Masukหลายวันมาแล้วที่จูหยวนจางมาประจำการที่ค่ายทหารหน้าด่าน
คืนนี้ก็เหมือนดังเช่นคืนก่อนหน้านี้ที่ท้องฟ้ายังคงมืดมิดและเขาก็ยังคงนอนไม่หลับเหมือนดั่งเช่นเคย
ให้ตายเถอะ!
เขายังคงสบถอยู่ในใจ
เขารู้สึกหงุดหงิดอยู่แบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาประจำการที่นี่ แม้ว่าจะผ่านมาหลายคืนแล้ว
แต่...
เขาก็ยังคง
หงุดหงิดอยู่
คืนนั้น...
คืนก่อนเดินทางนั่น...
เขาคิดจะทำให้ภรรยาพระราชทานของเขาติดใจในรสสวาทรสรักที่เขาปรนเปรอให้
เขาคิดจะทำให้นางเฝ้ารอเขาอย่างทรมาน
แต่...
คืนนั้น...
เสียงครวญครางหวานใสของสตรีนางนั้น
เสียงนั้น
มันทำให้เขา
นอนไม่หลับ!
เขานอนไม่หลับเลยตั้งแต่คืนแรกที่เข้ามาประจำการที่นี่
จนกระทั่งคืนนี้
มันหลายคืนแล้ว
มัน...
ให้ตายเถอะ!
จูหยวนจางยังคงสบถขณะยืนเหม่อมองไปเรื่อยเปื่อยอยู่นอกที่พักประจำตัวของตน
และก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้นเหมือนกับทุกคืนที่ผ่านมา...
ภายในเรือนส่วนตัวของหลิวหลี คืนนี้หญิงสาวกำลังนั่งมองข้าวของเครื่องใช้สัมภาระจำเป็นที่จะต้องนำไปใช้ที่ค่ายทหารรวมถึงของใช้ประจำตัวของนางที่ควรจะนำไป
ใช่แล้ว...
นางกำลังคิดจะไปอยู่ในค่ายทหาร
นางจะตามจูหยวนจางไป
นางยังจำได้ดีถึงสายตาเย้ยหยันท้าทายของเขาในวันที่เขายื่นจดหมายราชการเล่มนั้นให้นางได้อ่าน
อืม...
หนวดปลอม
ผ้ารัดอกอย่างดี
สนับเข่าสนับศอกสนับกันกระแทก
ถุงนอน
เสื้อเสริมช่วงไหล่
ของเหล่านี้นางศึกษาข้อมูลมาจากในตำราแล้วเป็นอย่างดี
ดีกว่าครั้งไหนๆ
นางนำมันมาประยุกต์ตัดเย็บดัดแปลงและมันก็ออกมาได้เป็นที่น่าพอใจ
หลายวันมานี่
นางลองปลอมตัวเป็นบุรุษแล้วเดินไปตามตลาด ตามชุมชนต่างๆมาแล้ว
ผู้คนส่วนใหญ่
มองนางไม่ออก
ว่านางเป็นบุรุษปลอมตัว
พรุ่งนี้...
นางพร้อมแล้ว
นางจะเดินทางเข้าไปประจำการเป็นทหารใหม่อยู่ในค่ายทหารเดียวกันกับจูหยวนจาง
ก่อนหน้านี้นางก็ยังไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างนี้หรือไม่
แต่...
จูหยวนจาง...
ยิ้มของเขา
ทำนาง
ลืมไม่ลง
นางทนไม่ได้
ถ้าจะต้องห่างกัน
นางทนไม่ได้
ถ้าจะไม่ได้เห็นรอยยิ้มนั่น
นางทรมาน...
ไม่ว่ายิ้มนั้นเขาจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ
ไม่ว่าเขาจะมีวัตถุประสงค์ใดในรอยยิ้มนั้น
แต่
เขาก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
เขาทำนางลืมไม่ลง...
