Masuk“ฉันจะเซ็น”
มือของเธอสั่น แต่ลายเซ็นก็ค่อย ๆ ปรากฏลงบนกระดาษขาวสะอาด
“ไม่ใช่เพราะคุณ ไม่ใช่เพราะเขา” เธอเหลือบตาขึ้นสบตาทิศตะวัน “แต่เพราะฉันจะปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการนี้ ถือว่าฉันได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว แม้แต่ในตัวฉันก็ไม่มีสายเลือดของคุณ ฉันไม่ใช่ลูกของคุณอีกต่อไป”
แล้วเธอก็ยื่นเอกสารนั้นให้เขา สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาแดงก่ำ
ทิศตะวันรับมันไว้เงียบ ๆ หัวใจเขากลับรู้สึกหนักอึ้งไม่แพ้เธอ ไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้
“เอาตัวออกไป” เขาบอกกิตติชัย
หลังมองดูชายชราโดนพาตัวออกไป ดารินทร์ก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามทำให้ตัวเองใจเย็นลง ดวงตาของเธอเย็นชา และแววตานั้นทำให้เขาเผลอชะงัก
“สัญญามีผลตั้งแต่วันนี้”
“ฉันไม่มีทางเลือกนี่” เธอพูดเบา ๆ ราวกับยอมจำนน
ทิศตะวันยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่เห็นเธอยอมจำนนต่อแผนการของเขาในที่สุด
“ดี...งั้นก็กับผมจนกว่าจะคลอด” เขายิ้มพอใจ ที่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะว่านอนสอนง่ายกว่าที่เขาคิด “เดี๋ยวผมจะให้คุณกฤษ์ไปส่งคุณที่คอนโดอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกคุณกฤษณ์แล้วกัน”
“ฉันจะกลับไปเก็บของที่ห้องก่อน”
“ไม่ต้อง”
“แล้วเสื้อผ้าของฉันล่ะ”
“ผมก็พูดอยู่ว่าให้คุณแจ้งคุณกฤษณ์หากต้องการอะไรเพิ่มเติม” เขาปรายตามองหญิงสาว “ปากแข็งไม่พอยังเข้าใจอะไรยากอีก”
“...” ดารินทร์เม้มปากเข้าหากันแน่น ราวกับว่าเธอเพิ่งโดนเจ้านายตำหนิไปหยก ๆ
หลังดารินทร์เดินออกไป เขาก็ตามออกไปติด ๆ เช่นกัน แต่เส้นทางของเขากลับเป็นทางหนีไฟ ทิศตะวันก็เหลือบมองเอกสารในมือตัวเอง
“นึกว่าจะดื้อได้นานกว่านี้เสียอีก”
เขาเดินลงไปจนถึงชั้นที่พ่อของดารินทร์ยืนอยู่ มองดูรอยยิ้มแห่งชัยชนะของคน ๆ นั้น ราวกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรที่ต้องทำให้ลูกสาวเดือดร้อน
“อย่าเพิ่งรีบดีใจไป เพราะนี่ไม่ใช่ของฟรี”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ชายวัยกลางคน ดวงตาเข้มขรึมจ้องลึกอย่างไม่ไว้หน้า
“จำให้ขึ้นใจนะ ว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป…คุณไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้ดารินทร์อีก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ต้องติดต่อหาเธออีก ออกไปจากชีวิตของเธอได้ยิ่งดี”
ชายสูงวัยเริ่มหน้าเสีย
“แต่ว่าฉันเป็นพ่อเธอนะ เธอกำลังมีหลานให้ผม” เหมือนชายสูงวัยจะเดาสถานการณ์ออกว่า หนุ่มนักธุรกิจคนนี้กำลังสนใจในตัวลูกสาวของเขา และเด็กในท้องนั่นอาจเป็นลูกของผู้ชายคนนี้ก็เป็นได้ แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะปล่อยลูกสาวไป ได้สามีรวยแบบนี้คงจะมีเงินให้เขาใช้อย่างสุขสบาย
