[9]
พริกจิ้มพริก
_________
วารินทร์ยกมือไหว้ด้วยมารยาทอันพึงมี อับอายยิ่งนักเมื่อสายตาของหญิงชรากวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ร่องรอยที่เขาตีตราไว้บนผิวเนื้อ คงจะโผล่พ้นชุดของเธอออกมาให้คนมองแลเห็น
“ไหว้พระเถอะแม่หนู ป้าชื่อน้อมเป็นแม่นมของคุณชายใหญ่ เอ่อ...นายเหมืองเมฆาน่ะ ไม่ต้องกลัวป้าหรอกนะ มาเถอะจ้ะ ขึ้นเรือนดีกว่าหนูจะได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ดึกดื่นมืดค่ำจะหนาวเย็นเปล่าๆ” ว่าแล้วก็จูงมือหญิงสาวคราวหลานขึ้นเรือน นางตรงไปยังห้องติดครัวที่นายหนุ่มสั่งเอาไว้
ในห้องมีเพียงเตียงเล็ก โต๊ะเตี้ยหนึ่งตัวแล้วก็ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ หนึ่งหลัง วารินทร์สำรวจรอบๆ ห้องอย่างรวดเร็วตามนิสัย แล้วก็ยิ้มออกเมื่อเห็นห้องน้ำ แค่นี้ก็อุ่นใจ เธอไม่ปรารถนาจะเป็นนางเอกนิยายดราม่าที่ต้องลำบากตักน้ำมาใส่โอ่ง แต่ถ้าเขาจะให้เธอทำละก็ สบายมาก ทั้งตักน้ำ ผ่าฟืน ทำสวน วารินทร์คนนี้ไม่กลัว เธอพร้อมสู้ตาย ขออย่างเดียวเท่านั้น อย่าให้เธอเป็นแม่ครัวก็พอ
“หนูชื่อวารินทร์ใช่ไหม” นางน้อมถาม
“ค่ะ ที่นี่...เอ่อ ใช่ชุมนุมโจรไหมคะ”
วารินทร์ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ นางน้อมยิ้มขบขำ
“ไม่ใช่หรอกหนู ที่นี่เป็นเหมืองอัญมณี นายเหมืองเมฆาเป็นเจ้าของเหมืองแห่งนี้”
“เหมืองเถื่อนหรือคะ ตำรวจคงเข้ามาไม่ถึงที่นี่ใช่ไหม” อดประชดไม่ได้จริงๆ
“เราไม่ใช่โจร เราไม่กลัวตำรวจ” นางน้อมว่า
“แต่เขาลักพาตัวหนูมา” วารินทร์เถียง
“ป้ารู้ว่าคุณชายใหญ่มีเหตุผล และมั่นใจว่าหนูก็ต้องรู้เหตุผลเช่นกัน”
คราวนี้วารินทร์นิ่งเงียบ นางน้อมจึงเอ่ยต่อ
“อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียนะ ชุดนี้ไม่เหมาะที่จะอยู่ที่นี่เลย ป้าจะเอากับข้าวเข้ามาให้แล้วตั้งไว้บนโต๊ะนั่น หนูกินเสร็จก็เข้านอนเลยนะ ที่นี่เขานอนแต่หัวค่ำ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้คุณชายใหญ่จะหาเรื่องกลั่นแกล้งอะไรหนูอีก ป้าอยากให้หนูอดทนให้มาก ยอมๆ เขาไปก่อน คุณชายใหญ่ไม่ใช่คนใจร้ายอะไรนักหนา บางทีก็เหมือนเด็กขาดความอบอุ่นด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าอยู่ๆ ไปหนูก็จะรู้เอง”
นางสั่งความยืดยาวแล้วปลีกตัวออกมาจากห้อง พลันรอยยิ้มละไมก็ผุดพรายเต็มใบหน้าอวบอิ่ม คุณชายของนางเพิ่งกลับมาถึงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว ร่างสูงใหญ่ไม่ทันได้นั่งด้วยซ้ำ เขาสั่งสาวใช้ให้จัดห้องใหม่ให้เชลยสาว แทนห้องเก่าที่เตรียมไว้ที่บ้านพักคนงาน นางยิ้มกริ่มอย่างรู้ทันจนคุณชายใหญ่เกรงเสียฟอร์ม ต้องเปลี่ยนห้องอีกรอบ จากตอนแรกที่จะเอาห้องทางปีกซ้ายซึ่งเป็นห้องพักแขก กลับมาเป็นห้องสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ ห้องครัวแทน
เท่านี้นางก็พอเดาออกว่าเหตุการณ์ในวันข้างหน้าจะออกมารูปแบบใด ได้แต่หวังว่าคุณชายของนางจะค้นพบสิ่งที่เรียกว่า ‘รัก’ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
วารินทร์ปิดประตูเมื่อป้าน้อมจากไป เธอรีบมาเปิดตู้เสื้อผ้าออกดู ค้นดูทุกซอกทุกมุม แต่ก็ยังไม่พบสิ่งที่ตามหา
“ซวยละ!” เธออยากจะร้องไห้ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นเธอไม่เป็นไร ไม่มีครีมบำรุงผิวแพงๆ เธอไม่เคยว่า แต่ไม่มีชุดชั้นในเปลี่ยนนี่สิ เฮ้อ...
