Home / แฟนตาซี / The Despair Stage / ตอนที่ 0 "นรกคือความว่างเปล่า?"

Share

ตอนที่ 0 "นรกคือความว่างเปล่า?"

last update publish date: 2026-09-20 21:49:17

“ ….ที่นี้ที่ไหน…ฉันจำได้ว่าฉันตายไปแล้ว…เพราะ..■■■ ไปแล้วนี่น่า เอ๊ะ? ”

ฉันเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนก... ภาพเบื้องหน้ายืนยันเด่นชัดว่าที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์ หากแต่เป็นห้วงนรกอเวจีอันแปลกประหลาด

​รอบตัวคือลานอัฒจันทร์กว้างขวาง บรรดาผู้ชมต่างนั่งอัดแน่นอยู่บนโซฟาสีเลือดสด ส่งเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ด้วยภาษาโบราณประหลาดที่ฟังไม่ศัพท์ ทว่าเต็มไปด้วยความขลังและน่าสะพรึงกลัว รูปร่างหน้าตาของพวกมันล้วนบิดเบี้ยวเกินกว่าจินตนาการจะเอื้อมถึง บางตัวมีศีรษะเป็นหนวดปลาหมึกขยับย้วยไปมาน่าสยดสยอง บางตัวมีเรือนร่างกึ่งมนุษย์แต่ทว่าสวมหัวหอยทากเชื่องช้า หรือแม้แต่พวกที่คล้ายคลึงมนุษย์ทุกประการทว่ากลับแฝงกลิ่นอายความผิดเพี้ยนจนชวนขนหัวลุก สารพัดความหลอนประหลาดถูกรวมไว้ ณ ที่แห่งนี้จนแทบหายใจไม่ออก

แถมมีผู้คนมากมายที่เป็นมนุษย์เหมือนกับฉัน..ที่นี้อีก ที่มีสภาพไม่แตกต่างกันฉัน สับสน งงงวย..อยากรู้อยากเห็นมากๆว่าที่นี้ไหน ใช่ นรกรึเปล่า? พวกเราอยู่บนเวทีขนาดใหญ่ที่รับรองจำนวนมนุษย์มากมายเยอะแยะเต็มไปหมด มีทีวีจอใหญ่มากมายเขียนว่า ‘ The Despair Stage : Live ’ มันเลื่อนข้อความไปมาซ้ำๆผ่านจอ

บนโซฟาสุดหรูหราที่วิจิตรตระการตาและเหนือล้ำกว่าฝั่งของผู้ชมโดยสิ้นเชิง บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีดำสนิทกำลังนั่งไขว้ห้างด้วยท่าทางสบายๆ แต่ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจอันน่าเกรงขาม ศีรษะของเขาถูกแทนที่ด้วยเปลวอัคคีสีฟ้าอมม่วงที่ลุกโชนอย่างงดงาม ประกายระยิบระยับดั่งผงดาราพราวระยับอยู่ท่ามกลางกลุ่มเปลวเพลิงนั้น ตัดกับถุงมือและรองเท้าหนังสีดำเงาวับที่ตัดเย็บจากหนังพาราคุณภาพเยี่ยม ซึ่งสะท้อนการดูแลรักษาเอาใจใส่อย่างพิถีพิถันทุกกระเบียดนิ้ว

​เขายกมือขึ้นเล็กน้อยก่อนจะดีดนิ้วเป๊าะ... เสกไมโครโฟนสีดำสนิทให้ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน ทรงพลัง และสะท้อนก้องไปทั่วทุกอณูบริเวณ

​​“Welcome... สุภาพบุรุษ สุภาพสตรี และเหล่า ‘ซากศพที่ยังมีลมหายใจ’ ทุกท่าน... ค่ำคืนนี้ เวทีพร้อม ผู้ชมพร้อม และโอกาสครั้งที่สองอันแสนมีค่าของพวกคุณ—เหล่าผู้เข้าแข่งขันทุกคน ก็พร้อมแล้วเช่นกัน ได้เวลา... เริ่มถ่ายทอดสดความบันเทิงนี้แล้ว ณ บัดนี้!”

ฉันยกมือขึ้นสูงเพื่อถามคำถามที่อัดอั้นตันใจมาตลอดตั้งแต่เมื่อครู่

​“เดี๋ยวค่ะคุณพี่! ที่นี่ที่ไหนเหรอคะ!? แล้วทำไมถึงต้องมีแข่งขันอะไรนี่ด้วยล่ะคะ... ฉันตายไปแล้วไม่ใช่เหรอไง!”

