เข้าสู่ระบบหนึ่งชั่วโมงต่อมา
ณ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง เสียงเปียโนบรรเลงคลอเบา ๆ ลอยแว่วมาจากลำโพงเหนือศีรษะ แสงไฟสีอุ่นสะท้อนพื้นกระเบื้องมันวาวตลอดโถงทางเดินห้างอันหรูหรา กลิ่นหอมของน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ลอยแตะจมูกตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปด้านใน ชนากานต์ก้าวเดินเคียงข้างคุณหญิงรุจิราอย่างเงียบ ๆ สองมืพลางลูบต้นแขนของตัวเองบริเวณที่ยังมีรอยจางของแรงบีบเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างประหม่า แม้จะพยายามฝืนยิ้มตอบคำพูดของคุณหญิงผู้มีเมตตา แต่แววตาของเธอกลับหลบเลี่ยงไม่กล้าสบใครตรง ๆ ในตอนนี้ “อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมลูก หรือว่าอยากได้อะไรไหม ฉันซื้อให้ได้นะ”เสียงของคุณหญิงรุจิราเอ่ยเบา ๆ แฝงความอ่อนโยน ปลายนิ้วแตะลงบนหลังมือของชนากานต์ราวกับจะปลอบใจ ชนากานต์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่สุภาพ “ไม่เป็นไรค่ะคุณหญิง พรีนแค่เดินเฉย ๆ ก็พอแล้วค่ะ” คุณหญิงมองเสี้ยวหน้าหวานที่ดูซีดเซียวไปถนัดตา หัวใจก็พลันปวดหนึบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ ก่อนจะเอื้อมโอบไหล่หญิงสาวเบา ๆ แล้วดึงร่างนั้นให้เบียดแนบชิดมากขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านเครื่องสำอางแบรนด์หรู “บางทีฉันก็สงสัยว่าทำไมเด็กดี ๆ แบบหนูพรีน ถึงได้ต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย...” ชนากานต์นิ่งเงียบหลังได้ฟังประโยคเมื่อครู่ หัวใจของเธอเหมือนถูกกรีดซ้ำด้วยคำถามกึ่งปีระโยคบอกเล่านั้น ซึ่งมันเป็นคำถามที่เธอเอง...ก็อยากรู้คำตอบเช่นเดียวกัน แล้วในขณะที่คุณหญิงรุจิราและชนากานต์กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ปภาวีที่เดินตามหลังมาตลอดได้หยุดชะงัก ใบหน้าสวยจัดบึ้งตึง ดวงตาเรียวหรี่มองแผ่นหลังของแม่ตัวเองกับชนากานต์อย่างหงุดหงิด “หึ...”เสียงในลำคอก่อนเบะปากออกอย่างเยาะเย้ยก่อนจะสะบัดหน้าหนี แล้วเมื่อเดินมาได้สักพัก ทั้งสามก็ได้เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน PETCH JEWELRY ที่ตกแต่งด้วยแสงไฟระยิบระยับเต็มตา แสงจากเพชรพลอยในตู้โชว์ก็สะท้อนเข้าดวงตาราวกับดึงดูดให้เธอเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าร้านทันที “สวัสดีค่ะคุณลูกค้า สนใจเข้าชมสินค้าไหมคะ? ตอนนี้ร้านเรามีโปรโมชันวันเกิดด้วยนะคะ ลดสูงสุด 25% สำหรับสินค้าในคอลเลกชัน Sparkling Eternity ค่ะ” พนักงานสาวพูดอย่างคล่องแคล่ว ยิ้มแย้มด้วยมารยาทมืออาชีพเต็มที่ คุณหญิงรุจิราเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะปรายตามองเครื่องประดับในตู้ด้วยท่าทีที่... มือเรียวไล้นิ้วไปตามขอบตู้กระจกอย่างเชื่องช้าเหมือนเชิงหยอก “วันเกิดเหรอ... แล้วต้องแสดงอะไรไหมจ๊ะ ถึงจะได้ส่วนลด?” “แค่แสดงบัตรประชาชนก็พอค่ะคุณลูกค้า ถ้าตรงกับเดือนเกิด รับส่วนลดได้เลยค่ะ” คุณหญิงพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะปรายตามองแหวนเพชรเม็ดงามหนึ่งวงในตู้โชว์ประกายระยิบระยับของมันเหมือนสะกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาในใจ เธอจึงหันไปมองเด็กสาวข้างกาย พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู “หนูพรีนเกิดวันที่เท่าไหร่ เดือนไหนเหรอลูก?” ชนากานต์ชะงักเล็กน้อย ดวงตากะพริบเร็ว ๆ เหมือนกำลังงุนงงกับคำถามนั้น ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเบาแผ่วปนประหม่า “ทะ...