All Chapters of มนตราแห่งรัก: Chapter 1 - Chapter 10

104 Chapters

เผ่าปักษา

第1集ย้อนกล่าวไปถึงตำนานที่ผู้คนเล่าขานกันมาเกี่ยวกับเจ้าแห่งผู้ปกครองทั้งสามภพ ไม่ว่าในนิทานปรัมปราเอาไว้เล่าให้ลูกหลานที่ต้องการความตื่นเต้น และอยากเก่งกาจดั่งผู้ที่เอ่ยนาม ด้วยคำร่ำลือว่าทั้งเก่งกาจ ดุดัน และเป็นเจ้าเหนือเซียน แถมด้วยรูปโฉมดั่งเทพผู้สร้างรังสรรค์ให้เป็นหนึ่งหามีสองไม่ นั่นยิ่งทำให้การเล่าขานสืบต่อมานานยิ่งนาน จวบจนพันปีผ่านไปคำเหล่านี้ก็มิได้จางหายกลับยิ่งมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก"องค์หลิงไท่นั้นกล่าวกันว่าปราบผู้เป็นฝ่ายอธรรมล้างบางจนไม่เหลือซาก""เดี๋ยวนะอาจารย์ผู้เฒ่าหากไม่เหลือซากแล้วเหตุใดพวกเรายังต้องร่ำเรียนวิชาพวกนี้เพื่อปราบอธรรมกันอีกเล่า"เป็นฮุ่ยเหอรัชทายาท ผู้ที่มีข้อโต้แย้งและช่างสงสัยในทุกๆเรื่องขมวดหัวคิ้วถาม เจ้าแมวหน้าบู้ตัวขาวอ้วนพีเงยหน้าขึ้นจากการหลับใหลอยู่ข้างกายยื่นขาข้างซ้ายยืดออกมาค่อยๆกางเล็บออกจนเห็นปลายแหลมบรรจงใช้เล็บแหลมคมจิกลงบนต้นขาเล็กที่นั่งซุกอยู่ใต้โต๊ะเรียน"โอ๊ยยยยย!!ไป๋อวี้เป็นเจ้าแกล้งข้าอีกแล้วนะ"หลังจากนั้นคนและแมวก็สร้างความปั่นป่วนให้กับเหล่าศิษย์ที่ม
Read more

ผจญภัย

第2集ปาไช่มองเจ้านายที่กลายเป็นเพื่อน ด้วยเพราะถูกบ่าวไพร่เลี้ยงดูมาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็กเพราะความเอ็นดูปนเวทนาสงสารในโชคชะตาของคนที่เป็นถึงลูกชายของหัวหน้าเผ่า ตัวเขาเองเป็นลูกของบ่าวในนี้เช่นกันแต่กำพร้าพ่อแม่ ดังนั้นทั้งคู่จึงจับคู่กันมาตลอด ตัวเขานั้นสูงใหญ่ด้วยวัยสิบเจ็ด แต่เพื่อนเขากลับดูราวกับเด็กวัยยังไม่พ้นสิบห้าเสียด้วยซ้ำไป ใบหน้าขาวใสเรียวงดงาม เขาลือกันว่าอี๋ซูหน้าเหมือนมารดาของเขายิ่งนัก ยิ่งจุดเด่นคือนัยตาสีสนิมกลมโตนั่น หากได้จ้องลึกลงไปดุจดั่งต้องมนต์แล้วยากจะถอนตัว เรือนร่างเล็กบางปราดเปรียวซุกซนหาเรื่องเจ็บตัวไม่ว่างเว้น หากเอาตัวรอดได้เสียทุกครั้งไป คราวนี้ก็เช่นกันทั้งคู่นั่งใช้กิ่งไม้เรียวยาวตีบนผิวน้ำไปมา สองขาหย่อนลงให้เท้าแช่อยู่ในน้ำ ร้องเพลงกล่อมเด็กด้วยความรื่นเริง"อี๋ซู""หือ?""เจ้ามีอะไรปิดบังข้าหรือไม่""ไม่มี"ปาไช่ใช้นิ้วชี้จิ้มขมับเพื่อนแล้วผลักออกแรงๆ"ยิ่งเจ้ารีบปฎิเสธเช่นนี้แสดงว่ายิ่งมีความลับ เอาล่ะ บอกข้ามาเดี๋ยวนี้"อี๋ซูหน้ามุ่ยจำใจยอมล้วงเอาไข่ออกมาให้ดู ปาไช่ตาโตจ้องเข
Read more