​ร่างสูงหันกลับมามอง ทันใดนั้นเปลวอัคคีที่ลุกโชนแทนศีรษะของเขาก็มีสะเก็ดไฟเล็กๆ ยื่นพองตัวออกมาปั้นแต่งเป็นรอยยิ้มและดวงตากลมโตน่ารัก เขากระพริบตาปริบๆ พร้อมกับยกมือขึ้นเคาะศีรษะตัวเองเบาๆ อย่างแกล้งทำเป็นแอ๊บแบ๊ว—ช่างเป็นภาพที่น่าหมั้นไส้เสียเหลือเกิน ทั้งที่น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังนั้นชวนให้นึกถึงชายหนุ่มวัยสามสิบผู้มีเสน่ห์และหล่อเหลาเอาการแท้ๆ

​“อ๊ะ!? เป็นคำถามที่ดีมากเลยครับ เกือบลืมไปเสียสนิทเลยนะเนี่ยว่าต้องอธิบายให้พวกเธอฟังก่อน! ถ้าจำไม่ผิด... คุณคือคุณการิการ์สินะครับ?”

เขายิ้มรับพลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงรื่นเริง

​“สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า ‘The Void’ ครับ... แต่อาจจะไม่คุ้นหูกันสินะ เอาเป็นว่าบนโลกมนุษย์ของพวกคุณมักจะเรียกที่นี่สั้นๆ ว่า ‘นรก’ ที่ซึ่งดวงวิญญาณทุกดวงที่หมดอายุขัยจะต้องตบเท้าเข้ามาเข้าร่วมการแข่งขันในรายการของผม... และขอบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่า ‘ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ’ ทั้งสิ้น”

มีชายคนหนึ่งพูด “ ขอปฎิเสธ !!! ไม่เอาหรอกโว้ย!!! ใครมันจะ--- “

ยังไม่ทันที่คำพูดจะหลุดจากริมฝีปาก เสียงกรีดร้องอันโหยหวนและเจ็บปวดเจียนตายก็ดังระงมขึ้น ก่อนที่เปลวอัคคีสีฟ้าอมม่วงจะกลืนกินร่างนั้นให้สลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปต่อหน้าต่อตาต่อหน้าทุกคนจนผู้เข้าแข่งขันทุกคนที่เป็นมนุษย์เหมือนฉันตัวสั่น ช็อคกันหมด ส่วนฉัน….ฉันช็อค แบบ WTF!

ร่างสูงที่มีศีรษะลุกโชนด้วยเปลวอัคคีโค้งคำนับอย่างสุภาพ ราวกับจะไว้อาลัยให้แก่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่เพิ่งถูกสังหารไปเมื่อครู่ ก่อนจะยืดตัวตรงแล้วเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

​“นามของผมคือ… วินเซนต์ เดธ โมรอส ผู้มีฉายาว่า ‘The Judge of Despair’ (ผู้พิพากษาแห่งความสิ้นหวัง) ผมเป็นทั้งพิธีกรและผู้จัดรายการ~ และผู้เข้าแข่งขันทุกคน... ก็เป็นแค่สินค้าแพ็กเกจใหม่ล่าสุดของเหล่า Losers ที่เลือกจะ ■■■ ยังไงล่ะครับบบบ มีใครสงสัยอะไรอีกไหม?”

ความเครียดระลอกใหญ่เริ่มกัดกินจิตใจฉันจนหายใจแทบไม่ออก... นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นกันอีกต่อไปแล้ว รู้อย่างนี้ตอนนั้นฉันน่าจะไม่เลือก ■■■ เสียก็ดี! ไม่อยากจะมาติดแหงนเล่นเกมบ้าๆ นี่เลยสักนิด แต่จะให้ปฏิเสธก็คงเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อไอ้พิธีกรโรคจิตนี่ทั้งเอาแต่ใจแถมยังอีโก้สูงเสียดฟ้าซะขนาดนั้น

​ทว่าโมรอสกลับคลี่ยิ้มร่าเริ่ง น้ำเสียงสดใสที่เอ่ยออกมานั้นเคลือบแฝงไปด้วยความเหยียดหยามเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างมิดชิด เขากางสองแขนออกกว้างด้วยท่าทางอลังการราวกับกำลังเปิดฉากการแสดง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องกึกก้องของเหล่าผู้ชมอสูรกาย

​ฉับพลัน เสียงดนตรีประหลาดก็ดังแว่วขึ้นคลอเคล้าบรรยากาศ—เสียงบรรเลงแซกโซโฟนสไตล์แจ๊สอันหรูหราเคล้าเสียงไวโอลินบาดหู ผสมผสานกับเสียงกลองรัวที่ถูกบิดเบือนจนกลายเป็นโทนเสียงสยองขวัญชวนขนหัวลุก หากนึกภาพตามไม่อออก มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเสียงดนตรีประกอบของคณะละครสัตว์ต้องคำสาปไม่มีผิด

​“อ๊ะ อ๊ะ! อย่าเพิ่งทำหน้าเครียดกันขนาดนั้นสิครับ ผมไม่ได้ใจร้ายใจดำขนาดนั้นเสียหน่อย…” โมรอสเอ่ยพลางหัวเราะร่า

​“เพราะสำหรับผู้ชนะแล้ว รางวัลที่รออยู่มันคุ้มค่าเกินกว่าจะจินตนาการเลยล่ะครับ! เริ่มจาก…

