เข้าสู่ระบบ“แผลติดเชื้อเลือดเป็นพิษ ร่างกายเคยแข็งแรงจึงยังมีสติดี พิษที่ได้รับมาจากอาวุธที่ทำให้เกิดแผลนี้ ดูจากบาดแผลเกรงว่าคงเป็น...ลูกธนู? พิษนี้ยังระบุไม่ได้แต่ร้ายแรงมาก ตอนนี้แล่นไปทั่วตัวแล้ว” นางนิ่งคิดอยู่นานมากกระทั่งเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขบขัน
“ข้าเหลือเวลาอีกไม่มากกระมัง เสียเวลาไปก็เท่านั้น...”
“ท่านมีรถม้ากับคนคุ้มกัน ข้ารู้ทางกลับเข้าเมืองอวี่หยาง ท่านมีม้าดี มีคนขี่ม้าที่เชี่ยวชาญ เสี่ยวฟาง!”
“เจ้าคะคุณหนู”
“ไปกับคนคุ้มกันของเขา ไปแจ้งที่ร้านว่าข้ามีคนไข้ด่วน ให้พวกเขาเตรียมห้องให้ข้า ห้องที่สะอาดที่สุด ส่วนตัวที่สุด ยาสมานแผล น้ำร้อน ชุดมีดที่ข้าเก็บเอาไว้ในห้องนอน ยาที่ข้าเคยใช้กับมือปราบหยวนเจ้าจำได้ใช่หรือไม่ ยาฆ่าเชื้อ เอามาให้หมด ยังมี...นางก้มลงมองบาดแผลของเขาอีกครั้ง “ลูกกลอนเก้าสหายของข้านำออกมาด้วย”
“แต่ยานั่น...”
“ข้ารู้ ได้เวลาใช้มันแล้ว” พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองคนของเขา “ใครจะไปกับนาง ขอคนที่คล่องแคล่วที่สุด”
ทุกคนมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้า เขาพยักหน้าจากนั้นบุรุษผู้หนึ่งก็เสนอตัวและพาเสี่ยวฟางขี่ม้าฝ่าสายฝนที่เทกระหน่ำออกไป เซี่ยจื่อเตี๋ยมองเขา “บอกคนของท่านให้เตรียมการเดี๋ยวนี้ เราจะกลับเข้าเมืองอวี่หยางทันที”
“ได้ยินแล้ว?” เขาบอกกุนซือที่ยังคงยืนอยู่ข้างกาย
ทั้งหมดขยับตัวจากนั้นทุกอย่างก็ขับเคลื่อนรวดเร็วทั้งยังเป็นระเบียบ ไม่นานคนก็ถูกพากลับขึ้นรถม้า หญิงสาวนั่งอยู่ในรถม้ากับเขา คอยดูไม่ให้เขาหมดสติไปอีกครั้ง กระทั่งนานมากที่คนทั้งหมดกลับเข้าเมืองอวี่หยาง ร้านหมอตระกูลเซี่ยเริ่มวุ่นวายสับสนอลหม่าน
“ออกไปรอข้างนอกให้หมด” นางสั่งทว่าคนของเขากลับไม่ขยับตัว
“ออกไป” เขาออกคำสั่ง
“แต่ว่า...”
“ไหนๆ ก็ต้องตายอยู่แล้ว นางบอกว่าให้ข้ามีความหวัง เช่นนั้นข้าจะลองมีความหวังอีกสักครั้ง หากถูกหลอก...ก็ให้แล้วแต่ชะตาเถิด” เขากล่าวเสียงเรียบ “แม่นางเซี่ย ไม่สิ ท่านหมอเซี่ย ชีวิตของข้าก็ฝากไว้ในมือเจ้าก็แล้วกัน”
นางไม่ตอบกลับใช้สายตาไล่คนของเขาออกไป ไม่นานเซี่ยเหอก็เขามาในห้อง เขาทั้งบ่นทั้งถลึงตามองนาง ถึงอย่างนั้นกลับสวมผ้ากันเปื้อนที่นางส่งให้ “วางยาสลบเขาเถิด” นางกล่าว
แล้ว...ชายหนุ่มก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีก
“เสี่ยวเตี๋ยเจ้าคิดจะทำอะไร”
“หนูทดลองมาหาถึงที่ ไม่ลองท่านจะเชื่อข้าหรือ ข้าจะทำการ...ผ่าตัด!”