“พ่อ” ทิศตะวันหัวเราะเยาะในลำคอ ดวงตาเย็นยะเยือก “ไม่ได้ยินที่เธอพูดหรือไง คุณไม่ใช่พ่อของเธออีกต่อไป ถ้าไม่อยากให้สัญญานั่นกลายเป็นโมฆะละก็ ก็ลองขัดคำสั่งผมดู”
“แต่คุณทิศตะวันครับ”
เขาชี้ปลายนิ้วไปยังประตูทางออก
“ออกไปซะ แล้วจำไว้อย่าทำให้ผมต้องตามล่าไถ่คืนทุกบาทที่คุณไม่มีปัญญาหามาด้วยตัวเอง”
พ่อของดารินทร์เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะค้อมศีรษะอย่างเสียไม่ได้ แล้วเดินออกจากบันใดหนีไฟไปเงียบ ๆ
เมื่อประตูปิดลง ความเงียบปกคลุมตัวเขา ทิศตะวันยืนนิ่ง ราวกับพยายามกลืนความรู้สึกบางอย่างไว้ลึกสุดใจ
เขาได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว แต่เหตุใดจึงรู้สึกอึดอัดใจ รู้สึกผิดงั้นเหรอ ไม่สิเขาต่างหากเป็นคนใช้หนี้ เธอแค่อยู่กับเขาจนกว่าจะคลอดแค่นั้น
“จัดการโอนเงินให้เรียบร้อย แค่ยอดเดิม ไม่ต้องเพิ่ม” เสียงของเขานิ่งเฉียบขาด “ไม่จำเป็นต้องปลดหนี้ทั้งหมด แค่นั่นก็พอจะบีบให้เธออยู่ต่อได้แล้ว”
ปลายสายพูดอะไรบางอย่าง ก่อนที่ทิศตะวันจะตอบกลับไปอย่างไม่แยแส
“เงินที่เสียไปน่ะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ เงินก้อนนั้นเป็นแค่โซ่ตรวนที่ฉันใช้ล่ามเธอไว้จนกว่าจะถึงวันคลอด”
เขากดวางสาย หย่อนตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนล้า แต่แววตาไม่ได้นุ่มนวลเลยแม้แต่น้อย
“ต่อให้เธอเกลียดฉันก็ไม่เป็นไร”
ไม่มีอะไรยืนยันได้นอกจากคำพูดของหญิงสาวที่เขาเผลอมีอะไรด้วยว่าเด็กในท้องคือลูกของเขาหรือเปล่า แต่เขากลับรู้สึกว่าใช่ และตอนนี้เขาก็เชื่อความรู้สึกของตัวเอง แม้เธอจะปฏิเสธก็ตาม เขาจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเขาคิดไปเองหรือเปล่า
ดารินทร์ย้ายเข้ามาอยู่ที่คอนโดของเขาโดยที่เธอแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้เต็มใจ แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจ เขาตั้งใจให้เธออยู่ที่นี่จนกว่าเธอจะคลอดเท่านั้น หลังความจริงทุกอย่างกระจ่าง เขาจะเสนอเงินให้เธอก้อนหนึ่งเพื่อยกลูกให้เขา ส่วนลูกเขาจะเอาไปฝากแม่ของเขาเลี้ยง หรืออาจจะแต่งงานกับผู้หญิงสักคนที่เขารักและช่วยกันเลี้ยงลูก
“หมอนัดคุณอีกทีเมื่อไหร่”
“ทำไมคะ”
“ผมจะพาคุณไป”
“ถ้าทำแบบนั้น คุณจะไม่ตกเป็นเป้าของสื่อเหรอคะ”
“...” ทิศตะวันนิ่งไป ดารินทร์พูดถูก ถ้าเกิดมีคนเห็นเขาพาผู้หญิงไปตรวจครรภ์ แน่นอนว่าต้องเป็นข่าวดังยิ่งกว่าตอนที่เขากับดารินทร์หายเข้าไปในห้องด้วยกันแน่ ๆ และข่าวนั้นก็จะโดนขุดคุ้ยขึ้นมาอีก
“งั้นเดี๋ยวผมให้คุณกฤษณ์พาไป”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ” ดารินทร์ปฏิเสธทันที “คุณกฤษณ์เองก็มีภรรยาที่ตั้งท้องอยู่ ฉันไม่อยากให้ภรรยาของเขาต้องคิดมากค่ะ”
“งั้นคุณจะเอายังไง”
“ไม่เอายังไงค่ะ” เธอสวนกลับทันควัน “ฉันนั่งรถไปเองได้”
“ไม่ได้!”