คืนนั้นหลังจากกินอาหารที่ป้าน้อมนำมาให้ วารินทร์ก็รีบเข้านอน ไม่มีฟูกนุ่มๆ ผ้าห่มหนาๆ แต่ว่ากลิ่นของความสะอาดทำให้เธอรังเกียจมันไม่ลง ได้แต่เอนกายลงนอนอย่างเข้มแข็ง กลัวก็กลัว แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็จะอยู่ที่นี่ อยู่จนกว่าผู้ชายคนนั้นจะปล่อยเธอไป
หญิงสาวหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน แว่วเสียงซ่าๆ คล้ายเสียงน้ำตกดังอยู่ไม่ไกล แต่ใครเล่าจะเฝ้าตามหา เวลานี้เธอทั้งง่วงทั้งเพลีย ขอนอนเอาแรงดีกว่า
_____________
ปัง! ปัง! ปัง!
วารินทร์ลืมตาโพลงในแสงสลัว เสียงปึงปังที่ดังอยู่มิใช่เสียงปืนผาหน้าไม้ แต่เป็นเสียงใครสักคนกำลังทารุณกรรมประตูบานน้อยของเธออย่างบ้าคลั่ง แต่ใครสนกันล่ะ ที่นี่อากาศเย็นสบายจนไม่อยากลุกจากที่นอน ใครอยากเป็นบ้าลุกมาทำอะไรตอนนี้ก็เชิญเถอะย่ะ คุณหนูวาขอโบกมือลาก็แล้วกัน
“วารินทร์! ฉันรู้นะว่าเธอตื่นแล้ว!”
เสียงที่ร้องมาจากข้างนอกทำให้วารินทร์ต้องลุกมานั่งค้อนฟ้าค้อนลม อีตาบ้านี่มีตาทิพย์หรืออย่างไร
“รีบแต่งตัวซะ! ฉันไม่ได้พาเธอมาเที่ยว” เมฆาพูดอีก
วารินทร์ได้แต่เบะปากใส่บานประตู เธอรู้แล้วน่าว่าเป็นเชลย พร้อมเมื่อไหร่จะรีบไปให้จิกหัวใช้ แต่ตอนนี้มันยังไม่พร้อม เธออยากจะนอน เข้าใจกันบ้างสิอีตาคนเถื่อนเอ๊ย
“ฉันให้เวลาสิบห้านาที ถ้าช้ากว่านั้นฉันจะพังประตูเข้าไป”
“ไม่นะ! จะพังเข้ามาทำไม!” ลุกมายืนร้อนใจอยู่กลางห้อง กลัวว่าเขาจะเข้ามาช่วยเธอแต่งตัวน่ะสิ อีตาบ้านี่เหมือนชาวบ้านเสียทีไหน
“สบายใจได้ ฉันไม่ได้ไปช่วยแต่งตัวหรอก”
“เชี่ยละ! รู้ความคิดเราได้ไงวะ อีตาบ้าเอ๊ย” เอ่ยกับตัวเองด้วยเสียงกระซิบ ทว่าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ดี เขาคงไม่ได้คิดมาช่วยเธอแต่งตัวจริงๆ
“ได้ยินชัดไหม ฉันจะไม่เข้าไปช่วยเธอแต่งตัว เพราะฉันจะเข้าไปช่วยถอด!”