เห็นดวงตาท่าทางตื่นเต้นของนางเซี่ยเหอได้แต่รู้สึกปวดศีรษะ “เสร็จจากเรื่องวันนี้ข้าจะให้ท่านป้าสะใภ้ของเจ้าขับเจ้าขังเอาไว้ในจวนเสีย!!”
ในเมื่อไม่มียาปฏิชีวนะ ไม่มีน้ำเกลือ ไม่มีสายน้ำเกลือ ไม่มียาจากโลกปัจจุบันดังนั้นหญิงสาวก็จำต้องเลือกใช้แพทย์แผนโบราณแบบประยุกต์
สมุนไพรหลายๆ ตัวที่นางเคยลองนำมาทำยาฆ่าเชื้อ ขับพิษ บวกกับการผ่าตัดเอาเนื้อตาย ขับหนอง และส่วนที่ติดเชื้อออก จากนั้นก็ใช้ยาประคองอาการ นอกจากเซี่ยเหอจะคอยช่วยในหลายๆ เรื่อง เขายังทำหน้าที่คอยดูว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงยังคงหายใจเป็นปกติดี
กว่าสองชั่วยามที่การผ่าตัดเป็นไปอย่างทุลักทุเล ในที่สุดหญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาเมื่อใช้ยาสูตรปรับปรุงเองโดยมีส่วนผสมหลักของจิเสวี่ยเฉ่า เหลียงหยางเจียว[1]ต่าเต็ก แบะตง เต็งซิมและเขากวาง บดเป็นผงเพื่อใช้โรยแผล ทั้งนี้ยังใช้เคี่ยวเป็นน้ำ หรือปั้นเป็นลูกกลอนใช้แทนยาแก้อักเสบ
ตอนนี้ที่สำคัญก็คือแผลที่เข่าของเขาอักเสบจนติดเชื้อ ร่างกายของเขากำลังถูกแทรกซ้อนด้วยเลือดที่เริ่มเป็นพิษ ขอเพียงจัดการปัญหาแรกได้ เรื่องต่อๆ ไปนางค่อยวางแผนไปทีละขั้น...
กลิ่นคาวเลือดและความตายโอบล้อม เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังแว่วอยู่ข้างหู ชั่วขณะที่ความเลือนรางพาดผ่านดวงตา เขารู้สึกคล้ายได้กลับเข้าไปอยู่ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยรังสีเข่นฆ่า
เหล่าทหารหาญล้มตายร่างกายนองเลือด เสียงโอดครวญด้วยความรวดร้าว เสียงคมกระบี่กรีดลงไปในเนื้อหนัง ความตายที่ล่องลอยในอากาศ ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยการสูญเสีย ความอาลัย ความหวาดกลัวในดวงตาที่เบิกโพลง เหล่านั้นล้วนเป็นภาพจำในสงครามที่แม้ได้รับชัยชนะ ทว่าในชัยชนะล้วนเต็มไปด้วยความสูญเสีย
ศพมากมายนอนเกลื่อน เสียงร่ำไห้ของผู้ที่ยังอยู่ กระทั่งบาดแผลที่ยังคงกรีดลึกลงไปในใจยามค่ำคืนอันเดียวดาย
[1] ใช้ดับร้อน ขับพิษ ลดไข้ ที่สำคัญคือลดการอักเสบ
