เข้าสู่ระบบครึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงเรียกเข้าดังขึ้นจากโทรศัพท์ของเธอ เธอหยิบขึ้นดูว่าใครโทรมาในยามเช้าที่แสนสงบใจของเธอ รายชื่อที่โผล่เลื่อนกะพริบ เป็นชื่อของกานต์ที่เธอเติมอิโมจิหัวใจเล็ก ๆ ไว้หลังชื่อ เธอรีบปัดรับสายทันที
“ว่าไงกานต์” เสียงหวานเล็กเอ่ยทักปลายสาย “พอดีกานต์เพิ่งถึงบ้านน่ะ ว่าจะโทรบอกป๊อบว่าไม่ต้องดูให้กานต์ก็ได้นะ กานต์เกรงใจ กานต์เห็นคะแนนแล้วแหละ” เสียงปลายสายกล่าวบอกด้วยน้ำเสียงละมุนอบอุ่นเรียงร่ายยาว ทำสาวน้อยยิ้มแป้นออกมาคนเดียว “ป๊อบโอเคใช่ไหม ?” “อะ ... โอเคขึ้นแล้ว --- กานต์รู้ได้ไงว่าป๊อบไม่โอเค” สาวน้อยขมวดคิ้วด้วยสีหน้างง ๆ “กานต์ดูให้ป๊อบน่ะ” “โอเค ... เอ่อ ...ว่าแต่ ...กานต์เข้าดูของป๊อบได้ไงน่ะ” “กานต์จำรหัสป๊อบได้” “จำได้ ? จำได้ได้ไง ป๊อบเองยังจำเกือบไม่ได้” “จำได้ตั้งนานแล้ว” เสียงหัวเราะขบเบาดังผ่านสายเข้ามา สาวน้อยไม่พูดอะไรต่อ ยืนอึ้งกับการที่กานต์สามารถจำรหัสต่าง ๆ ของเธอได้ ครั้งหนึ่งสมัยเมื่อตอนปอสาม ครูให้ทุกคนออกมาสอบท่องรหัสประจำตัวประชาชนตัวเอง ก็มีกานต์ที่คอยทำปากตามเลขของเธอ ให้เธอได้งับปากตาม เธอจึงสอบผ่านมาได้ ไม่คิดว่าตั้งแต่ตอนนั้น กานต์จะยังจำรหัสของเธอได้จนถึงทุกวันนี้ “กานต์ไม่กวนป๊อบแล้ว ถ้าป๊อบมีอะไรให้กานต์ช่วยบอกได้เสมอนะ กานต์พร้อมช่วย” เสียงปลายสายเอ่ยบอก “โอเคกานต์ ขอบคุณกานต์มากนะ ทุกเรื่องเลย” สาวน้อยยิ้มร่า “เจอกันนะ บาย / บาย” สายถูกวางไป สาวน้อยยังคงหุบยิ้มไม่ลง ทิ้งร่างเล็กนั่งบิดเขินอยู่ตรงโซฟาลำพัง ทันใดนั้นก็มีเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น ขัดอารมณ์ฟินของเธอ “ป๊อบ ! ออกไปดูหน่อยลูก” เสียงแม่ตะโกนบอกจากห้องครัว สาวน้อยรีบก้าวลุกเบิ่งจากโซฟา ไปยังหน้าบ้านตามจุดกำเนิดเสียง ภาพที่เธอเห็นทำเธอใจเต้นตุบ ๆ อย่างบอกไม่ถูก ด้วยสัญชาตญาณ จากที่เดินอ้อยอิ่งเธอรีบวิ่งไปในทันที เธอมุ่งเข้าสวมกอดอย่างไม่คิด ร้องไห้โฮออกมาโดยไม่ฝืนความรู้สึก “ไหน ขอดูหน้าหน่อยสิ เป็นสาวขนาดนี้แล้วเหรอ” ชายร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อโค้ตหนาสีดำท่ามกลางแดดอุ่นที่กำลังกรุ่นร้อน พร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ นั่งลงตรงหน้า ดึงตัวเธอเง้อมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอาบแก้ม ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันนานมาก ครั้งล่าสุดที่พ่อกลับไทยก็สมัยเธออยู่ปอสี่ ครั้งตอนที่เธออาการกำเริบสลบไปสองคืน พ่อต้องปรี่บินกลับด่วน เจอกันแค่ในตอนอยู่โรงพยาบาล แต่ตอนนั้นเธอก็สุขใจเอามาก ๆ ด้วยพ่อที่มาหา ทำให้หายป่วยได้เร็วกว่าทุกครั้ง จนมาถึงวันนี้ การที่เธอจำพ่อตั้งแต่เสี้ยวตาแรกที่เห็น บ่งบอกว่าเธอจดจำพ่อได้อยู่เสมอ “ไม่ต้องร้อง ๆ พ่ออยู่ตรงนี้แล้ว” เสียงทุ้มหนาพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พร้อมมือหนาปาดน้ำตาที่อาบแก้ม “ใครมาน่ะลูก” แม่เดินตามมาหน้าบ้าน เห็นภาพสาวน้อยโอบกอดกับพ่อ แม่ค่อย ๆ เดินช้า ๆ นั่งลงสวมกอดเธอข้างหลัง “ป๊ามาไม่บอกแม่เลย” แม่พูดกับพ่อด้วยเสียงสั่นเครือ “เดี๋ยวค่อยคุยกัน เข้าบ้านกันก่อนไหม ป๊าเริ่มร้อนแล้ว” เหงื่อผุดเม็ดออกตามใบหน้า ผมที่เซตมาอย่างเนี้ยบเปียกโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อ ทั้งสามเดินเข้ามาในบ้าน สาวน้อยเดินกอดพ่อตัวติดไม่ห่างเลยสักก้าว พ่อถอดเสื้อโค้ตหนาสีดำ พับวางพาดที่พักหลังโซฟา เผยรูปร่างสูงใหญ่ ที่ยังคงเฟิร์มฟิตเข้ากับเสื้อเชิ้ตแนบเนื้อ ถึงจะดูออกเจ้าเนื้อหน่อย ๆ นั่นก็แสดงถึงว่า พ่อดูแลร่างกายตัวเองเป็นอย่างดี “พ่อซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ มาให้ลูกด้วยนะ” พ่อยื่นถุงเสื้อผ้าให้เธอ เธอรับไว้อย่างดีใจ เปิดกางมุ่งสนใจไปที่เสื้อ เปิดจังหวะโอกาสให้พ่อกับแม่ได้พูดคุยกันอย่างเหมาะ “ป๊ายังไม่ตอบคำถามแม่เลยนะ” แม่ลากดึงเก้าอี้ไม้มานั่ง “ป๊าบอกแม่แล้วหนิ” พ่อนั่งลงตรงข้ามแม่ พร้อมปลดกระดุมเสื้อเม็ดบน เพื่อคลายร้อน “แม่ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” “ป๊าบอกไปแล้ว ก็ตอนที่เราคุยกันล่าสุดไง เอ่อ ... สงสัยแม่ตัดสายไปก่อนมั้ง” “น่าจะใช่แหละ” ทั้งคู่มองหน้าสบตา หัวเราะขบเบากันสองต่อสอง “รอบนี้มากี่วันน่ะป๊า” แม่ลุกเดินไปหยิบน้ำยื่นให้พ่อ ก่อนจะนั่งลงต่อ พ่อกระดกดื่มเกลี้ยงในคราเดียว “ประมาณสองอาทิตย์น่ะ ต้นเดือนพ่อก็ต้องเข้าร่วมประชุมบอร์ดบริหารน่ะ เลยมาได้แค่นี้ พ่อขอโทษนะ” นิสัยขอโทษง่ายของพ่อยังทำให้แม่ภูมิใจและดีใจทุกครั้งที่ได้ยิน “แค่นี้ก็พอแล้ว ...เยอะพอให้ลูกได้หายคิดถึงหน่อย ๆ แล้ว” แม่ยิ้มร่า “เอ่อ ... แม่มีอะไรให้พ่อกินไหม” พ่อลูบท้องบอก “ก็ไม่มีน่ะสิ ก็ไม่รู้ว่าป๊าจะมา มีแค่ข้าวต้มของลูกน่ะ” แม่ยิ้มเยาะกล่าวบอก “งั้นไปกินข้าวนอกบ้านกัน ข้าวต้มเจ้อ่อมยยังอยู่ไหม ป๊าคิดถึงรสมือเจ้อ่อมสุด” พ่อยักหน้าชวน แต่สีหน้าแม่กลับดูน้อยใจแกล้ง ๆ “ป๊าไม่คิดถึงรสมือแม่เหรอ” แม่ยืนกอดอกทำหน้างอนตุ้บป่อง “ของแม่น่ะ เดี๋ยวค่อยกลับมากิน ป๊าจะซดให้หนำใจเลย” พ่อยืนขึ้นเอ่ย ด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ พร้อมเดินอ้อมโอบกอบแม่จากข้างหน้า “ชิ ! ถ้ากินไม่หมดนะ ... จะไม่ให้กินอีกเลยตลอดชีวิต” แม่ยิ้มกรุ้มกริ่ม บิดตัวเขินท่ามกลางอ้อมกอดอุ่น “แม่รู้ไรไหม แม่น่ะคือรสชาติที่ป๊าติดใจมากที่สุด ไม่มีวันไหนที่ป๊าไม่อยากกินเลย” พ่อกระซิบเสียงสากกระเส่าข้างหูแม่เบา ๆ ทำเอาแม่ขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว ...1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้

![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