กลิ่นอาย

第3集ปาไช่และอี๋ซูต่างหลบหนีออกจากหมู่บ้านปักษา จริงอยู่ ที่พวกเขาเป็นชาวเผ่าวิหค แต่น่าแปลกกลับไม่สามารถแปลงร่างกลายเป็นนกพิทักษ์ของตนเองได้ จึงทำได้แต่กึ่งเดินกึ่งวิ่ง เมื่อพ้นเขตแล้วพวกเขาดิ่งข้ามเขตเวทมนต์ที่ปกป้องเผ่าวิหคกับโลก มุนษย์เอาไว้ วงเวทย์นี้เผ่ามนุษย์ล้วนมองไม่เห็น จะมีเพียงเผ่าวิหคเท่านั้นที่มองเห็นวงเวทย์สีทองที่วาดเป็นตัวหนังสือคาถาตัวยึกยืออ่านไม่อ่อนนี้ได้ ยกเว้นผู้ปกป้องเวทย์เท่านั้นที่สามารถท่องคาถานี้เมื่อมองเห็นวงเวทย์ขนาดใหญ่แล้วทั้งคู่หลับตาปี๋จับมือกันก้าวช้าๆข้ามผ่านวงสีทองที่เปล่งประกายยามมีสิ่งใดไปรบกวนมันเข้าเมื่อทะลุวงเวทย์ออกไปอีกด้านได้ โดยทั้งคู่ลืมนึกถึงเจ้านกเจ้าปัญหาเสียสิ้น“แกว๊วววกกกก ลืมข้างั้นหรือ เจ้านายข้าลืมเอาข้าข้ามไปด้วยงั้นหรือ ไม่จริง เหตุใดเขาจึงเป็นคนเช่นนี้ไปได้ นี่ข้าถูกลิขิตให้มาพบกับผู้ใดกันแน่ โธ่วาสนาของข้าคงจบเพียงแค่นี้แน่ๆ ท่านหลิงไท่ ข้าจะทำเช่นไรดี”เลี่ยงเฟิ่งรำพึงกับตัวเองด้วยความท้อใจในวาสนานี้"ฮะ..เฮ้ย!"อี๋ซูตกใจร้องเสียงดัง เมื่อตัวเขากับปาไ
Read more

ลงมือกับชายาเอก

ระหว่างรอจางหย่งที่หายออกไปตามคำสั่งนั้น หลิงไท่กลับเข้าไปยังภัตคารเช่นเดิมเพื่อนั่งรอผู้คน เขานั่งดื่มชาร้อนที่ถูกรินลงจอกอย่างช้าๆ ก่อนยกมันขึ้นจิบแล้ววางจอกชาลง สองมือไพล่หลังเดินออกไปยังระเบียงร้านชั้นสองชมท้องถนนด้านล่างที่คราคร่ำผู้คนด้วยสายตาครุ่นคิด เด็กคนนั้นที่เขาช่วยเหลือขึ้นจากน้ำ เขาเองรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดมากถึงขั้นไตร่ตรองเพราะรู้ดีว่าตนเองนั้นมิได้รู้จักมักคุ้นผู้ใดบนโลกมนุษย์ ที่เขามา ณ ที่แห่งนี้คือการนัดพบปะกับคนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นนับว่าซุกซ่อนตัวจากโลกเทพโลกเซียนมาเนิ่นนานนับหมื่นนับแสนปี แต่เพราะจดหมายที่ส่งมาถึงมือเขา โดยให้จางหย่งเป็นผู้ส่งมอบนั่นต่างหากน่าสนใจยิ่ง เขาหยิบจดหมายที่อยู่ในแขนเสื้อปีกกว้างออกมาอ่านซ้ำอีกรอบ 'จ้าวผู้ครองภพ เนื้อหาใจความยากนักจะเอ่ยถึง ข้าผู้ผ่านกลาเวลามานับแสนกว่าปี บัดนี้มีคำทำนายที่ต้องบอกกล่าวถึงท่าน เกรงว่าสถานที่ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ชั้นเก้า หรือเขตเซียนก็มิอาจจะได้ยินคำทำนายล่วงหน้านี้ ดังนั้นขอท่านจงมาพบข้ายังดินแดนที่ล้วนมีแต่คาวโลกีย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการรั่วไหล นามข้า เซียนซิ่ว' นี่ต่างหากที่เขาวิตกกังวล
Read more