ชินหวางฝู่กำลังวุ่นวายตระเตรียมการ เซี่ยจื่อเตี๋ยกำลังช่วยเสียนจื่อเตรียมของใช้ที่จำเป็นระหว่างที่เขาเดินทางไปชายแดน นางเน้นหนักไปกับสมุนไพรห้ามเลือด ผงยาแก้ปวด ยาสมานแผล กระทั่งยาแก้ไข้นางก็ยังเตรียมเอาไว้ให้เขาเสียนจื่อมองนางที่เอาแต่คร่ำเครียดเตรียมของ แม้แต่เวลาจะนั่งสนทนากันก็แทบไม่มี เสียงถอนหายใจดังขึ้น “เสี่ยวเตี๋ยข้าอยากกินน้ำแกงสาลี่หวานของเจ้า”นางจึงเลิกคิ้วหันมามองเขา “อยากกินตอนนี้?”“ใช่”นางมองไปรอบๆ เพราะยังเตรียมของได้ไม่ครบ “เช่นนั้นข้าไปทำให้ท่านครู่เดียว”เขายิ้มออกมา “ข้าไปช่วยเจ้า”ในห้องครัวเล็กชายหนุ่มกำลังมองหญิงสาวที่ยุ่งง่วนอยู่กับการทำน้ำแกงสาลี่หวาน “เจ้าไม่กังวลเลยหรือ”“กังวลเรื่องใด”“เรื่องที่ข้าไปออกรบ”นางเลิกคิ้วหันไปมองเขา “เหตุใดต้องกังวล ท่านเพิ่งไปครั้งแรกหรือก็เปล่า รีบไปรีบกลับมาก็สิ้นเรื่อง ข้ารู้ว่าท่านเก่งกาจไม่มีใครเหมาะที่จะนำทัพเท่ากับท่านอีกแล้ว”เขาขมวดคิ้ว “ก็ควรดีใจที่เจ้าเชื่อใจข้า แต่ว่า...ส่งคนรักไปชายแดนเหตุใดเจ้าไม่มีท่าทางกังวลเลย” เขาถอนหายใจพึมพำเสียงเบาคนเดียวหลังจากเตรียมของให้เขาเสร็จแล้วหญิงสาวก็รีบกลับจวน เสียนจื่อนั่
หยวนเผิงหน้าซีด “ทะ...ท่านก็คือ... ที่แท้ก็เป็นท่าน ท่านคือ...” เขาพึมพำหญิงสาวอมยิ้มมองเสียนจื่อที่กำลังจะเดินกลับมา ในมือของชายหนุ่มมีมันเผาหนึ่งหัว...ในที่สุดก็เลือกได้เสียที นางลุกขึ้นกล่าว “ใช่แล้วข้าก็คือ...สตรีที่ถูกหย่าผู้นั้น เซี่ยจื่อเตี๋ย”หยวนเผิงประสานมือค้อมศีรษะ “ข้าน้อยไม่ได้... ข้าน้อยขออภัยที่ล่วงเกิน!!”“มิได้ๆ ข้าคงต้องขอตัวก่อน” นางเดินผ่านหยวนเผิงไปหาเสียนจื่อ“บุรุษหล่อเหลาผู้นั้นเจ้ารู้จัก??” เขาเลิกคิ้วถามนางนางเงยหน้าขึ้นมองเสียนจื่อ “หล่อเหลา??” นางหันกลับไปมองชายหนุ่มคนเมื่อครู่ “อ้อ...ก็พอดูได้” แต่ว่า...เมื่อหันกลับมามองใบหน้าของคนข้างๆ นางกลับยิ้มกว้าง นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าบุรุษหล่อเหลา “ท่านเลือกได้แล้วหรือ”เสียนจื่อยิ้มกว้าง “ได้แล้ว เจ้ารีบชิมดูว่าหวานหรือไม่” เขาบรรจงแกะมันเผานั้นส่งให้นางถึงปากสือเหยาที่เป็นเจ้าของเพิงน้ำชาอมยิ้ม ...มันเผาที่ท่านอ๋องยืนเลือกอยู่นานสองนาน แท้ที่จริงเขาไม่ได้เลือกให้ตัวเอง ทว่ากลับเดินไปเลือกให้ใต้เท้าหมอหญิงต่างหาก!!ปีที่สองที่โรงหมอแห่งราชสำนักทำการเปิด ศิษย์มากมายยังคงมาเรียนรู้แลกเปลี่ยน มีหมอหลายคนเข้ามาช่