​1. พวกคุณจะได้รับโอกาสฟื้นคืนชีพกลับสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง พร้อมกับลบอดีตอันเลวร้ายทิ้งไปจนหมดสิ้น! แถมถ้าต้องการ... จะสั่งให้ผมตามไปเก็บใครก็ได้บนโลกใบนั้น ผมก็ยินดีสังหารให้หมดทุกคนที่คุณเกลียดเลยครับ

​2. ขอพรจากผมได้ทุกๆ อย่างตามที่ใจปรารถนา…3 ข้อ

​3. หรือถ้าใครนึกเบื่อโลกมนุษย์และไม่อยากกลับขึ้นไป... ก็สามารถเลือกรับ ‘เหรียญ Soul’ จำนวนมหาศาล เพื่อใช้ชีวิตเสวยสุขจนกลายเป็นเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดใน The Void แห่งนี้ได้เลยครับ!”

โมรอสฉีกยิ้มกว้างในแบบฉบับของคนโรคจิต ก่อนจะสะบัดนิ้วดีดเป๊าะอีกครั้ง... ฉับพลัน ผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงฉานก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นห้องรับรองพิเศษสุดหรูหรา ภายในตกแต่งด้วยโซฟาสีแดงลายข้าวหลามตัดอันวิจิตร ที่ซึ่งประทับอยู่ของ 6 บุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดใน The Void—เหล่าผู้ชมระดับ VIP ผู้มีอภิสิทธิ์รับชมการแสดงจากมุมที่ดีที่สุด และยังเป็นผู้สนับสนุนหลักกระเป๋าหนักของรายการ

​ใจกลางห้องนั้นมีโต๊ะพนันตั้งตระหง่าน พื้นห้องเป็นสีดำสนิท ตัดกับผนังและเพดานที่ถูกประดับประดาด้วยลูกตามนุษย์นับร้อยดวงกลอกกลิ้งไปมาอย่างน่าสยดสยองจนชวนขนหัวลุก

​โมรอสหมุนตัวผายมือไปยังโซฟาฝั่ง VIP ด้วยท่าทีระริกระรื่น….

​“เอาล่ะครับ... ผมขออนุญาตแนะนำให้พวกคุณได้รู้จักกับเหล่าผู้ชมโซน VIP ผู้ทรงอิทธิพลผู้คอยหนุนหลังรายการของเรา อย่าได้เผลอไปหาเรื่องกวนตีนพวกเขาเชียวล่ะครับ เพราะด้วยเม็ดเงินมหาศาล พวกเขาสามารถใช้มันฟาดหัวผมให้ทำอะไรกับพวกคุณหรือปรับเปลี่ยนกติกาเกมได้ตามใจชอบเลย... จะเรียกว่าการติดสินบนใต้โต๊ะก็ได้นะ ฮ่าๆๆๆ!”

ฉันทำหน้าแบบ… ‘ ไม่ตลกสักนิดเลย !!! ’

​ว่าแล้ว โมรอสก็ผายมือเรียวขาวพุ่งตรงไปยังชายหนุ่มผมสีดำยาวสลวยที่ทิ้งตัวลากยาวจรดพื้น

จนฉันแทบนึกว่าเขาเป็นญาติสนิทกับเจ้าหญิงราพันเซล ดวงเนตรสีทองอร่ามทอประกายคมกริบลักษณะคล้ายดวงตาของแมวป่า

​“ท่านฮาเดส... เทพเจ้าแห่งความตาย สุภาพบุรุษขวัญใจเหล่าสาวๆ แห่ง The Void ผู้ซึ่งรักในความยุติธรรมและความถูกต้องที่สุดในสามโลก”

​สิ้นคำแนะนำ ฮาเดสตวัดสายตาดุดันมองกวาดมายังเหล่าผู้เข้าแข่งขัน ก่อนจะตีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชาแล้วเบือนหน้าหนีด้วยความรำคาญใจ ทว่ากิริยาแสนเมินเฉยนั้นกลับยิ่งกระตุ้นให้เหล่าสาวๆ อสูรกายใน The Void กรีดร้องคลั่งไคล้ในความหล่อเหลาเย็นชาจนใจเจ็บ

​จากนั้น โมรอสก็กวาดมือต่อไปยังร่างที่นั่งอยู่ถัดมา—ชายหนุ่มผู้สวมชุดคลุมโบราณเก่าขาดวิ่น โชกโชนไปด้วยกลิ่นอายสาบทะเลลึกอันน่าสะอิดสะเอียน ใต้ชายผ้าคลุมรุ่มร่ามนั้นมีหนวดปลาหมึกสีดำเมือกและระยางค์นับไม่ถ้วนเลื้อยพล่านออกมาไม่หยุด ทำหน้าที่คอยหยิบจับลูกตามนุษย์หลากสีสันนับสิบดวงที่วางเรียงรายอยู่ในกล่องอัญมณีล้ำค่า

​“และคนถัดมา... พ่อค้าตลาดมืดหน้าเลือดผู้กุมเศรษฐกิจ, ลอร์ดนอทิลัส คนนี้นี่แหละครับที่พวกคุณต้องระวังตัวให้ดี... เพราะเขาจ้องจะเอาชีวิตพวกคุณอยู่ทุกลมหายใจเลยล่ะ”

​ลอร์ดนอทิลัสหันขวับไปมองหน้าโมรอสด้วยความหมั่นไส้จนแทบอยากจะกระโดดไปตบเกรียนพิธีกรจอมกวนสักฉาด ก่อนที่เขาจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก ทุ้มต่ำและชวนขนหัวลุกราวกับเสียงกระซิบของปีศาจจากก้นบึงมหาสมุทร จนผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมต่างพากันสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดกลัว

​“ใครกันแน่ที่หน้าเลือด... ว่าแต่แกเถอะ โมรอส... หน้าเงินไม่แพ้ฉันหรอกน่า”

​โมรอสแสร้งทำเป็นตีหน้าเศร้าทำท่าน้อยอกน้อยใจ แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความกวนประสาท เขาแกล้งยกมือและแขนขึ้นมาขยับยุกยิกเลียนแบบหนวดปลาหมึกของลอร์ดนอทิลัสเยาะเย้ยไปมาอย่างไม่เกรงกลัว

​“อย่าพูดแบบนั้นสิครับบบบ… ผมเสียภาพลักษณ์หมดแล้วนะ!”

​เพียะ!

​สิ้นเสียงประท้วง หนวดปลาหมึกสีดำเมือกเส้นหนึ่งก็ฟาดเข้าใส่บั้นท้ายของโมรอสเต็มแรงอย่างหมั่นไส้

​“โอ๊ย!”

โมรอสร้องลั่นพร้อมกับสะดุ้งโหยงทันที

​ภาพเหตุการณ์เฉพาะหน้าทำเอาเหล่าผู้ชมบนอัฒจันทร์หลุดหัวเราะก๊ากออกมาเสียงดังลั่น ก่อนที่เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องด้วยความชอบใจจะดังระเบลมั่วซั่วไปหมด ท่ามกลางความตลกขบขันที่ผสมผสานความป่วนของพิธีกรตัวแสบ

​ส่วนฉัน... ทำได้เพียงยืนมองภาพนั้นด้วยสายตานิ่งสนิท

​สรุปว่าไอ้บ้านี่มันเป็นพิธีกรเป็นพวกแนวไหนกันแน่ล่ะเนี่ย? เดี๋ยวโหดเหี้ยมอำมหิต เดี๋ยวปัญญาอ่อนคอมเมดี้... ตกลงฉันควรจะกลัวมันดี หรือควรจะเหนื่อยใจกับมันก่อนดีเนี่ย!

​โมรอสไม่รอช้า เขาหมุนตัวกลับมาทำหน้าที่พิธีกรต่อทันที พร้อมกับผายมือไปยังชายหนุ่มรูปงามผู้สูงศักดิ์

​ชายหนุ่มผู้นี้งดงามราวก้าวออกมาจากเทพนิยาย เส้นผมสีทองสว่างถูกมัดรวบไว้เป็นทรงโพนี่เทลเรียบร้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นมีความแปลกประหลาดน่าค้นหา ดวงตาข้างซ้ายเป็นสีดำสนิทราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึง ตัดกับดวงตาข้างขวาที่เป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เขาสวมชุดขุนนางยุโรปโบราณปักดิ้นทองระยิบระยับหรูหรา ใบหน้าประดับรอยยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา ทว่าแววตาคู่นั้นกลับอำมหิตเยือกเย็น และเปี่ยมไปด้วยรสนิยมอัน Sadistic ที่ชื่นชอบความเจ็บปวดและการทรมานเชิงจิตวิทยาเป็นชีวิตจิตใจ

​“และคนถัดมา... ดยุกผู้เสพติดความรุนแรง ดยุกมัลฟัส ขุนนางระดับสูงผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งความเจ็บปวด (SM) ฝากเตือนสาวๆ ไว้ก่อนเลยนะครับว่า อย่าเผลอใจไปหลงรักเจ้านี่เข้าเชียวล่ะ!”

​เมื่อได้ยินดังนั้น ดยุกมัลฟัสก็ถึงกับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหมั่นไส้—ไอ้พิธีกรนี่มันกวนประสาทแกล้งทุกคนทั่วหน้าเลยสินะ? แต่แปลกจริง ทำไมมันถึงไม่เคยกล้าแกล้งท่านฮาเดสเลยสักครั้ง หรือที่จริงแล้ว... ไอ้โมรอสจะแอบกลัวท่านฮาเดสกันแน่นะ?

