เข้าสู่ระบบภายในห้องนอนกว้างขวางของเรือนเหมันต์พิสุทธิ์ แสงเทียนส่องสว่างวูบไหวสะท้อนเงาของคนสองคนที่กำลังแนบชิดกันอยู่บนเตียงใหญ่
อาภรณ์ตัวนอกถูกโยนทิ้งไปกองที่พื้นนานแล้ว เหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวบางเบาที่หลุดลุ่ยจนแทบไม่ปกปิดเรือนกาย
จ้าวจินหลง ชินอ๋องหนุ่มผู้รักษาพรหมจรรย์ ถอนริมฝีปากออกมาจากความหวานฉ่ำของคนใต้ร่าง ลมหายใจของเขาหอบพร่า นัยน์ตาคมกริบที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง บัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟราคะที่ถูกกดทับมานานปี
"แฮ่ก... ท่านพี่..."
หลินซีเหยา นอนระทดระทวย พวงแก้มแดงซ่าน ดวงตาดอกท้อฉ่ำน้ำปรือปรอย ริมฝีปากบวมเจ่อจากการถูกจูบอย่างตะกละตะกลาม
"ข้า... หายใจไม่ทัน..."
"ก็ผู้ใดใช้ให้เจ้ากลั้นหายใจเล่า" จ้าวจินหลงเสียงแหบพร่า มือหนาลูบไล้ไปตามเอวบางคอดกิ่ว สัมผัสผิวกายที่เนียนลื่นราวกับแพรไหมชั้นดีกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายเขาจนแทบคลั่ง
"ปลดออกเสีย..." ท่านอ๋องสั่งสั้นๆ
"หือ? ข้าต้องปลดเองหรือ?" หลินซีเหยาเบะปาก "ขี้เกียจยกแขน... ท่านทำให้สิ"
จ้าวจินหลงแค่นหัวเราะในลำคอ
"ได้... ข้าจะ 'ปอก' เจ้าให้เกลี้ยงเกลาเหมือนปอกลิ้นจี่เลยคอยดู"
มือแกร่งกระชากปมเชือกที่เอวของหลินซีเหยาออกเพียงครั้งเดียว เสื้อตัวในแยกออกจากกัน เผยให้เห็นเรือนร่างขาวผ่องดุจหิมะยอดเขาฉางซาน ยอดอกสีหวานชูชันรับสัมผัสอากาศเย็น
จ้าวจินหลงกลืนน้ำลายเอือก เขาเคยเห็นเรือนร่างบุรุษในสนามรบมานับไม่ถ้วน แต่หามีผู้ใด... หามีผู้ใดเลยที่จะงดงามและน่าทะนุถนอมเท่าคนตรงหน้า
ผิวขาวจัดตัดกับผ้าปูที่นอนสีเข้ม รูปร่างบอบบางแต่มีน้ำมีนวลน่าบีบขยำ
"งามยิ่งนัก..." ท่านอ๋องพึมพำ ก่อนจะก้มหน้าลงซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่น ไล่ลงมาขบเม้มทำรอยสีกุหลาบไว้ที่ไหปลาร้าเพื่อตีตราจอง
"อ๊ะ...เจ็บ..ท่านพี่ อย่ากัด..." หลินซีเหยาสะดุ้ง ร้องประท้วงเสียงเครือ "ข้ามิใช่ซาลาเปานะ!"
"แต่เจ้าหอมยิ่งกว่าซาลาเปา"
ลิ้นร้อนลากไล้ผ่านแผ่นอก ลงมาหยอกเย้ากับยอดอกสีสวย หลินซีเหยาแอ่นอกรับสัมผัสโดยไม่รู้ตัว มือเรียวสอดเข้าไปขยุ้มกลุ่มผมสีดำขลับของท่านอ๋อง
"อือ... มัน... รู้สึกประหลาด..." หลินซีเหยาครางเสียงหลง ความรู้สึกวูบวาบแล่นปราดไปทั่วท้องน้อย ขาเรียวเริ่มเสียดสีกันไปมาด้วยความกระสันซ่านที่ไม่คุ้นเคย
จ้าวจินหลงเงยหน้าขึ้นมา สายตาแพรวพราวระยิบระยับ
"ประหลาดหรือ? นี่เพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น"
เขาดึงรั้งกางเกงตัวสุดท้ายของหลินซีเหยาออกไปพ้นปลายเท้า แล้วแทรกกายแกร่งเข้ามาอยู่ระหว่างขาเรียวขาว จับขาข้างหนึ่งพาดบ่ากว้างของตน
ท่าทางที่น่าอายนี้ทำให้หลินซีเหยาหน้าแดงแปร๊ดจนถึงใบหู พยายามจะหุบขาหนี
"ท่านพี่... ท่านี้มัน... ลมเย็นเข้า..."
"ประเดี๋ยวก็ร้อน"
จ้าวจินหลงคว้ากระปุกขี้ผึ้งหอที่ตระเตรียมการมาอย่างดีควักเนื้อครีมลื่นๆ ออกมา แล้วป้ายลงที่ช่องทางคับแคบด้านหลัง
"อ๊ะ!" หลินซีเหยาสะดุ้งเฮือก เกร็งตัวทันทีเมื่อนิ้วยาวสอดแทรกเข้ามา "เจ็บ! มีสิ่งใดเข้ามา!"