“...” ดารินทร์นิ่งไป
“เดี๋ยวผมจะหาคนไปเป็นเพื่อน”
“คุณไม่ไว้ใจฉันเหรอ” เธอถาม “สัญญาที่ให้ฉันเซ็นเป็นของปลอมหรือไง คุณถึงได้กลัวฉันหนี”
“ของปลอมที่ไหน”
“แล้วคุณจะกลัวอะไร ถ้าฉันหนีคุณก็แจ้งความจับฉันได้อยู่แล้ว”
“เอาล่ะผมไม่เถียงกับคุณแล้ว ผมจะเข้านอนแล้วนะ อยากได้อะไรก็เคาะประตูเรียกแล้วกัน” ที่ดารินทร์พูดมาก็ถูก เขาเลยพูดตัดบทก่อนจะเดินเข้าห้องของตัวเองไป
เย็นวันหนึ่งในบ้านหลังใหญ่ กลิ่นอาหารที่เพิ่งทำเสร็จยังอวลอยู่ในอากาศ เสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็ก ๆ ทำให้บ้านทั้งหลังดูมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูกนภัและนพกรนั่งข้างกันบนพรมกลางห้อง กำลังเถียงกันเรื่องตัวต่อชิ้นสุดท้าย นพกรทำหน้าบึ้งนิด ๆ ส่วนนภัสยกคางอย่างไม่ยอมแพ้ แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมาพร้อมกันเหมือนเคย เพราะมีเสียงเล็ก ๆ ของน้องสาวฝาแฝดวัยสองขวบดังแทรกขึ้นมา“ของหนู...ของหนู...”เด็กน้อยทั้งสองขยับเข้ามาแย่งตัวต่ออย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำเอาพี่ ๆ หยุดเถียงแล้วหันมองหน้ากัน ก่อนจะยอมยกชิ้นส่วนให้พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย“ให้น้องก็ได้” นพกรพูดเบา ๆ“ใช่ เดี๋ยวเราหาใหม่ก็ได้” นภัสเสริม พลางลูบหัวน้องอย่างเอ็นดูภาพนั้นทำให้คนเป็นแม่ที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ เผลอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน แขนของเธอถูกโอบจากด้านหลังโดยคนเป็นพ่อที่เพิ่งเดินเข้ามา เขาซบคางลงบนไหล่ของเธออย่างคุ้นเคย“บ้านเราวุ่นวายดีนะ” เขากระซิบ“วุ่นวาย...แต่ก็มีความสุข” เธอตอบ พลางเอนตัวพิงเขาเล็กน้อยสายตาของทั้งคู่มองไปยังลูก ๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่ เสียงหัวเราะ เสียงงอแงเล็ก ๆ และเสียงเรียกพ่อกับแม่ดังสลับกันไปมาอย่างไม่ขาดสาย
ประตูห้องทำงานถูกเคาะเบา ๆ สองครั้ง ก่อนจะเปิดออกช้า ๆ“เรียกมุกมามีอะไรเหรอคะ” ดารินทร์เอ่ยถาม ขณะที่ยังยืนอยู่หน้าประตู ด้วยสีหน้าสงบแต่แฝงด้วยความสงสัยเล็กน้อยทิศตะวันที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมองทันที แววตาของเขาไม่ได้เข้มดุเหมือนเวลาทำงาน แต่กลับเต็มไปด้วยความกังวลที่ซ่อนเอาไว้ไม่มิด“มานี่ก่อน” เขาพูดเสียงเรียบพลางกวักมือเรียกภรรยาสุดที่รักเธอเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ เขาก็พูดขึ้นมาก่อน“พี่อยากให้มุกหยุดงาน” คำพูดสั้น ๆ แต่ชัดเจน ทำให้เธอชะงักไปเล็กน้อย“หยุด...