เทพจันทราเผชิญหน้ากับฝ่าบาท

"ท่านว่าอะไร"หลิงไท่เสียงตึง "ข้าน้อยมารายงานว่า บัดนี้ดาวคู่ของฝ่าบาทปรากฏขึ้นแล้วพะย่ะค่ะ" "เหลวไหล"เขาถึงกับวางจอกชาลงกับโต๊ะเสียงดังกึกให้รู้ว่าไม่พอใจยิ่ง "ท่านดูเอาเองเถิด"เทพจันทราโบกมือเล็กน้อย ภาพตรงหน้ากลับเป็นท้องฟ้ามืดมิด ดวงดาวประจำกายของเขาเปล่งประกายสว่างสุกใสยิ่งนัก ทุกครั้งดาวดวงนี้มักโดดเด่นอยู่ดวงเดียวไม่มีดาวใดมากรายอยู่ใกล้ หากยามนี้กลับมีดวงดาวสีฟ้าขนาดเล็กสดใสสุกสกาวยิ่งนักมาปรากฏอยู่ข้างๆ "เป็นไปไม่ได้" "ทุกอย่างอยู่เบื้องหน้าแล้ว ท่านมิอาจขัดมติแห่งสวรรค์ได้พะย่ะค่ะ" "ตามเทพดารามาหาข้าจางหย่ง"หลิงไท่นั้นมีชายารองถึงสองคนแต่กลับหามีชายาเอกไม่ เขานึกถึงเด็กหนุ่มผู้ครอบครองวิหคสวรรค์เอาไว้แล้วอยากยกมือกุมหน้าผากตัวเอง นี่มันประจวบเหมาะเกินไปแล้ว เพียงไม่นานร่างเทพเซียนชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ตามหลังด้วยจางหย่ง "ฝ่าบาท" "เป็นเรื่องจริงหรือไม่"เทพดารานั้นจำเป็นต้องรู้ว่าสิ่งที่เจ้าภพถามคือสิ่งใด ทั้งที่เขาเองก็เพิ่งมา เขาเอียงหน้ามองไปยังเทพจันทราเพียงครู่แล้วก็ยกนิ้วขึ้นนับตรวจชะตา "จริงแท้พะย่ะค่ะ บัดนี้เนื้อคู่ของฝ่าบาทปรากฏขึ้นแล้ว"เทพดาราพยักหน
Read more

ได้เวลาเปิดเผยมติสวรรค์

หลิงไท่เดินวนไปมาอย่างคนใช้ความคิด มือข้างหนึ่งไพล่หลังอีกข้างหนึ่งถือจอกชาคลึงไปมา สายตามองเลยออกไปยังนอกตำหนัก เขาเป็นถึงเจ้าภพปกครองทั้งสวรรค์ สัตว์เซียนและเผ่าอสูร ปัญหาหนักอกของเขามีอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือเผ่าอสูรกำลังจะก่อกบฎ เขาจึงต้องส่งทหารเทพไประแวดระวังยังรอยต่อของประตูมารกับสัตว์เซียนเอาไว้ ข้อสองคือเผ่าสัตว์เซียนมีปัญหากันเองระหว่างเผ่าวิหคกับเผ่าจิ้งจอก ทำให้เขาต้องนั่งกุมหน้าผากเสมอทุกครั้งไป ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ต่างไม่มีใครยอมใคร และสุดท้ายพระชายา เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับตัวเขาเอง เดิมทีเขาเกิดมาจากจิตเทพของเทพสงคราม ดังนั้นเวลาเขาโกรธจิตของเทพสงครามจะส่งผลมากกว่า ไอปราณแห่งความกระหายเลือดและการเข่นฆ่ามักจะเบียดจิตเทพของเขาและเขามักจะควบคุมจิตไม่ได้บ่อยครั้ง หากเขามีพระชายาแน่นอนผลกระทบก็คือยากจะควบคุมยามเผลอตัวนั่นยังไม่เท่าไหร่ ถ้าพระชายามีพระโอรสจิตแห่งเทพสงครามจากเขาจะถูกถ่ายทอดไปสู่พระโอรสด้วย นี่เรียกได้ว่าเป็นเคราะห์ที่เขาต้องได้รับ ความดุดันและอารมณ์แรงจนยากจะควบคุมนั่นเป็นเหมือนสีดำที่ถูกแต้มลงบนผ้าขาวให้ด่างพร้อย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ฝ่าบา
Read more