"ชู่ว... ผ่อนคลาย ซีเหยา... อย่าเกร็ง" จ้าวจินหลงจูบปลอบประโลมที่ขมับชื้นเหงื่อ พยายามข่มความต้องการของตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อมให้ภรรยา "หากเจ้าเกร็ง เจ้าจะเจ็บ... เชื่อข้า ข้าอ่านตำรามาเยอะ"
"อ่าน... อ่านตำราอันใดของท่าน... อื้อ!"
นิ้วที่สองและสามตามเข้ามาขยับขยายช่องทาง หลินซีเหยารู้สึกอึดอัดดุจคนท้องผูก แต่ในความอึดอัดนั้นกลับมีความเสียวซ่านแทรกซึมเข้ามา
เขาหอบหายใจถี่ รู้สึกว่าร่างกายตัวเองเริ่มมิใช่ของตัวเองอีกต่อไป มันอ่อนระทวยและต้องการบางสิ่งที่ 'มากกว่า' นิ้ว
"พอ... พอแล้ว..." หลินซีเหยาหอบ "มันโล่งๆ ... เอาออกไป..."
"เอาออกไม่ได้... แต่จักเอา 'สิ่งอื่น' ใส่เข้าไปแทน"
จ้าวจินหลงถอนนิ้วออก แล้วแทนที่ด้วยความแข็งขึงที่ปวดหนึบมาเนิ่นนาน เขาจ่อส่วนปลายที่ช่องทางนุ่มหยุ่น
"ซีเหยา... มองข้า"
หลินซีเหยาปรือตามองภาพเบื้องหน้า สามีของเขาดูหล่อเหลาและดุดันราวกับเทพสงครามที่กำลังจะบดขยี้เมือง เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวบนหน้าผาก
"ข้าจะเข้าไปแล้วนะ..."
จ้าวจินหลงค่อยๆ กดกายแทรกผ่านเข้าไปช้าๆ ความคับแน่นทำเอาเขาต้องกัดฟันกรอด
"แน่นชะมัด... เจ้าจะรัดข้าให้ตายเลยหรือ..."
"ฮึก... เจ็บ... ท่านพี่ มันใหญ่โตนัก... มันเข้ามิได้หรอก..." หลินซีเหยาจิกเล็บลงบนไหล่กว้าง น้ำตาคลอเบ้า "พอแล้ว... ข้าจะนอน... ข้าไม่ทำแล้ว..."
"สายไปแล้วเด็กดี..." จ้าวจินหลงก้มลงจูบปิดปากคนช่างเจรจา แล้วกระแทกกายเข้าไปจนสุดทางในคราเดียว!
"อื๊อออออ!" หลินซีเหยาหวีดร้องในลำคอ เสียงถูกกลืนหายไปในจูบ ร่างกายเกร็งกระตุกรับรู้ถึงความจุกเสียดที่แปรเปลี่ยนเป็นความเต็มตื้น
จ้าวจินหลงแช่นิ่งไว้ครู่หนึ่งเพื่อให้หลินซีเหยาปรับตัว เขาจูบซับน้ำตาที่หางตาให้อย่างอ่อนโยน
"เจ็บหรือไม่?"
"จุก..." หลินซีเหยาเบะปาก "เหมือนกินขาหมูไปสิบขา... แน่นท้องไปหมด..."
คำเปรียบเปรยของภรรยาทำเอาท่านอ๋องหลุดขำ แต่ก็เอ็นดูจนทนไม่ไหว
"เช่นนั้นข้าจะช่วย 'ย่อย' ให้เจ้าเอง"
จ้าวจินหลงเริ่มขยับกาย เนิบนาบแต่มั่นคง ทุกจังหวะเน้นย้ำจุดกระสันภายในจนหลินซีเหยาเริ่มครางเสียงหวาน
"อ๊ะ... อ๊า... ตรงนั้น... ท่านพี่..."
จากจังหวะเนิบนาบ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรัวเร็วและรุนแรงตามแรงอารมณ์
เตียงไม้ขนาดใหญ่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงกระแทก ร่างบางของหลินซีเหยาสั่นคลอนไปตามแรงส่ง ศีรษะทุยๆ ถูไถไปกับหมอนจนผมเผ้ายุ่งเหยิง
"ไหนเจ้าบอกว่าจะนอนเฉยๆ อย่างไรเล่า..." จ้าวจินหลงกระซิบเสียงพร่า ขบเม้มที่ซอกคอ "เหตุใดเจ้าถึงรัดข้าแน่นปานนี้... ซีเหยา... เจ้ากำลังจะฆ่าข้า..."
"อื้อ... ท่านก็... ผ่อนแรงหน่อย... ข้าเหนื่อย..." หลินซีเหยาบ่นทั้งเสียงคราง "เหมือนวิ่งรอบเขาเลย... แฮ่ก..."