ทางหนึ่งรับเขาเป็นศิษย์ ทางหนึ่งมอบหมายให้เขาเปิดร้านหมอตระกูลหวังดังเดิม แม้แซ่หวังทว่าคนตระกูลหวังกลับไม่อาจสอดไม้สอดมือกับทรัพย์สินที่หญิงสาวยกให้หวังเหยียน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากกินแต่ก็ได้แต่นั่งมอง นี่เป็นการแก้แค้นคนใจแคบอย่างคนตระกูลหวังได้เป็นอย่างดี!!เพิงน้ำชาฝั่งตรงข้ามโรงหมอแห่งราชสำนัก เสียนจื่อรินชาส่งให้หญิงสาวทันทีที่นางเดินเข้ามานั่ง ผู้คนหันมามองทั้งสองคนด้วยสายตาสนอกสนใจข่าวลือมากมายหนาหู ชื่อเสียงแม้กู้คืนกลับมาได้ ทว่าอย่างไรนางก็เป็นสตรีที่เคยแต่งงานมาก่อน อีกทั้งยังเคยมีเรื่องมีราวจนหย่าขาดกับสามีคนก่อนตอนนี้ยังมีเรื่องพัวพันคลุมเครือกับจื่อเสียนชินหวาง ให้อย่างไรฐานะของนางก็ไม่มีใครมองว่าเหมาะสมกับเขาไม่ว่าจะไปที่ใดข้างกายนางก็จะมีเขาเสมอ ไม่ว่านางจะทำอะไรเขาเองก็จะวนเวียนอยู่เคียงข้าง นานวันเข้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าทั้งสองจะประกาศข่าวดี ขุนนางที่รอวันคัดค้านถูมือรอ ขุนนางที่รอคอยชมความครื้นเครงเบิกตาเพื่อชมดูความวุ่นวายถึงอย่างนั้นจนแล้วจนรอดโรงหมอแห่งราชสำนักเปิดได้ครบปี ข่าวดีที่ทุกคนรอวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังไม่ถูกประกาศมีครั้งหนึ่งเสนาบดีกรมคลังทนไม่ไหว ค
“ข้าทำเอง” นางแย่งมาจากมือใหญ่ใช้เช็ดจมูก นางยังไม่หน้าหนาพอถึงขั้นให้เขาเช็ดน้ำมูกให้นะ!! “มิใช่ดึกมากแล้วหรือ”เขามองไปด้านนอกที่มืดสนิทและเงียบงัน “เกรงว่าคงล่วงเข้ายามอิ๋น[1]แล้วกระมัง”หญิงสาวลืมตาเงยหน้าขึ้นมองเขา “ไม่กังวลเรื่องชื่อเสียงแล้ว?”“ของผู้ใดเล่า ข้า?”นางถลึงตามองเขา “ก็ใช่น่ะสิ เป็นถึงท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์กลับรั้งอยู่ในจวนของสตรีที่เคยถูกสามีหย่า ชื่อเสียงหลังจากวันนี้ท่านจะเอาไปไว้ที่ใด?”เขาหัวเราะ “ข้าต้องสนใจไปไยว่าผู้คนข้างนอกนั่นจะคิดอย่างไรกับข้า ข้าสนเพียงเจ้าจะคิดเช่นไรไม่ดีกว่าหรือ”นางสบตาคมเข้มของเขานิ่ง เขาเองก็ไม่ยอมหลบมือใหญ่ยกขึ้นลูบแก้มของนางทีหนึ่ง “แต่หากเจ้าถือสา ชื่อเสียงของข้านี้ให้อย่างไรก็ต้องรบกวนเจ้ารับผิดชอบ ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าจะไม่ทอดทิ้งข้า”“ท่าทางคล้ายเจ้าสาวกำลังจะถูกทอดทิ้งของท่านนี่มันอย่างไรกัน เป็นถึงจื่อเสียนชินหวางผู้ใดจะกล้าทำลายชื่อเสียงท่าน อีกอย่างท่านเป็นบุรุษ!”เขาหัวเราะกอดนางแน่นขึ้น “ท่าทางจะดีขึ้นแล้วจริงๆ ข้าสมควรกลับออกไปแล้วจริงๆ แต่...เจ้าดื่มยาก่อนข้าจึงจะกลับไป” เขาขยับลุกวางนางพิงหัวเตียง ประตูห้องถูกแง