​แม้จะแอบคิดเคืองอยู่ในใจ แต่พริบตาถัดมา ดยุกมัลฟัสก็ฉีกยิ้มพราวเสน่ห์ ส่งจูบทิพย์ลอยคว้างไปให้เหล่าผู้ชมสาวๆ ก่อนจะขยิบตาปิ๊งให้ฝั่งผู้เข้าแข่งขันด้วยท่าทีเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม

​“สาวๆ ทุกคน... พยายามเข้าล่ะครับ ผมเอาใจช่วยนะ”

​ฉันกวาดสายตามองไปรอบตัว สังเกตปฏิกิริยาของบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งชายและหญิง ปรากฏว่าฝ่ายหญิงหลายคนเริ่มหน้าแดงด้วยความเขินอาย บ้างก็ส่งสายตายั่วยวนตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ในขณะที่ฝั่งผู้ชาย—รวมถึงตัวฉันด้วย—ต่างพร้อมใจกันตีสีหน้านิ่งสนิทอย่างไร้ความรู้สึก ส่งกระแสจิตผ่านสายตาไปหาพ่อหนุ่มขุนนางคนนั้นแบบพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย

​โมรอสไม่รอช้า รีบก้าวขาฉับๆ ไปผายมือแนะนำแขกวีไอพีคนถัดไปด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

​ชายหนุ่มรูปงามอีกคนปรากฏกายขึ้นด้วยภาพลักษณ์ที่ดูเนี้ยบ เฉียบขาด และเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความน่าเกรงขาม เส้นผมสีดำสนิทรับกับดวงตาสีฟ้าอ่อนใสแจ๋วราวกับผลึกคริสตัล เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิทสนมราวยมทูต มือข้างหนึ่งถือไม้เท้าหัวกะโหลกคริสตัลประดับเพชรระยิบระยับ แววตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองผู้เข้าแข่งขันด้วยสายตานิ่งสนิท ทว่าเต็มไปด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีตรรกะ ราวกับกำลังประเมินหมากบนกระดานเพื่อเลือกเดิมพันว่าม้าแข่งตัวไหนจะวิ่งเข้าเส้นชัยก่อนกัน

​“และขุนนางสายเลือดบริสุทธิ์... ดยุกวาเลฟอร์ ผู้เป็นทั้งคู่ปรับและพันธมิตรคนสำคัญของท่านมัลฟัสครับ!”

​ทันทีที่แนะนำจบ ดยุกมัลฟัสก็หันไปเลิกคิ้วใส่เพื่อนร่วมโซฟาด้วยรอยยิ้มกวนๆ ก่อนจะเอ่ยแซวแกแกมหยอกล้อ

​“ไงพ่อหนุ่ม... นายไม่คิดจะส่งจูบหวานๆ ให้สาวๆ ข้างล่างเเก้เขินบ้างเหรอ?”

​ดยุกวาเลฟอร์เหลือบหางตามองเพื่อนรักด้วยรอยยิ้มเย็นชาที่เคลือบความเหยียดหยามไว้มิดชิด ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่เชือดเฉือน

​“ไม่ล่ะ... พอดีฉันไม่อยากกลายเป็นปีศาจหน้าตาอัปลักษณ์เหมือนแถวนี้ เกรงใจสายตาคนดูน่ะนะ”

​สิ้นคำเหน็บแนม ดยุกมัลฟัสก็ตบโต๊ะฉาดใหญ่ด้วยความเคืองใจจนแก้วไวน์สั่นสะเทือน

​“เฮ้ย! ปากคอเราะร้ายนักนะ หน้าตาอย่างฉันออกจะหล่อเหลาปานเทพบุตรขนาดนี้... ว่าแต่แกเถอะ! ไปตัดแว่นขยายใหม่บ้างเหรอวะ ไอ้เนิร์ดหน้าตาย!”

​ทันใดนั้น โมรอสก็สวมวิญญาณผู้บรรยายมวยกรง พุ่งไมค์เข้ามาพากย์เสียงดังลั่นฮอลล์ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ

​“โอ้โห! เอาแล้วครับท่านผู้ชม! ศึกสายเลือดขุนนางกำลังจะประทุแล้ว! มาดูกันซิว่าคู่เอกคู่ฟัดคู่นี้ ใครจะเป็นฝ่ายชนะระหว่าง... ฝั่งมุมแดง ‘ดยุกมัลฟัส’ ผู้เร่าร้อนดั่งเปลวไฟ กับมุมน้ำเงิน ‘ดยุกวาเลฟอร์’ ราชาน้ำแข็งผู้ไม่เคยปราณีหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งสิ้น!”

​เพียะ!