ทำไมเหรอคะ?” คุณหญิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนเอื้อมมือมาแตะแขนเธออย่างอ่อนโยน “บอกฉันมาเถอะจ้ะ ถ้าเกิดตรงกับเดือนนี้... เดี๋ยวฉันมีของขวัญให้” “เอ่อ...พรีเกิดวันที่สิบหก เดือนสิงหาคมค่ะ” “วันที่สิบหก เดือนสิงหา ก็วันนี้สิจ๊ะวันเกิดหนู” “ชะ...ใช่ค่ะ” “งั้นดีเลย วันนี้หนูพรีนพกบัตรประชาชนมาไหม ฉันขอหน่อยสิ”คุณหญิงรุจิราเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มอบอุ่นยังแต่งอยู่บนใบหน้า ในขณะที่ชนากานต์กำลังล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายค่อย ๆ ดึงกระเป๋าสตางค์ออกมาด้วยท่าทีประหม่าปลายนิ้วของเธอสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้นและความรู้สึกไม่คุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้ ทว่าในขณะที่คุณหญิงเอื้อมมือออกไปเพื่อรับบัตรประชาชนจากเด็กสาว ทว่าเสียงเรียบห้วนของปภาวีก็ดังขึ้นมาอย่างเฉียบพลันสกัดกั้นทุกอย่างให้หยุดชะงักในทันที “คุณแม่จะทำอะไรคะ นี่อย่าบอกนะว่าจะซื้อเพชรให้ยัยนี่อะ” น้ำเสียงกระแทกกระทั้นเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของชนากานต์หยุดชะงักในทันที ริมฝีปากบางเม้มแน่น ขณะพยายามหลบสายตาก้มหน้างุดมองมือตัวเองที่ยังถือบัตรสีเหลี่ยม ๆ เอาไว้แน่น ส่วนทางด้านของคุณหญิงรุจิราได้ยินดังนั้นก็หันขวับ ดวงตาคมจัดเปล่งแสงเยียบเย็นจนคนถูกมองถึงกับรอบกลืนน้ำลาย “ใช่ จะทำไม? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” ปภาวีอ้าปากเตรียมจะเถียงต่อ แต่ทว่าเมื่อสบเข้ากับผู้เป็นแม่ ริมฝีปากที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยค่อย ๆ ปิดลงช้า ๆ ด้วยความรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกคออยู่ “ปะ ... เปล่าค่ะ ไม่มี” “ก็ดี สงบปากสงบคำซะบ้าง” คุณหญิงพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะหันกลับไปทางเด็กสาว แล้วยื่นมือไปรับบัตรประชาชนมาอย่างนุ่มนวลแล้วส่งต่อให้พนักงานสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่าง พนักงานค้อมศีรษะรับบัตรด้วยท่าทีสุภาพ ก่อนจะผละออกไปตรวจสอบข้อมูลที่เคาน์เตอร์ด้านข้าง บรรยากาศ ณ ตรงนั้นคล้ายเงียบงันลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงเบา ๆ จากลำโพงในร้านและแสงไฟระยิบระยับจากตู้โชว์ที่สะท้อนวับวาวบนพื้นกระจก เพียงไม่กี่อึดใจ พนักงานสาวคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มสดใส ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงโทนสุภาพ “ยืนยันแล้วค่ะ วันเกิดตรงกับเดือนสิงหาคมจริง ลูกค้าสามารถรับส่วนลด 25% สำหรับคอลเลกชัน Sparkling Eternity ได้เลยนะคะ สามารถเลือกแบบที่ชอบได้ทันทีเลยค่ะ” คุณหญิงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบสงบปนรอยยิ้นบาง แล้วหันกลับไปมองชนากานต์ที่ยังยืนเกร็งอยู่ข้างตัว ดวงตาคู่เดิมที่อ่อนโอน ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแขนเด็กสาวเบา ๆ “เลือกเลยนะหนูพรีน แบบไหนก็ได้ที่หนูชอบ ถือซะว่าเป็นของขวัญวันเกิดจากฉันนะ” คำพูดนั้นทำเอาหัวใจของชนากานต์กระตุกวูบ ริมฝีปากบางเม้มแน่นเหมือนพยายามกลั้นความรู้สึกบางอย่างไม่ให้ทะลักล้น เธอพยักหน้าช้า ๆ ทั้งที่ในอกยังเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ตีรวนจนแทบยืนไม่อยู่ ไม่ใช่ความดีใจเสียทีเดียว... แต่เป็นเพราะความสับสน ตื้นตัน และไม่แน่ใจ มือของเธอที่เคยสั่นอยู่แล้วยิ่งสั่นเทิ้มขึ้รกว่าเดิม สายตากวาดมองเครื่องประดับตรงหน้าแต่กลับไม่อาจจดจ่อมันได้เลยสักชิ้น ในใจเธอตอนนี้ไม่ได้กำลังเลือกแหวนหรือสิ่งของตรงหน้าแต่อย่างใด แต่เธอกำลังชั่งใจ ชั่งน้ำหนักความเหมาะสมของตัวเองว่าควรที่จะได้รับของล้ำค่าเหล่า้หรือไม่ เธอเป็นเพียงหลานสาวคนใช้... เป็นเพียงขี้ข้าตามที่ปภาวีได้ว่าเอาไว้ ต่อให้คุณหญิงท่านจะเมตตาและเอ็นดูเธอมากเพียงใด แต่ความจริงก็คือความจริง เธอไม่อาจลืมสถานะที่แท้จริงของตัวเองได้ “เป็นอะไรหรือเปล่าหนูพรีน ทำไมไม่เลือกละจ๊ะ ยังไม่มีวงไหนถูกใจหนูงั้นเหรอ?” “ปะ...