“อืม” นางหลับตาลงจริงๆ รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก “ท่านพูดอะไรหน่อยสิ หาไม่คงหลับก่อนโจ๊กกับยามาถึง เรื่องข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง”เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “คิดว่าเจ้าคงอยากรู้ หวังเหยียนไปยังจวนว่าการ ตีกลองร้อนทุกข์ให้เจ้า ยอมรับโทษโบยยี่สิบไม้จากการทำให้ชื่อเสียงของเจ้าด่างพร้อย กลับจวนยังถูกคนตระกูลหวังโบยลงโทษซ้ำอีกสิบไม้”นางชะงักจากนั้นถอนหายใจออกมา “เขาเป็นคนไม่เลว แม้หลงผิดไปแต่ก็เพราะถูกคนตระกูลหวังปิดหูปิดตา ตอนนั้นเขายังเด็กตอนนี้โตแล้วกลับเข้าอกเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น”แม้เป็นทายาททั้งยังเป็นบุตรชาย ทว่าก็เป็นเพียงบุตรนอกสสมรส เป็นบุตรชายที่เกิดจากอนุ ตอนนี้หวังคุ่นแต่งงานใหม่แล้ว มีฮูหยินเอก ไม่นานเขาก็จะมีทายาทสายตรงเชิดหน้าชูตาหวังเหยียนเล่าจะกลายเป็นอะไรในตระกูลหวัง ยิ่งเขาออกตัวแก้ต่างให้นาง หักหน้าคนตระกูลหวังเช่นนี้ เกรงว่าในอนาคตก็คงไม่มีใครในตระกูลสนับสนุนแล้ว“เขาเป็นอย่างไรบ้าง”“สาวใช้ออกมาตามหมอแล้ว อาการยังนับว่าน่ากังวล ทว่าอย่างไรก็เป็นคนตระกูลหวัง แม้ไม่ได้รับการดูแลดีเหมือนเมื่อก่อน แต่คงนับว่าปลอดภัยดีได้กระมัง”นางพยักหน้าถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เบี่ยงหน้าซุกเข้าไ
“ตระกูลหวังช่างดีดลูกคิดรางแก้วเก่งเหลือเกิน ไม่เพียงไม่อยากเสียหน้า แต่ยังคิดจะดึงคนที่เคยทำลายกลับเข้าจวน ฐานะขุนนางขั้นห้าของใต้เท้าหมอหญิงนี่ช่าง...น่าดึงดูด” ร่างสูงก้าวเข้ามา ด้านหลังยังขุนนางมากมายติดตามมาด้วย“แม้แต่คนที่เคยรังเกียจไม่อยากอยู่ร่วมโลก ยังสามารถอ่อนน้อมไม่ถือสาเรื่องในอดีต เข้าใจผิดนานนับปี เกลียดชังนานนับชาติ ทว่ากล่าวประโยคเดียวหนังสือหย่าก็เป็นโมฆะแล้ว ช่างทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจเสียจริง”นอกจากเสียนจื่อผู้ใดจะกล่าวประโยคเชือดเฉือนเช่นนี้ให้ฟังดูสุภาพนุ่มนวลได้อีก“ชื่อเสียงของสตรีผู้หนึ่ง กลับแก้ไขได้ด้วยประโยคที่กล่าวว่า...