บรรยากาศภายในค่ายทหารหน้าด่านแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยเหล่าทหารทั้งคนใหม่และคนเก่าปะปนกันไป
หลิวหลีอยู่ในชุดที่แต่งกายได้แนบเนียนมีหนวดเคราติดอยู่บนใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หญิงสาวลงแป้งให้ตนเองมีสีผิวที่คล้ำลงกว่าสีผิวจริงถึงสามส่วน ภายใต้เสื้อผ้าที่ได้รับการแจกจ่ายจากค่ายทหารแห่งนี้ที่กลมกลืนกับเหล่าทหารคนอื่นๆ หญิงสาวได้รัดผ้าเอาไว้ตรงหน้าอกอย่างแน่นหนา มีเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเสริมช่วงไหล่ใส่ไว้ด้านในอีกชั้นหนึ่ง พร้อมด้วยสนับศอกและสนับเข่าใส่เอาไว้กันกระแทกยามที่ต้องฝึกฝน สวมทับด้วยชุดประจำการของทหารประจำค่ายหน้าด่านแห่งนี้ได้อย่างแนบเนียน
หลิวหลีเตรียมการมาอย่างดีเยี่ยม
แต่ทว่ายามนั้นมีเหตุการณ์วุ่นวายอยู่นับครั้งไม่ถ้วนตรงแถบชายแดน เขาจึงต้องเดินทางไปประจำการอย่างเลี่ยงไม่ได้แต่ถึงกระนั้น หลิวหลีก็มิได้น่าห่วงสักเท่าไหร่เพราะว่านางย่อมมีผู้พิทักษ์นางได้เป็นอย่างดีแทนตัวของเขา เมื่อจูหยวนจางคิดมาถึงตรงนี้ เสียงเล็กๆแต่ทว่าเข้มข้นดุดันพลันดังขึ้น“หยุดเลยท่านพ่อ” เสียงของเด็กชายวัยเจ็ดขวบปีที่เป็นบุตรชายคนโตของจูหยวนจางเอ่ยขึ้นพร้อมเดินเข้ามาทางจูหยวนจางที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียง “ห้ามแตะต้องน้องเล็กนะ” “ใช่ๆท่านพ่อควรไปอาบน้ำล้างตัวเปลี่ยนอาภรณ์เสียก่อน” และตามมาด้วยเสียงของเด็กชายวัยห้าขวบปีเอ่ยตามคนเป็นพี่ชาย “ข้าเห็นคราบเลือดติดอยู่ที่ชุดเกราะของท่านพ่อ” จูหยวนจางจึงรีบดึงฝ่ามือที่กำลังคิดจะอุ้มบุตรสาวที่เกิดมายังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามนี้ในทันที เขาลืมไป...เมื่อเขาได้รับข่าวว่าหลิวหลีใกล้คลอดเต็มทีและนางก็เริ่มที่จะมีอาการผิดปกติคล้ายกับเจ็บท้องใกล้คลอดเตือนเป็นระยะๆมาหลายวัน เขาจึงรีบจัดการกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่หมายจะเข้ามาสร้างความวุ่นวายตรงหมู่บ้านแถบชายแดนจนเสร็จสิ้นแล้วก็รีบควบม้าตะบึงกลับมาเขาใช้เวลาเดินทางอยู่
ด้วยความเมามาย ด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง ด้วยยังไม่ทันได้สังเกตหน้าตา จูหยวนจางเพียงเอื้อมฝ่ามือขึ้นมาแล้วเปิดผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวให้ตกไป ก่อนจะเข้าแนบชิดจัดการสตรีตัวร้ายที่บังอาจใช้สมรสพระราชทานครั้งนี้ผูกมัดเขาเอาไว้ค่ำคืนของการเข้าหอ ค่ำคืนของการเคี่ยวกรำ ค่ำคืนแห่งการทรมาน จูหยวนจางเพียงแค่อยากให้สตรีนางนี้ได้รู้ว่า นางกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ ที่บังอาจใช้มารยาร้ายกาจเช่นนี้กับเขาเขาผู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่สตรีนางใด เขาผู้ที่ไม่เคยหลงกลสตรีคนไหน แต่กับนาง...