“กรี๊ดดด!”
คุณชายใหญ่รีบยกมืออุดหู ก่อนที่เสียงแปดหลอดของแม่คุณจะแทรกผ่านบานประตูออกมาทำร้ายแก้วหูของเขา
“ไปตายซะไอ้คนเฮงซวย! ลามก! ทุเรศ! คิดเรื่องอื่นไม่เป็นหรือไง!”
วารินทร์ร้องด่าอยู่ภายในห้องนอน แม้จะให้พรยืดยาวแต่ใบหน้าขาวผ่องกลับแดงเรื่อเพราะดันคิดถึงนายเหมืองจอมโหดกับร่างกำยำของเขายามเคลื่อนไหวอยู่เหนือร่างเธอ เธอรีบสลัดความคิดนั้นออกจากสมอง แลหาผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำ คนสวยแต่ซกมกเล็กน้อย เลือกล้างหน้าแปรงฟันเพียงเท่านั้น เธอไม่ขอทำร้ายร่างกายด้วยการอาบน้ำท่ามกลางอากาศเย็นจัดตอนตีห้าเด็ดขาด
นาฬิกาเรือนน้อยบนผนังไม้บอกว่าเธอใช้เวลาไปห้านาที เหลืออีกไม่เกินสิบนาทีที่เธอต้องจัดการกับเจ้าผ้าถุงสีเขียวหม่นกับเสื้อแขนกระบอกสีครามขุ่นให้มันมาอยู่บนตัว แค่คิดก็ปวดหัว ไม่มีชุดชั้นในให้เปลี่ยนก็เกินจะทนอยู่แล้ว เธอยังต้องปล้ำกับผ้าถุงนี่อีก
มือเรียวสวมผ้าถุงลงทางศีรษะ มันยาวเลยเข่าเล็กน้อย เธอพับปมผืนผ้าไว้เหนือทรวงอก ก่อนจะใช้ผ้าแพรผืนบางที่โชคดีมีในตู้ มาพันรอบอกอีกสองรอบ นับว่าเป็นโชคดีอีกเหมือนกันที่มันยาวพอให้เธอมัดรอบอกได้พอดิบพอดี พอเสร็จก็สวมทับด้วยเสื้อแขนกระบอกยาวแค่ศอก ติดกระดุมด้านหน้าสี่เม็ด เผยเนินทรวงขาวรำไร ผมยาวดำขลับถูกเจ้าตัวปล่อยออกมาจากมวยหลวมๆ ก่อนจะหวีด้วยนิ้วมืออย่างลวกๆ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี รีบมาเปิดประตูให้คนที่รออยู่ด้านนอก
เมฆาพาหญิงสาวเดินลงเรือน ท่ามกลางน้ำค้างที่แรงจัด แทบจะมองไม่เห็นสิ่งใด
“ตื่นสายแล้วยังชักช้า นักเรียนนอกตื่นสายกันทุกคนหรือไง”
คนฟอร์มจัดบ่นขมุบขมิบแก้อาการประหม่า นางฟ้าเมืองกรุงฯ เมื่อวานนี้ เปลี่ยนเป็นนางไพรบ้านป่า งดงามเกินบรรยาย ใบหน้าหล่อนยามไร้เครื่องสำอางมันน่ามองน่าหอมเป็นที่สุด
“ประสาท! ถ้าตีห้ากว่าๆ นายว่าฉันตื่นสาย คนเขาคงตื่นสายกันค่อนโลก” ริมฝีปากสีสดสวนกลับอย่างไม่เกรง เรื่องอะไรจะยอมโดนด่าฟรีๆ
เมฆาอยากขอเก็บคำชื่นชมที่มีต่อร่างตรงหน้ากลับคืนเสียให้หมด นี่ถ้าปากอิ่มๆ ของหล่อนจะลดความคมเหมือนกรรไกรลงบ้าง หล่อนคงไม่ต้องเก็บความสาวมาให้เขาปล้นไปแน่ๆ
แค่คิดถึงเรื่องเมื่อวาน ริมฝีปากหยักได้รูปใต้เครารกครึ้มก็ระบายยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ
“ยิ้มบ้าอะไร?” วารินทร์ถามตาขุ่น ตาบ้าเมฆาท่าจะเพี้ยนหนัก เขาไม่มีอะไรทำแล้วเหรอ ถึงได้ปลุกให้เธอมาเดินตากน้ำค้างเล่นอย่างนี้