เปล่าค่ะคุณหญิง คือ...พรีนแค่คิดว่าของพวดนี้มันแพงเกินไป พรีนไม่เหมาะสมหรอกค่ะ” แปะ แปะ~~ เสียงปรบมือดังขึ้นสามครั้ง ตัดความเงียบของห้วงอารมณ์จนคุณหญิงรุจิรา ชนากานต์ รวมถึงพนักงานภายในร้านต่างพากันสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ หลังจากนั้นเพียงเสี้ยวนาทีเสียงเย้ยหยันที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาติด ๆ “ดี คิดได้แบบนี้ก็ดี เจียมตัวเอาไว้ว่าเธอมันก็เป็นแค่ ขี้ ข้า! ไม่คู่ควรกับของมีค่าพวกนี้เลยสะกนิด”ประโยคสุดท้ายลากเสียงช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ เน้นหนักทุกพยางค์จงใจให้หญิงสาวร่างบางได้ยิน “ยัยภัค!!” เสียงของคุณหญิงรุจิราแผดขึ้นทันที แรงและเฉียบขาดจนบรรยากาศรอบตัวชะงักงัน ดวงตาคมกริบตวัดมองลูกสาวด้วยความผิดหวังและขุ่นเคืองอย่างรุนแรง “ถ้ายังไม่หยุดเสียมารยาทอีกละก็ แกเจอดีแน่!” เสียงทุ้มต่ำ เย็นเฉียบจนน่าขนลุกอย่างไม่น่าเชื่อว่ามาจากคนคนเดียวกับที่เคยพูดจาอ่อนโยนเมื่อครู่ ปภาวีชะงัก ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกจากสายตาเย็นเฉียบของคุณหญิงรุจิราผู้เป็นแม่ เธอเม้มริมฝีปากแน่นแม้ในอกจะยังเดือดพล่านด้วยความโกรธ ทว่าไม่มีแม้แต่คำเดียวที่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมา สุดท้าย...เธอจึงทำได้เพียงสะบัดหน้าหนีอย่างคนที่ไม่ยอมรับผิด แต่ก็ไม่อาจท้าทายอำนาจนั้นอีกต่อไป “ถ้าหนูพรีนไม่เลือก เดี๋ยวฉันเลือกให้เอง”น้ำเสียงของคุณหญิงยังคงราบเรียบ แต่แฝงแววเด็ดขาดอยู่ในที แล้วทันทีที่พูดจบก็หันไปพยักหน้าให้พนักงานสาวที่ยืนประจำอยู่ใกล้ ๆ “เอาวงนี้จ๊ะ...ขอไซส์เล็กสุด” พนักงานรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนหยิบแหวนเพชรวงเรียบหรูขึ้นจากตู้กระจก ส่งใส่ถาดกำมะหยี่แล้วนำมายื่นตรงหน้าคุณหญิงตรงหน้า คุณหญิงรับมา แล้วหันไปทางชนากานต์ที่ยังยืนนิ่งงันอยู่ข้างกัน “ยื่นมือมา หนูพรีน” ชนากานต์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ ยื่นมือข้างซ้ายออกไปอย่างไม่มั่นใจ นิ้วเรียวบางสั่นอย่างห้ามไม่ได้เมื่อคุณหญิงบรรจงสวมแหวนลงบนนิ้วนางของเธอด้วยท่าทีอ่อนโยนผิดกับความเย็นชาเมื่อครู่ราวกับคนละคน “ของขวัญวันเกิด ไม่ต้องคิดอะไรมาก ถือซะว่า...ฉันเต็มใจให้” แววตาของคุณหญิงขณะจ้องมองนิ้วเรียวที่มีแหวนประดับนั้นเต็มไปด้วยความหมายยากจะอธิบาย...อบอุ่น และจริงใจ จนชนากานต์เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน ทั้งรู้สึกตื้นตันที่แล่นวาบขึ้นมาในอกนั้น และรู้สึกประหม่ากับทีท่าของผู้หญิงใจร้ายที่ยืนแยกเขี้ยวอยู่ด้านหลัง “เอาวงนี้เลยจ้ะ ไม่ทราบว่าเท่าไหร่จ๊ะ”คุณหญิงเอ่ยกับพนักงานอย่างอ่อนโยน ขณะจับมือชนากานต์แล้วหมุนให้ดูแหวนบนปลายนิ้ว พนักงานยิ้มสุภาพ ก่อนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “แหวนวงนี้เป็นเพชรเบลเยียมน้ำงามค่ะ นำเข้าจากอัมสเตอร์ดัม รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ผลิตจำนวนจำกัด ราคาจะอยู่ที่เจ็ดแสนห้าหมื่นบาทค่ะ” เสียงของพนักงานแม้จะเบา แต่กลับดังชัดเจนในหัวของชนากานต์จนรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนอยู่ครู่หนึ่ง เจ็ดแสนห้าหมื่น บ้าไปแล้ว! “มะ...