล้ว ข้าก็อยากจะรู้ว่าจะมีใครกล้ามารับกากเดนจากข้าได้อีก” รุ่ยอ๋องลุกเดินจากไปทันทีด้วยโทสะที่คุกรุ่น เขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงรู้สึกเจ็บปวดมากถึงเพียงนี้ ก็แค่สตรีผู้หนึ่งปฏิเสธความสัมพันธ์ นางก็แค่บุตรสาวพ่อค้า เป็นสตรีที่งดงามมากและเก่งเรื่องบนเตียงก็แค่นั้นเอง เขาเป็นถึงรุ่ยอ๋องจะมาอาลัยอาวรณ์เรื่องไร้สาระเช่นนี้ได้อย่างไร สตรีมากมายต่อแถวอยากมาเป็นสตรีของเขา ก็แค่สตรีไร้ค่าคนหนึ่งเขาควรเลิกใส่ใจ รุ่ยอ๋องเดินอยู่บนถนนในยามค่ำคืนอย่างเหม่อลอย ทั้ง ๆ ที่เขาบอกตัวเองว่าไม่ต้องใส่ใจ แต่ความคิดก็วกวนให้กลับมาหวนคิดอีกจนได้ พวกนางทำทั้งหมดก็เพื่อแก้แค้นพวกเขาอย่างนั้นหรือ พวกนางได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดทุกคำ จึงได้คิดแผนเอาคืน พวกนางคงจะโกรธเคืองเป็นอย่างมาก ไม่เช่นนั้นคงไม่ถึงขั้นยอมเอาร่างกายมาแลกกับการแก้แค้นในครั้งนี้ เฉินอ๋องยืนเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า คำพูดของเซียวเยว่ซื่อราวกับมีดอันแหลมคม ที่กรีดลงไปบนใจของเขา นางบอกว่าได้ยินแผนการของพวกเขาที่โรงเตี๊ยมเมฆาเคียงฟ้า ทุกคำพูดดูถูกเหยียดหยามที่พวกเขาได้พ่นออกมา พวกนางจึงวางแผนเอาคืน เขาไม่คิดเลยว่าพวกนางจะเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ ซีฮันและฮุ่ยหมิงต่างนั่งเหม่อลอยไม่ต่างกัน ยามนี้พวกเขารู้เหตุผลของพวกนางแล้ว พวกนางต้องการแก้แค้นพวกเขา จึงยอมเล่นตามน้ำในยามที่พวกเขาบุกไปที่เรือนของพวกนาง ถามว่าได้ผลหรือไม่ พวกเขาต้องยอมรับว่ามันมีผลต่อใจพวกเขามากเลยทีเดียว แต่ความหยิ่งทระนงก็มีไม่น้อย ก็แค่สตรีหม้ายผ่านการหย่าร้าง พวกเขาจะมัวไปอาลัยอาวรณ์ไปทำไมบรรดาคุณหนูต่างจับคู่กัน แล้วคุยกันว่าใครจะเป็นคนปิดตาและใครจะเป็นคนถูกแต่งหน้า จึงได้มาทั้งหมด 10 คู่ คนของเยว่ฉีนำโต๊ะที่มีอุปกรณ์แต่งหน้ามาตั้ง 10 โต๊ะ เยว่ฉีอธิบายให้คนที่ปิดตาฟังว่า ให้มองและจดจำอุปกรณ์แต่งหน้า ว่าวางไว้ตรงจุดใดและมีอะไรบ้าง ทุกคนจะได้เลือกหยิบใช้ได้ถูกเก้าอี้ 10 ตัวถูกนำมาวางให้คนที่ถูกแต่งหน้าได้นั่ง จากนั้นเยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ก็มาช่วยกันใช้ผ้าปิดตาให้กับคนที่จะแต่งหน้า“คนที่ให้แต่งหน้าสามารถบอกคนที่ปิดตาได้นะเจ้าคะ” เยว่ฉีบอกคนที่นั่งรอบนเก้าอี้ “เวลาหนึ่งก้านธูปทุกคนเริ่มแต่งได้เจ้าค่ะ”ทั้งเสียงเชียร์และเสียงให้กำลังใจดังขึ้นมา คนที่ปิดตาในคราแรกเหมือนจะจดจำได้ว่าอุปกรณ์แต่งหน้ามีอะไรบ้าง แต่ว่าพอเริ่มขึ้นมาจริง ๆ กลับลืมจนหมดสิ้น คราวนี้เริ่มสะเปะสะปะหยิบจับของขึ้นมา ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสิ่งใดองค์หญิงที่เลือกที่จะเป็นคนแต่งหน้าให้กับฮองเฮา หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา นางพยายามสัมผัสไปที่ใบหน้าของฮองเฮา ใช้มือข้างซ้ายจับไปคิ้วเพื่อให้มั่นใจว่า มือข้างขวาจะวาดไม่ผิดตำแหน่งแน่ แต่พอวาดลงไปจริง ๆ นางกลับวาดเหนือคิ้วไปไกลทุกคนต่างหัวเราะกันออกมาอย่า