“เปล่า...ฉันแค่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่...เอ่อ ไม่ใช่เรื่องของเธอ โน่นอุปกรณ์ ไปหยิบแล้วตามมาเร็วๆ เข้า”
เขาสั่งเสียงเข้ม ชี้มือไปยังอุปกรณ์ที่อ้างถึงซึ่งอยู่ใต้เพิงเก็บของ
วารินทร์หันไปตามที่เขาบอกก็เห็นถังพลาสติกขนาดใหญ่สองใบกับไม้แบนๆ ยาวๆ คงมีไว้หาบเจ้าถังนี่ เธอคว้าสองถังมาใส่มือแต่ไม่เอาคานหาบ แล้วรีบเดินตามเขาให้ทัน แต่ว่า...ลมมันเย็นชะมัด! นี่เธอต้องติดอยู่ที่นี่โดยไม่ได้สวมชั้นในทั้งชิ้นบนชิ้นล่างเหรอ เพราะนายคนเดียว นายเหมืองจอมโหด!
“ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าคุณไม่ลุกออกไป ฉันยิงแน่” เธอขู่ ถือปืนเล็งเป้า“หนึ่ง!” เธอเริ่มนับ วาคิมยังนิ่งเฉย ดวงตาอันปวดร้าวจ้องกลับมาที่เธอ“ผมไม่ไป”“สอง!” เธอนับอีก ปืนที่ถืออยู่ขึ้นนกพร้อมยิง“กลับบ้านเรานะ”“สาม!” นับหนสุดท้าย เธอน้ำตาคลอ จ้องมองเขาอย่างขออภัย“ผมรักคุ...”ปัง!“เจ้านาย!”กวินถลาเข้าไปซ้อนหลังวาคิม แรงอัดจากคมกระสุนทำเอาชายหนุ่มแทบหงายหลัง ปลายกระบอกปืนที่อยู่ในมือของเกล็ดมุกยังมีควันลอยอยู่อ้อยอิ่ง“ฮ่าๆๆ เยี่ยมมากลูก! เยี่ยม!”เจ้าสัวเมฆินทร์หัวเราะอย่างถูกอกถูกใจ เกล็ดมุกยิ้มจืดจางส่งให้แต่ดวงตากลับมีน้ำใสเอ่อคลอ เขาเจ็บ เธอรู้ เธอพยายามเต็มที่แล้ว หวังว่ากระสุนจะอยู่ห่างจากหัวใจเขา“ไปเถอะลูก เข้าบ้าน ส่วนไอ้สองตัวนั้นให้คนของเราจัดการ”เจ้าสัวบอกพลางรุนหลังบุตรสาวให้เข้าบ้าน ไม่ชอบสายตาเจ็บปวดที่เกล็ดมุกทอดมองวาคิมเลย มันเหมือนว่าท่านเป็นคนผิดที่บัง
[13]สงสารวารินทร์__________________เกล็ดมุกออกจากโรงพยาบาลได้สองสามวันแล้ว สภาพร่างกายไม่มีอะไรน่าห่วง แต่สภาพจิตใจยังย่ำแย่ เธอยังคิดถึงเขา คิดถึงคนใจร้ายที่สุดท้ายก็บอกออกมาจนได้ว่ารักเธอ แต่เธอเลือกเขาไม่ได้ เลือกเขาไม่ได้จริงๆปัง!เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้นที่หน้าคฤหาสน์ เกล็ดมุกสะดุ้งโหยง ลุกจากเก้าอี้ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อไปหยุดมองที่หน้าต่าง มีใครบางคนมาที่บ้านของเธอ เขาถูกล้อมไว้ด้วยการ์ดนับสิบของบิดา“วาคิม!” เธอรีบลงมาข้างล่าง เสียงกัมปนาทของบิดาดังมาให้ได้ยินไม่หยุด“บ้านอั๊วไม่ต้อนรับคนอย่างลื้อ ออกไปซะก่อนที่อั๊วจะยิงลื้อจริงๆ” เจ้าสัวพร่ำบอก วาคิมไม่ทำตาม กวินพยายามดึงเจ้านายให้กลับไปขึ้นรถ ทว่าวาคิมไม่ยอม“ผมแค่อยากเจอเธอ ผมคิดถึงเธอ ได้โปรดเถอะครับ ให้ผมได้พบเธอสักนิดก็ยังดี” วาคิมวอนขออย่างไม่อาย ความโหยหาในตัวเกล็ดมุกทำให้เขายอมละทิ้งศักดิ์ศรีเพื่อมาที่นี่ แผลฟกช้ำบนใบหน้ายังไม่ทันจางหาย เขาอาจจะได้แผลใหม่กล