ไม่ได้นะคะคุณหญิง พรีนว่าพรีนไม่-” เสียงชนากานต์สั่นพร่าแทบหลุดจากลำคอ ทว่าโดนมืออบอุ่นของคุณหญิงบีบเบา ๆ ที่หลังมือเป็นเชิงห้าม “ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องคิดมาก ฉันบอกว่าฉันให้เป็นของขวัญวันเกิดยังไงล่ะ”คำพูดนั้นชัดเจนจนแม้แต่ปภาวีก็ต้องสะอึก นัยน์ตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง หลังได้ยินราคาของแหวนเพชรน้ำงามที่มารดาซื้อให้หญิงสาวคนใช้คนโปรด “เจ็ดแสนเลยนะคะคุณแม่ แพงไปหรือเปล่า” ทว่า คำพูดของเธอกลับไร้ผล มารดายังคงเพ่งสายตามองแหวนวงนั้นอย่างไม่สนใจ ราวกับปล่อยให้โลกนี้หมุนไปโดยไม่มีเธออยู่ในวงโคจรนั้น ในขณะที่ทุกอย่างกำลังจะตมอยู่ในความเงียบ เสียงพนักงานก็ดังขึ้นด้วยความสุภาพ “เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะชำระแบบไหนดีคะ” “บัตรจ้ะ” คุณหญิงรุจิราตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ ทว่าเมื่อสายตาของปภาวีที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความสงสัย เธอก็ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ เพราะปภาวีรู้ดีว่ามารดาไม่เคยใช้บัตรเครดิตจ่ายสินค้า และไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมวันนี้ถึงจะจ่ายผ่านบัตร? และบัตรที่ว่านั้นเป็นของใคร? “ภัค ส่งบัตรภัคมาให้แม่”เสียงคุณหญิงรุจิราตัดบทลงอย่างเด็ดขาด ไม่มีช่องว่างให้ปภาวีปฏิเสธ “อะ...อะไรคะคุณแม่ บัตรอะไรคะ?” “ก็บัตรเรานั่นแหละส่งมา เดี๋ยวนี้!” “เรื่องอะไร นี่มันบัตรภัค เงินภัค ภัคไม่ให้ค่ะ” “นับหนึ่ง!” “ไม่ค่ะ ให้ตายภัคก็ไม่ให้” “นับสอง!” “นับ...” เมื่อรู้ชัดว่าไม่มีทางเลี่ยง ปภาวีถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะเปิดกระเป๋าสะพาย ควานหาบัตรเครดิตใบสำคัญที่ไม่จำกัดวงเงินออกมาอย่างช้า ๆ มือสั่นเล็กน้อยเพราะความไม่เต็มใจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธอะไรได้ “เอา ๆ เอาไปค่ะ นี่ค่ะ...” “ก็แค่นั้น” คุณหญิงรุจิราตอบเรียบ ๆ ยื่นมือรับบัตรจากมือลูกสาวอย่างไม่แสดงความรู้สึกใด แล้วยื่นต่อให้พนักงานที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วรับบัตรด้วยท่าทีนอบน้อม ด้านพนักงานหลังได้รับบัตรใบดังกล่าวก็รีบกดทำรายการอย่างคล่องแคล่ว เสียงเครื่องรูดบัตรลากผ่านตามด้วยสัญญาณประมวลผลดังขึ้นในความเงียบงัน บรรยากาศภายในร้านดูจะสงบนิ่งชั่วครู่ ราวกับทุกคนรอฟังผลของธุรกรรมราคาเกือบล้านอย่างตั้งใจ ไม่นานนัก เสียงสลิปพิมพ์ก็ขาดตอน พนักงานยื่นบัตรคืนด้วยรอยยิ้มสุภาพพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เรียบร้อยค่ะคุณผู้หญิง โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ” คุณหญิงรับใบเสร็จและบัตรกลับมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ แทนคำขอบคุณ ทั้งสามคนก้าวออกจากร้านจิวเวลรี่หรูท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้า และเสียงจ้อกแจ้กจอแจจากผู้คนในห้างที่เดินผ่านไปมา ชนากานต์ที่เดินอยู่ข้างคุณหญิงยังคงรู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจ ก่อนที่เธอจะหยุดฝีเท้าเมื่อเห็นอีกฝ่ายหยิบกล่องกำมะหยี่ขนาดเล็กที่ด้านในบรรจุแหวนเพชรเม็ดงามออกมาจากถุงกระดาษเนื้อดีที่ทางร้านมอบให้เมื่อครู่ “อะนี่หนูพรีน รับไปสิลูก” “พรีนรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะคุณหญิง มันแพงเกินไปค่ะ” “ใช่แพง แล้วก็แพงมากด้วย”ปภาวีสวนเสียงทันควัน ก่อนจะเหลือบตาไปมองแม่ของตนเอง แล้วเอ่ยต่อยังไม่สบอารมณ์ “ไม่รู้คุณแม่จะซื้อทำไม สิ้นเปลืองเปล่า ๆ” “ปากน่ะอยู่นิ่ง ๆ บ้างได้ไหมภัค เงินแค่นี้เองขนหน้าแข้งไม่ทันร่วงหรอกมั้ง อีกอย่างนะนี่วันเกิดน้อง ภัคให้ของขวัญน้องหน่อยไม่ได้หรือไง เอานี่บัตรของภัคเอาคืนไป” “เหอะ! วันเกิด เธอนี่ไม่น่าเกิดมาเลยเนอะ ยัยเด็กบ้า!” “ยังอีกนะภัค แม่พูดจนเหนื่อยแล้วนะ” “ก็แล้วจะพูดทำไมล่ะคะ”เสียงยาวในตอนท้ายอย่างตั้งใจให้ดูหยอกล้อ แต่ใครได้ยินก็รู้ว่ามันคือการยียวนอย่างจงใจ “ภัค!” “จิ๊! เสียอารมณ์ แล้วนี่จะกลับได้หรือยังคะบ้านน่ะ หมดไปหลายแสนแขนก็ไม่ได้จับ” “พูดว่าอะไรนะภัค! แม่ได้ยินไม่ชัด” “เปล่าค่ะ”ปภาวีหันมายักไหล่ใส่แม่ ก่อนจะหันไปมองชนากานต์ “แล้วนี่เธอจะยืนบื้ออีกนานไหม ไม่กลับหรือไง!” ชนากานต์ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าร้อนผ่าวจนขึ้นสี เธอเม้มริมฝีปากแน่น เมื่อประโยคเมื่อครู่ยังวนเวียนอยู่ในหัว ‘หมดไปหลายแสน แขนก็ไม่ได้จับ’ พูดออกมาได้หน้าตาเฉย ทั้งที่เมื่อคืนสิ่งที่เขาได้จากเธอมันมากกว่าการได้จับแขนเสียอีก และหากจะให้ประเมินค่าในสิ่งที่เธอต้องเสียไปสิ่ง มันไม่มีวันเทียบได้กับเงินก้อนโตที่เขาพร่ำบ่นเลยสักนิด ชนากานต์หลุบตามองพื้นอย่างพยายามเก็บซ่อนความรู้สึก ก่อนจะยกหัวใจที่หนักอึ้งขึ้นมาพาเดินตามคนทั้งสองไปยังรถที่จอดรออยู่ กระทั่งคุณหญิงหันมาเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หนูพรีน ไปนั่งข้างพี่ภัคไปลูก” “เอ่อ พรีนว่าไม่ดีหรอกมั้งคะ...”ชนากานต์ปฏิเสธเบา ๆ ขณะเหลือบตามองปภาวีที่กำลังเปิดประตูรถ “ใช่ ไม่ดี!”อีกฝ่ายสวนทันควัน“ตอนมาเธอนั่งตรงนั้น ตอนกลับเธอก็นั่งตรงนั้นไปสิ ไม่ต้องมานั่งใกล้ฉัน!” “ปภาวี”เสียงเข้มของคุณหญิงเรียกชื่อเต็มทันที แผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยแรงกดดัน ...ปภาวีหน้าตึงด้วยความไม่เต็มใจแต่ก็ยอมเบี่ยงตัวให้แต่โดยดี “ค่ะ ๆ เธอจะมานั่งก็มานั่งสิ จะได้กลับบ้านสักทีอึดอัดจะแย่” “ไปสิหนูพรีน ไปนั่งข้างพี่เขา” ชนากานต์ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินอ้อมไปยังฝั่งที่ปภาวีนั่งอยู่ ทว่าไม่ทันจะหย่อนตัวลงดี เสียงกระซิบจากอีกฝ่ายก็ดังลอดไรฟัน “ฉันจะคิดบัญชีกับเธอทีหลังแน่นอน อย่าหวังว่าเธอจะได้ใช้เงินของฉันฟรี ๆ” “ยัยภัค!!”เสียงทรงอำนาจดังแผดขึ้นอีกครั้ง จนปภาวีสะดุ้ง ตอบกลับไปอย่างขัดใจ... “ค่ะเงียบค่ะ” “ไม่พูดว่าน้องสักพักคงไม่ถึงกับตายหรอกเนาะ” คุณหญิงไม่ได้ว่าอะไรอีก เพียงถอนหายใจแล้วหันกลับไปนั่งอย่างสงบ หากแต่บรรยากาศในรถยังคงตึงเครียดพอให้ชนากานต์แอบเหลือบมองคนข้าง ๆ ได้อย่างอดไม่ได้ สีหน้าปภาวีในตอนนี้ ดูจะเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากมากกว่าที่เคย จนเธอเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “นี่เธอยิ้มอะไรฮะ!! ฝากไว้ก่อนเถอะ ถ้าแม่ฉันเผลอเมื่อไหร่ล่ะก็...ฉันจัดการกับเธอแน่ยัยเด็กบ้า” “อะแฮ่ม ๆ”เสียงกระแอมเบา ๆ ดังมาจากด้านหลัง ทำให้ปภาวีเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะทำหน้าเหมือนโดนตบกลางอากาศแล้วเอ่ยต่อ... “คุณแม่นี่หูดีจริง ๆ เลยนะคะ”เสียงบ่นงึมงำดังขึ้น เธอแล้วเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างอย่างหงุดหงิด เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามจัดการกับเด็กบ้านั่นแค่ไหน คุณแม่ของเธอก็พร้อมจะขัดจังหวะได้ทุกครั้งไป19:15 น.