ตำหนักฮองเฮายามนี้เปิดตำหนักจัดงานเลี้ยงการดื่มชายามบ่าย โดยฮ่องเฮาได้เชิญเหล่าคุณหนูและคุณชายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ส่วนองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง นางเชิญคุณหนูตระกูลเซียวมาร่วมงานด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมีพวกนางมาร่วมงาน สี่บุรุษจอมเสเพล ย่อมต้องเข้าร่วมงานด้วยอย่างแน่นอน และเมื่อมี 4 จอมเสเพลเข้าร่วมงาน ไหนเลยจะขาดฮ่องเต้และองค์ไท่จื่อ ที่พร้อมจะเข้างานด้วยเช่นกัน จากงานจิบชายามบ่ายดูเหมือนจะกลายเป็นจิบชายามเย็นไปเสียแล้ว เพราะเหล่าบุรุษต่างตบมือเข้าร่วมงานกันอย่างมากมาย ทำเอาฮองเฮารู้สึกปวดพระเศียรขึ้นมาทันที เหตุใดช่วงนี้ฮ่องเต้ทำตัวคล้ายกับสี่บุรุษจอมเสเพลเข้าไปทุกที หากว่าพวกเขาเข้าร่วม แน่นอนว่าคงจะไม่จิบชา แต่จะเปลี่ยนเป็นจิบสุราแทนเป็นแน่ “ฮ่องเต้เสด็จ” เสียงประกาศของขันทีดังขึ้นจนแสบแก้วหู ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็เป็นฮองเฮาและเหล่าพระสนม ต่อด้วยองค์ไท่จื่อและไท่จื่่อเฟยที่เดินเข้างานมา ต่อด้วยองค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียง รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง และบรรดาองค์หญิง องค์ชาย ที่ผ่านพ้นวันปักปิ่นมาแล้วจึงสามารถเข้ารวมงานได้องค์หญิงเจิ้งอวิ๋นเซียงตรงมา
วันต่อมาผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กก็ได้เข้าจับกุมเจิ้งอ๋องและคนของเขาเพื่อไปไต่สวน บางคนที่ทนการทรมานไม่ได้ก็ยอมสารภาพความจริงออกมา บางคนที่ยังพอทนความเจ็บปวดได้ก็ยังปากแข็งกันต่อไปผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กนำคนอีกจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นโรงตีเหล็กที่ทำขึ้นในป่าทึบไกลออกไป เมื่อไปถึงก็พบลังไม้ที่ใส่อาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นผู้ตรวจการหน้ากากเหล็กยังไปตรวจสอบคลังเก็บเกลือเถื่อนและยังไปตรวจสอบ จวนที่เก็บสตรีเอาไว้เพื่อส่งออกไปยังต่างแคว้น ซึ่งพอไปตรวจค้นก็พบสตรีหลายสิบคนที่ถูกขังเอาไว้ ทุกคนให้การสารภาพว่า ทำงานให้กับเจิ้งอ๋อง เมื่อมีคนสารภาพและยังมีหลักฐานอย่างแน่นหนา เจิ้งอ๋องจึงไม่อาจปฏิเสธข้อกล่าวหาได้ เขาจึงรอเพียงคำตัดสินจากฮ่องเต้ที่จะประกาศลงมาเพียงเท่านั้น ซึ่งเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การค้าอาวุธเถื่อนให้กับต่างแคว้นมีโทษสถานใด ยามนี้เขาจึงทำได้เพียงนั่งนิ่ง แล้วหลับตาลงอย่างสงบเพราะทุกอย่างมันจบแล้วและก็เป็นจริงตามที่คาดไว้พระราชโองการประกาศลงมา เจิ้งอ๋องตัดสินประหารชีวิตรวมถึงคนที่มีส่วนรู้เห็นถูกประหารชีวิตทั้งหมด ส่วนเซียวอี้เฉินมีส่วนรู้เห็นในการสังหาร
ผ่านไปสองสัปดาห์ทหารของทางการที่ลงไปสำรวจพื้นที่ เพื่อตามหาศพของทุกคนที่ตกหน้าผา แต่ก็ไร้วี่แววไม่พบเจอศพแต่อย่างใด ทางการจึงยกเลิกการตามหาและเดินทางกลับเมืองหลวงเซียวอี้เฉินเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก เขาให้คนช่วยกันค้นหาตราประจำตระกูลหรือป้ายคำสั่งของตระกูลเซียวสายหลัก แต่ว่าหาอย่างไรก็หาไม่พบ ไม่รู้ว่านางเอาไปเก็บซ่อนเอาไว้ตรงที่ใดเขากลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจออกมานั่งดื่มกับสหายที่ร้านแห่งหนึ่ง“นางปีศาจเยว่ฉี ขนาดนางไม่อยู่แล้วยังทิ้งความร้ายกาจเอาไว้เบื้องหลัง โรงเตี๊ยมนางยกให้ฮ่องเต้ เจ้าคิดดูสิ…ข้าที่เป็นอาของนางแท้ ๆ นางกลับไม่คิดจะยกให้ หากว่านางยังไม่ตายข้าก็จะฆ่าให้นางตาย” เขาเอ่ยด้วยความเจ็บแค้นใจ ดวงตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราและความโกรธแค้น“หลานสาวของเจ้าคนนี้มันร้ายจริง ๆ เขียนพินัยกรรมยกสมบัติให้พ่อสามีที่เป็นถึงฮ่องเต้ แทนที่จะนึกถึงคนในครอบครัวก่อน กลับเห็นพ่อสามีดีกว่า สมควรตกหน้าผาตายแล้ว”“งานก่อสร้างที่ทำรายได้มากที่สุด มีหัวหน้าสามคน พวกเขาบอกว่า…ถึงข้าจะเป็นตระกูลเชียวสายรอง แต่หากไม่มีป้ายคำสั่ง พวกเขาก็ไม่อาจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งได้” สหายของอี้เฉินพอได้ฟัง