เคราะห์รักเจ้าภพ

"พักก่อนได้หรือไม่ข้าไม่ไหวแล้ว"อี๋ซูหอบจนตัวโยน "อ่อนแอ"เลี่ยงเฟิ่งส่งมาหนึ่งคำ "หนอยเจ้าบินบนฟ้าแต่ข้าเดินนะใครจะสบายอย่างเจ้ากันเล่า"อี๋ซูบ่น ทันใดนั้นเองเลี่ยงเฟิ่งก็ค่อยๆกลายร่างเป็นคนในชุดสีแดงร่างสูงโปร่งใบหน้างดงามยากจะแยกออกว่าเป็นหญิงหรือชาย แย้มปากยิ้มริมฝีปากสีสดราวกับดื่มเลือดมาเอ่ยขึ้น "เอาล่ะคราวนี้เจ้ากล่าวหาข้าไม่ได้แล้วนะ"เลี่ยงเฟิ่งไม่สนใจเด็กน้อยสองคนที่อ้าปากมองอย่างตกตะลึง "เจ้า..เจ้า..สวยมากเลย"ประโยคแรกที่ปาไช่เอ่ยทำเอาเลี่ยงเฟิ่งถึงกับใช้เล็บยาวสีแดงสดเกี่ยวใบหูเล็กๆเอาไว้ "เจ้าปากพล่อยใครสวยกัน" "เอาน่า พวกเจ้าอย่าทะเลาะกันเลย แต่ว่าเรื่องนี้ข้าเห็นด้วยกับปาไช่นะ"เลี่ยงเฟิ่งถึงกับกัดฟันแน่นเพราะทำอะไรนายตนไม่ได้ "เลิกเหลวไหล! เดินทางได้แล้ว"เลี่ยงเฟิ่งนอกจากจนปัญญาจะต่อกรกับอี๋ซูแล้วยังต้องแบกความคับแค้นเพราะมิอาจถกเถียงกับปาไช่ได้ ระหว่างเดินทางกลับมีพายุลูกย่อมพัดจนใบไม้กระจัดกระจาย ทั้งสามยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าเอาไว้กันฝุ่นผงเข้าใบหน้า ปาไช่และอี๋ซูไม่ได้ล่วงรู้ว่าลมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่เลี่ยงเฟิ่งรับรู้ บัดนี้จางหย่งร่างยักษ์ในชุดสีเทาเงิ
Read more

เจอกันแล้ว

กลุ่มคณะที่ดูพิลึกพิลั่นสี่คนราวกับคณะปาหี่ มีชายร่างยักษ์แม้นใบหน้าจะหล่อเหลาแต่กลับบึ้งตึงยิ่งนัก เดินเคียงข้างคนที่มิรู้ว่าชายหรือหญิงหากใบหน้างดงามยิ้มแย้ม ทั้งตัวแต่งแต้มด้วยสีแดงสดตัดกับเรือนผมยุ่งเหยิงสีดำ ตามติดด้วยสองหนุ่มน้อย หนึ่งนั้นใบหน้างดงามราวกับเทพเซียน ค่อนข้างมอมแมมด้วยความซุกซน ใบหน้ายิ้มแย้มดวงตาสุกใสกวาดมองซ้ายบ้างขวาบ้าง มือบางไม่หยุดนิ่งหยิบจับโน่นนี่สองข้างทางไม่หยุด อีกหนึ่งใบหน้าค่อนข้างซูบผอมแต่หาใช่ขี้ริ้วไม่ กลับยิ่งขับดวงตากลมโตให้ดูน่าสนใจยิ่ง ทั้งคู่เดินหนีบเนื้อตัวตามหลังสองหนุ่มรุ่นพี่ต้อยๆ ................... ย้อนไปก่อนหน้าครึ่งชั่วยาม “เช่นนั้นข้าขอลา รักษาตัวด้วย”เลี่ยงเฟิ่งกล่าวลาและเตรียมตัวจะจากไป หากแต่มีมือที่อยู่ในชุดเกราะขาวขวางหน้าเอาไว้ก่อน “รอเดี๋ยวท่านวิหคสวรรค์”จางหย่งรั้งเอาไว้ “มีอันใดชี้แนะหรือท่านจางหย่ง” “ข้าไม่มีอะไรชี้แนะ เพียงแต่ ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”จางหย่งบอกเสียงเรียบ “เดี๋ยวนะ ช้าก่อน ท่านจะไปกับพวกเรา นี่ข้าฟังไม่ผิดใช่หรือไม่” “หรือท่านยังไม่ได้สติล่ะท่านวิหคสวรรค์ ข้ากล้าออกจะชัดเจนถึงเพียงนี้”จางหย่งบอกเสียงซื่
Read more