ตอนนี้เลยเหรอคะ” เธอรู้ดีว่านี่คือคำสั่ง เพราะเขาขอร้องเรื่องนี้กับเธอหลายครั้งแล้ว แต่เธอก็ยังดื้อ วันนี้เขาเลยใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกว่านั่นคือคำสั่ง“ใช่ครับ” เขาพยักหน้า สายตามองไปที่หน้าท้องของเธอโดยอัตโนมัติ “คุณกำลังท้องนะ งานมันหนัก พี่ไม่อยากให้ที่รักเสี่ยงอะไรทั้งนั้น”น้ำเสียงเขาไม่ได้แข็ง แต่หนักแน่นพอจะรู้ว่าเขาคิดมาดีแล้วดารินทร์เม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น“มุกเข้าใจนะคะ...แต่ขอทำต่ออีกแค่สองเดือน ได้มั้ยคะ แค่ให้จบโปรเจกต์นี้ก่อน”ทิ
เสียงหัวเราะใส ๆ ดังลอยมาตามลมยามบ่าย ก่อนที่เจ้าตัวเล็กสองคนจะวิ่งฝ่าประตูเข้ามาอย่างไม่เกรงใจโลก กระเป๋านักเรียนยังคงสะพายติดหลัง“แม่จ๋า...ดูหนูสิ”เด็กผู้หญิงตัวน้อยผูกผมหางม้าสองข้างวิ่งนำมา ใบหน้ากลมป่องแดงระเรื่อจากการวิ่ง ดวงตาเป็นประกายเหมือนมีดาวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในนั้น เธอยกกระดาษที่วาดเละเทะขึ้นมาอวดเต็มที่“วันนี่ที่โรงเรียนหนูวาดรูปพ่อ แม่ แล้วก็หนูเองนะคะ” เธอบอกแม่ด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว“แล้วผมล่ะ” เสียงเล็ก ๆ อีกเสียงรีบแทรกขึ้นมา นพกรที่วิ่งตามมาติด ๆ ชะโงกหน้าดูแล้วทำหน้ายุ่ง “ทำไมผมตัวเล็กกว่าพี่อีก”“ก็พี่เป็นพี่ไง” เธอตอบอย่างมั่นใจสุด ๆ พร้อมยักไหล่เล็ก ๆ“แต่เราเกิดพร้อมกันนะ” เขาเถียงทันควัน ก่อนจะหันมาฟ้องคนเป็นแม่ “แม่ครับ พี่ขี้โกงอ่ะ”คนเป็นแม่หลุดหัวเราะเบา ๆ มองสองแสบที่ยืนเท้าสะเอวใส่กันเหมือนผู้ใหญ่ย่อส่วน“งั้นใครเป็นพี่ ใครเป็นน้องกันนะ” เธอพูดแหย่“หนูเป็นพี่ค่ะ เพราะหนูพูดเก่งกว่า” นภัสรีบยกมือขึ้น“ไม่จริง! ผมพูดเก่งกว่า” เด็กผู้ชายรีบพูดรัวทันที “แม่ครับ ฟังนะผมรักแม่ที่สุดในโลก รักมาก ๆ มากกว่าพี่อีก”“เฮ้!” นภัสหันขวับ “งั้นหนูก็รักแม่ที่สุดในจัก
ชายหนุ่มวางสายจากผู้เป็นพ่อที่โทรตามให้กลับบ้านเพราะบอกว่ามีเรื่องด่วน เขามองภาพใครคนหนึ่งที่วางอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียง เธอผู้ซึ่งเคยตามตัวเขาเป็นเงา แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็หายตัวไป เขารู้แค่เรื่องเดียวคือเธอมาเรียนที่ต่างประเทศ เขารู้แค่ว่าเธออยู่ประเทศไหน แต่ไม่รู้เมืองที่เธออยู่ พยายามหาช่องทาติดต่อก็ไม่มี “ยังหาไม่เจอเลย ต้องกลับไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” หลังกลับประเทศไทยได้ไม่กี่วัน เขาก็ต้องเข้าไปรับผิดชอบงานในบริษัทแทนน้องชาย “พี่เหนือ...