​ยังไม่ทันที่โมรอสจะพากย์จบ หนวดปลาหมึกสีดำเมือกของลอร์ดนอทิลัสก็ฟาดลงบนกบาลของพิธีกรตัวแสบเข้าเต็มแรงอย่างหมั่นไส้

​“โอ๊ย! เจ็บๆๆๆ!” โมรอสร้องล้ำเสียงหลง มือข้างหนึ่งรีบยกกุมหัวป้อยๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะครึกครื้นของเหล่าผู้ชม

​ส่วนฉัน... ทำได้แค่มองภาพความวายป่วงตรงหน้าด้วยสีหน้าว่างเปล่า ดวงตาสะท้อนความเหนื่อยหน่ายขั้นสุด ​...ถามจริงเถอะนะตัวฉัน นี่ฉันอุตส่าห์ตายทั้งที ทำไมต้องมาติดอยู่ในดงสวนสัตว์เดรัจฉานกับแก๊งปัญญาอ่อนพวกนี้ด้วยเนี่ย!

​โมรอสไม่รอช้า ผายมือเรียวขาวพุ่งตรงไปยังแขกวีไอพีคนถัดไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

​“และคนต่อมา... บารอนผู้บ้าคลั่งการพนัน บารอนฟอน ชราวด์ ขุนนางตกอับผู้หมกมุ่นอยู่กับการเดิมพันจนหมดเนื้อหมดตัว!”

​ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากแฟนซีปิดบังใบหน้าครึ่งซีกเผยให้เห็นผิวหนังอีกครึ่งหน้าที่เหี่ยวย่นแห้งกรังราวกับซากศพไร้วิญญาณ สองมือสั่นเทาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและกระวนกระวายจนแทบจะทนไม่ไหว นึกอยากจะกระโดดลงไปร่วมแจมในสนามแข่งเสียเดี๋ยวนี้

​ทันใดนั้น บารอนฟอนก็อ้าปากปล่อยเสียงหัวเราะแหลมสูงเสียดแทงประสาทออกมาดังลั่น—อี๊ดดดดด!

​เสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดนั้นทรงพลังเสียจนเกิดเป็นคลื่นความถี่รบกวน รุนแรงราวกับเสียงฉิ่งทองเหลืองกระแทกเข้าใส่แก้วหูตรงๆ จนเหล่าผู้ชมและผู้เข้าแข่งขันนับร้อยพากันยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความทรมาน

​กริ๊งงงงงงง—แว้กกกก!

​“หึหึหึ... สวัสดีจ้าพวกหนูๆ ถึงฉันจะแก่จนหนังเหี่ยวแล้ว แต่ก็ยังซ่าอยู่... ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเฟ้ย!”

​ฉันรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหูแน่นสนิทด้วยความแสบแก้วหูราวกับสมองจะระเบิด กว่าอาการปวดจี๊ดจะค่อยๆ จางหายไปก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ…

​เมื่อเห็นบารอนฟอนทำท่าจะกระโตกกระตากต่อ โมรอสก็สวนขึ้นทันควัน

​“เฮ้ๆ ใจเย็นก่อนครับบารอน... การพนันน่ะมันก็มีขึ้นมีลงนะคร้าบบบ”

​บารอนฟอนถลึงตาใส่พร้อมกับสวนกลับด้วยความฉุนเฉียว

“เห้ย ไอ้โมรอส! จะขึ้นหรือจะลงมันก็เรื่องของฉันโว้ย!”

​โมรอสแกล้งทำเป็นยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหยอดมุกตลกร้ายด้วยน้ำเสียงลอยหน้าลอยตา

​“แหม... พูดถึงเรื่องลงเนี่ย ตำแหน่งท่านช่วงนี้ก็ขาลงเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ? ล่าสุดเพิ่งโดนปลดจากตำแหน่งเพราะข้อหาแอบย่องเบาไปขโมยสมบัติในท้องคลังหลวงของท่านฮาเดสมาหมาดๆ ไม่ใช่เหรอจ๊ะน๊าาาา?”

​สิ้นคำแซว บารอนฟอนถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด เส้นเลือดปูดโปนขึ้นที่ขมับ แววตาคู่นั้นจ้องเขม็งราวกับอยากจะพุ่งเข้าไปฉีกเนื้อเฉือนหนังไอ้พิธีกรปากเสียให้ตายคามือ... แต่ติดตรงที่เขายังเกรงใจและไม่กล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม เพราะไอ้หน้าเพลิงนี่ดันเป็นเด็กเส้นคนโปรดของท่านฮาเดสผู้น่าเกรงขามน่ะสิ!​

โมรอสผายมือออกกว้าง ส่งสัญญาณแนะนำแขก VIP คนสุดท้าย

​ร่างของสตรีปริศนาผู้หนึ่งนั่งประทับอย่างสง่างาม เงาร่างของเธอไหลวนไปมาทั่วทั้งตัวราวกับของเหลวสีดำสนิททว่ากลับงดงามแปลกตาอย่างประหลาด เธอคือเลดี้สูงศักดิ์ลึกลับผู้ปกครองเขตกาลเวลาแห่งความเสื่อมสลาย สวมชุดกระโปรงยาวสีม่วงเข้มระยิบระยับ ใบหน้าถูกอำพรางไว้ด้วยหมวกปีกกว้างคลุมทับด้วยผ้าตาข่ายสีดำสนิท ในมือเรียวบางกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างแช่มช้ายิ่ง—ซึ่งชาแก้วนั้นชงขึ้นจากหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังอันแสนโศกเศร้า