ฮึ่ม! มันใช่หรือไม่และเมื่อเวลาผ่านไป ชายหนุ่มเริ่มสร่างเมา กิจกรรมกระทำชำเราได้สิ้นสุดลงและแล้วเขาจึงได้เห็นโฉมหน้าของเจ้าสาวเขาได้เห็นใบหน้าของนางได้ชัดเจนถนัดตาหลังจากที่เขาได้กระทำการกับนางไปอย่างถึงใจนางกำลังนอนหลับใหลอย่างหมดแรงอยู่ข้างๆกายของเขานางคือสตรีนางนั้นสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษนั่นจูหยวนจางถึงกับตกตะลึงลุกขึ้นนั่ง ด้วยคาดไม่ถึง ว่าจะเป็นนางใยถึงเป็นนางเป็นนางได้อย่างไรใยนางถึงต้องทำเยี่ยงนี้ใยนางไม่มาพบเขาดีๆใยนางต้องใช้สมรสพระราชทานฮึ! นี่คงจะเป็นมารยาที่แท้จริงของนางมันเกินไปหรือไม่!?เจอกันคราแรกแสร
แต่ไม่ว่าหลิวหลีจะเดินเล่นไปยังทางเดินด้านใด สายตาของนางก็มักจะไปหยุดอยู่ที่ใครบางคนอยู่ทุกทีร่ำไปโดยไม่รู้ตัวอา...นั่นเขากำลังทำอะไรเขากำลังยืนคุยอยู่กับเหล่าทหารทั้งหลาย ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายยามเมื่อได้อยู่กับเหล่าสหายของเขาหือ!เขายิ้ม นั่นเขายิ้มเขายิ้มกับสหายของเขานางอยากเป็นสหายของเขาผู้นั้นเหลือเกินอืม...แล้วนี่นางจะมองเขาอีกนานหรือไม่กันหลิวหลีเริ่มงุนงงกับตนเอง มิรู้ได้ว่าทำไม รองแม่ทัพจูอะไรนี่ถึงได้อยู่ในสายตาของนางอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมกัน… จูหยวนจาง...จูหยวนจางยังคงครุ่นคิดถึงใครบางคนที่เขาได้เจอะเจอในวันนั้นในวันที่เขาไล่ต้อนเหล่าผู้ร้ายของชนเผ่าๆหนึ่งไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในวันนั้นเขาได้ช่วยเหลือคนผู้หนึ่งเอาไว้จากคมหอกที่พุ่งตัวลงมาจนเกือบจะปักกลางหลังของคนผู้นั้น ด้วยสัญชาตญาณของเขา เขาจึงก้มลงอุ้มร่างนั้นขึ้นมาบนหลังม้าของเขาเพื่อหลบคมหอกเล่มนั้น บุคคลคนนั้นที่เขาได้ช่วยเหลือเอาไว้เป็นสตรีมิใช่บุรุษเหมือนดั่งเช่นอาภรณ์ที่นางสวมใส่เขาสังเกตได้จากดวงตากลมโตที่เหม่อมองเขาอยู่จนตลอดในระหว่างที่เขาสั่งการอยู่กับทหารของเขาสตรีนางนี้เป็นใครกัน ใ