ณ โรงพยาบาลหลังจากขับรถออกมาจากร้านอาหารด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ปภาวีใช้เวลาพักใหญ่รวบรวมสติขับรถมุ่งหน้ามายังจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่มีใครบางคนนอนพักรักษาตัวอยู่แต่กว่าจะมาถึง ท้องฟ้า ณ ตอนนี้ก็ได้ถูกม่านรัตติกาลสีเทาเข้มกลืนกินไปเกือบหมด เหลือเพียงไฟถนนที่ทยอยสว่างขึ้นทีละดวงสะท้อนผิวถนนเป็นเงาวาว เธอดับเครื่องยนต์แล้วนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครู่หนึ่งอย่างชั่งใจว่าควรขึ้นไปดีหรือไม่สุดท้ายการกระทำก็ทำงานไวกว่าความคิด มือเรียวเอื่อมหยิบช่อดอกทิวลิปสีชมพูอ่อนบนเบาะข้างคนขับขึ้นมาถือไว้แนบอกแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถเข้าไปภายในอาคาร แสงไฟสีอุ่นจากโคมระย้าตามทางเดินได้สาดสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องขัดเงาเงาร่างของเธอเคลื่อนไปพร้อมจังหวะก้าวที่เงียบงัน กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้ความว่างเปล่าของโรงพยาบาลยามค่ำยิ่งเด่นชัดเมื่อมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะยกมือแตะลูกบิดแล้วค่อย ๆ เปิดประตูเข้าไปอย่างเบามือภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอและแสงจากโคมข้างเตียงที่ส่องลงมาบ
ภาสกรถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกตามออกไปแทบจะทันที ใจเต้นโครมครามอย่างไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างปภาวีเดินฉับ ๆ เข้าไปโดยไม่สนใจสายตาของใครในร้าน เสียงส้นสูงกระทบพื้นไม้ดังกังวานตัดกับบรรยากาศเงียบสงบของร้านอาหารแค่ไม่กี่ก้าว เธอก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของโต๊ะที่มีชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนกำลังนั่งอยู่ ดวงตาคมเฉียบของเธอจ้องไปที่ณัฐนนท์ราวกับพร้อมจะเฉือนคำถามออกจากใจตรงนั้น“บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนายที่นี่อีก”เสียงเรียบนิ่งแต่แฝงด้วยแรงกดดันทำให้ชายหนุ่มชะงัก เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียง พร้อมรอยยิ้มฝืด ๆ ที่แวบขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหายวับไปหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาก็ชะงักไปเช่นกัน ดวงตากวาดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ก่อนจะขยับตัวนั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อยและยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรออกมา ภาสกรก็โผล่พรวดเข้ามาทันที ก่อนจะยกมือแตะหลังเพื่อนสาวเบา ๆ พลางกระซิบเสียงเบา“ใจเย็นก่อนไอ้ภัค มีอะไรก็ค่อย ๆ คุยกันดิวะ”“เช้าไปเยี่ยมผู้หญิงอีกคน กลางวันอยู่กับผู้หญิงอีกคน นายทำแบบนี้กับพรีนได้ยังไงห๊ะ!”คำพูดที่เปล่งออกมาชัดถ้อยชัดคำของปภาวีดัง
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสิบหาของบริษัท แอคซิส ไพรม์ สว่างด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านกระจกบานสูงรอบด้าน บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยพลังของการตัดสินใจครั้งสำคัญภาพสไลด์สุดท้ายของพรีเซนเทชันจบลงพร้อมเสียงคลิกเบา ๆ จากแท็บเล็ตในมือหญิงสาวเจ้าของบริษัทปภาวี เอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสงบ แววตายังนิ่งและเฉียบขาดตามแบบฉบับของผู้บริหารหญิงที่หลายคนยกให้เป็น ‘นักเจรจาหัวเหล็ก’ แห่งวงการอสังหาฯ“...