“นายท่านเซียวให้เกียรติมาเยี่ยมเยือนร้านของข้า คงอยากจะซื้อเครื่องสำอางไปฝากฮูหยินใช่หรือไม่ขอรับ” ชายชราจื้อลู่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างอัธยาศัยดี แต่ว่าเซียวอี้เฉินหน้าตึงเปรี๊ยะรู้สึกผิดหวังและเสียหน้าอย่างแรง นี่มันเกิดอะไรขึ้น! “นี่ข้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือ นี่มันไม่ใช่ร้านของหลานสาวข้ารึ?”ชายชราจื้อลู่มองเซียวอี้เฉินที่กำลังหัวเสียเพราะผิดหวังอย่างขบขันในใจ “ข้ากับคุณหนูใหญ่ทำกิจการร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง และมีการทำสัญญาและลงนามอย่างถูกต้อง หากคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรม ผลประโยชน์อีกครึ่งจะตกไปเป็นของน้องสาวของคุณหนูใหญ่ แต่หากน้องสาวของคุณหนูใหญ่ถึงแก่เคราะห์กรรมเช่นกัน ข้าจะเป็นผู้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวขอรับ” เมื่อเซียวอี้เฉินได้ฟังก็ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน “ถ้าเช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดกำจัดพวกนางเพื่อรับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว”ชายชราจื้อลู่ยังคงยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “ข้าพร้อมให้ทางการตรวจสอบขอรับ แต่ว่าทุกอย่างมีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักฐานชัดเจน คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง คุณสามและคุณหนูสี่ ต่างลงนามอย่างพร้อมใจที่จะยกกิจการให้ข้าทั้งหมด หากว่าพวก
เยว่ฉี เยว่ซื่อ เยว่ชิง เยว่ฟาง ช่วยกันทำอาหารจากนั้นก็ยกมาตั้งตรงระเบียง พวกเขาช่วยกันจุดโคมไฟแล้วนำไปห้อยตามมุมต่าง ๆ เพราะเริ่มจะใกล้มืดค่ำแล้ว และดูเหมือนว่าค่ำคืนนี้ฝนคงจะตก เพราะท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้าเมฆหมอกมืดครึ้ม โชคดีที่เยว่ฉีเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี นางให้อู่จิ้งและอู่หานเดินทางนำหน้ามาก่อน โดยพวกเขาควบรถม้าบรรทุกของ ที่เยว่ฉีได้ซื้อและจัดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้ามาไว้ที่นี่ หากว่าคืนนี้ฝนตกและอากาศหนาวเย็น พวกเขาก็ไม่ต้องทนนอนหนาว เพราะนางเตรียมผ้าห่มผืนหนาเอามาไว้ที่นี่ด้วยนอกจากนั้นยังมีเสื้อผ้าที่นางนำมา ซึ่งเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไปที่ชาวบ้านนิยมสวมใส่ ซึ่งมีทั้งของพวกเขาและของพวกนาง อีกทั้งมีขององครักษ์เพราะทุกคนจะต้องเปลี่ยนการแต่งกายมาเป็นชาวบ้านธรรมดา รุ่ยอ๋อง เฉินอ๋อง ซีฮัน ฮุ่ยหมิง ยังคงต้องกลับไปเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขายังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือ ผู้ตรวจการหน้ากากเหล็ก พวกเขาสวมใส่หน้ากากในเวลาที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ ผู้คนโดยทั่วไปจึงไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขานั้นเป็นใครเมื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำกันเสร็จทุกคนก็พากันมานั่งที่ห้องโถง โดยมีลู่หลิง ลู่หมิง และองครัก