“เจ้ามีน...สี่ขวบแล้วนี่ วันเกิดแกก็เพิ่งผ่านไป เอ...ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าห้าปีที่แล้ว...นายอยู่กับฉันที่ภูเก็ตตอนที่ฉัน...ถูกลอบยิง”วาคิมใจหายวาบกับความจริงที่เพิ่งรับรู้ เขาไม่เคยรู้เลยว่ากวินต้องเสียสละสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตเพื่อเขา ที่สำคัญเขาไม่เคยมีโอกาสได้กล่าวคำว่าเสียใจด้วยซ้ำ“ครับ เมษาตกเลือด ไม่มีใครรู้จนผมกลับมาถึงบ้าน ใบหน้าเธอซีดยิ่งกว่ากระดาษตอนที่ผมพาเธอส่งโรง’บาล แต่เชื่อไหม เธออุตส่าห์ลืมตามาถามบางอย่างกับผม”กวินย้อนถามเสียงแปร่งปร่า สบสายตาร้าวรานกับเจ้านายที่เคารพผ่านกระจกมองหลังวาคิมหัวใจแทบหยุดเต้น เหมือนมีใครสักคนกำลังบีบหัวใจเขาให้แหลกคามือ เพราะเขาเองแท้ๆ ที่ทำให้เด็กตาดำๆ คนหนึ่งต้องขาดแม่และเพราะเขาเองแท้ๆ ที่ทำให้กวินไม่สามารถรักใครได้อีก“เธอถามผมว่าเจ้านายปลอดภัยดีใช่ไหม แล้วก็สลบไปจนหมอต้องผ่าเอาเจ้ามีนออกมา ผมกอดเธอกับลูกไว้ ยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อเห็นเจ้ามีนปลอดภัย แล้วนั่น...ก็เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ที่เราสามคนได้กอดกัน”“ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องเมษามากนัก ร
เปลือกตาอันหนักอึ้งของเกล็ดมุกเปิดขึ้นช้าๆ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาล โชยเข้าจมูกจนเธออยากจะอาเจียน เธอขยับกายด้วยความเมื่อยล้า แต่ร่างกายที่ผิดปกติทำให้ไม่สามารถทำได้อย่างที่ใจคิด หัวใจดวงน้อยหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม รีบแตะที่หน้าท้อง“ลูก...ลูกจ๋า...ฮือออ...”“หนูเล็ก อย่าร้องลูกอย่าร้อง”เจ้าสัวใหญ่รีบเข้าปลอบบุตรสาวที่เริ่มโวยวายด้วยความเข้าใจผิด“คุณป๋าขา...ฮึกๆ ลูก...”“เขายังอยู่ลูก หลานของป๋าเขาเข้มแข็งมากรู้ไหม”คำบอกเล่าเพียงเท่านั้น ก็สามารถทำให้คนกำลังจะเป็นแม่ยิ้มได้ทั้งน้ำตา เกล็ดมุกไม่ขออะไรมากมาย เธอขอแค่ให้ลูกในครรภ์ปลอดภัยเท่านั้น“มุก! คุณฟื้นแล้ว” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความดีใจดังขึ้นทันทีที่ประตูถูกผลักเข้ามา เจ้าสัวหน้าตึงใส่โทนี่ที่ไม่สามารถรั้งหมาบ้าตัวนี้เอาไว้ได้ การ์ดหนุ่มได้แต่ก้มหน้าสำนึกผิดอยู่หน้าประตู“มุก...คุณไม่เป็นไรใช่ไหม คุณปลอดภัยแล้วนะที่รัก”วาคิมพร่ำพูด เข้าไปเกาะขอบเตียง จับมือแม่ของลูกมากุมไว้อย่างแสนรักเกล็ดมุกใจเสีย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลทำเอาเ
[12]น้ำตาของวาคิม___________ร่างอวบท้วมของนมน้อมเดินออกมาจากห้องของนายเหมืองหนุ่ม นางถือกะละมังใบเล็กมีผ้าผืนหนึ่งวางพาดบนปากขอบ มันเป็นภาพที่เมฆาเฝ้ามองมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว วารินทร์เป็นไข้และยังไม่มีทีท่าว่าจะหาย“เสียใจด้วยนะคะคุณชาย ดิฉันยืนยันว่าแม่หนูคนนั้นยังมีลมหายใจ”นางน้อมค้อนให้เจ้านายอย่างเคย แต่วันนี้มีหน้างอง้ำและคำแทนตัวประชดประชันแถมมาด้วย นางรู้เรื่องที่เจ้านายทำกับวารินทร์เมื่อเช้า หลังจากคะยั้นคะยอว่าไปแกล้งเจ้าหล่อนท่าไหนถึงได้ป่วยนอนซม แล้วความจริงก็ทำให้นางอดเคืองไม่ได้ คุณชายใหญ่ของนางทำเกินไปจริงๆเมฆามัวแต่กังวลเรื่องคนที่นอนซมตั้งแต่เมื่อวาน เลยมองผ่านการประชดประชันของแม่นมคนดี เขากลับเข้าห้องอีกครั้ง หลังจากรบกวนแม่นมให้ช่วยเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้วารินทร์ หล่อนยังนอนแบ็บอยู่บนเตียง ดวงตาสีนิลปิดสนิท มีคราบน้ำตาจางๆ ติดอยู่ที่พวงแก้ม สีหน้าหล่อนดีขึ้นมาก ลองเอามืออังที่หน้าผากก็พบว่าหล่อนไม่มีไข้แล้วนายเหมืองหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก กวาดไล้สาย
เมฆายิ้มร้าย มัดเชือกที่ข้อมือน้อยแน่นหนึบ ชนิดที่ว่ามันไม่มีวันหลุดออกหากว่าไม่มีคนแกะมัน“ทีนี้ก็เดินลงไปในน้ำ”วารินทร์งุนงง น้ำตายังไหล กลืนน้ำลายลงคออย่างประหม่า น้ำไหลเชี่ยวมาก และเธอ...ว่ายน้ำไม่เป็น“ฝนมันกำลังจะตกหนัก น้ำก็ไหลเชี่ยว ฉันกลัว” วารินทร์สารภาพ แม้จะอยากตายแต่ความกลัวก่อนตายมันก็รังแกหัวใจเธออยู่ดี“นั่นแหละที่ฉันต้องการ ลงไปเดี๋ยวนี้!”วารินทร์กัดฟันแน่น เดินลุยน้ำลงไปอย่างน้อยใจ เขาอยากให้เธอเจ็บปวด อยากให้เธอกลัว ตอนนี้เขาทำสำเร็จแล้ว สายน้ำช่างเย็นเฉียบและไหลแรงเหลือเกิน น้ำตกก็ร่วงหล่นอย่างหนักแน่นราวกับจะทับถมมนุษย์ตัวเล็กๆ เช่นเธอ“เดินลงไปอีก อย่างนั้น เดินลงไปเรื่อยๆ หันหน้ามาทางนี้ด้วย”เขาสั่งอยู่บนท่าน้ำ วารินทร์ร่ำไห้ หันหน้ากลับมาหาเขา น้ำลึกลงไปทุกคราที่ก้าวถอยหลัง เธอถอยลงไปจนระดับน้ำปริ่มที่ริมฝีปาก น้ำเย็นมากและไหลแรงจนขาเธอแทบจะยืนไม่ติดพื้น ด้านล่างฝ่าเท้ามีแต่ก้อนหิน ทั้งลื่นทั้งแหลม เจ็บเท้าไปหมด“ยกมือซ้ายขึ้นมาให้ฉันเห็น”