เป็นเรื่องเข้าใจผิด” ชายหนุ่มหัวเราะ “ข้ารู้จักกับใต้เท้าหมอหญิงมาก็นับว่าสักพัก ไม่เคยรู้ว่านางเป็นคนใจกว้างถึงเพียงนี้”“หม่อมฉันมิได้หมายความเช่นนั้น ท่านอ๋องทรงเข้าใจผิดแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ารีบแก้ “ที่หม่อมฉันหมายถึงก็คือ...ตระกูลหวังจะต้องชดเชยให้เท้าหมอหญิงแน่นอน”“อย่างเช่น...จะคืนสินเดิมให้?” เสียนจื่อไม่ยอมปล่อย“เพคะแน่นอน เรื่องนั้นตระกูลหวังย่อมรีบจัดการคืนสินเดิมให้ใต้เท้าหมอหญิง”“อย่างเช่น...สินสอดที่นางควรได้?”“นั่นก็ด้วยเพค
เซี่ยจื่อเตี๋ยเดินแหวกเข้าไปกลางวง “ถอยออกไป!” นางสั่งจากนั้นมือแตะหาชีพจร หญิงสาวประคองใบหน้าของหวังเจียวเจียวขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าในปากไม่มีสิ่งใดอยู่ จากนั้นก้มลงประคองให้อีกฝ่ายอ้าปากแล้ว...เป่าลมเข้าไป“นางทำอะไร!!”“เป็นสตรีด้วยกันแท้ๆ จุมพิตสตรีด้วยกันด้วยเหตุใด!!”หลังจากนั้นหญิงสาวก็วางมือ
“ข้า...หวังเหยียน คิดว่าท่านจากเมืองหลวงไปไม่กี่ปีคงจะจำข้าได้ เห็นท่านยังคงสบายดี ข้าผู้นี้ก็ดีใจยิ่งนัก เห็นท่านได้เป็นหมอหลวงหญิง ทั้งยังมีตำแหน่งขุนนางข้า...ยินดีกับท่านด้วย”“อ้อ..เอ่อ เกรงใจไปแล้ว” นางกล่าวด้วยความงุนงง ก่อนจากกันอีกฝ่ายยังจงเกลียดจงชัง อีกทั้งทันทีที่กลับมาถึงเมืองหลวง นางก็
จวนท่านหมอหญิงเสร็จแล้วและกำลังจะมีงานเลี้ยง ในงานเลี้ยงมีนางกำนัลอาวุโสถูกส่งมาจากวังหลวงเพื่อช่วยดูแลในเรื่องต่างๆ คนในจวนส่วนใหญ่ได้หลี่กงกงและเสียนจื่อเป็นคนช่วยจัดการหามาให้ ดังนั้นแม้ไม่คุ้นเคยทว่าเซี่ยจื่อเตี๋ยก็นับว่าจัดงานได้โดยไม่ขายหน้าผู้ใดเสียนจื่อสวมชุดสีน้ำเงินเข้มปักลายปักษากางปีก
ดึกมากแล้วตอนที่เสียนจื่อรู้สึกตัวขึ้นมากลางดึก เขาคอแห้งดังนั้นจึงควานมือหาน้ำดื่ม นึกไม่ถึงริมหน้าต่างกลับมีเงาคนขยับลุก มองในความมืดก็เห็นเซี่ยจื่อเตี๋ยงัวเงียเดินเข้ามา นางยังคงสวมชุดสีเหลืองบนตัวมีคราบโคลนหลงเหลือ “ดื่มน้ำหรือ”“ท่านหมอเซี่ย?”“อืมข้าเอง” นางรินน้ำส่งให้เขาจากนั้นเดินกลับไปทิ้