​“และนี่คือเลดี้สาวสวยเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่ม VIP ของเรา... บารอนเนส ‘เนสเวสเปรา’ ครับ! ขอบอกเลยว่าเธอไม่ได้สนใจหรอกนะว่าใครจะแพ้หรือชนะ... สิ่งเดียวที่เธอโปรดปราน ก็คือการได้ยลโฉม ‘แววตาสุดท้ายก่อนตาย’ ของมนุษย์เรา ว่ามันจะงดงามหยาดเยิ้มสักแค่ไหนเชียว”

​สิ้นคำแนะนำ เนสเวสเปราก็ค่อยๆ เผยรอยยิ้มร้ายกาจภายใต้ผ้าตาข่ายสีดำ ส่งสายตากวาดมองเหล่าผู้เข้าแข่งขันด้วยรอยยิ้มชวนขนหัวลุก ในขณะที่มือยังคงจิบชาอย่างสุขุมราวกับราชินีผู้สูงส่ง ก่อนที่เธอจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทรงอำนาจ

​“...ปากพล่อยอวยซะเกินไปแล้วนะโมรอส เอาล่ะ... ข้าคิดว่าได้เวลาเริ่มเกมกันเสียที อย่ามัวแต่ชักช้าให้เสียเวลา ไม่งั้น... ข้าอาจจะอารมณ์เสียขึ้นมาจริงๆ แน่”

​ทันทีที่โดนเฉ่ง โมรอสก็ถึงกับยิ้มเจื่อนแกล้งทำเป็นหัวเราะแห้งๆ พลางยกมือขึ้นเกาหัวแก้เขินอยู่หลายรอบ ก่อนที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจะเปลี่ยนกลับมาเป็นรอยยิ้มซาดิสท์สุดสยองขวัญที่พร้อมจะกลืนกินทุกคนในพริบตา

​ส่วนฉัน... ทำได้เพียงยืนทอดถอนหายใจยาวเหยียดด้วยสีหน้าตายซาก

...ให้ตายเถอะ พระเจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้ฉันแค่อยากจะวาร์ปกลับบ้านนอนซุกผ้าห่มโง่ๆ แล้วเหมือนกันนะโว้ย!

​โมรอสคลี่ยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นระริกระรื่น เขาก้าวเท้าหมุนตัวไปรอบเวทีด้วยท่าทางอารมณ์ดีราวกับคนบ้าที่เพิ่งซดยาชูกำลังมาหลายลังติด

​“เอาล่ะครับ! สำหรับเกมแรก... ง่ายแสนง่าย แค่พวกคุณต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากเกาะร้างแห่งนี้ให้ได้ภายในเวลา 1 สัปดาห์เต็มๆ แน่นอนว่าจะมีเหล่าอสูรกายกระหายเลือดคอยเดินล่าพวกคุณอยู่ตลอดเวลาด้วยนะ อ้อ! ส่วนเรื่องภาษาอันหลากหลายของพวกมนุษย์ก็ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกครับ เพราะพวกคุณทุกคนจะฟังและสื่อสารกันเข้าใจได้ตลอดเวลา... เป็นเพราะว่าในนรกของเรามีระบบแปลภาษาอัตโนมัติฝังอยู่ในหัวของพวกคุณยังไงล่ะครับ! ...อะ ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า! มันก็แค่เอฟเฟกต์แปลกประหลาดของนรกเท่านั้นแหละ~ อย่าไปใส่ใจเลย!”

​สิ้นคำพูดกวนประสาทนั้น โมรอสก็ดีดนิ้วเป๊าะ... ฉับพลัน รอยแยกมิติสีดำสนิทขนาดมหึมาก็อ้าปากกว้างขึ้นใต้ฝ่าเท้าของพวกเรา ดูดกลืนร่างของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดให้ร่วงหล่นดิ่งลงไปสู่ความมืดมิดพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวน

​ตุบ!

​พวกเราทั้งหมดร่วงหล่นกระแทกพื้นลงมายังเกาะร้างบรรยากาศชวนขนลุก เบื้องหน้าคือป้ายไม้เก่าแก่ที่สลักคำเตือนด้วยเลือดสดๆ สีแดงฉานหยดติ๋งลงมาอย่างน่ากลัว—‘เขตอันตราย ห้ามเข้า’

​ฉันกวาดสายตามองป้ายนั้นก่อนจะหลุดปากพึมพำออกมาเบาๆ ด้วยความเหนื่อยหน่าย

​“...ปากก็บอกว่าห้ามเข้า แต่เล่นถีบหัวส่งพวกฉันตกลงมาบังคับให้เข้าชัดๆ แบบนี้เนี่ยนะ!”