เหม่ออะไรอยู่เหรอ” ทิศตะวันเดินเข้าไปในห้องทำงานพี่ชาย ซึ่งเคยเป็นห้องประจำตำแหน่งของเขา “วันนี้พี่รู้สึกปวดหัว ฝากนายออกไปคุยงานแทนหน่อยนะ” “แล้วพี่จะไปไหน” “ว่าจะไปหาหมอสักหน่อย ปวดแบบนี้มาสักพักแล้ว” “หักโหมเกินไปหรือเปล่า พี่ควรพักบ้าง” “อืม ก็คงต้องเป็นแบบนั้น” ทิศเหนือขับรถไปถึงโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้บริษัทที่สุด เขาเดินไปยังเคาน์เตอร์ ยื่นบัตรประชาชนแล้วตอบคำถามเจ้าหน้าที่ไม่กี่คำก็โดนเรียกให้ไปที่ห้องตรวจ “รวดเร็วทันใจดีจริง ๆ” เขาพึงพอใจกับก
“ปัง!!”เสียงพรุกระดาษดังขึ้นทันทีที่ทิศตะวันและดารินทร์เดินเข้าไปในบ้าน เพราะหลังจากที่ทิศตะวันโทรบอกทุกคนว่าดารินทร์ท้อง การเซอร์ไพรส์ก็เริ่มขึ้น“ยินดีต้อนรับสมาชิกคนใหม่” เสียงเด็ก ๆ ที่ถูกเตี๊ยมกันไว้ก็พูดขึ้นมาพร้อมกัน ตามด้วยเสียงโห่ร้องดีใจ“ฮึบ!” ทิศตะวันอุ้มนภัสขึ้น“พ่อจ๋าไหนน้อง”“น้องอยู่ในนี้ครับ” เขาเอามือลูบท้องของดารินทร์เบา ๆ“น้อง” นพกรวิ่งไปกอดแม่เอาหน้าซุกไปที่ท้องของเธอ“เบา ๆ ครับ” ทิศตะวันรีบห้าม “เดี๋ยวแม่ก็เจ็บหรอก”“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอย่อตัวลงข้าง ๆ ลูกชาย“ดีขึ้นบ้างหรือยังลูก” ทิพย์สุดาถามด้วยความเป็นห่วง เธอมาที่นี่ตั้งแต่เช้าเพื่อช่วยเลี้ยงหลาน“พอได้ทานยาที่หมอให้มาก็ดีขึ้นมากเลยค่ะ”“งั้นก็ดีแล้วล่ะ ลูกต้องพักผ่อนให้เยอะ ๆ นะ”“ค่ะคุณแม่”“น้องผู้หญิงหรือผู้ชายฮะ”“ยังไมรู้เลยจ่ะ” เธอตอบลูกชาย “น้องอาร์มอยากได้น้องผู้หญิงหรือผู้ชายละคะ”“ผู้ชายฮะ” นพกรตอบโดยไม่ต้องคิด “ผมจะเล่นกับน้อง”“แล้วน้องเอิร์นล่ะ อยากได้น้องผู้หญิงหรือผู้ชาย” ทิศตะวันถามลูกสาว“ผู้หญิงค่ะ หนูจะเล่นกับน้อง”คำตอบของลูกทั้งสองคนทำให้ดารินทร์กับทิศตะวันมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าจะเป็นชายห
ณ.โรงพยาบาลเอกชนใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่เพียงแค่สองวัน ดารินทร์จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนจนทิศตะวันไม่เป็นอันทำอะไร เขาเป็นห่วงเมียรักมาก จนต้องเฝ้าตลอดไม่ยอมไปทำงาน“คนไข้มีอาการมากี่วันแล้วคะ”“สองวันค่ะ”“ประจำเดือนมาครั้งล่าสุดเมื่อไหร่คะ”“เดือนที่แล้วค่ะ”“เดี๋ยวคนไข้เข้าไปในห้องน้ำแล้วเก็บฉี่ใส่กล่องนี้นะคะ”“ค่ะ” ดารินทร์พอจะเดาออกว่าหมอกำลังจะตรวจหาอะไร เพราะตอนที่เธอท้องเจ้าแฝด หมอก็เคยให้เธอทำแบบนี้“เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน”“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณนั่งรอในนี้แหละ เรามีพยาบาลคอยอำนวยความสะดวกให้คนไข้อยู่ด้านนอกค่ะ”“ภรรยาของผมจะเป็นอะไรมากมั้ยครับ”“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ หมอสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นอาการแพ้ท้อง”“พะ...