ทันใดนั้น ม้าตัวนี้พลันกระตุก หลิวหลีถึงกับสะดุ้งตกใจเกือบตกม้าไปจนต้องรีบเอื้อมมือน้อยๆของตนโอบกระชับคนตัวโตที่อยู่ตรงหน้าของนางเอาไว้แน่นหึ! เขาแกล้งนางหลิวหลีได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจเวลาผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะมาถึงในหมู่บ้านหลิวหลีรู้ดีว่ามันช่างใช้เวลานานมากกว่าคราแรกมากนัก กว่าจะเข้าถึงหมู่บ้านแห่งเดิม เนื่องจากว่าในคราแรกนั้นม้ามันวิ่งเร็วมากเพื่อที่จะต้องตามตะครุบคนร้าย แต่รอบนี้มันเพียงแค่วิ่งเหยาะๆก็เท่านั้นแต่ทว่า...ไม่รู้ทำไมหลิวหลีกลับรู้สึกได้ว่ามันเร็วเกินไปใยถึงหมู่บ้านเร็วเกินไปนัก นางยังอยากจะนั่งมองแผ่นหลังของใครบางคนอีกครู่หนึ่ง ไม่ได้หรือไรหลิวหลียังคงนั่งเหม่อมองแผ่นหลังกว้างใหญ่ของรองแม่ทัพจูอยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วจู่ๆแผ่นหลังเปี่ยมเสน่ห์พลันหายไปหญิงสาวถึงกับกระพริบตากลมโตปริบๆ ขณะยังคงนั่งเก้ออยู่บนหลังม้าเมื่อหญิงสาวมองไปรอบๆทิศทางรอบตัว นางจึงได้เห็นรองแม่ทัพจูผูกม้าเอาไว้ทางหนึ่งแล้วเดินไปคุยอยู่กับชาวบ้านอีกทางหนึ่งโดยที่นางยังนั่งอยู่บนหลังม้าอยู่เลย...อะไรกัน?“น้องชายท่านนั้นไม่ลงมาจากม้าหรือ” เสียงของชาวบ้านท่านหนึ่งถามไปทางรองแม่ทัพจูโดยวาด
รอยเลือดที่มีมากกว่า ฝุ่นดินที่มีเยอะกว่า สิ่งเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่ารองแม่ทัพจูผู้นี้กล้าหาญชาญชัยเพียงใดมิใช่ว่าเขาจะต้องอยู่กลางกลุ่มขบวนหรอกหรือ มิใช่ว่าเขาจะต้องให้เหล่าทหารออกประจัญบานล่วงหน้าหรอกหรือเพื่อรักษาบุคคลสำคัญที่มีตำแหน่งสูงส่งเหล่าทหารชั้นล่างย่อมต้องนำหน้าฟาดฟันก่อนมิใช่หรือ หลิวหลีคิดไปพลางเมียงมองสังเกตการณ์เหล่าทหารคนอื่นโดยรอบทิศทางอยู่อย่างนั้น“จะกลับหรือไม่” เสียงห้วนๆของรองแม่ทัพจูเอ่ยขึ้นทำเอาเด็กชายพลันสะดุ้งตกใจจนหัวของเขาเกือบตกออกจากไหล่ของหลิวหลี“เอ่ยดีๆไม่ได้หรือไร เด็กตกใจแล้วเห็นหรือไม่” หลิวหลีดุใส่รองแม่ทัพจูอย่างไม่ชอบใจ ดวงตากลมโตของนางจ้องเขม็งใส่รองแม่ทัพผู้นี้อย่างไม่ยินยอมให้เขาทำนิสัยแข็งกระด้างใส่นางรองแม่ทัพจูไม่เอ่ยตอบคำใด เขาเพียงก้มหน้าโน้มตัวลงมาใกล้ๆหลิวหลีที่นั่งอยู่กับพื้นหลิวหลีถึงกับถลึงตาโตตกใจเขาจะทำสิ่งใดนาง!?หญิงสาวถึงกับกระโดดตัวลอยหลบออกจากระยะที่รองแม่ทัพจูก้มใบหน้าคมคายของเขาและโน้มตัวของเขาลงมาเด็กชายที่นั่งพิงไหล่ของหลิวหลีอยู่ถึงกับล้มตัวหน้าทิ่มลงพื้นดิน“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ พี่ชาย” เด็กน้อยถึงกับโวยวายใส่หลิวหล
เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่หลังการจลาจลสงบลงโดยการที่กลุ่มคนร้ายถูกกลุ่มทหารกลุ่มใหญ่ไล่ต้อนจนกลุ่มคนร้ายพวกนั้นถูกล้อมเอาไว้และโดนไล่ต้อนไปที่ทุ่งโล่งกว้างหลังหมู่บ้านแห่งนี้หลิวหลีและเด็กชายคนหนึ่งจึงถูกบุรุษเจ้าของฝ่ามือที่กระตุกหลิวหลีขึ้นมานั่งอยู่บนหลังม้าตัวนี้ก่อนหน้านั้นจึงได้ถูกปลดปล่อยให้หลิวหลีกับเด็กชายเป็นอิสระจากบนหลังม้า“รองแม่ทัพจู” เสียงทหารนายหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับทำความเคารพมายังบุรุษผู้ที่หลิวหลีกำลังจ้องมองเขาอยู่“เจ้ากลุ่มพวกนี้มิใช่กบฏ แต่เป็นชนเผ่าๆหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามชายแดนที่เข้ามาหมายก่อความวุ่นวายเพื่อดึงความสนใจให้พรรคพวกของมันเข้าปล้นชิงอีกทางหนึ่ง” บุคคลที่นายทหารเรียกว่ารองแม่ทัพจูเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่ายำเกรง“ตรงนี้มิได้มีอาณาเขตติดกับชายแดน ใยถึงเข้ามาได้กัน” หลิวหลีโพล่งถามขึ้นตามที่ตนสงสัยขณะยืนอยู่ไม่ไกลกับบุรุษนามว่ารองแม่ทัพจูรองแม่ทัพจูท่านนั้นหันหน้ามามองหลิวหลีด้วยสายตาคมเข้มดุดันพลางเอ่ยเสียงต่ำ “หากคิดจะปลอมตัวเป็นบุรุษก็ควรจะทำให้แนบเนียน มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะไม่รอด” จบคำก็สะบัดชายผ้าเดินจากไปไร้ซึ่งคำตอบใดๆที่หลิวหลีเอ่ยถามไปเมื่อครู่
กลางตลาดแห่งหนึ่งที่กำลังคับคั่งไปด้วยเหล่าชาวบ้านร้านตลาด มีบุคคลคนหนึ่งกำลังเดินปะปนกันไปกับบรรดาชาวบ้านเหล่านั้นด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์คล้ายๆกับบุรุษแต่ทว่า...หากใบหน้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น บุคคลผู้นี้มีนามว่าหลิวหลีวันนี้หลิวหลีแค่อยากมาเดินตลาดเพื่อเลือกซื้อผ้าสักผืนสองผืนนำไปตัดอาภร
หลังจากที่ฮ่องเต้ทรงโกรธกริ้วและไม่มีทีท่าที่จะยินยอมรับฟังคำแก้ตัวใดๆของเฉินหยางจินนั้นจูหยวนจางจึงเสนอแนะให้เฉินหยางจินร่วมมือกับเขาโดยการบอกกล่าวแก่องค์ฮ่องเต้ถึงการทำร้ายร่างกายว่าเป็นเพียงแค่การท้าประลองฉันท์มิตรสหายที่ดีต่อกัน แล้วจูหยวนจางจะทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงไว้วางใจเฉินหยางจินให้จงได้เฉิ
ตรงทางเดินทอดยาวระหว่างคุกหลวงกับทางเชื่อมระหว่างทางเดินด้านหลังของพระราชวังแคว้นเฉิน“ถวายบังคมฝ่าบาท” เสียงนุ่มนวลเนิบนาบของอัครเสนาบดีหลิวดังขึ้นเมื่อฮ่องเต้แคว้นเฉินดำเนินเสด็จพาดผ่านเจ้าแห่งแผ่นดินเพียงโบกพระหัตถ์ไปทางขันทีและคณะติดตามส่วนพระองค์ให้เคลื่อนตัวออกไปเพียงนิดก่อนเอ่ยขึ้นกับอัครเส
อัครเสนาบดีหลิวยังคงยืนอย่างสงบด้วยมาดของผู้อาวุโสเปี่ยมราศี เขาเพียงมองบุตรเขยและบุตรสาวของเขานิ่งๆด้วยรอยยิ้มอบอุ่นประดับอยู่บนใบหน้าที่ยังคงรูปงามอยู่ไม่น้อยถึงแม้ว่าอายุของเขาจะมากแล้วก็ตามทีจูหยวนจางรีบทำความเคารพบุรุษตรงหน้าด้วยมาดเรียบนิ่งตามวิสัยไม่มีเปลี่ยนแปลง“หวังว่าเจ้าคงไม่เคืองเกี่ย