และนั่นคือโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด รวมถึงประมาณการผลตอบแทนในไตรมาสแรกหลังเปิดโครงการค่ะ”เธอกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงมั่นคงชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางแฟ้มลงบนโต๊ะ“ผมเข้าใจแล้วว่าทำไม ‘แอคซิส ไพรม์’ ถึงเติบโตเร็วขนาดนี้ในเวลาไม่กี่ปี”ธนัช CEO จากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ อีกแห่งกล่าวพลางมองเธออย่างพินิจปภาวีเพียงยิ้มนิด ๆ ไม่อธิบายใดให้เกินความจำเป็น“ข้อเสนอของคุณน่าสนใจครับ โดยเฉพาะการดึงระบบ Eco Smart Living เข้ามาเป็นจุดขายในโครงการใหม่ ผมจะนำกลับไปเสนอบอร์ดของเราอีกครั้ง”“ตามที่แจ้งในตอนแรกค่ะ หากคุณตกลงร่วมลงทุน ฉันต้องได้สิทธิ์ในการควบคุมฝ่ายปฏิบัติการแล
ราวสองชั่วโมงนับจากที่ปภาวีออกไป เสียงเคาะประตูสีขาวดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะถูกเปิดออก พร้อมกับเสียงของใครบางคนสนทนากับพยาบาล ทำให้เปลือกตาของคนป่วยที่ปิดอยู่ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ“ห้องนี้ค่ะ”“ขอบคุณครับ” เสียงตอบรับอย่างสุภาพดังขึ้นจากชายหนุ่มที่เดินตามเข้ามา เสียงนั้นคุ้นหูจนชนากานต์ขยับตัวเล็กน้อย แล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง“ณัฐ”ณัฐ หรือ ณัฐนนท์ หนุ่มเหนือวัยยี่สิบปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูแบบคนที่เติบโตบนพื้นที่สูง ใบหน้าคมแต่ดูสุภาพ ดวงตาเรียบนิ่งแฝงความใจดี เส้นผมดำขลับตัดสั้นสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนทำให้เขาดูน่าไว้ใจตั้งแต่แรกเห็นชายหนุ่มในชุดนักศึกษาหันมาทางเตียงทันที รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าทันใดเมื่อเห็นว่าเธอรู้สึกตัวแล้ว“ณัฐเอง พรีนเป็นยังไงบ้าง” เขากล่าวเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้พยาบาลสาวที่พาเขาเข้ามายิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันตามลำพัง“เป็นไง ดีขึ้นบ้างหรือยัง” ลูกนัทเอ่ยถาม พลางหย่อนตัวนั่งลงข้างเตียง“อืม ดีขึ้นบ้างแล้ว แล้วนััทรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”“ป้าน้อยบอก”“ป้าน้อย?”เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย“ใช่ พอดีนัทเห็นพรีนไม
ห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นห้าถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย พื้นที่ภายในกว้างขวางแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน โซนเตียงผู้ป่วยติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน แยกจากพื้นที่พักของญาติซึ่งมีโซฟา เตียงเสริม และห้องน้ำส่วนตัว แสงไฟสีขาวนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ม่านสีครีมถูกรูดเปิดครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน มองออกไปเห็นวิวเมืองยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจนปภาวีก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมเสียงประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา สายตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจก็พลันกระตุกเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ชนากานต์นอนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดจนเห็นเส้นเลือดฝาด สายน้ำเกลือไหลหยดเป็นจังหวะอยู่ข้างแขนข้างหนึ่งที่วางแนบลำตัว ผ้าห่มผืนบางคลุมร่างไว้เพียงครึ่งหน้าอก ขณะที่เปลือกตาปิดสนิทและลมหายใจสม่ำเสมออย่างคนหมดเรี่ยวแรงปภาวียืนนิ่งอยู่ปลายเตียงอยู่ครู่หนึ่ง จ้องมองคนป่วยอย่างไม่อาจละสายตา ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในกลับคล้ายจะทะลักออกมาเสียให้ได้ ทั้งห่วง ทั้งโกรธ ทั้งหวั่นไหว สารพัดอารมณ์ตีกันยุ่งไปหมดในหัวของเธอตอนนี้บอกตามตรงเลยว่าไม่ได้คิดเรื่องค่ารักษา ไม่ใช่เรื่องของแทนคุณและไม่ใช่แม้แต่เรื่องที่ผู้เป็