แพ้ท้องเหรอ ภรรยาของผมกำลังท้องเหรอครับ”“ต้องรอผลตรวจก่อนค่ะ หมอถึงจะยืนยันได้”“ครับ”ทิศตะวันก้มมองนิ้วตัวเอง เขากำลังนับว่าตอนนี้เขามีอยู่สองคนแล้วถ้าเพิ่มมาอีก 1 ก็เป็นสาม แต่ถ้าเพิ่มมาอีก 2 ล่ะ เฮ้ย! นี่เขาจะมีลูกตั้งสี่คนเลยนะ ระหว่างที่ทิศตะวันกำลังเหม่อลอย ดารินทร์ก็เดินกลับมา เธอนั่งลงข้าง ๆ เขา สังเกตสีหน้าที่แดงไปจนถึงใบหู
ในห้องรับรองผู้มาเยือนของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นของชายหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวดังสะท้อนก้องตลอดทางเดิน ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเข้ามาอย่างแรงจนบานประตูสั่นสะเทือน ดวงตาคมใต้คิ้วเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธเมื่อได้รับการยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีคนไข้ชื่อดารินทร์“ผมต้องการดูกล้องวงจรปิดของโรงพยาบ
ทิศตะวันหลุบตาลง สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง แต่สายตากลับหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเริ่มเม้มเข้าหากันแน่น ความอึดอัดกำลังปะทุอยู่ในใจ“เธอถามเรื่องวันแต่งงานของผมจริง ๆ เหรอ”กิตติชัยพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะถอยออกไปเล็กน้อย ปล่อยให้ทิศตะวันได้อยู่กับความคิดของตัวเอง“ผม...ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำยังไง แต่ถ
“คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่”ทิศตะวันนิ่งไป...เขาควรตอบว่าอะไร ทุกอย่างที่เขาทำไปก็แค่เพราะลูก หรือว่าเพราะอะไรกันแน่ ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้คำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามนี้...หรือบางทีเขาอาจจะรู้แต่ไม่เคยกล้ายอมรับมันทิศตะวันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของดารินทร์ คำถามของเธอชัดเจน แต่เขากลับไม่มีคำตอบ ไม่มีคำพูด
สองวันต่อมขณะที่ดารินทร์นั่งดูข่าวอยู่บนโซฟา มือข้างหนึ่งกุมท้องตัวเองแน่น ขณะที่เหงื่อซึมเต็มหน้าผากช่วงนี้เธอเครียดมากเกินไป จนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร อาหารที่เคยฝืนกินก็แทบกลืนไม่ลง ทุกอย่างหนักอึ้งไปหมดทั้งร่างกายและจิตใจเธอพยายามอดทน พยายามบอกตัวเองว่าเธอจะผ่านมันไปได้ แต่ตอนนี้...เธอไม่มั


![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