"เหนื่อยก็พัก... ประเดี๋ยวข้าทำเอง!"
จ้าวจินหลงจับเอวบางไว้แน่น แล้วโหมซัดสาดแรงรักเข้าใส่ไม่ยั้ง ราวกับพายุคลั่งที่โหมกระหน่ำใส่ดอกไม้ดอกเล็กๆ
ความเสียวซ่านพุ่งทะยานจนแตะจุดสูงสุด
หลินซีเหยาหวีดร้องเสียงหลง ร่างกายเกร็งกระตุก ปลดปล่อยธารอารมณ์ออกมาเลอะหน้าท้องแกร่งของท่านอ๋อง
ชั่วลมหายใจต่อมา จ้าวจินหลงคำรามต่ำในลำคอ กดกระแทกเน้นย้ำอีกสองสามครา ก่อนจะปลดปล่อยสายธารอุ่นร้อนเข้ามาในกายภรรยาจนล้นทะลัก
ทั้งสองร่างกอดก่ายกันแน่น หอบหายใจประสานกันท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงหัวใจเต้นโครมคราม
หลินซีเหยาตาเหลือกโพลง สมองขาวโพลน
นี่น่ะหรือ... การ 'นอนเฉยๆ' ที่ท่านพี่ว่า?
มุสา! มุสาทั้งเพ! นี่มันเหนื่อยกว่าเดินขึ้นเขาไท่ซานเสียอีก!
...
จ้าวจินหลงพลิกตัวลงนอนข้างๆ ดึงคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมกอด จูบขมับชื้นเหงื่ออย่างรักใคร่
"เก่งมาก... เจ้าทำได้ดีมาก"
"ข้า... ข้าจะตายแล้ว..." หลินซีเหยาพึมพำเสียงแหบ "เอวข้า... เอวข้าหายไปที่ใดแล้ว... ไม่รู้สึกถึงเอวตนเองเลย..."
"พักผ่อนเถิด..." จ้าวจินหลงลูบหลังปลอบประโลม
หลินซีเหยาหลับตาลง เตรียมจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
แต่ทว่า...
เขารู้สึกได้ถึง "บางสิ่ง" ที่แข็งขึงขึ้นมาทิ่มหน้าท้องเขาอีกครั้ง!
หลินซีเหยาลืมตาโพลง "ท่านพี่... อย่าบอกนะว่า..."
จ้าวจินหลงยิ้มแห้งๆ แต่แววตาเป็นประกายวาววับ
"ข้าบอกแล้วอย่างไร... ว่าข้าสะสมไว้เยอะ... รอบเดียวมันไม่เพียงพอหรอกนะ พระชายา"
"ม่ายยยยยยย!" หลินซีเหยากรีดร้องในใจ
"ข้าจะนอน! ข้าจะลาออก! ข้าไม่เป็นแล้วพระชายา!"
แต่เสียงประท้วงก็ถูกปิดด้วยจูบอีกครา และค่ำคืนนั้น... หลินซีเหยาก็ได้เรียนรู้ซึ้งถึงคำว่า "สามีหนุ่มผู้กลัดมัน" ว่ามันน่ากลัวกว่ามือสังหารร้อยคนรวมกันเสียอีก!
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงตะวันสายโด่งส่องเข้ามาในห้อง จ้าวจินหลงตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นแจ่มใส ผิวพรรณเปล่งปลั่ง รัศมีบุรุษเพศจับตา เขาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยพร้อมไปปฏิบัติราชการ
ส่วนบนเตียง... มีก้อนผ้าห่มนูนๆ ที่สั่นระริกน้อยๆ
"ซีเหยา... ตื่นมากินข้าวต้มหรือไม่?" ท่านอ๋องถามอย่างอารมณ์ดี
"ไปตายซะ..." เสียงแหบแห้งดังลอดออกมาจากผ้าห่ม "เอาน้ำแกงมาวางไว้... แล้วไสหัวไป... อย่าให้ข้าเห็นหน้าท่านอีกสามวัน!"
จ้าวจินหลงหัวเราะร่า เดินเข้าไปจูบก้อนผ้าห่มหนึ่งที
"พักผ่อนเยอะๆ นะเมียรัก... คืนนี้ข้าจะกลับมานวดเอวให้"
"ไม่ต้องกลับมา!"
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง หลินซีเหยาโผล่ศีรษะออกมาจากผ้าห่ม สภาพขอบตาดำคล้ำ ที่ลำคอมีแต่รอยจูบแดงเถือก ร่างกายร้าวระบมเหมือนถูกรถม้าทับ
"อาเป่า..." เขาเรียกเสียงเครือ
อาเป่ารีบวิ่งเข้ามา "คุณชาย! เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"
หลินซีเหยาน้ำตาซึม ชูนิ้วสั่นๆ ขึ้นมา
"ไป... ไปหาช่างไม้... สั่งทำป้ายแขวนหน้าห้องเดี๋ยวนี้"
"เขียนว่าอันใดขอรับ?"
"เขียนว่า... 'ชินอ๋องและสุนัข ห้ามเข้า'!!"
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี



![What is a divorce? [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