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงฉับพลัน ชนากานต์เบิกตากว้างอย่างตกใจ ร่างกายแข็งทื่อไปทั้งร่าง เพราะไม่คิดมาก่อนเลยว่าปภาวีจะกล้าพูดอะไรแบบนั้นออกมาและยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดโต้ตอบหรือแม้แต่ตั้งสติคนร่างสูงก็ออกแรงกระชากข้อมือของเธออีกครั้ง แล้วลากตรงไปยังโรงจอดรถของบ้าน ฝีเท้าของปภาวีเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเด็ดขาด จนร่างบางแทบตั้งตัวไม่ทันเมื่อถึงตัวรถ คนโตกว่ารีบเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ แล้วออกแรงดันให้ชนากานต์ขึ้นไปนั่งบนเบาะโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านใด ๆ“คุณจะพาฉันไปไหนคะ ปล่อยนะ!”“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้! ถ้าเธอยังขัดคำสั่งฉันอีก ฉันไม่ทำแค่ขู่แน่” บ้าอำนาจที่สุด นี่คือคำที่พูดออกจากหัวของเธอประโยคสุดท้ายหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากอิ่มอย่างเย็นชา ก่อนที่ประตูรถจะถูกปิดใส่หน้าเธออย่างแรงจนเกิดเสียงดัง ปัง ราวกับเป็นการตัดบทสนทนาไปโดยปริยาย ปภาวีเดินอ้อมมานั่งฝั่งคนขับ ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเหยียบคันเร่งขับออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะฟังคำคัดค้านจากคนด้านข้างเลยสักนิดด้านชนากานต์ที่นั่งตัวแข็งอยู่บนเบาะข้างก็ทำได้เพียงพิงพนักอย่างจำนน หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นกลัว แม
มื้อเย็นถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนโต๊ะยาวไม้สัก อาหารหลากหลายชนิดถูกจัดจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมลอยฟุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ แสงไฟสีอุ่นสาดส่องลงมาจากโคมระย้าเหนือหัว ให้ความรู้สึกอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมบางอย่างคุณหญิงรุจิรานั่งเป็นประมุข ณ หัวโต๊ะ ฝั่งซ้ายของเธอคือ แทนคุณ ชายหนุ่มหน้าตา
รถยนต์หรูแล่นฝ่าการจราจรอันหนาแน่นของตัวเมืองเป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าสู่บริเวณคฤหาสน์ธาดาวรโชติ แสงแดดยามเย็นสีส้มทองส่องลอดผ่านแนวต้นไทรสูงตระหง่าน ทอดเงายาวพาดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีที่ได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตคุณหญิงรุจิราเป็นคนแรกที่เปิดประตูรถลงมา ก่อ
“คะ?” ขานรับอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ขณะยกมือข้างหนึ่งขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่เริ่มผุดขึ้นตามกรอบหน้าเมื่อสายตาของผู้เป็นป้าเพ่งมองบริเวณลำคออย่างสงสัย “รอยอะไรที่คอ?” ถามพร้อมเอื้อมมือปัดผมที่ปรกอยู่ให้พ้นทาง “เอ่อ มะ ... มดกัดค่ะ พรีนคันเลยเกาแรงไปหน่อย”“แน่ใจเหรอพรีน แต่ป้าว่ามันไม่ใช่รอยมดกัดเลยน
“กรี๊ดด!! จะ ... เจ็บ ฮึก ๆ คุณหนูพรีนเจ็บ”นิ้วเรียวนั้นก็หายเข้าไปภายในทีเดียวจนสุดข้อ ทำให้คนใต้ร่างที่กำลังสะท้านกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อของที่มีค่าได้ขาดพึ่งลงไปพร้อมเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลรินออกมาตามร่องนิ้ว เสียงร้องของชนากานต์ ดึงสติของปภาวีที่เคยขาดหายไปเพราะความมึนเมาให้กลับมาแม้