พาหนะคู่กาย

"อู๊ยย พวกเขาจะบาดเจ็บหรือไม่ปาไช่" "ไม่หรอก ไปเถอะรีบไป มิเช่นนั้นเจอพวกเราจะยุ่งไปใหญ่"ปาไช่ดึงแขนเพื่อนค่อยย่องออกจากพุ่มไม้ เมื่อพ้นสายตาแล้วทั้งคู่จึงวิ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำที่อับชื้น "พ้นหรือไม่ พวกเราหนีพ้นหรือยัง"อี๋ซูถาม "พ้นแล้วเขาจับทิศทางของพวกเราไม่ได้แน่นอน"ปาไช่ยืนยัน "ทำไมล่ะ" "นี่ยังไงเล่า"ปาไช่ชูไม้หลงทิศให้อี๋ซูดู เขาถึงกับหัวเราะร่า "เจ้าฉลาดที่สุดเลยปาไช่" "ใช่สิก็ข้ามีเพื่อนที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นเจ้า ข้าจึงต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าเอาไว้ เผื่อแก้ไขความผิดพลาดของเจ้ายังไงล่ะ"ปาไช่บ่นทั้งคู่ทรุดลงนั่งบนพื้นกวาดตาสำรวจไปทั่วถ้ำที่มืดมิด "วันนี้พวกเรานอนในนี้ก็แล้วกัน"ปาไช่ขยับตัวลุกขึ้น "เจ้าจะไปไหน" "หาฟืน เจ้าเองก็อย่างนั่งเฉยๆไปหาด้วย อีกอย่างข้าจะดูด้วยว่าพอจะมีอะไรให้พวกเรากินได้หรือไม่ อาหารที่กักตุนไว้เจ้ากินจนหมดแล้ว"ปาไช่เดินไปบ่นไปจนเสียงหายลับไปแล้วพร้อมกับร่างกาย อี๋ซูหันมองซ้ายขวาไปทิศทางตรงกันข้ามกับปาไช่ ลึกเข้าไปยังด้านในเขาได้ยินเสียงน้ำตก "เห๋.. มีน้ำตกด้วยแปลกจัง"อี๋ซูเดินเข้าไปใกล้น้ำตกขนาดเล็ก น้ำใสจนกระทั่งเห็นพื้นทราย
Read more

พยัคเมฆา

第7集หลิงไท่หลังจากแน่ใจในตำแหน่งของเจ้าเสือเทพตัวนั้นแล้วก็สลายตัวเองกลายเป็นควันไปยังที่มันแอบซ่อนอยู่ เขายังไม่ปรากฏกายให้มันเห็นได้แต่เฝ้าดูสถานการณ์ว่าเป็นเช่นไร เขามองร่างเล็กที่ดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าสัตว์เทพนั่น ในใจขุ่นข้องอย่างบอกไม่ถูก พลางคิดในใจว่าคนที่ทำร้ายเจ้ากระต่ายน้อยนี่ได้คงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น ใครที่ไหนก็หามีสิทธิ์ทำได้ไม่ ทั้งที่เขาเองเป็นคนออกคำสั่งให้จางหย่งมาจัดการแท้ๆ ครั้นพอนึกขึ้นได้ก็อดเม้มปากแน่นไม่ได้ พาลโมโหจางหย่งไปเสียอีกที่ไม่คิดจะค้านเขาเลยสักนิดว่าให้คิดดีๆเสียก่อน นับว่ายังโชคดีที่จางหย่งไม่ได้ทำตามคำสั่งนั่น"ปล่อยข้านะ"อี๋ซูดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าเสือ บัดนี้มันกลายร่างเป็นคนตัวใหญ่เห็นมัดกล้ามเด่นชัด เส้นผมของมันสั้นจนเกือบจะเห็นหนังศีรษะ เนื้อตัวของมันมีกลิ่นวิงเวียนชวนให้คลื่นเหียน ตัวของเขาเล็กยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของร่างกายมันเสียด้วยซ้ำ"หุบปากของเจ้าเสียเด็กน้อย""พวกเจ้านี่มันเหลือเกินจริงๆ ข้าไม่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ของพวกเจ้าเสียหน่อย ใยต้องลากข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย"อี๋ซูโวยวาย"ปล่อยคน!"หลิงไท่ตะโกนมาจากด้านหลัง มันหันมามองถึงแ
Read more
PREV
123456
...
11
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status