​ทว่า... ยังไม่ทันที่คำพูดจะขาดห้วง เสียงคำรามประหลาดชวนขนหัวลุกก็ดังแว่วมาจากความมืดทึบของผืนป่า เป็นเสียงร้องคำรามของสัตว์ร้ายที่ต่อให้พลิกแผ่นดินหาบนโลกมนุษย์ก็ไม่มีทางได้ยินเสียงแบบนี้แน่... หรือว่าเจ้าพวกนั้นจะ—!

​กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!

​เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวขีดสุดของหญิงสาวผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งดังแหลมลั่นผ่าความเงียบขึ้นมาทันที ทำให้พวกเราทุกคนต้องสะดุ้งสุดตัวแล้วหันขวับไปมองต้นเสียงพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • The Despair Stage   ตอนที่ 0 "นรกคือความว่างเปล่า?"

    “ ….ที่นี้ที่ไหน…ฉันจำได้ว่าฉันตายไปแล้ว…เพราะ..■■■ ไปแล้วนี่น่า เอ๊ะ? ” ฉันเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนก... ภาพเบื้องหน้ายืนยันเด่นชัดว่าที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์ หากแต่เป็นห้วงนรกอเวจีอันแปลกประหลาด ​รอบตัวคือลานอัฒจันทร์กว้างขวาง บรรดาผู้ชมต่างนั่งอัดแน่นอยู่บนโซฟาสีเลือดสด ส่งเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ด้วยภาษาโบราณประหลาดที่ฟังไม่ศัพท์ ทว่าเต็มไปด้วยความขลังและน่าสะพรึงกลัว รูปร่างหน้าตาของพวกมันล้วนบิดเบี้ยวเกินกว่าจินตนาการจะเอื้อมถึง บางตัวมีศีรษะเป็นหนวดปลาหมึกขยับย้วยไปมาน่าสยดสยอง บางตัวมีเรือนร่างกึ่งมนุษย์แต่ทว่าสวมหัวหอยทากเชื่องช้า หรือแม้แต่พวกที่คล้ายคลึงมนุษย์ทุกประการทว่ากลับแฝงกลิ่นอายความผิดเพี้ยนจนชวนขนหัวลุก สารพัดความหลอนประหลาดถูกรวมไว้ ณ ที่แห่งนี้จนแทบหายใจไม่ออก แถมมีผู้คนมากมายที่เป็นมนุษย์เหมือนกับฉัน..ที่นี้อีก ที่มีสภาพไม่แตกต่างกันฉัน สับสน งงงวย..อยากรู้อยากเห็นมากๆว่าที่นี้ไหน ใช่ นรกรึเปล่า? พวกเราอยู่บนเวทีขนาดใหญ่ที่รับรองจำนวนมนุษย์มากมายเยอะแยะเต็มไปหมด มีทีวีจอใหญ่มากมายเขียนว่า ‘ The Despair Stage : Live ’ มันเลื่อนข้อความไปมาซ้ำๆผ่านจอ บนโซฟาสุด

  • The Despair Stage   บทที่1 “เกาะร้างหรรษา”

    ทุกคนหันขวับไปตามเสียงกรีดร้อง—และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง ​อสูรกายร่างสูงตระหง่านราว 9 ฟุตกำลังฝังเขี้ยวขย้ำร่างของผู้หญิงคนนั้นอย่างตระกละตระกราม ผิวพรรณของมันขาวซีดเซียวราวกับศพเน่าเปื่อยที่ถูกฝังกลบมานานนับปีสวมชุดสีขาวขาดวิ่นเปรอะเปื้อนคราบโคลนและรอยเลือดจนดูสกปรก..ดวงตาทั้งคู่ถูกพันธนาการไว้ด้วยผ้าพันแผลเปื้อนเลือดหลายม้วนจนมิดชิด ทว่าสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือรอยฉีกของริมฝีปากที่ฉีกกว้างไปจนถึงใบหู ถูกเย็บตรึงเข้าหากันด้วยด้ายสีแดงเข้มสดใสปรากฏหยดเลือดสีชาดหยดติ๋งลงสู่พื้นดินทุกครั้งที่มันขยับกรามเคี้ยวเนื้อสดๆ เล็บสีดำยาวแหลมคมของมันชุ่มโชนไปด้วยคราบเลือดหยดหย้อยน่าสะอิดสะเอียน ​ความหวาดกลัวระดับวิกฤตพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด บรรดาผู้เข้าแข่งขันต่างกรีดร้องลั่นด้วยความสติหลุด แล้วพากันวิ่งหนีตายอลหม่านไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดชีวิต…. ​ส่วนฉัน... กลับยืนแข็งทื่อเป็นหิน ร่างกายสั่นเทาด้วยความช็อกจนสมองขาวโพลน ไม่เคยคาดคิดเลยว่าชีวิตหลังความตายจะต้องมาเผชิญหน้ากับความสยดสยองระดับนรกภูมิของจริงแบบนี้ ​ทว่า ในวินาทีที่ความตายกำลั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status